เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็เหตุการณ์ที่ทุก ๆ คนรวมถึงตัวของเราเอง ก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็แบบนั้น
เื่ราวของความรุนแรงนี้ เริ่มต้นจากการกลับมาจากการเรียนว่ายน้ำ ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3
เนื่องจากเป็โรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก ก็เลยมีรถตู้รับส่งนักเรียนแค่คันเดียว การจัดการเรียนที่ต้องออกไปนอกสถานที่ เลยใช้วิธีเดินทางไปพร้อมกัน
นั่นจึงเท่ากับว่าในหนึ่งสัปดาห์ จะมีวันที่เรียนว่ายน้ำแค่วันเดียว เพราะในวันอื่นรถจะถูกใช้รับส่ง สำหรับคาบวิชาอื่น ๆ อย่างเช่น การไปเรียนเปียโน หรือคอมพิวเตอร์
ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็เพียงคอมพิวเตอร์ยุคแรก ที่มีหน้าจอใหญ่ตั้งอยู่บนCPU มีเม้าส์ที่หนักและอันใหญ่มาก
และวิชาที่เราชอบมากที่สุดก็คือว่ายน้ำ และญาติทุกคนก็จะรู้กันดี ว่าเราชอบการเล่นน้ำมาก ๆ
ไม่ว่าจะเป็น้ำทะเลหรือสระว่ายน้ำ ด้วยความที่เป็เด็กขี้ร้อนและเหงื่อออกง่าย เราเลยชอบวิชาว่ายน้ำ
มันเป็วิชาที่ให้ความรู้สึกสบายมาก ๆ และการเรียนว่ายน้ำสำหรับเราก็ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเราเคยเรียนว่ายน้ำมาจากโรงเรียนเก่า ั้แ่ตอนอยู่อนุบาล 2 แล้ว
แต่ด้วยภาวะพิษเศรษฐกิจที่กำลังใกล้จะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจในตอนนี้ก็เริ่มย่ำแย่ไปทุกที่ รวมถึงครอบครัวของเราก็ได้รับผลกระทบด้วย
และโดยที่ไม่มีใครจะคาดคิดว่าในอีกสองปีข้างหน้า ไทยจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้น การเรียนในโรงเรียนเอกชนของเราจึงต้องถูกยุติลง และต้องย้ายโรงเรียนกลางคันใน่ขึ้นอนุบาล 3
ด้วยความอนุเคราะห์จากป้าบัว ที่นับได้ว่าเป็ผู้มีบุญคุณกับครอบครัวของเราอย่างมาก เพราะเราก็ได้มารู้ทีหลังว่า พ่อเราไปขอยืมเงินจากป้าบัวเพื่อไปทำงานที่เมืองนอก
นั่นก็เลยทำให้เราต้องอยู่กับย่าและแม่ โดยมีครอบครัวของน้องสาวของย่า อีกสามชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกัน ในห้องแฟลตเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนใจกลางเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานครแห่งนี้
ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของเื่ราว ที่กลายมาเป็ปมแรกในใจของเรา
เื่วันนั้นเกิดขึ้นตอนที่เราและเด็กคนอื่น ๆ กำลังนั่งรถกลับมาที่โรงเรียน หลังจากเรียนว่ายน้ำเสร็จแล้ว
เด็กๆทุกคนก็จะอยู่ในชุดพละประจำโรงเรียน และรถกำลังติดอยู่ที่แยกไฟแดงบางเขนตรงมหาลัยเกษตรฯ
แยกตรงนี้เป็อะไรที่รถติดนานมาก แม้แต่ในสมัยนั้น พวกเด็ก ๆ ก็จะมีการพูดคุย หรือเล่นกันบนรถเป็เื่ปกติธรรมดา
แต่ว่าเบาะแถวที่เรานั่งก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังชักชวนเด็กคนอื่น ๆ ในแถวเดียวกันเล่นพ่อแม่ลูก
จนกระทั่งรถใกล้จะกลับมาถึงที่โรงเรียนแล้ว การละเล่นพ่อแม่ลูกในแถวของเรา ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะได้เป็แม่
เพราะว่าเด็กผู้หญิงอยากเป็แม่อีกรอบ และในรอบนี้เราก็อยากเล่นเป็แม่บ้างเหมือนกัน
เราก็เลยเสนอให้สลับกันเป็แม่คนละวัน แต่ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะไม่ยอม
"เด็กผู้ชายจะเป็แม่ได้ยังไง?" เด็กหญิงโวยวาย
"ก็เราไม่ได้จะเป็จริง ๆ นี่ พวกเราแค่เล่นสมมุติกันเฉย ๆ " เราตอบกลับไป
"นั่นแหละ สมมุติก็ไม่ได้ เด็กผู้ชายเป็แม่ไม่ได้!!" เด็กหญิงเริ่มตะคอก
"เราก็แค่เล่นกันเฉย ๆ ทำไมจะเป็ไม่ได้?!!" เราก็เริ่มที่จะโมโหแล้วเหมือนกัน
"นี่อย่าทะเลาะกันเลย..." เด็กชายที่เล่นเป็พ่อพยายามห้าม
แต่แล้วการทะเลาะกันก็เกิดขึ้น จนสุดท้ายเด็กผู้ชายที่เข้ามาห้ามก็ถึงกับเสื้อตะเข็บขาด เพราะเรากับเด็กผู้หญิง ต่างก็แย่งตัวเด็กผู้ชายที่เล่นเป็พ่อคนนั้น
การทะเลาะกันเริ่มบานปลาย เด็ก ๆ ที่นั่งอยู่ในเบาะแถวอื่นก็หันมาให้ความสนใจการทะเลาะวิวาทของเรา
และในท้ายที่สุดหายนะก็ได้มาเยือน เมื่อเสื้อของเด็กชายผู้รับบทเป็พ่อขาด
แคว้ก!!
