หลังจากเลื่อนระดับขึ้นมาชีวิตประจำวันของจิ่วเหมยฮวาจากเดิมเรียนรู้สมุนไพรเริ่มต้นก็เข้าสู่่เวลาของการฝึกฝนการหลอมโอสถขั้นพื้นฐานย้ำว่าพื้นฐานเพราะความรู้ด้านวิชาแพทย์ที่มีในความทรงจำของนางคือการรักษาแบบสมัยใหม่ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและมียากินยาฉีดทันสมัยพร้อมดังนั้นเมื่อนางจะช่วยคนในยุคสมัยนี้ได้ก็ต้องมียาหรือโอสถเพราะการรักษาด้วยสมุนไพรที่ใช้ต้มแล้วดื่มรักษาได้แต่ช้าและยุ่งยากไม่ทันเวลา
นางฝึกฝนตามคัมภีร์ทั่วไปที่ใช้เป็พื้นฐานปรุงโอสถบวกกับประสบการณ์ที่อาจารย์รองเขียนบรรยายไว้เพิ่มเติมเมื่อมีพลังิญญาที่เพิ่มขึ้นนางก็สามารถควบคุมไฟิญญาของตน(ไฟที่เกิดจากการควบคุมจิติญญาให้เกิดไฟ) เพิ่มความร้อนให้กับไฟธรรมชาติจากเชื้อเพลิงเช่นไม้ถ่าน่เริ่มต้นเพียงห้าวันจิ่วเหมยฮวาเผาทำลายสมุนไพรที่เก็บรักษาไว้ไปมากกว่าครึ่งยังไม่สามารถหลอมโอสถออกมาสักเม็ดด้วยสัญชาตญาณของหมอนางยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไป
“ฟุป ฟู่ฟู่ฟู่”
ฮัดชิ้ว ควันจากเตาหลอมคละคลุ้งออกมานอกห้องพร้อมกับร่างบางที่ก้าวหนีควันออกมาด้านนอก
“เ้าจะเผาสมุนไพรที่พวกเราเก็บรวมรวมมานับปีจนหมดมิได้นะ ฮวาเอ๋อร์”
“ข้าก็พยายามอยู่นะ เ้าสิดีนักยังไม่เลื่อนระดับขึ้นมาเพียงแค่เรียนการใช้สมุนไพรรักษา”
“ข้าก็อิจฉาเ้านะ แต่ข้าก็ยังรู้สึกดีกว่าที่ไม่ต้องหลอมโอสถ ฮิฮิฮิ…น่าสงสาร”
“อืม..ข้าไปหลอมโอสถหล่ะ”
“พยายามเข้านะ ฮวาเอ๋อร์ สู้สู้”
ในห้องพักของอาจารย์ใหญ่จิ่วเอ๋อร์และจิ่วเหมยฮวานำกาน้ำชาเข้ามาเปลี่ยนและเก็บเช็ดถูทำความสะอาดเป็ประจำจิ่วเอ๋อร์นางเล่าชีวิตประจำวัน ลมฟ้าอากาศสร้างความรื่นเริงให้อาจารย์ได้ยิ้มสักเล็กน้อยนางอยากให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงนางกลัวอาจารย์จะล้มป่วยอีกครั้ง ชีวิตนางเป็อาจารย์ช่วยเหลือและมอบให้ความสุขกายสุขใจทุกวันนี้เป็เพราะท่านอาจารย์
“จิ่วเอ๋อร์ การฝึกฝนของเ้าก้าวหน้าช้ามากเ้าควรจะต้องเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ หากภายภาคหน้าไม่มีอาจารย์ดูแลเ้าจะได้มีชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขอาจารย์ก็ไม่หวังให้เ้าบรรลุเป็เซียนเพียงอยากให้มีวิชาติดตัวผ่านพ้นเคราะห์พ้นโศกมีความสุขตลอดไป”
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล ศิษย์ล้วนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีท่านมีฮวาเอ๋อร์ มีบรรดาอาจารย์ท่านอื่นๆ พวกเราใช้ชีวิตสงบสุข ร่างกายแข็งแรงจิตใจเรียบง่ายแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ท่านดูหน้าข้าสิดูดีใช่หรือไม่”
“อืม เ้ามีความสุขก็ดีแล้ว”
“ฮวาเอ๋อร์ เ้าอยู่ที่นี่ก็นานแล้วเ้ามีความสุขหรือไม่”
“เ้าค่ะ ข้าสุขสบายดี การฝึกฝนก็ราบรื่น”
"ฮวาเอ๋อร์ การหลอมโอสถของเ้าเป็อย่างไร"
“เรียนท่านอาจารย์ข้าสามารถหลอมโอสถขั้นพื้นฐานระดับต้นได้แล้วเ้าค่ะรักษาอาการง่ายๆ ปวดศรีษะ ปวดท้อง ท้องเสีย จำพวกนี้เ้าค่ะ”
“ทางเซียนเ้าสองคนคงเดินไม่ถึง….เ้าออกไปเถอะ อาจารย์จะนั่งสมาธิ”
“ไปไม่ถึงก็ไม่ต้องไปสิ เ้าว่าไหมฮวาเอ๋อร์”
“……….."
