“ข้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังหรอกอย่างแรกข้าไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้แต่งกลอนจริงๆ อย่างที่รู้กัน คนตั้งมากมาย มันไม่ง่ายที่จะถึงตาเราอย่างที่สองคือพวกเจ้ามัวแต่รีบปกป้องข้า ข้าก็เลยไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลย”
ทุกคนไม่ได้โกรธจริงๆเพียงบ่นไปตามเรื่องตามราว วันนี้เป็นเวรของจวี๋เกิ่งที่ต้องเข้าไปในวังหลวงเหลือเพียงตังกุยกับอวิ๋นหยาและสาวใช้คนอื่นๆ อยู่ที่จวนตอนนี้ก็อยากรู้อยากเห็นจนแทบอดใจไม่ไหวต้องมาเซ้าซี้ให้อวิ๋นอิ่งรีบเล่าให้ฟังเร็วๆ
อวิ๋นอิ่งเห็นว่าแม่นางติงไม่ได้คัดค้านอะไรและนางเองก็รู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อยปกติแล้วนางไม่ค่อยพูดมากแต่ตอนนี้ก็กลายเป็นคนช่างคุยไปโดยปริยายเล่าเรื่องราวของงานชุมนุมบทกวีอย่างตื่นเต้นสุดขีดเรื่องราวมีขึ้นมีลงจนทุกคนฟังอย่างตื่นเต้น เมื่อถึงตอนที่เล่าว่าองค์หญิงโมโหจนกระอักเลือดทุกคนต่างส่งเสียงโห่ร้องอย่างสะใจ
“สมน้ำหน้า ใครให้นางกล้ามารังแกคุณหนูของพวกเรา!”
“ใช่แล้วไหนใครๆ ก็บอกว่านางเป็นเทพธิดาจุติลงมาไม่ใช่หรือ แล้วทำไมไม่กลับสวรรค์ไปเสียล่ะ? แท้จริงก็เป็นเพียงหญิงที่จิตใจชั่วร้ายไม่อาจเทียบคุณหนูของเราได้แม้แต่นิดเดียว!”
“เช่นนั้นตอนนี้คุณหนูของพวกเราเป็นหญิงที่ฉลาดที่สุดในซีเฮ่าแล้วใช่ไหม? ไม่สิ ต้องบอกว่าฉลาดที่สุดในตงเฮ่าด้วย บัณฑิตหนุ่มเหล่านั้นพูดกันว่ายังไงนะจะพิมพ์รวมเล่มบทกลอนของคุณหนู?”
สาวใช้ทั้งหลายพูดคุยกันด้วยความดีใจจนแทบจะเป็นบ้าปกติแล้วพวกนางมักถูกดูถูกเพราะชาติกำเนิดของคุณหนูแต่วันนี้คุณหนูของพวกนางได้สร้างชื่อเสียงใหญ่โตพวกนางเองก็ยืดอกได้อย่างภูมิใจแล้ว!
ติงเหว่ยไม่ได้รู้สึกว่าการที่นางท่องบทกลอนเป็นจำนวนมากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตนางไปแต่อย่างใดหลังจากงีบไปพักหนึ่งนางก็ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารค่ำแน่นอนว่าวันนี้เกิดเรื่องมากมายขึ้นในงานประลองกลอน “แขก”ที่มาร่วมโต๊ะอาหารค่ำคงจะเพิ่มขึ้นแน่นอน!
เป็นจริงดังที่คาดไว้หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงยังเคี่ยวอยู่ในหม้อ ฉู่ชีซีก็เป็นคนแรกที่ขี่ม้ากระโจนเข้ามาตอนที่นางใช้แส้ฟาดม้าเข้ามาในจวนอู่โฮ่ว พวกลุงจิ่งเกือบคิดว่านางมาหาเรื่องโชคดีที่เฉิงเถี่ยหนิวกำลังอาบน้ำให้ม้าอยู่เลยเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ให้แม่นางจอมวุ่นวายคนนี้ได้ทันเวลา
แม่นางติงเห็นฉู่ชีซีที่รีบวิ่งเข้ามาจึงยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัวแล้วแซวเล่นว่า “วันนี้ลมอะไรพัดเอาคุณหนูฉู่มาถึงที่นี่ได้ล่ะ?”