เกิดเสียงฉีดขาด เสียงของมันทำให้ครูพละที่คุมอยู่รีบเข้ามาดูทันที
"ทำอะไรกัน.. เกิดอะไรขึ้น?!!"
เสียงของครูผู้หญิงที่ตัดผมรองทรง และแต่งด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงแสลคและมีบุคลิกแบบผู้ชาย
ที่ใบหน้ามีแว่นสายตากลมหนา ทำให้ใบหน้าของเค้าที่ยื่นเข้ามาใกล้เหมือนตัวการ์ตูนตาโต
ถ้าเป็ในเวลาปกติก็คงจะเป็อะไรที่ตลกมาก ๆ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ มันกลับเป็อะไรที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาที่โตนั่นราวกับกำลังโกรธจัด นั่นก็เพราะเราเป็หนึ่งในต้นเหตุของเหตุการณ์นี้
เด็กคนอื่นถูกต้อนลงไปจากรถ และแยกเรากับเด็กที่เหลือออกไป โดยครูผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่ง ที่เราจำได้ว่าเป็ครูประจำชั้นของเด็กเตรียมอนุบาล
ส่วนครูอีกคนที่แต่งตัวด้วยชุดของผู้ชายคนนี้ เหมือนจะเป็ครูพละประจำโรงเรียน เขาใช้วิธีลากคอเสื้อเรา
ด้วยการหยิบคอเสื้อจากทางด้านหลังของเรา กระชากยกขึ้นแล้วเริ่มลากเราไปตามทางเดิน
โดยที่เสื้อของเราก็เริ่มส่งเสียง เช่นเดียวกับเด็กชายบนรถ ครูพละลากคอเราจนมาถึงห้องของเด็กอนุบาล 3 ก่อนจะเหวี่ยงเราลงไปกองที่หน้าโต๊ะครูประจำชั้นของเรา
ครูประจำชั้นของอนุบาล 2 และ 3 คนนี้ ควบตำแหน่งเป็ครูฝ่ายปกครองด้วย และยังเป็เพื่อนที่สนิทของป้าบัว นางจึงถือได้ว่าเป็ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในฝ่ายผู้บริหาร
นางมีชื่อเสียงเื่ความดุโหดที่สุดในโรงเรียน และเราก็เป็นักเรียนประจำชั้นของนางพอดิบพอดี
"มีเื่อะไร?"