ในห้องหลอมโอสถกลิ่นหอมของโอสถ เย็นชื่นใจหอมคล้ายมีคล้ายไม่มี นางเปิดฝาเตาหลอมออกมามีไอความร้อนลอยแทรกออกมา ภายในเตามีเม็ดยากลมแดงเข็มอยู่สามเม็ดรอบข้างเป็เศษสมุนไพรที่เสียหายมีควันลอยจางๆในที่สุดนางก็สามารถหลอมโอสถในระดับกลางได้สักที แต่ความสำเร็จก็ต่ำเตี้ยได้เม็ดยาเพียงสามในสิบ
บนแผ่นดินนี้อาจารย์ที่ปรุงโอสถมีน้อยจนนับนิ้วได้แถมเป็โอสถระดับต้นทั้งนั้น หากข่าวแพร่ออกไปนางคงนั่งนับเงินจากการขายโอสถไม่ไหวนางไม่ได้งกนะ แต่นางเป็สตรียุคสมัยนี้ก็จำเป็ต้องมีเงินแม้ว่าจะอยู่ในอารามฝึกฝนบำเพ็ญตนแต่การช่วยเหลือผู้คนหากมีเงินจะช่วยได้เกือบทุกสิ่งมิใช่หรือชาวบ้านยังจำเป็ต้องมีเงินใช้จ่ายหากมีเงินก็ไม่ขัดสนการช่วยเหลือแต่ช่างเถอะนางควรพยายามฝึกฝนให้มากกว่านี้อีก ทั้งสูตรยานี้ก็ไม่ธรรมดานี่คือขั้นตอนการหลอมโอสถที่เสี่ยวไป๋ให้นางมาหลังจากทนมองดูนางเผาสมุนไพรไปเป็จำนวนมาก
เ้าเด็กแสบนี่ทำให้นางต้องโกหกเป็ครั้งแรกเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็เด็กที่พลัดหลงแล้วนางไปพบที่ลำธารด้วยความสงสารจึงนำกลับมาที่อารามและขออุปการะไว้ในอารามนี้ล้วนเป็สตรีนับว่าแปลกอยู่ที่จะให้เด็กชายอาศัยอยู่แต่ด้วยอายุเพียงสามปีและจิ่วเหมยฮวาจัดว่าเป็ศิษย์ที่ไม่ได้บวชเข้าอารามจึงงดเว้นกฎให้เด็กชายอยู่ข้างกายได้
หลายวันต่อมาอาจารย์ก็เรียกนางทั้งสองคนไปพบ ในห้องยังมีอาจารย์รองนั่งอยู่ด้วยหลังทำความเคารพก็ยืนรอให้ท่านทั้งสองสั่งสอนท่านพูดคุยถึงการรบที่ชายแดนที่ยาวนานนับสองสามปีที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องชาวบ้านที่เดือดร้อนเริ่มอพยพหนีตายหนีความลำบากออกจากชายแดนเหนือมาเป็จำนวนมากตอนท้ายท่านทั้งสองก็บอกให้ออกไปเก็บข้าวของออกจากอารามไปช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากเพื่อสร้างกุศล(อยู่ดีๆก็ถูกไล่ออกจากอาราม) เก็บข้าวของที่น้อยจนน่าใ ส่วนใหญ่เป็สมุนไพรอุปกรณ์ เตาหลอม ทั้งหมดเก็บไว้ในแหวนมิติสมุนไพรที่เคยปลูกไว้ที่อารามก็เก็บมาพร้อมดินปลูกไว้ในแหวนอีกเช่นกันการฝึกฝนนอกอารามจะเริ่มจากนี้ไป ไม่มีกำหนดสิ้นสุดหากไม่จำเป็ห้ามทั้งสองเหาะเหินหรือขี่กระบี่บินให้เดินเช่นชาวบ้านทั่วไปหากเลื่อนระดับขั้นปลายได้เมื่อใดก็ค่อยกลับมาอาราม
“เราเดินกันมาสองวันแล้วนะ ทำไมไม่พบผู้คนบ้างเลย”
