เงินจำนวนไม่กี่ตำลึงที่ได้จากการขายโสมและดอกไม้แต่ก่อนนั้นหักค่าใช้จ่ายประจำวันไปเหลือเก็บสามตำลึงและใน่หลายวันที่ผ่านมาที่ขายล่าช่วนก็ทำกำไรได้สี่ตำลึงรวมกับเงินที่ห้างร้านไท่หรานจ่ายให้รายวันจำนวนสี่วันเจ็ดตำลึงทั้งหมดเป็เงินสิบสี่ตำลึง แต่แค่ครึ่งวันก็ใช้จ่ายไปหมดแล้ว
แม้ล่อจะราคาแพงทว่าก็จำเป็อย่างยิ่ง ตอนนี้ต้องใช้หม้อดินพร้อมกันถึงสี่หม้อการใช้คนลากรถลากนั้นค่อนข้างลำบาก แถมรถลากคันนั้นลุงขาเป๋ยังเป็คนให้ยืมมา
เมื่อบังคับล่อกลับมาถึงหมู่บ้านเถียนซินผู้คนในหมู่บ้านที่พบเห็นต่างพากันประหลาดใจ การซื้อรถลากนั้นไม่ใช่เื่แปลกแต่การที่เย่จื้อเฟิงเป็คนบังคับกลับมาต่างหากที่เป็เื่น่าประหลาดใจ
ทุกคนต่างรู้เื่ราววุ่นวายของสกุลเย่และต่างก็พูดถึงนางซูที่แยกตัวออกมาอยู่ลำพังบ้างเล็กน้อยว่าสตรีเพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูบุตรชายปัญญาอ่อนและบุตรสาวหน้าปรุคนนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร
แต่ใครจะรู้ว่าใน่นี้กลับไม่เห็นเย่ชิงชิงสะพายตะกร้าไปขุดผักป่าเลยไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ยินมาว่าพวกเขาไปตั้งแผงขายของในเมืองและยังรับซื้อหัวไชเท้ากับผักกาดขาวจากคนในหมู่บ้านอีกด้วย
การที่นางซูมีความสามารถเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงตอนนี้ก็กลับมาด้วยรถคันใหม่เสียด้วย!
มีคนยืนอยู่ริมคันนาเอ่ยถามว่า“ซูเหนียงจื่อ เ้าทำมาค้าขายอะไรหรือ? เหตุใดถึงได้กำไรดีเช่นนี้!”
ล่อตัวเป็ๆอย่างไรเสียก็ต้องมีราคาเกือบสิบตำลึง พวกเขามีเงินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?
ตอนนี้หัวใจของนางซูยังคงเต้นระรัวเงินสิบกว่าตำลึงนั้นพอให้แม่ลูกสามชีวิตอยู่ได้นานเท่าไรกันนะนี่นางกลับใช้จ่ายออกไปในคราวเดียวชาวบ้านยากจนเช่นนางจะทนกับการเสี่ยงดวงครั้งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร...
“ซูเหนียงจื่อ หากมีช่องทางทำเงินดีๆ ก็ช่วยพากันไปบ้างสิขอรับ!”
ชายผอมดำคนหนึ่งเดินเข้ามาลูบรถลากคันใหม่เอี่ยมและยิ้มเห็นฟันเหลืองทั้งปากพลางส่งสายตาหยอกล้อให้นางซู
“ก็แค่ขายล่าช่วนและอาหารอื่นๆ...” นางซูหัวเราะแห้งๆสองสามครั้ง
ชายผอมดำผู้นี้คือชายโสดชื่อดังของหมู่บ้านนามเฉินหย่งหลิน การกระทำเมื่อครู่ช่างดูไร้มารยาทนัก นางซูไม่ชอบใจจึงไม่้าพูดอะไรมาก สั่งให้เย่จื้อเฟิงบังคับรถเข้าไปในลานบ้าน
“อาหารอร่อยแบบไหนกันนะที่ทำเงินได้มากมายขนาดนี้ ข้าขอชิมหน่อยได้หรือไม่?”เฉินหย่งหลินเอ่ยพลางคิดจะตามเข้าไปในลานบ้าน
เย่ชิงชิงรีบยื่นมือออกไปขวางเขา“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ วันนี้ขายหมดแล้วพรุ่งนี้หากเหลือจะให้เพื่อนบ้านได้ลองชิมนะเ้าคะ”
เฉินหย่งหลินจ้องมองนางซูจากระยะไกลไม่วางตาและกึ่งยิ้มกึ่งเยาะเย้ยไม่พอใจ “หมายความว่าอย่างไรคนอื่นชิมได้ แต่ข้าชิมไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
น้ำเสียงประชดประชันทำให้นางซูไม่พอใจนักนางขมวดคิ้วเอ่ยว่า “วันนี้ขายหมดจริงๆเ้าค่ะ...”
“ชิ!” เขาเย้ยหยันพลางยิ้ม “อาหารอะไรกันที่ทำเงินได้สิบตำลึงเร็วขนาดนี้ซูเหนียงจื่ออย่ามาหลอกข้าเลย!”
“จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่!” เย่ชิงชิงี้เีจะต่อปากต่อคำกับเขานางปิดประตูไม้เล็กๆ ของลานบ้านดังปังทันที
พวกนางยังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นและทำล่าช่วนไม่มีใครใส่ใจกับเื่เล็กน้อยเช่นนี้ทว่าใครจะไปคิดว่าคำนินทาจะแพร่กระจายไปทั่วอย่างเงียบๆ
เฉินหย่งหลินเป็ที่รู้จักในหมู่บ้านว่าเป็หนุ่มโสดที่ไร้ประโยชน์การที่เขามาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของนางซูทำให้หลายคนเห็นสตรีหลายคนกำลังเย็บปักถักร้อยและพูดคุยกันถึงเื่นี้ เมื่อนางซูเป็อิสระแล้วหัวข้อสนทนาที่เกี่ยวกับหนุ่มโสดคนนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็เื่คาวๆ ทันที
อีกอย่าง่หลังมานี้มีหลายคนพูดถึงเื่ที่นางขายล่าช่วนจนร่ำรวยไม่มีใครเคยลองกินของเสียบไม้เ่าั้เลย จะรวยเร็วขนาดนั้นได้อย่างไรผู้คนไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อเื่นี้
เมื่อประเด็นเหล่านี้มารวมกันการพูดคุยก็เริ่มเปลี่ยนไป
หญิงโสดคนหนึ่งออกจากบ้านแต่เช้าและกลับบ้านในตอนค่ำมืด ใครจะรู้ว่านางทำอะไรอยู่ในเมือง!ไม่เพียงแต่ลูกทั้งสองคนตัวโตขึ้นเท่านั้น ยังตัดเสื้อผ้าใหม่ให้ด้วยแถมตอนนี้ยังซื้อรถลากกับล่ออีกไม่แน่ว่าอีกไม่นานก็อาจจะซื้อที่ดินสร้างบ้านใหม่...
“ไม่แน่ว่าอีกไม่นานนางอาจจะแต่งงานใหม่และใช้ชีวิตอย่างหรูหรา!” สตรีคนหนึ่งเยาะเย้ยพลางกรอกตาด้วยความตื่นเต้น
“ไปไหนก็ไปเสีย เ้าคิดไปเองคนเดียวเลยสตรีที่ต้องเลี้ยงลูกติดสองคนอย่างนั้นหรือจะแต่งงานใหม่!” อีกคนส่ายหน้าอย่างรังเกียจพลางเบะปากจากนั้นก็หัวเราะครืนพร้อมกับคนอื่นๆ
ในพริบตาเดียวหมู่บ้านเถียนซินก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นการนินทาเื่ส่วนตัวของผู้อื่นมักจะทำให้บางคนตื่นเต้นราวกับว่ามันเป็กับข้าวที่ทำให้กินข้าวได้เพิ่มอีกสองชาม
หลังจากเปิดตัวหัวไชเท้าเสียบไม้และผักกาดขาวเสียบไม้ได้ไม่กี่วันก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม รสชาติสดชื่นและไม่เลี่ยน เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยการกินสามถึงห้าไม้ในคราวเดียวย่อมไม่ใช่ปัญหา
แผงลอยบนถนนจิ้นเหมินประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดและยืนหยัดได้ในที่สุดหนึ่งวันสามารถขายได้จำนวนสิบหม้อ ประมาณสี่ถึงห้าร้อยไม้เลย!
สิ่งนี้ทำให้นางซูยิ้มกว้างจนหุบไม่ลงตอนนี้แต่ละไม้มีราคาสี่อีแปะ หักค่าส่วนผสม ไม้ไผ่ ค่าเช่าแผงลอย และต้นทุนอื่นๆแล้ว ก็ยังเหลือกำไรหนึ่งตำลึงต่อวัน
หนึ่งตำลึงนั้นเป็เพียงเศษเสี้ยวสำหรับสกุลเย่ที่เคยมั่งคั่งแต่สำหรับนางซูที่เคยประสบความยากลำบากนั้น ถือว่าน่าพอใจอย่างยิ่งการที่ไม่ต้องอดอยากและหนาวเหน็บนั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งซื้อจากห้างร้านไท่หรานจำนวนมากถึงสองพันไม้ความมั่งคั่งมักจะมาพร้อมกับความวุ่นวาย แม้จะไม่ได้ดูแลแผงลอยเลยนางซูคนเดียวก็ยังไม่สามารถรับมือไหว
ดูเหมือนว่าจำเป็ต้องหาคนช่วยแล้วเย่ชิงชิงลูบคางของนางด้วยความสามารถของนางกับเย่จื้อเฟิงช่วยทำล่าช่วนอะไรไม่ค่อยได้พวกนางจึงอยู่เฝ้าแผงลอยส่วนงานล้างทำความสะอาดและเสียบไม้ก็มอบหมายให้คนอื่นได้...
นางซูพยักหน้าเห็นด้วยเน้นที่การเลือกคนซื่อสัตย์และไว้ใจได้มาช่วย มิฉะนั้นหากต้องระแวงแม้แต่ในครัวของตัวเองแล้วจะทำอย่างไรต่อไปได้
แต่ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วเป็ฤดูเก็บเกี่ยว มีงานในไร่นามากมายการจะหาคนมาช่วยงานในบ้านตลอดวันนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยใครบ้างที่ไม่มีไร่นาเป็ของตัวเองกัน?
เื่นี้จึงถูกพักไว้ก่อนเช้าวันหนึ่ง ทั้งสามคนก็ออกเดินทางด้วยรถตามปกติเหมือนทุกวันทว่าพี่เจียงก็รีบร้อนเดินมาหาพวกนาง