ครูประจำชั้นมองหน้าเราสลับกับครูพละ แต่สายตาที่มองมาทางเรานั้นเต็มไปด้วยสายตาที่คาดโทษ
แต่ก่อนที่ครูพละจะพาครูประจำชั้นเดินเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ทั้งสองพูดคุยกันสักพักแล้วก็เดินกลับออกมา
"ไม่เป็ไรไปดูเด็กต่อเถอะ เดี๋ยวตรงนี้พี่จัดการเอง"
ครูพละหันมาเราแบบแสยะยิ้ม เหมือนกับรอโอกาสนี้มานาน และเราก็ได้รับคำสั่งให้อยู่กับที่โดยห้ามออกไปไหน
หลังจากนั้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนทุกอย่างก็ดูค่อนข้างวุ่นวาย พวกครูมาประชุมกันอย่างเร่งด่วนในห้องข้าง ๆ ป้าบัวมาถึงแล้วแต่ทุกอย่างเป็ไปอย่างฉุกละหุก
เพราะโรงเรียนอนุบาลเอกชนนั้นเลิกเร็ว หลังจากครูทุกคนช่วยกันส่งเด็ก ๆ และเคลียร์กับผู้ปกครองหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่มาเคลียร์กับเรา
แต่ความทรงจำ่นี้ของเรามันค่อนข้างพล่าเลือน เราจำได้แค่ว่าเราถูกพาเข้าไปให้ห้องนั้น ซึ่งก็เป็ห้องเรียนประจำชั้นของเราในเวลาปกตินั่นแหละ
แต่เมื่อเด็ก ๆ กลับกันหมดแล้ว มันจะถูกใช้เป็ห้องประชุมของเหล่าคุณครู การประชุมเป็ไปอย่างเคร่งเครียด ถ้าเป็ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเหมือนกับการถูกเรียก 'เข้าห้องดำ'
แต่ที่มันเครียดมาก ๆ นั่นก็เป็เพราะ เราเป็เด็กเพียงคนเดียวในห้อง และสายตาของทุกคนก็ทิ่มแทงมาที่เรา
พร้อม ๆ กับการพูดคุยถึงหัวข้อการทะเลาะวิวาทของเรา ซึ่งดูเหมือนว่าการอยากเล่นเป็แม่ของเราจะเป็ที่ตลกขบขันของเหล่าคุณครู
โดยเฉพาะครูพละ ที่ส่งสายตาน่ารังเกียจมาอย่างไม่มีการปิดบังทุกครั้งที่มองมาที่เรา แต่ว่าทั้งหมดมันแค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น จุดพีคของมันจะมาถึงในคาบวิชาว่ายน้ำครั้งถัดไป
เราจำไม่ได้ว่าการตัดสินของคณะครูเป็ยังไง แต่ที่เรารู้สึกได้ก็คือสายตาของครูทุกคนที่มองเรานั้นเปลี่ยนไป
แม้บ้านเราจะอยู่ในชุมชนที่ถูกเรียกอีกอย่างว่า "สลัม" แต่ย่าก็สั่งสอนเรามาอย่างดี เราถูกเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมและเอาใจใส่
จนผู้ใหญ่หลายๆคนมักจะหมั่นไส้ เพราะย่าของเราขึ้นชื่อว่าดุ และไม่ได้รักใครง่าย ๆ แม้ในบรรดาลูก ๆ ของย่าด้วยกัน
พ่อของเราเป็ลูกคนสุดท้องย่าเลยรักมาก และนั่นก็ทำให้ญาติคนอื่น ๆ ค่อนข้างหมั่นไส้เรา
พอพ่อของเราไปทำงานที่เมืองนอก ย่าก็แทบจะทุ่มเทเวลาและความรักทั้งหมดมาให้เรา ที่เป็เหมือนกับตัวแทนของพ่อ
ถึงแม้ย่าจะไม่ค่อยใจดีกับแม่นัก แต่แม่เราก็อดทนมาก ด้วยความที่ต้องหาเงินให้ได้จำนวนมาก แม่เลยต้องรับงานสองกะทำให้ไม่ค่อยได้กลับมานอนที่บ้าน
สองสามวันถึงจะกลับมานอนกับเราสักครั้ง เื่ส่วนตัวของเราแทบทั้งหมดเลยเป็ย่า ที่เป็คนจัดการดูแล
คาบวิชาว่ายน้ำเวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมกับบรรยากาศมาคุแบบแปลก ๆ ส่วนตัวเรานั้นก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้มาก แต่ไม่ใช่ว่าเราพิศวาสการเล่นพ่อแม่ลูก
และั้แ่เกิดเื่ในวันนั้น เราก็ถูกแยกจากเด็กคนอื่น ๆ ทั้งหมด เราต้องเรียนคนเดียว กินข้าวคนเดียว โดยมีสายตาแปลก ๆ ของพวกครู และเด็กคนอื่นมองมาอยู่แบบนี้ตลอดเวลา
พอมีเด็กคนไหนที่จะเข้ามาใกล้เรา คุณครูที่เห็นก็จะรีบมาพาเด็กคนนั้นให้ออกห่างจากเรา เหมือนกับว่าเราเป็โรคอะไรสักอย่าง และไม่อยากให้เด็ก ๆ คนอื่นเข้ามาใกล้เรา