“ข้างหน้าอาจพบ…”
“ต้นไม้ใบหญ้าแถบนี้ไม่เหมือนที่ป่าหลังอารามเลยนะ ช่างแห้งแล้งใบเป็สีเหลืองแห้งเกือบหมดแล้ว”
“………”
“ท่านอาจารย์ ทำไมอยากให้พวกเราสองคนลงมาฝึกฝนนอกอารามกันนะปกติก็ไม่เห็นมีใครออกจากอารามเลย ข้าอยู่มาเป็สิบปี แปลกจริง”
“ เ้าอย่าปล่อยให้ข้าพูดคนเดียวสิ”
“เ้าดู ….คนนี่ ท่านยายๆ ทำไมมานอนอยู่ริมศาลาแบบนี้ เ้าหนู เ้ามากับนางหรือเปล่า”
จิ่วเอ๋อร์ที่สังเกตเห็นคนที่ริมศาลาอยู่นางปราดเข้าไปดูหญิงชราที่นอนคู้อยู่ริมๆศาลาที่พักข้างๆมีเด็กชายน่าจะอายุหกหรือเจ็ดปี ทั้งสองเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งหน้าตาสกปรกผมเผ้ายุ่งรุงรัง เนื้อตัวมีกลิ่นเหม็นสาปนางเขย่าเรียกพร้อมกับหันไปถามเด็กที่จ้องมองเขม็งด้วยสายตาหวาดกลัวแต่ไม่ส่งเสียงตอบนาง
“เ้าลองดูชีพจรนางเป็อย่างไร”
“ฮวาเอ๋อร์ ชีพจรเบามาก ร่างกายอ่อนแอ คงต้องถามจากเ้าเด็กคนนี้”
“หนุ่มน้อย ท่านยายไม่สบายเป็อะไร”
“พวกข้า หิว ไม่มีอาหารมาหลายวันแล้ว ท่านย่าหมดแรง ท่านย่าจะตายไหม ฮือฮือ”
ได้ฟังคำตอบก็รู้สึกสงสารนางค่อยๆประคองหญิงชราขึ้นมานั่งพิงเสาศาลา พยายามป้อนน้ำทีละน้อยส่วนเด็กน้อยตอนนี้กำลังนั่งกินสาลี่ป่าขนาดเล็กที่จิ่วเหมยฮวาส่งให้สองสามลูกรอจนหญิงชราได้สติ
“ท่านย่า ท่านทานผลไม้นี้สักเล็กน้อยอย่าพึ่งทานมากกระเพาะจะรับไม่ไหวสักครู่ค่อยทานเพิ่ม”
จิ่วเอ๋อร์รับผลสาลีใบเล็กส่งให้หญิงชราทานนางทานไปสะอื้นน้ำตาไหลไปด้วยเด็กน้อยขยับเข้ามากอดแขนไว้ทั้งสองนั่งลงบนพื้นดินรออยู่ข้างๆ เมื่อหญิงชราหยุดร้องไห้จึงเริ่มพูดคุยกัน
“ท่านย่า ท่านพาหลานชายเดินทางมาจากไหน”
“พวกเรามาจากหมู่บ้านแถบชายแดนเหนือห่างออกไปเกือบร้อยลี้”
“ไกลขนาดนั้นเชียวทำไมต้องมา ลูกหลานหรือพ่อแม่เด็กไปไหน”
“าเกิดขึ้นมานานหลายปี แต่่สามเดือนที่ผ่านมารุนแรงมากพ่อเด็กไปเป็ทหารตายไปแล้ว แม่เด็กก็ทำงานหนักจนล้มป่วยพึ่งเสียชีวิตข้าจำต้องพาเขาไปหาที่อยู่ใหม่ ไปตายเอาดาบหน้า”
“ทางการไม่ส่งทหารมาช่วยรบเพิ่มหรือท่านยาย”
“ระหว่างเดินทางมา มีข่าวว่าเมืองหลวงส่งชินอ๋องมาปราบศัตรูแต่คงอีกยาวนานชาวบ้านอย่างเราอยู่ไม่ไหว”
“ท่านย่า ท่านทานโอสถเม็ดนี้ ท่านจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง”