“ไอ๊หย๊าพี่ติง!” ฉู่ชีซีถูกแซวจนหน้าแดง รู้สึกอายจนกระทืบเท้าแล้วร้องขึ้นว่า “ข้าอยากจะมาหานานแล้วแต่พ่อข้าไม่ยอมให้ข้าออกจากบ้านนี่นา!”
แม่นางติงส่งเสียงฮึแล้วเลิกคิ้วขึ้นถามว่า“แน่ใจนะว่าไม่ได้มาวิ่งหาหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่ข้ากำลังทำอยู่? อย่าบอกนะว่าวันๆ เจ้าเอาแต่นั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ที่บ้านข้าได้ยินมาว่างานปักของเจ้าถ้าส่งออกไปนอกบ้านคงจะถูกคนหัวเราะเยาะเป็นแน่”
ฉู่ชีซีรีบกอดแขนติงเหว่ยแน่นแล้วเถียงว่า“แม่นางติงล้อข้าเล่นแล้ว ปกคอและข้อมือเสื้อพวกนี้ข้าปักเองจริงๆ นะไม่เชื่อก็ไปถามช่างปักที่บ้านข้าดูสิ!”
แม่นางติงถูกนางเขย่าจนปิ่นปักผมแทบจะหลุดออกจากศีรษะจึงรีบร้องยอมแพ้ “ก็ได้ๆ ข้าดูถูกฝีมือของคุณหนูใหญ่เกินไปข้าจะให้หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงครึ่งหม้อเป็นการไถ่โทษ ดีไหม?”
ฉู่ชีซีชอบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับข้าวมากที่สุดพอได้ยินดังนั้นก็กลืนน้ำลายแล้วพูดด้วยความดีใจว่า “แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย!”
พูดเสร็จนางก็จำได้ถึงเหตุผลที่ตนเองมาจึงรีบกอดแม่นางติงแน่นๆ อีกครั้งแล้วถามว่า “แม่นางติงข้าได้ข่าวมาว่าท่านทำให้นางจิ้งจอกนั่นโมโหจนกระอักเลือดจริงหรือ?”
แม่นางติงเห็นแววตามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นของนางก็อดหัวเราะไม่ได้จึงตอบว่า“ทำไมล่ะ เจ้าก็เคยมีเรื่องกับนางงั้นหรือ? ข้าจำได้ว่าข้าเคยถามเจ้าเรื่องนี้ครั้งหนึ่งเจ้ายังตกใจจนวิ่งหนีข้าไปเหมือนกระต่าย แล้วยังหลบหน้าข้าไปครึ่งเดือนเต็มๆแล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มาเองล่ะ ไม่กลัวนางแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ไอ๊หย๊าแม่นางติง ข้าไม่ได้กลัวนางนะ!” ฉู่ชีซีถูกจับได้ว่าเคยกลัวนางเข้าให้ใบหน้าก็ยิ่งแดงมากขึ้นไปอีก นางเม้มปากแน่นแล้วก้มหน้าพูดเสียงเบาว่า “ตอนเด็กๆพ่อข้าพาข้าเข้ามาในเมืองหลวง ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับท่านแม่ทัพใหญ่ข้าเพียงพูดคุยกับท่านแม่ทัพใหญ่ไม่กี่คำ นางก็คงอาฆาตข้า ตั้งแต่นั้นมาก็ทำทีมาดีกับข้าเป็นพิเศษตลอดแต่สุดท้ายนางก็หลอกข้าไปที่เขาด้านหลัง แล้วจับข้าแขวนห้อยหัวบนต้นไม้ทั้งคืนพ่อข้าตามหาข้าแทบแย่ ข้าเล่าว่านางแกล้งข้า แต่พ่อข้ากลับไม่เชื่อหาว่าข้าเป็นคนซุกซนเอง”
คงเป็นเพราะคิดถึงประสบการณ์ที่น่าเศร้าในวัยเด็กอีกครั้งฉู่ชีซีจึงมีท่าทีหงุดหงิด นางขยับตัวพลางกระทืบเท้าพูดว่า “สรุปแล้วนางเป็นคนที่จิตใจชั่วร้าย ไม่ใช่สตรีที่งดงามทุกคนจะมีจิตใจดีหรอกนะ”
แม่นางติงฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักแต่นางก็พอเข้าใจว่าทำไมสาวน้อยคนนี้ถึงได้กลัวองค์หญิงนางนั้นนัก ดังนั้นความไม่พอใจเล็กๆ ที่มีต่อฉู่ชีซีก็พลันหายไป
