หลังจากสำรวจผลไม้วิเศษแต่ละชนิดแล้วลี่หงก็คว้าผลไม้วิเศษทั้งหมดมาไว้ในอ้อมกอด แต่ไม่ทันที่จะได้ลิ้มลองผลไม้วิเศษในอ้อมกอดจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของลี่หง
“ตอนนี้เรายังไม่ได้ฝึกฝนลมปราณเลยถ้ากินผลไม้พวกนี้เข้าไปเราไม่ะเิตายเลยหรอ แล้วแบบนี้จะได้กินเมื่อไหร่เนี่ย อ๊ะ! จริงสิ! ความรู้ที่ได้มาจากท่านมหาเทพีมีวิธีฝึกฝนลมปราณอยู่ด้วยลองฝึกดูก่อนละกัน” พูดจบลี่หงก็ค้นหาวิธีการโคจรและบ่มเพาะลมปราณที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาทันที
เมื่อพบแล้วเ้าตัวก็วางผลไม้วิเศษลงตรงหน้าพลางนั่งขัดสมาธิแล้วรวบรวมลมปราณจากภายนอกให้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย
จากนั้นก็ชักนำลมปราณที่ดูดซับเข้ามาให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรเมื่อครบรอบก็ชักนำลมปราณไปยังจุดกักเก็บหรือจุดตันเถียนที่อยู่บริเวณท้องน้อยส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งก็ชักนำให้ลมปราณไหลเวียนไปกักเก็บไว้ยังส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็เื กล้ามเนื้อ กระดูกหรือแม้แต่เส้นผมก็ล้วนแต่มีลมปราณไหลเวียนอยู่ทั้งสิ้นเมื่อครบหนึ่งรอบเ้าตัวก็ชักนำลมปราณรอบใหม่มาเรื่อยๆ
หลังจากหลอมรวมร่างกายเข้ากับชิ้นส่วนต่างๆของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพ ทำให้ร่างกายของลี่หงแข็งแกร่งเป็อย่างมาก แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ระดับพลังยังต้องเริ่มจากศูนย์อยู่ดี
ครึ่งชั่วยามผ่านไปลี่หงยังคงดูดซับลมปราณเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเลื่อนระดับแต่อย่างใด สาเหตุที่เป็แบบนี้เนื่องมาจากเส้นชีพจรของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพที่ทั้งใหญ่และยืดหยุ่นกว่าเส้นชีพจรของคนทั่วไปหลายร้อยหลายพันเท่า
เมื่อบวกกับร่างกายที่พิเศษและแตกต่างจากคนทั่วไปทำให้เส้นชีพจรของลี่หงมีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งกว่าเส้นชีพจรของคนทั่วไป แถมยังมีตันเถียนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ที่สามารถกักเก็บลมปราณได้มากกว่าคนทั่วไปนับร้อยเท่าพันเท่า
นอกจากนี้รูปแบบการโคจรลมปราณที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพียิ่งทำให้การเลื่อนระดับพลังในแต่ละขั้นยากยิ่งขึ้น แม้จะเป็เพียงขั้นเริ่มต้นก็ตาม
แต่ไม่ว่ายังไงลี่หงก็ได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่าจากรูปแบบของการโคจรลมปราณที่ไม่มีใครคิดทำมาก่อน แม้จะทำให้การบ่มเพาะช้าลง แต่ก็ได้ร่างกายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า
เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายที่ได้จากการหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพแม้ตอนนี้ลี่หงจะอยู่ในระดับเริ่มต้นขั้นแรก แต่กลับมีร่างกายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคนที่อยู่ในระดับปราณปฐีขั้นสูงเสียอีก
หากคิดจะสร้างาแให้กับลี่หงในตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับปราณนภาขั้นสูงหรือระดับปราณฟ้าขั้นต้น จึงจะสามารถสร้างรอยขีดข่วนให้แก่ร่างกายของลี่หงได้
หลังจากทำการดูดซับลมปราณผ่านไปอีกหนึ่งเค่อในขณะนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นในหัวของลี่หง
ปัง! เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว เ้าตัวก็ระบายรอยยิ้มออกมาที่มุมปากจากนั้นจึงทำการดูดซับลมปราณที่มีอยู่โดยรอบต่อโดยไม่หยุดพัก
หากเป็คนทั่วไปเมื่อเข้ามาในมิติพิเศษแห่งนี้ย่อมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากลมปราณที่มีอยู่อย่างหนาแน่นและมีมากกว่าลมปราณในโลกภายนอกนับสิบเท่า
ด้วยระยะเวลาครึ่งชั่วยามบวกกับลมปราณที่มีอยู่อย่างหนาแน่นสามารถทำให้คนทั่วไปยกระดับพลังได้มากกว่าหนึ่งระดับ แต่กับลี่หงกลับสามารถยกระดับพลังได้เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้นทั้งยังเป็ขั้นเริ่มต้นที่สามารถยกระดับพลังได้ง่ายที่สุด
การฝึกฝนและการยกระดับพลังไม่ว่าใครก็ต่างขวนขวายไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ใด ยิ่งมีระดับพลังสูงเท่าไหร่การยกระดับพลังก็ยิ่งยากเย็นขึ้นเท่านั้น
ในโลกใบนี้มีการแบ่งแยกระดับพลังอยู่สิบเอ็ดระดับได้แก่ระดับแรกคือระดับเริ่มต้น ระดับนี้ถือเป็จุดเริ่มต้นสำหรับคนที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางฝึกฝน
เมื่อมีอายุครบห้าขวบปีต้องปลุกลมปราณในร่างกายให้ตื่นขึ้นและเริ่มฝึกฝนโดยการปูพื้นฐานในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะทางร่างกายและการบ่มเพาะ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการฝึกฝนที่หนักหน่วงในอนาคต
ระดับที่สองคือระดับปราณมนุษย์เป็ระดับที่สามารถออกกระบวนท่าที่แฝงไปด้วยลมปราณได้และเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆคนที่ก้าวข้ามถึงระดับนี้ก่อนอายุแปดขวบปีมักถูกยกย่องว่าเป็อัจฉริยะ เพราะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น
ระดับที่สามคือระดับปราณพิภพคนที่ก้าวข้ามถึงระดับนี้ก่อนอายุสิบขวบปีถือว่าเป็ยอดอัจฉริยะเพราะว่าการจะก้าวข้ามในแต่ละระดับขั้นนั้นยากเย็นพอๆ กับการเข็นครกขึ้นเนินเขาต้องมีทั้งความอุตสาหะความพากเพียรและทรัพยากรที่ส่งเสริมการบ่มเพาะมากมาย แต่หากรีบเร่งเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเส้นชีพจรเช่นกันทำให้คนที่ก้าวผ่านถึงระดับนี้ก่อนอายุสิบขวบปีถูกยกย่องว่าเป็ยอดอัจฉริยะนั่นเอง
