แสงอรุณลอดผ่านม่านหมอกบางเบา สาดลำแสงอ่อนๆ เข้ามายังปากถ้ำ เผยให้เห็นภาพภายในที่ต่างไปจากเมื่อคืนเล็กน้อย ถิงถิงซึ่งนอนซมด้วยพิษไข้ บัดนี้ลืมตาขึ้นแล้ว แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวและดูอิดโรย แต่แววตากลับมีประกายของสติสัมปชัญญะคืนมาบ้างแล้ว นางค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังถ้ำอย่างเชื่องช้า ความร้อนในกายทุเลาลงไปมาก เหลือเพียงความอ่อนเพลียและปวดเมื่อยไปทั้งร่าง
จ้าวมู่เฉินที่นอนหลับอยู่ข้างๆ รู้สึกตัวตื่นเมื่อถิงถิงขยับตัว เขารีบลุกขึ้นนั่งตามทันที ดวงตาที่ยังฉายแววไร้เดียงสาจ้องมอง 'พี่สาว' ของเขาอย่างพิจารณา “พี่ถิงถิง... ตื่นแล้วหรือขอรับ?” เขาเอ่ยถามเสียงใส “หายหนาวแล้วหรือยัง?”
ถิงถิงฝืนยิ้มบางๆ ส่งให้
“เ้าค่ะ คุณชาย... ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณท่านนะเ้าคะที่อยู่เป็เพื่อนข้าทั้งคืน”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย พี่ถิงถิงเก่งต่างหาก” จ้าวมู่เฉินตอบตามความรู้สึก ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ “พี่หิวไหม? อยากดื่มน้ำหรือไม่?” เขาถามอย่างกระตือรือร้น พลางมองหากระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ที่เหล่าหยวนใช้รองน้ำไว้ให้
เหล่าหยวนซึ่งตื่นนอนก่อนใครเพื่อนและคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อเห็นอาการของถิงถิงดีขึ้นมาก เขาเดินเข้ามาใกล้
“ดีแล้วที่เ้าฟื้นตัวได้เร็ว” เขากล่าวกับถิงถิง
“วันนี้เราจะยังไม่เดินทาง ให้เ้าได้พักผ่อนอีกหนึ่งวัน ส่วนข้าจะออกไปหาอาหารและสำรวจรอบๆ เพิ่มเติม อาไค่ เ้าไปหาฟืนแห้งๆ มาเตรียมไว้ อาจจะต้องใช้คืนนี้”
“ขอรับ ท่านลุง!” อาไค่รับคำ ลุกขึ้นยืนบิดี้เี ก่อนจะเดินหายออกไปนอกถ้ำ
“คุณชาย ดูแลพี่ถิงถิงของท่านให้ดีนะขอรับ อย่าซุกซนไปไหนไกลล่ะ” เหล่าหยวนหันมากำชับจ้าวมู่เฉินด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ขอรับ ท่านลุงหยวน! ข้าจะดูแลพี่ถิงถิงอย่างดีที่สุดเลย!” จ้าวมู่เฉินรับคำอย่างแข็งขัน รู้สึกเหมือนได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ
เมื่อเหล่าหยวนจากไปแล้ว บรรยากาศในถ้ำก็เหลือเพียงความเงียบสงบ จ้าวมู่เฉินทำหน้าที่ 'ผู้ดูแล' อย่างตั้งอกตั้งใจ เขาคอยรินน้ำใส่กาบไม้ที่ใช้แทนถ้วยส่งให้ถิงถิงดื่มเป็ระยะๆ คอยใช้เศษผ้าสะอาด ซับเหงื่อที่ยังผุดซึมตามหน้าผากของนาง และชวนคุยด้วยเื่ราวสัพเพเหระที่คิดขึ้นได้ตามประสาเด็ก
“พี่ถิงถิง ตอนข้าเด็กๆ นะ ท่านแม่เคยเล่านิทานเื่กระต่ายบนดวงจันทร์ให้ฟังด้วย พี่เคยฟังไหมขอรับ?”
