ศาสตราจารย์เซเลน่าผู้ยิ้มแย้มสดใสในวันนั้น พยักหน้าให้คำถามของผม
“ใช่ค่ะ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วหมู่นักเรียนเลย มนุษย์หมาป่าที่เป็แค่เื่เล่าสยองขวัญในเมืองเนี่ยนะ ตลกดีใช่ไหมคะ?”
“…”
"ต่อให้ที่นี่จะรวมเอาอัจฉริยะมากมายไว้แค่ไหน สุดท้ายก็ยังเป็นักเรียนสินะคะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาจะกังวลกับเื่เล่าหลอกเด็กแบบนั้นจริงๆ"
เซเลน่าหัวเราะอย่างเอ็นดูในจินตนาการของนักเรียน แต่ผมกลับขำไม่ออก
แหล่งที่มาของข่าวลือเริ่มมาจากกลุ่มนักเรียนที่ออกไปเที่ยวในเมืองลีธเวลค์เมื่อวันก่อน ในคืนที่มืดมิดหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า พวกเขาเห็นเงาสีดำเคลื่อนไหวอยู่บนหลังคาอาคารท่ามกลางหมอกยามค่ำคืน
ผมส่ายหัว
"ก็ยังเป็เด็กอยู่ดีนั่นแหละครับ"
“ใช่ค่ะ แต่ก็น่าทึ่งนะคะที่ได้ยินว่ามนุษย์หมาป่าที่พวกเขาเห็นนอกเมือง ถูกพบเห็นในโซเรนด้วย”
"ในโซเรนด้วยงั้นเหรอครับ?"
หรือว่านักเรียนในโรงเรียนตาฝาดไปเพราะได้รับอิทธิพลจากข่าวลือในเมือง?
"โซเรนออกจะกว้างขวาง แถมยังเป็แหล่งรวมเวทมนตร์ทุกรูปแบบ ปรากฏการณ์แปลกๆ ก็เกิดขึ้นได้จากพลังเวทที่ตกค้าง เหมือนเื่เล่าสยองขวัญ 7 อย่างของโรงเรียนไงคะ"
"เื่เล่าสยองขวัญ 7 อย่างเหรอครับ?"
"ใช่ค่ะ ไม่รู้เหรอคะ?"
"ศาสตราจารย์เซเลน่ารอบรู้เื่พวกนี้ดีจังนะครับ"
“อ๊า... คะ... คะ?!”
มันเป็แค่คำชม แต่ดูเหมือนเซเลน่าจะปฏิกิริยาเกินจริงไปหน่อย เธอเบิกตากว้าง แก้มเปลี่ยนเป็สีชมพูระเรื่อ เส้นผมดูจะตั้งขึ้นเล็กน้อย
เมื่อผมมองด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอถึงทำท่าทางแบบนั้น เธอรีบพูดแก้ตัวอย่างลนลาน
"ฉัน... ฉันไม่ได้ไปหาอ่านเื่เล่าสยองขวัญของโซเรนมาละเอียดหรอกนะคะ! แค่... ฉันแค่นึกถึงหัวข้อที่จะเอาไว้ชวนนักเรียนคุยตอนสนทนากันน่ะค่ะ จริงๆ นะ!"
"เข้าใจแล้วครับ ใจเย็นๆ นะ"
เห็นแขนขาที่ดูเก้งก้างของเธอสั่นไปมาจนเกือบจะปัดโดนจานอาหาร ผมเลยต้องรีบตัดบท
"ไม่จริงนะ... ไม่ใช่แบบนั้นจริงๆ นะคะ" เธอยังคงพยายามแก้ตัวราวกับััได้ว่าผมอาจจะกำลังไม่พอใจ
โชคดีที่ศาสตราจารย์เมอริลด้าเข้ามาแทรก
"อ้อ จริงสิ ศาสตราจารย์ลุดเกอร์ ได้ยินว่าคุณทำผลงานได้ยอดเยี่ยมั้แ่คลาสแรกเลยนะ จริงเหรอ?"
"พูดเื่อะไรกันครับ?"
"ก็เื่ที่คุณแสดงเวทมนตร์ปฏิวัติวงการที่ช่วยลดระยะเวลาการร่ายคาถาไง ชื่ออะไรนะ?"
"ซอร์สโค้ด !" เซเลน่าะโออกมาด้วยแววตาเป็ประกายลืมเื่ที่เขินอายไปเสียสนิท
เสียงะโดังจนโรงอาหารอาจารย์ถึงกับเงียบกริบไปชั่วขณะ เซเลน่าก้มหัวลงทันทีเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ใบหูของเธอเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วพยักหน้า
"ใช่ครับ ถูกต้อง"
เมื่อผมยืนยัน สายตาของศาสตราจารย์คนอื่นๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอื่นก็พุ่งตรงมาที่ผมทันที ผมสงสัยว่าพวกเขาจ้องผมทำไมจนกระทั่งเมอริลด้าโน้มตัวเข้ามาหาผมแล้วอธิบายให้ฟัง
"ทุกคนกำลังสนใจเวทมนตร์ของคุณอยู่ยังไงล่ะคะ"
"เวทมนตร์ของผมเหรอครับ?"
“แหม แกล้งทำเป็ไม่รู้เหรอคะ? เวทมนตร์ที่คุณโชว์ในคลาสแรกน่ะ ตอนนี้มันแพร่ไปทั่วโซเรนแล้วนะคะ”
“อืม” ผมหยิบชิ้นเนื้อเข้าปากพลางวิเคราะห์สถานการณ์
'สนใจงั้นเหรอ?'
ั้แ่วันแรกที่สอน ผมก็เดาไว้แล้วว่าต้องเป็แบบนี้ สำหรับคนในโลกนี้ 'ซอร์สโค้ด' ที่ยืมวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากศตวรรษที่ 21 มาใช้ มันถือเป็นวัตกรรมที่ล้ำสมัยมาก และผมก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าผลกระทบนี้จะไปถึงหูศาสตราจารย์คนอื่น
"ได้ยินว่ามันลดระยะเวลาการร่ายเวทได้มหาศาลเลยใช่ไหม? คุณโชว์ให้พวกเราดูได้ไหมคะ?"
"นั่นสิคะ ถ้าคุณจดสิทธิบัตรเวทมนตร์แบบนี้ที่หอคอยเวทมนตร์ คุณคงรวยเละแน่" เซเลน่าเสริม
พูดในเชิงทฤษฎีก็ไม่ผิด เวทมนตร์ซอร์สโค้ดจะเป็ลมหายใจใหม่ของสังคมจอมเวทที่หยุดนิ่ง หากผมเสนอเวทมนตร์นี้ให้หอคอยเวทมนตร์ ผมคงได้นอนบนกองเงินกองทองจริงๆ
แต่นั่นคือความคิดของคนทั่วไป ในความเป็จริงมันต่างออกไป
"ผมไม่ได้สนใจเื่นั้นครับ"
ผมแกล้งถ่อมตัว แต่ผมรู้ดีที่สุดว่าทำไมถึงไม่ควรยื่นจดสิทธิบัตร สิทธิบัตรเวทมนตร์ในหอคอยมันเป็เพียงฉากหน้า
จอมเวทที่ขัดสนมักอยากมีรายได้จากระบบสิทธิบัตร แต่เมื่อยื่นจดไปจริงๆ หอคอยมักจะหาเื่ติโน่นตินี่สารพัดเพื่อหาข้ออ้าง
'ถ้าแค่หาเื่ติก็ยังพอทน แต่บางคนมันจ้องจะฮุบเอาดื้อๆ เลย'
อาจารย์ใหม่คนอื่นอาจจะยังมองหอคอยเวทมนตร์ในแง่ดี แต่ผมรู้ว่าพวกมันสกปรกและหน้าเงินแค่ไหน ต่อให้เวทมนตร์จะสมบูรณ์แบบจนไม่มีที่ติ ถ้าคุณไม่มีแบ็กอัปจากตระกูลขุนนางหรือผู้สนับสนุนที่มีอิทธิพล สิทธิบัตรของคุณก็จะถูกแย่งชิงไปดื้อๆ
หรือถ้าผู้พัฒนาปฏิเสธที่จะจดสิทธิบัตร พวกมันก็อาจจะใช้วิธีสกปรกอย่างการลากไปจัดการในซอยมืดเพื่อบังคับให้เผยความลับของเวทมนตร์
'เป็ ลุดเกอร์ แบบนี้แหละดีแล้ว'
แม้จะเป็ขุนนางตกอับ แต่การเป็ศาสตราจารย์ที่โซเรนก็พอมีหน้ามีตา และชื่อเสียงของผมจะค่อยๆ สูงขึ้นโดยไม่ต้องไปก้มหัวให้พวกแก่ตัณหากลับในหอคอยเวทมนตร์
'ปัญหาคือศาสตราจารย์คนอื่นกำลังจ้องผมตาเป็มันเลยนี่สิ'
โดยเฉพาะ คริส เบนิมอร์ ที่ดูเหมือนจะโกรธแค้นผมจนแทบจะเผาผมให้ไหม้ด้วยสายตา
"ก็น่าเสียดายนะคะ..."
"ผมว่าการที่ได้แสดงให้เด็กๆ เห็นก่อนนั้นสำคัญกว่าครับ"
ผมลุกจากที่นั่งหลังจากพูดปิดท้าย ผมไม่อยากอาหารไม่ย่อยเพราะสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
"ผมขอตัวนะครับ มีสอนคลาสต่อไป"
"ค่ะ! ขอให้โชคดีนะคะ!"