ระดับที่สี่คือระดับปราณปฐี ระดับนี้ถือว่าเป็ระดับที่คอยคัดกรองผู้คนทั่วไปกับอัจฉริยะออกจากกันอย่างแท้จริงเพราะั้แ่ระดับปราณมนุษย์ขึ้นไปการบ่มเพาะก็จะยากเย็นยิ่งขึ้นทำให้คนที่สามารถก้าวข้ามถึงระดับนี้ก่อนอายุสิบห้าขวบปีถือว่าเป็ยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง
ระดับที่ห้าคือระดับปราณนภา ระดับนี้เป็ต้นไปสามารถชักนำลมปราณออกมานอกร่างกายได้
ระดับที่หกคือระดับปราณฟ้าผู้คนที่ก้าวข้ามถึงระดับนี้สามารถใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเหาะเหินบนอากาศได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ระดับที่เจ็ดคือระดับจักรพรรดิ ด้วยระดับพลังยิ่งสูงการจะก้าวข้ามก็ยิ่งยากเย็นทำให้ผู้คนที่สามารถก้าวข้ามถึงระดับจักรพรรดิในทวีปแห่งนี้มีไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น
ระดับที่แปดคือระดับราชันย์ ในทวีปแห่งนี้มีผู้คนที่สามารถก้าวข้ามมาถึงระดับนี้ไม่กี่ร้อยคนส่วนใหญ่จะเป็ขั้วอำนาจต่างๆ หรือจักรพรรดิผู้ปกครองอาณาจักร รวมไปถึงเหล่าเ้าสำนักและผู้าุโในสำนักฝึกยุทธต่างๆ
ระดับที่เก้าคือระดับราชันย์จักรพรรดิในทวีปนี้มีไม่ถึงสิบคนที่สามารถฝึกฝนจนก้าวมาถึงระดับนี้ ส่วนใหญ่จะเป็พยัคฆ์ซ่อนัหมอบเร้นกายอยู่ในยุทธ์ภพไม่ข้องเกี่ยวกับโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ระดับที่สิบคือระดับตำนานและระดับที่สิบเอ็ดคือระดับเซียนสองระดับนี้ไม่ปรากฏออกมาบนดินแดนแห่งนี้หลายร้อยหลายพันปีแล้วมีเพียงบันทึกและตำราเก่าแก่เท่านั้นที่ได้กล่าวถึงผู้คนที่สามารถก้าวถึงระดับตำนานและระดับเซียน
นอกจากระดับพลังทั้งสิบเอ็ดระดับแล้วในแต่ละระดับยังสามารถจำแนกแยกย่อยออกไปได้อีกเก้าขั้นได้แก่ ขั้นหนึ่งถึงขั้นสามจะเรียกว่าขั้นต้นขั้นสี่ถึงขั้นหกเรียกว่าขั้นกลาง ขั้นเจ็ดถึงขั้นเก้าเรียกว่าขั้นสูง
การจะก้าวข้ามในแต่ละขั้นต้องใช้ทรัพยากรต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็สมุนไพร พืชผัก ผลไม้วิเศษ โอสถ ผลึกิญญาหรือแม้แต่ผลึกอสูร
หลังจากยกระดับพลังได้หนึ่งขั้นลี่หงยังคงทำการดูดซับลมปราณไปเรื่อยๆ หากเป็คนทั่วไปการดูดซับลมปราณได้ระยะเวลาหนึ่งก็ต้องหยุดพักเพื่อปรับสมดุลไม่ให้เส้นชีพจรและร่างกายรับภาระที่หนักอึ้งจนเกินไป ซึ่งอาจเป็เหตุให้ธาตุไฟเข้าแทรกหรือเส้นชีพจรเสียหายจนไม่สามารถบ่มเพาะลมปราณได้อีก
แต่วิธีการฝึกฝนของลี่หงนั้นต่างออกไปเพราะเ้าตัวแบ่งลมปราณที่ดูดซับเข้ามาออกเป็สัดส่วนส่วนหนึ่งกักเก็บไว้ในตันเถียน อีกส่วนหนึ่งนำไปสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ทำให้ร่างกายของลี่หงสามารถปรับสมดุลลมปราณที่ดูดซับเข้ามาโดยอัตโนมัติจึงไม่จำเป็ต้องหยุดพักให้เสียเวลา
สำหรับวิธีฝึกฝนของคนทั่วไป เพียงแค่ชักนำลมปราณที่มีอยู่ในธรรมชาติไปกักเก็บไว้ในตันเถียนเพื่อที่จะยกระดับพลังได้เร็วขึ้นและทำให้ตันเถียนสามารถกักเก็บลมปราณได้มากขึ้นยิ่งตันเถียนสามารถกักเก็บพลังได้มากเท่าไหร่ก็ทำให้แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
แต่วิธีนี้เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียหากร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทันอาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกหรือลมปราณแตกซ่านได้กรณีร้ายแรงที่สุดอาจถึงขั้นาเ็สาหัสหรือตกตายได้ หากฝืนใช้ลมปราณที่กักเก็บไว้มากเกินไปอาจทำให้ลมปราณเหือดแห้งส่งผลให้เส้นชีพจรและตันเถียนเสียหายได้
ส่วนวิธีของลี่หงใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเช่นกันเนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าคนทั่วไปจึงจะสามารถก้าวข้ามระดับพลังในแต่ละขั้นได้ ทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าวิธีทั่วไปหลายสิบเท่า
ยิ่งตอนนี้ร่างกายของลี่หงที่ได้หลอมรวมกับชิ้นส่วนของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกนับสิบเท่าถึงจะสามารถเลื่อนระดับได้หนึ่งขั้นโดยรวมแล้วทรัพยากรที่ลี่หงใช้ในการยกระดับพลังหนึ่งขั้นเทียบเท่ากับทรัพยากรที่คนหนึ่งร้อยคนใช้ในการยกระดับพลังหนึ่งระดับ
ในขณะที่กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยไปเรื่อยๆในหัวของลี่หงก็มีเสียงการเลื่อนระดับดังขึ้นเป็ระยะๆ
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! หากให้นับก็สามารถนับเสียงของการเลื่อนระดับทั้งหมดได้เจ็ดครั้งเท่ากับว่าลี่หงในตอนนี้สามารถเลื่อนระดับพลัง จากระดับเริ่มต้นขั้นสองสู่ระดับเริ่มต้นขั้นเก้าได้แล้ว
แต่กว่าจะสามารถเลื่อนระดับพลังได้มาถึงขึ้นนี้ลี่หงต้องใช้เวลาในการดูดซับลมปราณมากกว่าสามชั่วยาม
หากเป็คนทั่วไปด้วยระยะเวลาสามชั่วยามย่อมสามารถยกระดับจากเริ่มต้นขั้นสองสู่ระดับปราณมนุษย์ขั้นกลางหรืออาจทะลวงสู่ระดับปราณพิภพได้อย่างไม่ยากเย็น
แต่ลี่หงกลับยกระดับได้เพียงเจ็ดขั้นเท่านั้นอีกแค่เพียงก้าวเดียวเ้าตัวก็จะทะลวงสู่ระดับปราณมนุษย์แล้ว แต่จู่ๆ ลี่หงก็หยุดดูดซับเสียดื้อๆส่วนสาเหตุนั้นมาจากเสียงคำรามที่ดังมาจากภายในร่างกาย
โครก! คราก! เมื่อเสียงคำรามดังขึ้นมาจากท้องน้อยๆลี่หงจึงต้องหยุดการบ่มเพาะไว้เพียงเท่านี้
“เฮ้อ! อีกนิดเดียวก็จะทะลวงสู่ระดับปราณมนุษย์แล้วเชียว”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความเสียดาย เพราะอีกเพียงก้าวเดียวตนก็จะทะลวงสู่ระดับปราณมนุษย์แล้ว
แต่ไม่ว่าจะเสียดายยังไง เ้าตัวก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจเพราะตอนนี้ตนสามารถกินผลไม้วิเศษที่กองอยู่ตรงหน้าได้แล้วนั่นเอง