และแน่นอนว่า วันนี้เราถูกกีดกันจากการเรียนว่ายน้ำ โดยครูพละและครูประจำชั้นล็อคตัวเรา และพาเรามาไว้ในห้องประจำกับครูประจำชั้น
เรากรีดร้อง ร้องไห้ และโวยวายอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ หรือการอบรมสั่งสอนที่เคยได้รับมา เราไม่เข้าใจ
ครูประจำชั้นสั่งการบ้านสักอย่างให้เราทำ ทดแทนวิชาว่ายน้ำที่เราจะไม่ได้เรียนอีกต่อไปแล้ว โดยจับเรามานั่งที่โต๊ะเรียนให้หันหน้าเข้ากำแพงคนเดียว
ตัวเราในตอนนี้ที่แทบไม่เหลือสติ พอที่จะรับฟังอะไรอีกต่อไปแล้ว เราปัดสมุดและดินสอที่ถูกจับยัดใส่มือทิ้ง เหมือนกับพวกฉากในละคร
โรงเรียนในตอนนี้เงียบมาก เพราะเด็กเล็กเข้านอน ส่วนเด็กระดับชั้นที่เหลือทั้งหมดก็ออกไปเรียนว่ายน้ำ ที่สระว่ายน้ำของมหาลัยที่อยู่ใกล้ ๆ
เราเครียดมากและเริ่มหมดความอดทน เราเลยคิดที่อยากจะเดินหนีออกจากห้องอีกครั้ง เรารู้ว่ารถตู้รับส่งออกไปนานแล้ว แต่ว่าเราไม่อยากอยู่ที่นี่ เราแค่อยากเอาตัวเองออกไปจากที่ตรงนี้
เด็กห้าขวบคนหนึ่ง กับคุณครูอายุสามสิบกลางๆจึงเริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง คุณครูกระชากเสื้อเราจากด้านหลัง ในขณะที่เรากำลังจะเปิดประตูกระจกบานเลื่อนที่ถูกล็อค
เราที่ถูกกระชากก็กรีดร้องออกมาอีกครั้ง พร้อมกับที่ครูใช้มืออ้อมมาปิดปากเราจากทางด้านหลัง
ทำให้เราเสียหลักล้มลง โดยที่มีครูประจำชั้นพยายามคร่อมทับตัวของเราเอาไว้ ก่อนจะจับที่ข้อเท้าของเรา และพยายามลากเรากลับไปที่ห้องเรียนด้านในอีกครั้ง
อาคารนี้เป็ส่วนหนึ่งของตัวบ้าน พื้นจึงเป็พื้นไม้ปาร์เก้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก เพราะเป็บริเวณส่วนพื้นที่ที่เด็กๆใช้งาน จึงมีบางส่วนที่ตัวไม้นั้นหลุดออก เลยทำให้พื้นผิวของมันไม่ได้เรียบสนิทกัน
และมันก็ทำให้หัวเข่าและขาบางส่วนของเราครูดไปกับร่องไม้จากการถูกลากด้วยแรงของผู้ใหญ่
เราคว้าขอบประตูเอาไว้ได้ ก่อนจะพยายามถีบมือที่จับข้อเท้าของเรา ซึ่งมันน่าจะทำให้ครูประจำชั้นได้รับแผลไปบ้าง เค้าจึงเผลอปล่อยมือจากเราไปครู่หนึ่ง
เราที่ได้โอกาสรีบวิ่งออกมาทันที เราวิ่งหนีออกมาได้สำเร็จ เราเริ่มร้องไห้พร้อมกับวิ่งไปยังห้องครัวทันที
"ย่าช่วยไนท์ด้วย!!!"
นี่คือคำแรกที่เราะโเมื่อใกล้จะถึงห้องครัว ย่าเราก็น่าจะได้ยินเสียง แต่ด้วยความแก่ชราจึงเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างช้า
กว่าย่าจะเดินออกมา ครูประจำชั้นที่ตามมาข้างหลังก็เข้าถึงตัวของเราได้ก่อน
"ย่...!!!" เสียงของเราขาดหายไปเพราะถูกมือของครูประจำชั้นมาปิดไว้
"มีอะไร!" ย่าเดินออกมาหลังจากที่เราถูกล็อคตัวได้อีกครั้ง
"เปล่าไม่มีอะไร.. แค่เด็กไม่ยอมทำการบ้าน ถ้าทำเสร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ได้มาหาย่าเองแหละ ป่ะ..รีบกลับไปทำให้เสร็จ"
ย่ามองเราอย่างช่วยอะไรไม่ได้ และด้วยคราบความมันของพื้นบริเวณครัว จึงทำให้เราถูกลากกลับไปอย่างง่ายดาย
เมื่อออกห่างจากบริเวณครัวมาได้สักพัก ก็จะเป็พื้นหินอ่อน นั่นทำให้คราบน้ำมันที่ติดใต้เท้าของเราค่อยๆหายไป และแล้วการต่อสู้กับผู้ใหญ่ยกที่สองก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
'ย่ายังมองเห็นเราอยู่ มีหรอที่เราจะปล่อยให้โอกาสนี้ทิ้งไป'
ครูประจำชั้นที่ชะล่าใจที่นึกว่าเราจะยอมแพ้ไปแล้ว ก็ต้องใที่เราดิ้นแรงขึ้นกว่าเดิม และเราก็เริ่มใช้ถ้อยคำสบถที่หยาบคายเป็ครั้งแรกในชีวิต
"ปล่อยกู!!"