“เอาล่ะตอนนี้เจ้าก็โตแล้ว อีกไม่นานก็มีสามีคอยปกป้อง เจ้าไม่ต้องคิดมากไปหรอก”
“ไอ๊หยาจริงด้วย” ฉู่ชีซีไม่ได้รู้สึกเขินอาย นางกลับรีบคว้ามือของแม่นางติงแล้วบอกว่า “พี่ติงท่านต้องระวังตัวให้ดีนะ พี่อยู่กับท่านแม่ทัพใหญ่และมีอันเกอเอ๋อร์แล้วไม่รู้ว่านางจะแค้นพี่ถึงขนาดไหน”
ติงเหว่ยยิ้มแล้วตบมือฉู่ชีซีเบาๆและพูดปลอบนางว่า “อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ได้อยู่คนเดียวไม่พูดถึงคนอื่นพูดถึงแค่เจ้าก็แล้วกัน หากข้าทะเลาะกับนางขึ้นมาเจ้าจะช่วยข้าใช่ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”ฉู่ชีซีรีบยืดตัวตรงและพูดอย่างจริงจังว่า “ตอนเด็กนางแกล้งข้าแต่ถ้าตอนนี้นางกล้ามารังแกพี่หรืออันเกอเอ๋อร์ ข้าจะเป็นคนแรกที่คว้าแส้ไปตีสั่งสอนนางเอง!”
“นั่นแหละ ข้าจะมีอะไรต้องกลัวอีก” ติงเหว่ยยิ้มจนตาโค้ง “แม่ทัพย่อมไม่ปล่อยให้ลูกน้องหิวโหยต่อไปข้ายังต้องพึ่งเจ้าให้ช่วยข้าและอันเกอเอ๋อร์ในอนาคตนะ คืนนี้ข้าจะทำอาหารดีๆสองอย่างเพื่อเป็นการตอบแทน เจ้ารีบไปช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์ในห้องก่อนเถอะเดี๋ยวก็ได้เวลากินข้าวแล้ว”
“ได้เลย!”ฉู่ชีซีรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้รับความไว้วางใจนางยิ้มร่าแล้วสะบัดแส้เดินเข้าห้องไป
ติงเหว่ยส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้มแล้วหันไปทำงานในครัวต่อแต่ในใจกลับรู้สึกตื่นตัวขึ้นอีกสามส่วนองค์หญิงคนนั้นตั้งแต่ยังเด็กก็ลงมือจัดการกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเพียงเพราะชอบกงจื้อหมิงนับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เห็นครอบครัวของพวกนางสามคนอยู่กันอย่างมีความสุขและยิ่งวันนี้ถูกทำให้อับอายเป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าคนอื่นคงจะโกรธจนอยากกินนางเป็นแน่ดังนั้นจากนี้ไปดูแล้วคงจะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
แม้ช่วงหัวค่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิจะไม่มีทิวทัศน์งดงามให้เชยชมแต่เวลานี้ที่ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามากลับมีความเงียบสงบอย่างหาได้ยาก
กงจื้อหมิงส่งขุนนางจากกรมพิธีการออกไปแล้วเขารู้สึกเหนื่อยจนต้องนวดขมับเบาๆ ช่วงนี้เพิ่งเปลี่ยนชื่อราชวงศ์ใหม่อีกทั้งยังต้องจัดงานพิธีราชาภิเษก เรื่องสับสนวุ่นวายมากมายทำให้เขารู้สึกว่าการบุกปราบพวกเถียเหล่ยยังง่ายกว่าเสียอีก
จวี๋เกิ่งที่อยู่ข้างๆเห็นเช่นนั้นก็รีบยกชาให้พร้อมพูดอย่างระมัดระวังว่า “นายท่านควรจะกลับจวนแล้วหรือไม่?”
กงจื้อหมิงได้ยินดังนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ภรรยาและลูกชายไปเป็นแขกที่จวนสกุลฟางจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “งานชุมนุมบทกวีที่จวนสกุลฟางเป็นไปด้วยดีหรือไม่?”