ไม่รีรอให้เสียเวลา ลี่หงจึงหยิบผลไม้ปราณขึ้นมาก่อนจะกัดเข้าไปคำเล็กๆ เพราะเกรงว่าหากกัดไปคำโต ลมปราณที่อยู่ในผลไม้ปราณจะะเิออกมามากเกินกว่าที่ร่างกายของตนในตอนนี้จะรองรับได้
เมื่อลิ้นัักับเนื้อของผลไม้ปราณพลันรสชาติที่หวานละมุนก็ะเิออก ตามมาด้วยลมปราณที่บริสุทธิ์มหาศาลหลั่งไหลออกมาจากเนื้อของผลไม้ปราณชิ้นเล็กๆราวกับน้ำป่าที่ไหลทะลักลงจากูเาสูง
อึก! เมื่อลมปราณจำนวนมหาศาละเิออกมาลี่หงจึงรีบดูดซับในทันที ไม่นานเสียงของการทะลวงระดับก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! หลังจากเสียงแรกดังขึ้น เสียงที่สองก็ตามมาติดๆและไม่มีทีท่าว่าลมปราณจะหมดลงแม้แต่น้อย
จนเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม เ้าตัวจึงสามารถดูดซับลมปราณจากผลไม้ปราณได้ทั้งหมดทำให้ระดับพลังของลี่หงในตอนนี้เลื่อนขึ้นมาอยู่ในระดับปราณมนุษย์ขั้นสี่แล้ว
“นะ นี่มันสุดยอดไปเลย ดูดซับลมปราณจากธรรมชาติสามชั่วยามครึ่งเลื่อนพลังได้แค่เก้าขั้นแต่นี่กัดลงไปเพียงคำเดียวดูดซับไปอีกครึ่งชั่วยาม ระดับกลับเลื่อนขึ้นมาตั้งสี่ขั้นฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลี่หงพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เนื่องจากผลไม้ปราณชิ้นเล็กๆ สามารถยกระดับพลังของตนได้มากมายขนาดนี้ทั้งยังใช้เวลาเพียงไม่นานในการดูดซับเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะดีใจมากเพียงใดเ้าตัวก็ยังคงคิดถึงคนที่รออยู่ที่บ้านมาเป็อันดับแรกอยู่เสมอ
“ที่เหลือเก็บไว้ให้ท่านพ่อ ท่านแม่ท่านพี่ หลงเอ๋อร์และหลานเอ๋อร์ดีกว่า ส่วนพวกนี้ก็กินอย่างละคำละกัน” พูดจบลี่หงก็จ้องมองไปยังผลไม้ธาตุด้วยสายตาระยิบระยับ
ก่อนจะหยิบผลไม้ธาตุขึ้นมากัดกินและดูดซับลมปราณที่หลั่งไหลออกมากัดกินและดูดซับ กัดกินและดูดซับไปเรื่อยๆ จนครบทุกลูกทุกธาตุ ทำให้ระดับพลังของลี่หงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ด้วยเ้าตัวกัดผลไม้ธาตุไปเพียงหนึ่งคำต่อหนึ่งผลทำให้ตอนนี้ระดับพลังของลี่หงยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่ระดับปราณพิภพขั้นสาม
หลังจากดูดซับเสร็จ ลี่หงก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ! ดีนะที่เราสามารถใช้พลังธาตุได้ทุกธาตุไม่อย่างนั้นไม่รอดแน่” ลี่หงพูดขึ้นด้วยความพึงพอใจกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้นเพราะเ้าตัวกัดกินผลไม้ทุกธาตุก่อนที่จะตรวจสอบร่างกายของตนเอง แต่ยังดีที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆเพราะตนสามารถใช้พลังได้ทุกธาตุ
หลังจากตรวจสอบร่างกายเสร็จ ลี่หงก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่ารอบตัวตอนนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆแม้จะเป็แบบนั้นแต่เ้าตัวก็ยังสามารถมองเห็นพื้นที่รอบตัวได้อย่างชัดเจน