นางรับเม็ดโอสถไปไว้ในมือน้ำตาหยดต่อเนื่อง ทั้งชีวิตยายเฒ่าเช่นนางนี่เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นได้ััเม็ดโอสถ ธรรมดาชาวบ้านทั่วไปเวลาเจ็บไข้ก็ไปหาหมอต้มยาสมุนไพรกินกันไปมีแต่น้ำขมๆ ไม่ต้องบอกว่าโอสถในมือนี้จะรักษาหรือช่วยนางได้หรือไม่หญิงชราก็รู้ว่ามันมีค่ามหาศาล นางกลืนยาลงไปพร้อมน้ำตาที่ตื้นตันใจทั้งสองยกผลไม้อีกหลายผลที่เหลือและน้ำไว้ให้ทั้งสอง(พวกนางสามารถหาได้ง่ายยาม้าะโสองสามทีก็สามารถหาผลไม้มาทานได้แล้วและพวกนางก็ทานอาหารเพียงบางมื้อเท่านั้น)
“ขอบพระคุณท่านชายทั้งสอง ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร”
“ไม่จำเป็ต้องเกรงใจท่านยายพวกข้าแค่ผ่านมา"
ฮวาเอ๋อร์และจิ่วเอ๋อร์จากมาด้วยพลังทั้งสองเพียงชั่วพริบตาก็เดินหายไปจากสายตาเห็นดังนั้นหญิงชราคิดว่าตนโชคดีในป่าเขาที่ห่างไกลนางยังมีวาสนาได้เซียนมาช่วยชีวิตไว้บอกหลานชายให้ก้มกราบขอบคุณเทพเซียนที่ช่วยเหลือ
“ชาวบ้านเดือนร้อนกันมากเลยนะ ที่ผ่านมามีแต่คนเจ็บ คนไร้บ้าน”
นางทั้งสองกำลังเดินทางผ่านรั้วบ้านหลังขนาดเล็กหรือควรจะเรียกว่ากระท่อมน่าจะเหมาะสมกว่ามีเสียงชายหนุ่มะโดังลอดออกมาจิ่วเอ๋อร์ผลักประตูเข้าไปด้วยความสงสัยหากช่วยเสียงที่น่าสงสารนี้ได้นางก็อยากช่วย
“ท่านพ่อ ท่านฟื้นขึ้นมาสิ ข้ากลับมาแล้ว ท่านพ่อ..ฮือฮือฮือใครก็ได้โปรดช่วยที”
“พี่ชายท่านส่งเสียงขอความช่วยเหลือ้าให้ช่วยสิ่งใด”
“ท่านพ่อข้า.. ท่านป่วย ท่านช่วยได้หรือไม่ ได้โปรดช่วยพ่อข้าด้วย”
จิ่วเหมยฮวาไล่ชายหนุ่มเบื้องหน้าให้หลีกทางนางนั่งลงไปบนโต๊ะไม้ที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆข้างเตียงโดยไม่รังเกียจความสกปรกภายในเรือนเล็กๆนี้ก่อนจะเริ่มถามอาการชายหนุ่มรีบบอกสิ่งที่เขารู้ทันที
“เ้าถอยไปให้ข้าลองดู”
“ก่อนหน้านี้มีอาการอย่างไร”
“ปวดท้องด้านขวามาสองสามวันแล้วเมื่อวานเริ่มปวดอย่างรุนแรง ทานอาหารไม่ได้อาเจียน”
นางรู้แล้วท่านลุงท่านนี้น่าจะเป็ไส้ติ่งอักเสบจำเป็ต้องผ่าตัดแต่ในมือนางไม่มีเครื่องมือที่สามารถผ่าตัดได้สักอย่างจะทำอย่างไรดีได้แต่นำโอสถที่ทำไว้จากอารามให้บรรเทาอาการปวด หากไส้ติ่งแตกภายในช่องท้องคนก็จะติดเชื้อและเสียชีวิตอยู่ดีชายหนุ่มรับโอสถรีบป้อนให้บิดาตนเองทั้งยังร้องขอให้ทั้งสองช่วยอยู่ดูอาการนางมองบ้านหลังน้อยด้วยความสงสารคนกตัญญูนางควรช่วยอย่างถึงที่สุดจึงออกปากจะมาดูอาการให้ทุกวันเป็ดังที่นางคาดสุดท้ายสองวันถัดไปพ่อของชายหนุ่มก็จากไปนี่เป็ครั้งแรกในชาตินี้ที่คนป่วยของนางเสียชีวิตต่อหน้าทั้งที่นางวิเคราะห์หาสาเหตุการเจ็บป่วยได้แล้วขาดเพียงเครื่องมือเท่านั้น