จวี๋เกิ่งลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมาว่า “ได้ยินมาว่าไม่ค่อยราบรื่นเท่าไร แต่บ่าวอยู่ในวังทั้งวันจึงรู้ไม่มากนัก”
กงจื้อหมิงเลิกคิ้วดวงตาคมเข้มมีประกายของความเย็นชาแฝงอยู่ เขาตะโกนเรียกขึ้นมาว่า “เฟิงจิ่ว!”
เฟิงจิ่วเดินออกมาจากมุมหนึ่งทันทีแล้วทำความเคารพจากนั้นก็พูดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้นายท่านถาม “นายน้อยวันนี้เฟิงชีและเฟิงปาเป็นผู้คอยคุ้มกันลับๆทั้งสองได้บอกเรื่องงานชุมนุมบทกวีกับข้าน้อยแล้ว แต่เพราะนายท่านยุ่งมากบ่าวจึงไม่ได้รายงานให้ทราบ”
“ครั้งหน้าถ้ามีเรื่องอะไรก็รีบมารายงานไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น” กงจื้อหมิงโบกมือแล้วถามเร่งว่า “ใครกล้ามารังแกคุณหนูของพวกเจ้าล่ะ?”
มุมปากของเฟิงจิ่วกระตุกเล็กน้อยเขาพูดด้วยสีหน้าที่เก็บอาการไม่อยู่ว่า “นายน้อยไม่ใช่ว่ามีใครมารังแกคุณหนูของเราแต่คุณหนูของเราเป็นคนทำให้องค์หญิงโกรธจนกระอักเลือดต่างหาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกงจื้อหมิงก็รู้สึกโล่งใจและยิ้มออกมา
เพราะความเป็นห่วงทำให้เขาลืมไปเลยว่าติงเหว่ยไม่ใช่คนที่จะยอมถูกใครรังแกง่ายๆ
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่แข็งตึงพร้อมจิบชาและถามว่า “บอกมาสิเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เฟิงจิ่วเองก็เก็บเรื่องราวสนุกๆนี้ไว้นาน ในที่สุดก็มีโอกาสได้พูดเสียทีเขาพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นและเล่าอย่างละเอียดยิบ
หลังจากฟังจบกงจื้อหมิงก้มลงมองถ้วยชา ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่จวี๋เกิ่งกลับดีใจจนลืมมารยาท รีบคว้าแขนเฟิงจิ่วถามต่อไม่หยุด “พี่จิ่วพี่พูดจริงหรือ? คุณหนูของเราแต่งกลอนได้ถึงห้าบทในรวดเดียวจริงๆ หรือ?”
“ไม่ใช่ห้าบทแต่เป็นหนึ่งร้อยบท! หนึ่งร้อยบทเลย!”เฟิงจิ่วถูกจวี๋เกิ่งจับข้อมือแน่นจนหน้าแดงและอธิบายอย่างตื่นเต้น “เจ้าไม่รู้หรอกเหล่าสตรีและบรรดาคุณชายทั้งหลายต่างพากันฟังจนตะลึงแทบจะอยากจับตัวคุณหนูของเรามานั่งท่องกลอนด้วยกันจนถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียวสุดท้ายเป็นเพราะคุณชายน้อยง่วง พวกเขาถึงจำใจยอมปล่อยตัวคุณหนูกลับจวน”
“ได้ยินมาว่าคุณชายสกุลซุนกลับบ้านพร้อมต้นฉบับไปแกะสลักพิมพ์ทันทีแถมยังอยากขอให้คุณหนูของเราเป็นอาจารย์อีกด้วย แต่คุณหนูของเราปฏิเสธเขาก็ยังบอกว่าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ เพื่อขอคำชี้แนะ!”
