คำว่า ‘เ้าพ่อ’ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถูกเรียกด้วยคำๆ นี้ได้
หากแต่จะต้องเป็คนที่ได้รับการนับหน้าถือตาและการยอมรับในบารมีของคนผู้นั้น จึงจะสามารถใช้คำนี้เรียกขานคนคนหนึ่งว่าเ้าพ่อได้ ซึ่งกู้เส้าเฉิงก็เป็คนที่ได้รับเกียรตินี้ ทั้งเขาก็ยังถือว่าเป็เ้าพ่อที่อยู่ในระดับต้นๆ ของเมืองHเสียด้วย
แก็งวานรคลั่งเป็แก๊งมาเฟียอันดับหนึ่งที่มีกู้เส้าเฉิงเป็ผู้นำอยู่ในขณะนี้ เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้มีฐานะสูงส่งอะไร เริ่มต้นจากลูกน้องระดับล่างที่คอยวิ่งทำงานให้กับรุ่นพี่คนอื่นๆ แก๊งคล้ายเป็คนไม่สำคัญ
แต่เพราะว่าคนที่มีปัญญาชาญฉลาด ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มักจะเปล่งประกายได้เสมอ
เช่นนี้เมื่อกู้เส้าเฉิงได้รับมอบหมายงานและทำสำเร็จทุกครั้งไป ผู้ใหญ่ในแก๊งก็จึงให้โอกาสไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ขึ้นเป็รองหัวหน้าใหญ่ในวัยยี่สิบกลางๆ และขึ้นเป็หัวหน้าในเวลาไล่เลี่ยกันโดยที่ยังได้แต่งงานกับลูกสาวหัวหน้าแก๊งคนเก่าอีกด้วย
และแน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ของกู้เมิ่งเหยา
“พี่ใหญ่ ผมส่งไอ้แจ็คไปรายงานเื่ทางใต้แล้ว ไม่รู้ว่าพี่ได้พบเขาหรือยัง” หมีใหญ่ถามกู้เส้าเฉิงอย่างกระตือรือร้น
พ่อของกู้เมิ่งเหยาเลิกคิ้วขึ้น ไม่ตอบคำถามแต่ถามกลับ
“ไม่ใช่ว่าแกจะต้องไปรายงานเองรึไง”
หมีใหญ่หัวเราะเสียงแห้ง “ก็ผมอยากรีบเอาหน้ากากรูปกระต่ายมาให้เหยาเหยาดูนี่นา แต่ไม่นึกว่าจะทำหนูน้อยร้องไห้ซะได้”
ได้ยินว่าลูกสาวร้องไห้ กู้เส้าเฉิงก็ขมวดคิ้ว
“แกทำเหยาเหยาร้องไห้?”
คราวนี้หมีใหม่มีสีหน้าเจื่อนกว่าเดิม ส่วนกู้เมิ่งเหยานั้นหันไปมองใบหน้าของกู้เส้าเฉิงอย่างสนใจ
“เอ่อ เป็เพราะเ้าหนูน้อยนี่ใหน้ากากกระต่ายอันนั้นก็เลยร้องไห้ออกมาน่ะครับ” หมีใหญ่ตอบพร้อมปาดเหงื่อบนหน้าผาก
กู้เส้าเฉิงได้ยินเื่ราวแล้วเลื่อนสายตาลงมามองหน้าเด็กน้อยผมแกละที่กำลังนั่งจ้องหน้าตนเองกลับด้วยดวงตาแป๋วแหววบนชิงช้า
นาทีนั้นแม้จะสงสารอาหมีใหญ่ แต่กู้เมิ่งเหยาแอบคิดอยากให้พ่อเอ่ยดุเขาสักคำด้วยความเป็ห่วงเธอ
ทว่า...
“อืม อุ้มเหยาเหยาเข้าไปกินข้าวได้แล้ว”
กู้เส้าเฉิงเพียงแต่ตอบรับคำของลูกน้องคำสนิทแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านหลังเล็กทันที
นั่นทำให้กู้เมิ่งเหยาอดที่จะผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
แต่อย่างไรสิ่งที่พ่อของเธอกระทำนั้นก็ไม่ได้เกินความคาดหมายนัก
เพราะตลอดชีวิตของเธอในชาติที่แล้ว นอกจากความเฉยชาที่ให้ พ่อของเธอก็ไม่เคยที่จะแสดงความห่วงใยให้เห็นเลยสักครั้ง
เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินว่าเขาถามอาหมีใหญ่พร้อมขมวดคิ้ว เธอดันเกิดความคาดหวังว่าเขาจะห่วงเธอบ้าง แต่นั่นก็เป็เพียงความเพ้อฝันเท่านั้น
กู้เมิ่งเหยายกมุมปากขึ้นน้อยๆ อย่างท้อแท้ใจ ขณะที่หมีใหญ่ยื่นมือไปอุ้มเธอขึ้นมาจากชิงช้า
อาหารเรียบง่ายจากฝีมือของแม่ของกู้เมิ่งเหยาถูกจัดวางลงบนโต๊ะแล้ว
แม้ว่าแต่ละจานจะเป็กับข้าวธรรมดาอย่างผัดผักดอกกะหล่ำ น่องไก่พะโล้ น้ำแกงไก่ กลิ่นหอมฉุยที่โชยขึ้นมาเข้าจมูกไปกระตุ้นให้ผลิตต่อมน้ำลายออกมาเต็มกระพุ้งแก้ม
ฝีมือการทำอาหารของเย่อวี่เฟยนั้นอยู่ในระดับชั้นยอด กู้เมิ่งเหยากับหมีใหญ่มองอาหารแต่ละจานด้วยสายตาเป็ประกายปิ๊งๆ น้ำลายก็พานจะไหลออกจากปาก
โดยเฉพาะหญิงสาวในร่างเด็กน้อยที่คิดถึงฝีมือการทำอาหารของแม่ตัวเองนัก เธออยากจะไปกระโจนกวาดมันเข้าปากให้หมดเสียจริง
น่องไก่พะโล้ของแม่คือเหนูอาหารที่เธอชื่นชอบมากที่สุด น้ำแกงพะโล้สีน้ำตาลเคลือบไปบนน่องไก่จนแวววาว เมื่อกัดกินเนื้อเข้าไปก็แทบจะละลายในปาก ทำให้เติมข้าวได้เป็สิบชามเลลยทีเดียว
ในอดีตไม่ว่าเธอจะมีเื่ทุกข์ใจเพียงไหน แต่อาหารของแม่ก็ปลอบใจเธอได้ราวกับมีพรวิเศษเสมอ กู้เมิ่งเหยาคิดแล้วอดใจไม่ไหว
ทว่าในขณะที่กำลังจะยื่นมือไปแตะน่องไก่พะโล้ของโปรดนั้น ร่างของกู้เมิ่งเหยากับถูกวางลงในเก้าอี้กินอาหารสำหรับเด็ก!
“ไม่ได้นะ นั่นไม่ใช่อาหารของเด็กนะจ๊ะ”
เย่อวี่เฟยคว้ามือป้อมสั้นของลูกสาวไว้ได้ทันการณ์ ทำเอากู้เมิ่งเหยาอ้าปากค้างด้วยความใ
แม่! แม่จะห้ามหนูกินน่องไก่พะโล้ได้ยังไง!
“กิน! กิน!”
หญิงสาวไม่ยอมแพ้ หากว่าเป็เื่กิน แม่ของเธอไม่เคยขัดใจสักหน ฉะนั้นหากชี้ไปที่น่องไก่พะโล้ในจาน แม่จะต้องตักมาให้เธอกินแน่
กู้เมิ่งเหยาใช้ชี้นิ้วไปที่จานน่องไก่พะโล้ พยายามสื่อสานให้แม่ของตัวเองเข้าใจ
แต่เย่อวี่เฟยกลับยังส่ายหน้า “ไม่ได้จ้ะ นั่นสำหรับผู้ใหญ่ หนูยังเด็กอยู่จะกินอาหารรสจัดได้ยังไง เอ้า...อาหารของหนูอยู่นี่”
ว่าแล้วเย่อวี่เฟยก็หันไปยกจานอาหารเล็กๆ สีชมพูลงมาวางตรงหน้าของลูกสาว ในนั้นมีผัดก๋วยเตี๋ยวไข่ใส่ผักท่าทางจืดชืดจนกู้เมิ่งเหยาอยากจะร้องไห้
ฉันไม่อยากกินของแบบนี้! ฉันอยากกินเนื้อ!
หมีใหญ่เห็นสีหน้าของกู้เมิ่งเหยาวัยสองขวบก็หัวเราะ พลางหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วยื่นไปคีบน่องไก่ชิ้นโตมาไว้ในชามข้าวของตัวเอง
“ไม่เป็ไรนะเหยาเหยา อาจะกินแทนหนูเอง!”
กู้เมิ่งเหยามองหมีใหญ่กินน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อยก็ทำปากยื่น รู้สึกท้อแท้ใจนัก เธอจับส้อมขึ้นมาม้วนเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยความจำนนในโชคชะตา
ไม่เป็ไร ได้กลับมาก็ดีแล้ว ให้กินของแบบนี้ก็ไม่เป็ไรหรอก หญิงสาวคิดในใจ ทว่าดูเหมือนว่ากล้ามเนื้อที่นิ้วของเธอเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรง กู้เมิ่งเหยาพยายามม้วนเส้นเท่าไรก็จักเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ได้สักที
โธ่เว้ย!
ไอ้ร่างกายบ้า เมื่อไรจะโตสักที!
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเป็ไปด้วยความครื้นเครง
แม้ว่าคนที่พูดคุยกันจะมีแต่หมีใหญ่กับเย่อวึ่เฟยเท่านั้น ส่วนกู้เส้าเฉิงกลับเอาแต่นั่งกินอยู่เงียบๆ ด้วยใบหน้านิ่งๆ อยู่เช่นนั้นตลอดจนมื้ออาหารจบลง
หมีใหญ่ยังมีน้องแมวซันนี่ที่รอให้เขากลับไปให้อาหารอยู่ เมื่อช่วยเย่อวี่เฟยล้างถ้วยชามเสร็จเขาก็ขอตัวกลับไปทันที
เย่อวี่เฟยอุ้มกู้เมิ่งเหยาขึ้นมาจากเก้าอี้กินข้าวที่มีเส้นก๋วยเตี๋ยวหกเลอะเทอะไปทั่ว จากนั้นก็พาเธอไปอาบน้ำ
กู้เมิ่งเหยาในเวลานี้ไม่สบอารมณ์นัก จิติญญาของเธออายุตั้งยี่สิบกว่าแล้วแต่กลับกินข้าวหกเหมือนเด็กไม่รู้ความไปเสียได้ แถมตอนนี้แม่ของเธอยังต้องมาอาบน้ำให้อีก หากไม่ได้รู้ว่าได้ย้อนกลับมาในอดีต เธอก็คงรู้สึกเหมือนคนเป็อัมพาตเป็แน่
“เหยาเหยาหน้าบึ้งแบบนี้ คงเพราะง่วงแล้วใช่มั้ย? งั้นเรามารีบอาบน้ำแล้วไปเข้านอนกัน หนูอย่าทำตัวยุกยิกสิ เดี๋ยวสบู่เข้าตานะ”
เย่อวี่เฟยเร่งมืออาบน้ำให้ลูกสาวเร็วขึ้นกว่าเดิม ในตอนแรกกู้เมิ่งเหยายังรู้สึกแปลกๆ ทั้งยังอายที่ถูกลูบไล้เนื้อตัวไปทั่วเช่นนี้ ทว่าเมื่อผิวกายถูกมือััจากฝ่ามืออุ่นๆ ของแม่ เธอก็หยุดขยับตัวไปมา
เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่ามือของแม่หยาบแบบนี้ คงเพราะทำงานบ้านหนักไปหรือป่าวนะ
ฐานะของครอบครัวตระกูลกู้ถือว่าร่ำรวยไม่เบา และแม้ว่าเย่อวี่เฟยจะเป็ภรรยาคนที่สองก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีคนรับใช้ แต่เพราะเธอชอบความเงียบง่ายจึงได้ชอบทำทุกอย่างด้วยตนเองแม้กระทั่งเข้าครัว ทั้งยังเลี้ยงดูลูกสาวด้วยตัวเอง
ดังนั้นั้แ่เล็กจนโต กู้เมิ่งเหยาจึงไม่เคยเห็นว่าแม่จะมีคนรับใช้สักคน บ้านเล็กของเธอจึงเหมือนอีกโลกที่มีแม่เป็เพียงแม่บ้านธรรมดา มีพ่อที่ออกไปทำงานข้างนอก ไม่เหมือนคฤหาสน์ที่หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสักนิด
เย่อวี่เฟยอาบน้ำให้ลูกสาวเสร็จก็พาไปแต่งตัวแล้วพาเข้านอน น่าแปลกที่วันนี้เด็กน้อยเชื่อฟังเธอเป็พิเศษ ยอมแต่ตัวแล้วหลับตาลงแต่โดยดี
“หรือว่าจะป่วยนะ”
เย่อวี่เฟยแอบยกมือวางลงหน้าผากของกู้เมิ่งเหยา
ในใจเกิดความรู้สึกแปลกๆ ทว่าเมื่อััไม่ได้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น เธอก็จึงวางใจลง จากนั้นก็ลุกเดินออกไปจากห้องนอนของลูกสาว
“พี่ยังไม่กลับอีกเหรอ”
เมื่อเดินออกมา เย่อวี่เฟยก็เห็นว่ากู้เส้าเฉิงยังคงนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่ห้องรับแขกพลางเปิดหนังสือพิมพ์อ่านไปด้วยจึงได้ถามออกมาด้วยยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ต่างจากตอนที่อยู่ร่วมกับลูกสาวหรือหมีใหญ่เป็อย่างมาก
“ยัง”
กู้เส้าเฉิงสีหน้าไม่เปลี่ยน เหมือนว่าไม่ถือสาที่ภรรยาน้อยพูดเหมือนอยากจะไล่เขากลับ ชายหนุ่มพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจอะไร
ทว่าเย่อวี่เฟยกลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนเขา เธอเดินเข้าไปดึงบุหรี่ออกจากปากเขา พูดเสียงต่ำ “กลับไปได้แล้ว และก็อย่ามาสูบบุหรี่ที่นี่ ลูกยังเด็กอยู่นะ”
คราวนี้กู้เส้าเฉิงจึงได้เหลือบตาขึ้นมามองหน้าเย่อวี่เฟย หัวคิ้วของเขาย่นเข้าหากันเล็กๆ ถามกลับเสียงเย็น
“ห่วงแต่ลูกรึไง”
บทสนทนาของสองคนข้างนอกทำให้กู้เมิ่งเหยาที่แอบลุกขึ้นมาจากเตียงมาแอบฟังพวกเขาโดยเอาหูแนบประตูเบิกตากว้าง
เธอคิดว่าพ่อกับแม่จะเฉยเมยต่อกันใน่หลังๆ ที่เธอเติบโตขึ้นเสียอีก แต่นี่พวกเขากลับมีท่าทีเช่นนี้ต่อกันั้แ่เธอยังเด็กเลยเหรอ!
แล้วทำไมแม่ถึงได้พูดเ็าแบบนี้เล่า?
ไม่ใช่ว่าต่อหน้าเธอมักจะเห็นแม่ใส่ใจพ่อมาตลอดเหรอ? ในอดีตตอนที่เธอบอกให้แม่เลิกเป็ภรรยาน้อย แม่ยังบอกว่าทำไม่ได้ ตอนนั้นเธอคิดว่าแม่จะรักพ่อมากเสียอีก
แต่ฟังจากน้ำเสียงของแม่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าแม่จะเกลียดชังพ่อเสียเหลือเกิน?!
หัวคิ้วของกู้เมิ่งเหยาขมวดเข้าหากัน เธอเริ่มจะงุนงงกับความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ตัวเองแล้วจริงๆ
แต่ชั่วขณะที่กำลังสับสน
กู้เมิ่งเหยาก็พลันมีความคิดหนึ่งขึ้นมา
เพราะถ้าหากคนทั้งสองไม่ถูกกัน อย่างนี้ก็ยิ่งดีน่ะสิ เธอจะได้ชักจูงในแม่ทิ้งพ่อไปได้อย่างง่ายๆ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ คราวนี้เธอกับแม่ก็ไม่ต้องพบกับจุดจบเช่นเดิมแล้ว!