สาเหตุที่เป็แบบนี้เนื่องมาจากพื้นที่แห่งนี้เป็มิติพิเศษที่ท่านมหาเทพสร้างขึ้นแสงสว่างที่สาดส่องเมื่อตอนกลางวัน ย่อมเกิดมาจากอักขระรูปแบบพิเศษที่ครอบคลุมอยู่ทั่วทั้งมิติส่วนตอนกลางคืนก็เช่นกัน แต่แสงที่สาดส่องออกมาไม่ได้ส่องสว่างเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์แต่เป็แสงสีขาวนวลของดวงจันทร์ยามค่ำคืน
เมื่อหายใกับสภาพรอบตัว ลี่หงก็จ้องมองไปยังผลท้อสีทองที่ยังไม่ได้ลิ้มลองด้วยแววตาระยิบระยับพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่รอช้าให้เสียเวลา เ้าตัวจึงเอื้อมมือไปหยิบผลท้อสีทองขึ้นมามองด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“ถึงตาเ้าแล้ว ข้าขอหม่ำให้เ้าหนำใจละกัน”พูดจบลี่หงก็อ้าปากกว้าง แล้วงับเข้าไปที่ผลท้อสีทองอย่างเต็มปากเต็มคำหลังจากที่กัดเข้าไปคำโต ผลท้อสีทองก็ปรากฏรอยแหว่งไปถึงหนึ่งในห้าส่วน
ทันทีที่ผลท้อสีทองเข้าปาก รสชาติที่หวานหอมละมุนละไมกลิ่นที่หอมหวนและลมปราณมหาศาลก็ะเิออกมา จากนั้นกระบวนการดูดซับพลังจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ครานี้ลี่หงใช้เวลาในการดูดซับลมปราณที่ะเิออกมาจากผลท้อสีทองยาวนานกว่าครั้งใดเสียงการเลื่อนระดับยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งชั่วยามผ่านไปสองชั่วยามผ่านไป สามชั่วยามผ่านไป ...
การดูดซับลมปราณของลี่หงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดจนเวลาล่วงเลยไปกว่าห้าชั่วยาม การดูดซับลมปราณอย่างบ้าคลั่งก็หยุดลง
ในขณะที่ลืมตาขึ้นมา ลี่หงก็ปลดปล่อยแรงกดดันอันหนังหน่วงออกมาโดยไม่รู้ตัวแต่ก็เพียงแค่เสี้ยวพริบตาเท่านั้น
จากนั้นเ้าตัวก็สำรวจร่างกายตนเองอีกครั้ง
“ปะ ปราณปฐีขั้นแรก ฮ่า ฮ่า ฮ่า แค่คืนเดียวก็เข้าสู่ระดับปราณปฐีแล้วสุดยอดไปเลยสมกับเป็ผลท้อ์จริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลี่หงพูดขึ้นด้วยความพึงพอใจ ที่สามารถทะลวงสู่ระดับปราณปฐีได้ภายในคืนเดียว
หากมีใครมาพบเห็นการดูดซับลมปราณที่ฉีกกฎเกณฑ์ต่างๆในโลกใบนี้จนไม่มีชิ้นดี ต้องกระอักเืตายหลายสิบครั้งเป็แน่ ไม่ใช่อิจฉาที่ลี่หงสามารถทะลวงสู่ระดับปราณปฐีได้ภายในคืนเดียวแต่เสียดายทรัพยากรที่ใช้ไปต่างหาก
ยิ่งผลไม้ปราณและผลไม้ธาตุที่แม้เพียงคำเล็กที่ลี่หงกัดกินไปย่อมสามารถยกระดับพลังของผู้คนได้มากมาย ไม่ต้องพูดถึงผลท้อ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยลมปราณที่บริสุทธิ์มหาศาลของสามสิ่งนี้ย่อมทำให้คนธรรมดาสามัญกลายเป็ยอดยุทธของแผ่นดินได้อย่างไม่ยากเย็นแต่ลี่หงกลับทำได้เพียงเลื่อนระดับไม่กี่ขั้นเท่านั้น
ในขณะที่ลี่หงกำลังดีอกดีใจ เ้าตัวก็ััได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงมาจากด้านหลังทำให้ขนทั่วทั้งตัวลุกชัน จากนั้นเ้าตัวจึงค่อยๆ หันกลับไปมองด้วยความหวาดหวั่น