“จริงหรือคุณหนูของเรานี่เก่งจริงๆ!” จวี๋เกิ่งยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหูสุดท้ายยังแอบกระซิบถามเฟิงจิ่วเบาๆ ว่า “พี่จิ่วองค์หญิงท่านนั้นโกรธจนกระอักเลือดจริงๆ หรือ? สมควรแล้วใครใช้ให้นางมารังแกคุณหนูของเราล่ะ! คุณหนูของเรานิสัยดีเกินไปใครไม่มารังแกถึงที่ก็ไม่พูดอะไรครั้งนี้คงจะโกรธมากไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าทำให้นางอับอายต่อหน้าสาธารณชน”
“ใช่แล้วนางพูดพาดพิงว่าคุณหนูของเราไร้ความสามารถ ไม่เหมาะสมที่จะสอนคุณชายน้อยคุณหนูคงโกรธเพราะเรื่องนี้ล่ะ นางลำบากแค่ไหนในการดูแลคุณชายน้อย!”
เฟิงจิ่วกับจวี๋เกิ่งคุยกันอย่างสนุกสนานจนลืมไปว่านายท่านยังอยู่ใกล้ๆแต่กงจื้อหมิงเองก็ฟังอย่างเพลิดเพลินจนรู้สึกเสียดายที่วันนี้ไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย ร้อยบทกวีที่ยอดเยี่ยมแม้จะไม่ใช่ผลงานดั้งเดิมของนางแต่การที่นางเป็นผู้ถ่ายทอดออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้บรรดาบัณฑิตแห่งซีเฮ่ายกย่องและซาบซึ้งใจได้มากมาย
หลายครั้งก็เหมือนจะเป็นเช่นนี้เพียงคำพูดไม่กี่คำที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจหรือการกระทำที่ดูเหมือนจะทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจของนางกลับสามารถสร้างความประทับใจและรวบรวมพลังผู้คนไว้รอบตัวนางได้อย่างไม่รู้ตัวไม่ว่าจะเป็นท่านผู้อาวุโสเหว่ย ทหารนับแสนนาย หรือแม้แต่ฟางซิ่น
ช่วงนี้เขาเองก็กำลังกลุ้มใจกับบัณฑิตผู้ยึดมั่นในความถูกต้องทางศีลธรรมและตำรายอดนักปราชญ์เหล่านี้ยิ่งยากจะทำให้พอใจยิ่งกว่าขุนนางทั้งหลายหรือพวกตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพลเสียอีกไม่คาดคิดว่าวันนี้นางเพียงไปเข้าร่วมงานประลองกาพย์กลอนก็จัดการปัญหาได้อย่างง่ายดาย
อู่เยี่ยนเจวี๋ยโกวสามร้อยบทได้ถือกำเนิดขึ้นในยามที่ตงเฮ่าเข้ามาแทนที่ซีเฮ่าใครเล่าจะกล้าพูดว่านี่ไม่ใช่สัญญาณแห่งความรุ่งเรืองและการปกครองอย่างมีวัฒนธรรมที่ฟ้าดินบันดาลให้แก่ราชวงศ์ใหม่?
“ฮ่าฮ่า!” กงจื้อหมิงอดกลั้นความดีใจไว้ไม่ไหว จึงหัวเราะออกมาเสียงดังใบหน้าที่ปกติแล้วเย็นชาเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มสดใสราวกับหิมะฤดูหนาวที่ละลายไปหมดสิ้นและถูกแทนที่ด้วยฤดูใบไม้ผลิ…
แม้ว่าจวี๋เกิ่งและเฟิงจิ่วจะไม่รู้ว่านายท่านหัวเราะเพราะเหตุใดแต่พวกเขาก็รู้สึกยินดีไปด้วย
จวี๋เกิ่งคิดว่าเวลานี้ที่บ้านคงกำลังคึกคักเป็นแน่จึงรีบเร่งถามว่า “นายท่าน เราจะกลับจวนตอนนี้เลยดีหรือไม่?”
กงจื้อหมิงพยักหน้าในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากนึกไม่ถึงว่าตอนนั้นกลับมีขันทีหน้าตายิ้มแย้มคนหนึ่งเดินเข้ามาเขาคงรู้ตัวว่าตนไม่ควรเข้ามารบกวนเวลานี้จึงรีบคุกเข่าลงแล้วรายงานด้วยความระมัดระวังว่า “กราบทูลท่านแม่ทัพใหญ่ แม่นมหลิวจากตำหนักหลิวเซียนมาขอเข้าเฝ้านางบอกว่าองค์หญิงชิงเฉิงอาการหนักและอยากขอเชิญท่านแม่ทัพไปดูสักหน่อย”