เราพูดพร้อมกับพยายามสลัดมือที่เกาะเราเหมือนหนวดปลาหมึกออก
"ไปทำการบ้านให้เสร็จ!!"
"ไม่!!! กูไม่ทำ!!"
"อย่ามาพูดกับชั้นแบบนี้นะ ชั้นเป็ครูเธอนะ!!!"
"กูไม่อยากมีครูแบบมึง!! ปล่อยกู..ปล่อย!!!"
ผัวะ!!
เกินกว่าที่เราจะทันได้ตั้งตัว ใบหน้าของเราหันไปตามแรงมือที่วาดผ่านไปแบบไม่รู้สึกตัว เพราะเราไม่ได้รู้สึกเจ็บ มันออกจะชา ๆ ซะมากกว่า แต่ว่าการตบนี้มันก็ทำให้เราหยุดอาละวาดได้จริง ๆ
เราเผลอเอามือขึ้นมาจับแก้มโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปหาย่า แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่มีแค่เราที่หยุด ครูประจำชั้นเองก็ดูเหมือนจะใ กับการกระทำของตัวเองเหมือนกัน
"หยุดนะ! อย่ามายุ่งกับหลานชั้นนะ!!"
ย่าเข้ามาคว้าตัวของเราไปกอดเอาไว้ นี่เป็ครั้งแรกที่เราเห็นย่าโมโหมากขนาดนี้ ถึงกับเอามือชี้หน้าใส่คนอื่น
"เป็แค่แม่ครัว สั่งสอนหลานมายังไงถึงได้ก้าวร้าวแบบนี้ อย่างว่าล่ะเด็กที่ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนก็เป็แบบนี้แหละ!!" ครูประจำชั้นพูดพร้อมกับถลึงตาใส่เรา
"อีสั##!! มึงอย่ามาพูดแบบนี้กับย่ากูนะ!!!"
แต่คราวนี้กลับกลายเป็ย่าที่ห้ามเราเอาไว้ และดูเหมือนว่าครูประจำชั้นจะต้องยอมถอยไป และหายเข้าไปโทรศัพท์ของโรงเรียนในห้องป้าบัว
ซึ่งโทรศัพท์บ้านสมัยนั้นจะเป็แบบหมุนตัวเลข และเรียกเลขสองในหมายเลขโทรศัพท์จะถูกเรียกว่า 'โท'
ย่าพาเรามานั่งทำแผลที่แคร่ที่ปกติใช้คว่ำถาดหลุม และเราก็เริ่มฟ้องเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมกับร้องไห้
ย่าบอกให้เราหยุดร้อง เพราะว่ายิ่งร้องฝ่ายนั้นเค้าก็จะยิ่งพอใจ การที่เราร้องไห้แสดงว่าเค้าทำให้เราเสียใจได้สำเร็จ
พอได้ยินแบบนั้นในใจก็เลยคิดไปเอาเองว่า ถ้าไม่ให้เราร้องไห้ เราก็ต้องแสดงออกแบบอื่นเพื่อที่ระบายความเสียใจนั้นแทน
้าทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราไม่ยอมรับกับการปฏิบัติกับเราแบบนี้ แต่ด้วยความที่ยังเด็ก เราเลยเลือกแสดงออกด้วยการด่าด้วยคำหยาบคาย แทนการแสดงความไม่พอใจนั้น
นั่นจึงเป็ครั้งแรกในชีวิตของเราที่ถูกตบหน้า และเป็ครั้งแรกที่เราพูดคำหยาบในชีวิต หลังจากนั้นตอนเย็นป้าบัวก็กลับมา
ซึ่งทั้งย่าและเหล่าคุณครูต่างก็อยู่รอจนเย็นเช่นเดียวกัน เพื่อให้ป้าบัวมาเป็คนตัดสินเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้