นางเสียใจมากจนน้ำตาซึมที่ไม่สามารถช่วยได้นางรู้ว่าลูกชายของท่านลุงเป็ทหารด้วยพ่อป่วยหนักจึงขอลากลับมาดูแลหลังจากช่วยกันฝั่งศพเรียบร้อยชายหนุ่มต้องรีบเดินทางตามกองทัพที่ล่วงหน้าไปก่อนการตายครั้งนี้ทำให้นางรู้สึกติดค้างนางจึงมอบโอสถระดับกลางหนึ่งเม็ดให้กับชายหนุ่มไว้ทั้งบอกสรรพคุณที่ใช้รักษาได้แล้วนางทั้งสองก็ออกเดินทางเพื่อการฝึกบำเพ็ญต่อไป
“ขอบคุณคุณชายทั้งสองที่กรุณาท่านพ่อและข้าเป็อย่างยิ่งหากมีโอกาสคงได้พบกันใหม่”
“ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย ขออภัยที่ข้ามิสามารถช่วยบิดาของท่านไว้ได้”
“ไม่เป็ไรขอรับเดิมทีท่านพ่อข้าก็ทำงานหนักและร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วอย่างไรก็ขอบคุณมากนะขอรับ ข้าขอลาไปก่อนหวังว่าท่านทั้งสองจะปลอดภัยตลอดการเดินทาง”
ชายหนุ่มมองส่งบุรุษทั้งสองที่มีน้ำใจสูงส่งดุจเทพเซียนบ้านของเขาซ่อมซ่อแทบจะพังลงมาได้แต่เมื่อได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือทั้งสองก็เข้ามาช่วยโดยไม่แสดงอาการรังเกียจแม้แต่น้อยชายหนุ่มเช็ดน้ำตาก่อนจะตัดใจหันหลังเดินทางไปร่วมทัพอย่างรีบเร่ง
กระโจมใหญ่กลางกองทัพ
หลังจากไหวเซิงตัดสินใจครั้งสำคัญโดยไม่ฟังคำทัดทานจากใครในกระโจมชินอ๋องให้หมอทหารนำโอสถในขวดกระเบื้องใบเล็กป้อนให้ชินอ๋องนั่นทำให้สามารถยื้อชีวิตของท่านอ๋องไว้ได้ชั่วคราวทำให้ทุกคนพากันเบาใจได้ชั่วคราวหมอทหารแอบลอบปาดเหงื่อจากใบหน้าทันทีที่มีโอกาสครั้งนี้เกือบเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้วโชคดีมีเ้าหนุ่มนั่น
“ท่านรองแม่ทัพ ข้ารับรองได้ว่าที่ข้าพูดมานี้เป็เื่จริงทั้งหมดขอรับโอสถในขวดกระเบื้องนี้เป็ท่านเซียนทั้งสองให้ข้ามาข้าเก็บติดตัวไว้ั้แ่ได้รับมาเมื่อหลายวันก่อน ข้าหวังว่ามันจะสามารถช่วยท่านอ๋องได้ขอรับ”
“เซียนมีจริงด้วยหรือ”
ไหวเซิงหลุบตามองขวดกระเบื้องในมือไม่มีใครคาดเดาความคิดของรองแม่ทัพคนสนิทของชินอ๋องว่ายามนี้คิดอย่างไรจะเชื่อคำพูดของพลทหารคนนี้หรือไม่และหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไป