ท่ามกลางห้องมืดอันเงียบสงบแม้ว่านี่เป็่เวลายามรุ่งสาง
เรย์ยืนขึ้นใกล้บานหน้าต่างสายตามองลอดจากช่องว่างของผ้าม่านซึ่งมีแสงแดดอ่อนส่องเข้ามาเล็กน้อย เขาจ้องออกไปภายนอกราวกับกำลังครุ่นคิดทบทวนบางอย่างภายในใจเงียบ ๆ
ภาพที่เห็นจากชั้นบนของอาคารนั้นบนถนนสายเดิม เฉพาะอาคารที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลไม่มีอะไรผิดปกติเป็พิเศษนอกจากความเงียบสงบ ดูราวกับโลกใบนี้ถูกทิ้งร้าง ไม่มีอะไรน่าขนลุกไปกว่าทิวทัศน์ของแสงที่มาจากตึกยามค่ำคืนซึ่งไม่มีคนอาศัย
เมื่อมองไปเบื้องล่างรอบๆ รถหลายคันถูกจอดทิ้งไว้ระเกะระกะอย่างไร้ระเบียบมีเงาของพวกตัวประหลาดเดินเพ่นพ่านไปมาอยู่บ้าง จากการเฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมเหมือนว่าพวกมันมักเดินเตร่ออกล่าอย่างไร้จุดหมาย
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบงันถึงสองวันโดยไม่มีวี่แววความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ
พวกเขาอาศัยอาคารชั้นบนของสำนักงานเจ็ดชั้นแห่งหนึ่งเป็ที่หลบภัยยังโชคดีที่ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ บางส่วนยังคงทำงานเป็ปกติ
ถึงตอนนี้คิดอยากหนีออกจากเมืองก็ไม่ใช่ว่าจะบุกฝ่าออกไปได้ง่าย ๆ
แน่ใจได้หนึ่งอย่างว่าเส้นทางบกคงใช้ไม่ได้ ที่สำคัญคือระบบขนส่งสาธารณะหยุดทำงานไปแล้วจำนวนของพวกมันก็ยังไม่เป็ที่แน่ชัด
ข้อมูลมีน้อยเกินไปพวกเขายังจำเป็ต้องหลบอยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะเพื่อความปลอดภัย
ด้วยความที่บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารเป็ร้านฟาสต์ฟู้ดอันมีกระจกใสรอบด้าน ทำให้ด้านความปลอดภัยนั้นดูต่ำเป็พิเศษ
พวกเขาจึงช่วยกันนำของที่มีน้ำหนักมากทั้งโต๊ะและตู้มาปิดตายทางขึ้นชั้นสองเอาไว้ทั้งจากด้านในและนอก ปิดล็อกการทำงานของลิฟต์เปิดใช้งานเมื่อยามจำเป็เท่านั้น
อาศัยการเข้าออกทางด้านหลังอาคารที่เป็ตรอกซอยโดยการผูกเชือกสลิงจากชั้นดาดฟ้าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่จากชั้นใดก็สามารถโรยตัวออกมานอกอาคารได้
นอกจากนั้นยังรวบรวมอาหารและของใช้จำเป็จากร้านสะดวกซื้อรอบๆ เพียงพอให้สามารถกบดานได้เป็เวลาหลายเดือน
แม้ยามออกไปหาเสบียงด้านนอกยังคงพบพวกซามูไรเดินเพ่นพ่านไปมาบนท้องถนนเป็ครั้งคราวแต่พวกเขานั้นยังสามารถหลบเลี่ยงพวกมันได้ตลอดจนถึงตอนนี้
“เหวอ!”
เสียงร้องดังของฮารุโตะพร้อมกับเสียงโครมครามปลุกเขาขึ้นมาจากห้วงภวังค์ ดูเหมือนว่ามันจะดังมาจากชั้นสาม
“เกิดอะไรขึ้นฮารุ...โตะ!?”
ทุกคนรีบวิ่งไปยังจุดกำเนิดเสียงเรย์หยุดชะงักเท้าทันทีเมื่อก้าวลงมาสายตาของเขาจับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่คาดคิดเบื้องหน้าของเขาเป็ร่างของสัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างกายของมันใหญ่โตและหนาแน่นด้วยกล้ามเนื้อเคลือบด้วยขนสีน้ำตาลทองอันแวววาวที่แผ่กระจายรอบตัวเหมือนเปลวไฟที่กำลังมอดไหม้ขนของมันมีลวดลายคล้ายกับเสือที่ถูกแต่งแต้มด้วยเส้นสีดำลากยาวไปตามร่างกาย ดูน่าเกรงขาม
หัวของมันประดับด้วยแผงขนหนาและคมคล้ายกับแผงคอของสิงโต ริมฝีปากมีเขี้ยวขนาดใหญ่เผยอเล็กน้อย คล้ายเสื้อเขี้ยวดาบหางยาวฟูของมันโค้งเป็วงขนที่หางคล้ายกับคลื่นที่ม้วนตัวดูเหมือนจะเป็ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มันทรงตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วแม้จะมีขนาดใหญ่รูปร่างแต่ิัชั้นนอกของมันมีลักษณ์เหมือนสวมทับด้วยเกราะหินโค้งแหลมเป็ปล้องๆ

มันปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของฮารุโตะที่ตอนนี้กำลังแสดงใบหน้าซีดเผือด
เรย์ไม่รู้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือว่ามัน้าอะไร แต่ความรู้สึกในใจบอกเขาว่า นี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาเสียงลมหายใจของมันฟังดูหนักหน่วงราวกับสัตว์ที่อยู่ในอาการระวังภัยริมฝีปากของมันเผยอเล็กน้อยให้เห็นฟันคมที่พร้อมจะแยกเขี้ยวเมื่อถูกคุกคาม
เรย์เห็นท่าไม่ดีจึงชักดาบซึ่งพกไว้ข้างกายตลอดไม่ห่างขึ้นมาอยู่ในกระบวนท่าเตรียมพร้อม
“ตัวอะไรวะเนี่ย?”
เสียงเคนจิกระซิบถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเตรียมพร้อมสำหรับพุ่งตัวเข้าจู่โจมแต่ทว่าสัตว์อสูรกลับหมอบลงตรงหน้าเด็กหนุ่มผู้กำลังหวาดกลัวโดยไม่แสดงท่าทีคุกคามใดๆ หางของมันยาวโค้งฟูฟ่อง ปลายหางแกว่งเบา ๆ เหมือนสัตว์ที่กำลังอารมณ์ดี
พวกเขายังคงหยั่งเชิงอยู่ห่าง ๆเมื่อเห็นกริยาทางท่าของมัน เคนจิส่งสัญญาณมือให้ชิโฮะกับโยซึรุหาที่กำบังเผื่อในกรณีเกิดการปะทะพวกเขาไม่อยากเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อเป็การกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ร้ายของมัน
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใดสัตว์อสูรปริศนายังคงหมอบจ้องไปยังฮารุโตะอย่างนิ่งเฉยโดยไม่มีทีท่าสนใจเขากับเคนจิที่ค่อย ๆ ขยับเคลื่อนกายเข้าใกล้
ฮารุโตะที่มีสีหน้าหวาดกลัวเริ่มตั้งสติเขาเห็นหมอนั่นขยับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เข้าไปลูบบริเวณศีรษะของมันอย่างแ่เบา
สัตว์ร้ายเบื้องหน้าที่ได้รับััจากมนุษย์หลับตาพริ้มตอบรับััจากฮารุโตะราวกับแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่ง
“เอ่อทุกคน...ฉันคิดว่าคงไม่เป็อะไรแล้วล่ะดูเหมือนเ้านี่มันจะเกิดจากความสามารถของฉันเองแหละ”
ฮารุโตะเกาแก้มอย่างเขินอายหัวเราะแห้งๆ ให้กับปฏิกิริยาตึงเครียดของทุกคน
“ของนาย!?”
ชิโฮะถามเสียงสูงถลึงตาใส่ตัวต้นเื่หนึ่งที
“ทีหลังก็ช่วยรีบบอกให้เร็วกว่านี้หน่อยสิยะปล่อยให้พวกฉันใจหายใจคว่ำอยู่ได้เ้าบ้าเอ๊ย!”
จากนั้น พวกเขาจึงถามไถ่เื่ราวทั้งหมดจนได้ความว่า
ฮารุโตะนั้นกลุ้มใจที่ไม่สามารถเรียกใช้พลังได้เหมือนกับคนอื่นๆ หมอนั่นเลยลองใช้วิธีนั่งสมาธิตามแบบฉบับวิถีซาเซน
ซึ่งเป็การปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐานตามหลักนิกายเซ็นเพื่อชำระล้างจิตใจอันขุ่นมัว เป็การเหนี่ยวนำจิตใจที่ดีและเป็การฝึกจิตให้สงบนิ่งที่ใช้ได้ดีทีเดียว
เมื่อมีสมาธิกับตัวเองมากขึ้นจึงลองจินตนาการถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายดั่งที่ทุกคนพูดถึงลองจินตนาการเชื่อมโยงเข้ากับอัตลักษณ์ของตนที่ข้องเกี่ยวกับการอัญเชิญก่อนจะพบว่าร่างกายตัวเองร้อนผ่าวดั่งไฟ มีเสียงคำรามของสัตว์ดังขึ้นในหัวจนสุดท้ายก็เป็อย่างภาพที่ทุกคนเห็น
เรย์ที่ได้ฟังเช่นนั้นจึงฉุกคิดขึ้นเขาลองให้รุ่นพี่สาวใช้ความสามารถกับฮารุโตะอีกครั้งหนึ่งจึงพบว่าอัตลักษณ์ของฮารุโตะได้เปลี่ยนไปแล้วดั่งที่เขาคาด
“ดูเหมือนว่ารายนามของมันจะระบุประเภทสัตว์อัญเชิญเพิ่มเติมเป็ประเภท‘สัตว์อสูร’ นะ”
“อืมแสดงให้เห็นว่าหากคนอื่นๆ ที่มีความสามารถในการอัญเชิญเหมือนกับฮารุโตะก็มีความเป็ไปได้ว่าพวกเขาอาจอัญเชิญสิ่งมีชีวิตในหมวดหมู่อื่น ๆ ได้ด้วยสินะครับ”
เรย์วิเคราะห์ตามทฤษฎีที่มีโอกาสเป็ไปได้พร้อมกับกล่าวต่อว่ารายนามอัตลักษณ์ที่แสดงขึ้นของแต่ละคนนั้นต่างแสดงออกถึงความถนัดและความสามารถตามแต่ตัวบุคคล
เขาค่อย ๆ เรียงลำดับความสามารถของทุกคนโดยจัดแยกหมวดหมู่แบ่งแต่ละประเภท ตอนนี้ต้องพยายามเข้าใจถึงอัตลักษณ์ที่ได้รับมากับประเภทความสามารถยิบย่อยที่แตกสายออกไป ถึงแม้จะมีรุ่นพี่นาคาจิม่าคอยอ่านข้อมูลทว่ามันก็ไม่ได้สะดวกถึงขนาดมีคู่มือใช้งานแนบมาด้วยเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า
ก่อนอื่นจำเป็ต้องหัดเรียนรู้ทำความเข้าใจกับพลังของตัวเองและควบคุมให้ได้เป็อันดับแรกทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนั้นจึงช่วยกันเคลียร์พื้นที่บนชั้นสามเปลี่ยนให้เป็ลานฝึกขนาดย่อม
ทำความคุ้นเคยและใช้งานมันให้คุ้นชิน
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงบนห้องสำหรับฝึกซ้อมเฉพาะกิจพวกของเรย์ได้เคลียร์พื้นที่ทั้งชั้นให้โล่งมากที่สุดเพื่อใช้เป็สถานที่ฝึกซ้อมพลังที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ พื้นไม้สีอ่อนขัดเงาสะท้อนแสงอาทิตย์จากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ทอดยาวไปถึงเพดานทำให้ห้องดูสว่างและกว้างขวางยิ่งขึ้น บรรยากาศภายในห้องดูสะอาดตาและเรียบง่ายผนังสีขาวราบเรียบปราศจากการตกแต่งใด ๆนอกจากเคาน์เตอร์ครัวที่อยู่ติดกับผนังด้านหนึ่ง
หลังจากใช้เวลาทดลองและวิเคราะห์อย่างหนักในที่สุดเรย์ก็พอสรุปความสามารถของทุกคนได้คร่าว ๆ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเองในที่สุดเรย์ก็พอสรุปความสามารถของทุกคนได้คร่าว ๆ บ้างแล้วรวมถึงตัวเขาเองด้วย
หลังจากทดลองใช้งานและจำแนกในสิ่งที่ดวงตาเขาสมองเห็นเรย์วิเคราะห์ว่าเขาสามารถมองเห็นพลังงานประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ทุกหนทุกแห่งได้รวมถึงภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต เมื่อเรียกใช้งานความสามารถบ่อยครั้งความหนาแน่นของพลังงานภายในกายจะลดต่ำลง แต่หากทิ้งไว้สักพัก มันจะค่อย ๆฟื้นฟูกลับมาเท่าเดิมเสมอ
เรย์จึงอนุมานได้ว่าสิ่งที่เขาเห็นเหล่านี้คือพลังงานไว้สำหรับเรียกใช้ความสามารถ
“นายกำลังจะบอกว่าพลังงานพวกนี้ก็เหมือน‘มานา’ที่เห็นทั่วไปได้ในเกมอาร์พีจีอย่างงั้นใช่ไหม”
ฮารุโตะกล่าวพร้อมใบหน้าทึ่งด้วยความที่เป็คนซื่อตรงจนถึงที่สุด
“ราวนั้นล่ะมั้งฉันคิดว่าคงไม่มีอย่างอื่นที่ใช้นิยามได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวเองเห็นได้มากกว่านี้แล้วล่ะ”
แถมดวงตาของเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเงื่อนไขยิ่งใช้งานนานเกินไป ดูเหมือนจะสร้างภาระให้กับสมองเป็อย่างมากมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาทดลองเพ่งสมาธิเปิดใช้งานค้างไว้เพียงสามนาทีหลังจากนั้นเขาแทบสูญเสียการมองเห็น ทุกอย่างในสายตากลายเป็เพียงภาพเบลอรู้สึกคลื่นไส้จนอาเจียนออกมา
และเรย์ยังพบอีกด้วยว่าเมื่อเขาตั้งสมาธิควบคุมการไหลเวียนพลังภายในไปยังเฉพาะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมันช่วยให้เขาออกแรงได้มากขึ้น เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ะโได้สูงขึ้นรวมถึงดูดซับแรงกระแทกได้มากขึ้น จนดูผิดธรรมชาติของมนุษย์
จะมีก็เพียงแต่แขนซ้ายของเขาเท่านั้นที่ตอนนี้ยังไม่อาจทำความเข้าใจความสามารถของมันได้
“หากเรามองว่าพวกนี้คือระบบภายในเกมล่ะก็ฉันคือนักอัญเชิญ ส่วนเคนจิก็เป็ประเภทนักรบชิโฮะกับรุ่นพี่นาคาจิม่าคือจอมเวทสายโจมตีกับสนับสนุนและนายก็เป็ประเภทผู้ใช้... เอ่อ พลังจิตถูกไหม นี่มันช่างสุดยอดไปเลยแฮะ”
ฮารุโตะผุดสีหน้าตื่นเต้นมีเพียงชิโฮะเท่านั้นที่หน้าขรึมไป
“แต่นี่ไม่ใช่เกมนะมันคือชีวิตจริงและมีคนตายไปแล้วมากมายจริง ๆ”
ชิโฮะปรามฮารุโตะเมื่อเริ่มเห็นอีกฝ่ายออกอาการกระตือรือร้นเกินเหตุ
“อะ... อืม ขอโทษทีฉันแค่ไม่อยากให้พวกนายเครียดกันเกินไปน่ะ”
ชิโฮะกล่าวต่อว่า
“แล้วฉันก็คิดว่าเื่พวกนี้มีแค่ในหนังแฟนตาซีเท่านั้นเราต้องหาว่าเื่แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรตามหลักของวิทยาศาสตร์สิฉันไม่คิดว่าเื่นี้จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล”
“แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่ฮารุโตะพูดก็อาจจะไม่ผิดทั้งหมดซะทีเดียวและมีอยู่เื่หนึ่งที่ฉันคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”
เรย์ลูบจมูกก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังต่อว่า
“ทั้งที่ตอนนี้เป็เดือนสุดท้ายของปี อุณหภูมิควรลดต่ำลงแต่มันกลับอบอุ่นโดยไม่สนใจเงื่อนไขของสภาพฤดูอย่างผิดธรรมชาติหลังจากเื่ทั้งหมดเกิดขึ้น—ราวกับเมืองแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงไหนจะเื่ประชากรในกรุงโตเกียวที่มีประมาณสิบสามล้านคน แต่ว่านะต่อให้รวมกับกองศพบนท้องถนนนั่นก็ยังดูน้อยเกินไปอยู่ดี ถึงทุกอย่างจะดูเหมือนกันไปหมดทว่าก็แปลกตาในเวลาเดียวกัน...”
“เอ๊ะ!? ไม่จริงน่ะ เื่แบบนั้น...”
“ไม่แน่ใจว่าทุกคนสังเกตกันไหมตลอดทางที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะนกบนท้องฟ้าหรือสุนัข ...แม้แต่สัตว์เล็ก ๆบนบกสักตัว ฉันยังไม่เคยเห็นพวกมันเลยั้แ่เกิดเื่ขึ้น”
ชิโฮะเบิกตากว้างด้วยความใรวมถึงคนอื่นๆ ราวกับเพิ่งฉุกคิดตามสิ่งที่เขาพูดได้
“แล้วเื่เสียงในหัวที่ทุกคนได้ยินเหมือนๆ กันหมดนั่นล่ะ จะอธิบายมันว่ายังไง”
รุ่นพี่สาวเอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองติดค้างสงสัยมาตลอด
“สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดอาจไม่เป็วิทยาศาสตร์เลยสักนิด...แต่ทุกคนเคยได้ยินเื่ของาาปีศาจกันไหม?”
สมาชิกในกลุ่มมองหน้ากันกับคำพูดที่คาดไม่ถึงของตัวเขาที่อยู่ดีๆ เอ่ยขึ้นมา
“ฉันรู้! มันคือบอสที่มีอยู่ในเกมและอนิเมะทุกยุคสมัยมาตลอดแหละจริงไหม”
เคนจิยกมือตอบเรย์พยักหน้าให้กับคำพูดของเพื่อน ถึงมันแตกต่างกันเล็กน้อยแต่นั่นคือประเด็นที่เขาจะอธิบายต่อ
“นายอยากบอกอะไรพวกเรากันแน่”
ฮารุโตะเอ่ยถามแทนความสงสัยจากทุกคน
เรย์มองไปรอบ ๆและเห็นทุกคนกำลังมองมาที่เขาราวกับเป็หลาน ๆ ที่รอฟังนิทานจากคุณยาย
“มันก็คล้ายกันนิดหน่อยสมมุติถ้าพวกเราทั้งหมดถูกอะไรบางอย่างส่งมาในสถานที่แห่งหนึ่ง มอบความสามารถให้และเมื่อโยงไปยังเสียงที่ทุกคนได้ยินเหมือนกันในหัวฉันเลยคิดว่าของแบบนั้นอาจมีอยู่จริงก็ได้ หากพวกเราล้มาาที่ว่าลงได้เื่พวกนี้อาจจบลงง่ายกว่าที่คิด”
ตอนนี้พวกเขาต้องเปิดใจรับความเป็ไปได้ต่างๆ รวมถึงความรู้สึกของตัวเองด้วย
“ว่าไงนะ...าาปีศาจ? มันมีไอ้ของแบบนั้นอยู่จริง ๆ ด้วยรึ?”
ฮารุโตะรำพึงด้วยน้ำเสียงอึ้งงันกับคำว่าปีศาจ
“หากมันเป็แบบนั้นจริง...แล้วใครกันที่ส่งพวกเรามาเจอเื่บ้า ๆ พวกนี้?”
โยซึรุตั้งข้อสังเกตขึ้นด้วยสีหน้าปั้นยากยกนิ้วขึ้นมากัดเล็บอย่างไม่รู้ตัว
ทุกคนต่างส่ายหัวให้กับคำถามที่ยากจะตอบนั้น
เรย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกล่าวกับทุกคนให้เก็บไปคิด
“เคยมีคนกล่าวไว้ว่า‘ทุกสิ่งที่มนุษย์จินตนาการได้คือความเป็จริงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น’ ทุกปริศนามีคำตอบมากกว่าหนึ่งเสมอซึ่งมันยังเป็แค่ข้อสันนิษฐานโง่ ๆ ที่ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญเท่านั้นไม่มีอะไรมาพิสูจน์ได้หรอกเพราะฉะนั้นเราควรปรับตัวและโฟกัสเื่หาทางเอาชีวิตรอดแต่ละวันนับจากนี้ให้ได้ก่อนเป็อันดับแรกดีกว่า”
เรย์มองว่าความจริงแท้นั้นไม่มีอยู่จริงไม่มีอะไรที่จริงหรือเท็จอย่างถาวร เพราะทุกอย่างนั้นไม่มีความแน่นอนและสามารถเปลี่ยนตามกาลเวลา หรือโอกาสได้เสมอ และในโลกของเรานี้ลางสังหรณ์ส่วนที่ไม่้าให้เกิด มักจะเกิดขึ้นจริงอยู่บ่อยครั้งเสมอ