"บ๊ายบาย~"
ผมพยักหน้าให้พวกเขาแล้วเดินออกจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว
เมอริลด้าหรี่ตามองตามหลังลุดเกอร์ไป เธอตระหนักได้ชัดเจนขึ้นว่า ลุดเกอร์ เชลีซี คนนี้ไม่เหมือนจอมเวทคนอื่นๆ จอมเวทส่วนใหญ่มักมีความเห็นแก่ตัวและไม่ยอมแบ่งปันวิชาให้ใคร แต่เขากลับนำเวทมนตร์ที่ล้ำค่าขนาดนี้ไปสอนนักเรียนก่อน
'ถ้าเขาอยากได้เงิน เขาคงไม่รอจนมาสอนนักเรียนแบบนี้หรอก'
เขามีความมั่นใจเกินกว่าจะเป็แค่ศาสตราจารย์ใหม่ทั่วไป และการที่เขาไม่เกรงกลัวว่าเวทมนตร์จะถูกขโมยไป แสดงว่าเขาไม่กังวลกับเื่นั้น หรือไม่ก็... เขาวางแผนอะไรบางอย่างไว้แล้ว
'ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนแบบนี้จะเป็ศาสตราจารย์ใหม่รุ่นเดียวกับฉัน' ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างดูต่ำต้อย
เมอริลด้าถอนหายใจ ก่อนจะหันไปแซวเซเลน่าที่นั่งจ้องที่นั่งของลุดเกอร์ตาเป็มัน
“ฮิฮิ! เซเลน่าจ๊ะ ทำไมถึงเหม่อลอยขนาดนั้น? เสียดายที่ลุดเกอร์ไปก่อนใช่ไหมล่ะ?”
“ตะ...ศาสตราจารย์เมอริลด้า! พูดเื่อะไรคะ!”
การแกล้งเซเลน่าเป็เื่สนุกเสมอ แม้จะต้องตามง้อหลังจากที่เธอเริ่มงอนก็ตาม
วันเสาร์ หลังจบวิชาทฤษฎี
ผมมาถึงลีธเวลค์ั้แ่เที่ยงวัน เพื่อเตรียมตัวตามนัดหมายที่วางไว้ ถึงจะเป็่บ่าย แต่ผมก็แวะเดินเล่นสำรวจเมืองที่เต็มไปด้วยวิศวกรรมเวทมนตร์อันน่าทึ่งแห่งนี้ 'ลีธเวลค์' เป็เมืองใหญ่ที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิ
หลังจากเดินเล่นย่านเซ็นเตอร์ฟอร์ดและแกรนด์ชาเปลจนพระอาทิตย์เริ่มลับฟ้า อากาศก็เริ่มเย็นลง ผมกระชับเสื้อโค้ทสีดำแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายในเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยหมอกควัน
ที่นี่คือด้านมืดของเมือง สถานที่ที่แสงสว่างส่องไปไม่ถึง
ท่ามกลางความเงียบงันในตรอกที่เต็มไปด้วยหมอกสีแดงจากไฟถนน ผมยืนพิงกำแพงอิฐรอใครบางคน 'บอกว่าจะมาเร็วแต่ดันสายนะ'
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากในความเงียบ
ครืดดดดด...
ไม่ใช่เสียงของมนุษย์แน่ๆ ผมละสายตาจากกำแพงแล้วจ้องไปยังความมืดมิดในตรอกนั่น
ดวงตาสีแดงคู่หนึ่งปรากฏขึ้นจากความมืด
‘นี่มัน...’ ผมนึกถึงเื่ที่เซเลน่าพูดในโรงอาหารเมื่อวาน ข่าวลือเื่มนุษย์หมาป่า... ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็แค่เื่หลอกเด็ก
ขณะที่เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพุ่งตรงมาหาผม ผมไม่รอช้า พุ่งกำปั้นเข้าใส่กลางกะโหลกมันทันที
ผัวะ!
“อ๊ากกก!”
เสียงร้องโหยหวนดังสั้นๆ ก่อนร่างที่นั่งกองกับพื้นจะเผยโฉมหน้าที่คุ้นเคย
"มัวทำอะไรอยู่ครับ ถึงได้มาสาย แถมยังเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้อีก"
"โธ่เอ๊ย! ก็นานๆ ทีจะเจอกัน ทำไมไม่ทำหน้าใหน่อยล่ะครับ" ชายที่กุมหัวตัวเองพึมพำ
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฮันส์"
"ไม่ได้เจอกันนานครับ"
เขาคือต้นเหตุของข่าวลือเื่มนุษย์หมาป่าที่นักเรียนกำลังแตกตื่นกันอยู่นั่นเอง