“ตอนอยู่บ้าน ข้าชอบไปแอบดูพ่อครัวทำขนม แต่ท่านพ่อไม่ให้กินเยอะ ท่านบอกว่าฟันจะผุ...” ถิงถิงรับฟังอย่างเงียบๆ พยักหน้าบ้าง ยิ้มบ้าง
แม้จะยังอ่อนเพลีย แต่การได้พูดคุยกับคุณชายในสภาพนี้ ก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและคลายความกังวลไปได้บ้าง นางมองดวงตาใสซื่อคู่นั้นแล้วก็ได้แต่ภาวนาให้คุณชายของนางปลอดภัย และได้กลับคืนสู่สภาพเดิมในเร็ววัน
ทางด้านเหล่าหยวน เขาใช้ความชำนาญในการแกะรอย และสังเกตการณ์ มุ่งหน้ากลับไปยังลำธารสายเดิม นอกจากจะเติมน้ำสะอาดแล้ว เขายังลองใช้เบ็ดอย่างง่ายที่ทำจากเถาวัลย์ และเศษกระดูกงูเป็เหยื่อ นั่งรออย่างอดทนอยู่ครู่ใหญ่ โชคก็เข้าข้าง เขาจับปลาตัวขนาดเหมาะมือได้ถึงสองตัว นอกจากนี้ ระหว่างทางกลับ เขายังสังเกตเห็นผลไม้ป่าลูกเล็กๆ สีแดงคล้ำที่ขึ้นอยู่บนพุ่มไม้ริมทาง เขาเด็ดมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ใช้ความรู้เก่าๆ ที่เคยเรียนรู้ ลองชิมดูเล็กน้อย พบว่ามีรสหวานอมเปรี้ยว ไม่น่าจะมีพิษ จึงเก็บมาเต็มห่อผ้า
เมื่อเหล่าหยวนและอาไค่ กลับมาถึงถ้ำใน่สาย กลิ่นหอมจางๆ ของผลไม้ป่าและภาพปลาสดสองตัวก็ช่วยสร้างความหวัง และเรียกน้ำย่อยให้ทุกคนได้เป็อย่างดี เหล่าหยวนตัดสินใจก่อไฟกองเล็กๆ อีกครั้ง โดยใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม เขาเลือกมุมอับที่สุดในถ้ำ ใช้หินล้อมรอบ และควบคุมให้มีควันน้อยที่สุด ก่อนจะลงมือย่างปลาอย่างรวดเร็ว กลิ่นปลาย่างหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วถ้ำเล็กๆ นั้น
มื้อกลางวันวันนั้น แม้จะมีเพียงปลาย่างคนละส่วนเล็กๆ กับผลไม้ป่าไม่กี่ลูก แต่มันกลับเป็มื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา ความอบอุ่นจากกองไฟแม้จะเพียงชั่วครู่ และรสชาติของอาหารร้อนๆ ช่วยฟื้นฟูกำลังใจและร่างกายที่อ่อนล้าได้เป็อย่างดี
ตลอด่บ่าย ถิงถิงได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาการไข้แทบไม่กลับมาอีก เหลือเพียงความอ่อนเพลียเท่านั้น ส่วนจ้าวมู่เฉินก็ดูร่าเริงขึ้นเมื่อท้องอิ่ม และเห็นพี่สาวอาการดีขึ้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการซักถามเหล่าหยวนเกี่ยวกับปลาที่จับมาได้ หรือผลไม้ที่เก็บมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อตะวันคล้อยต่ำลงอีกครั้ง เหล่าหยวนจึงประกาศแผนการสำหรับวันรุ่งขึ้น “พรุ่งนี้เช้า เราจะออกเดินทางกันต่อ ถิงถิงอาการดีขึ้นมากแล้ว การอยู่เฉยๆ ที่นี่นานเกินไปไม่ใช่เื่ดี” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราต้องหาทางออกจากหุบเหวนี้ให้ได้”
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดเล็กน้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวัง ทุกคนต่างรู้ดีว่าการเดินทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน แต่การได้พักฟื้นและมีเสบียงเล็กน้อย ก็ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปอีกครั้ง
…..
รุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากแบ่งปันอาหารเช้าอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ทุกคนก็เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง เหล่าหยวนดับไฟกองเล็กๆ ที่ใช้หุงหาเมื่อคืนจนสนิทและกลบร่องรอยอย่างดี ถิงถิงแม้จะยังมีท่าทางอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก นางสามารถยืนและเดินได้เองช้าๆ แล้ว
“พี่ถิงถิง ให้ข้าแบกท่านนะขอรับ!”
จ้าวมู่เฉินกล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น เขารู้สึกว่าตนเองแข็งแรง และอยากจะช่วยเหลือ 'พี่สาว' อย่างเต็มที่ ถิงถิงมองคุณชายด้วยความเอ็นดูระคนขอบคุณ “ขอบพระทัยเ้าค่ะ คุณชาย แต่ข้า...”
“คุณชายมีน้ำใจยิ่งนัก” เหล่าหยวนกล่าวแทรกขึ้นอย่างนุ่มนวล
“แต่การเดินทางครั้งนี้อาจจะยาวไกลและลำบาก ให้ผู้ที่แข็งแรงที่สุดทำหน้าที่นี้จะดีกว่า อาไค่!”
“ขอรับ ท่านลุง!” อาไค่ขานรับ เขาก้าวเข้ามา ย่อตัวลงเล็กน้อยอย่างแข็งแรงแต่ก็ระมัดระวัง
“แม่นางถิงถิง เชิญขึ้นหลังข้าเถิด ข้าจะพาท่านไปเอง” ถิงถิงหน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็ยอมปีนขึ้นหลังอาไค่แต่โดยดี นางตัวเล็กกว่าอาไค่มาก เมื่อขึ้นไปแล้วก็ดูมั่นคงปลอดภัยดี อาไค่ยืดตัวตรงอย่างมั่นคง รอรับคำสั่งต่อไป
เหล่าหยวนหันมาหาจ้าวมู่เฉินที่กำลังทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย เขาย่อตัวลง สบตาคุณชายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้น
“คุณชาย การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทางธรรมดานะขอรับ แต่มันคือ การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ในป่าใหญ่..! เหมือนในนิทานเลย..! ท่านลุง้าให้คุณชายเป็ผู้ช่วยคนสำคัญ คอยดูเส้นทาง สังเกตสิ่งแปลกๆ รอบตัว แล้วรายงานท่านลุง ท่านทำได้หรือไม่..?”
ดวงตาของจ้าวมู่เฉินเบิกกว้างขึ้นทันที คำว่า “ผจญภัย” และ “ผู้ช่วยคนสำคัญ” ทำให้ความผิดหวังมลายหายไป กลายเป็ความตื่นเต้น และกระตือรือร้นเข้ามาแทนที่
“จริงหรือขอรับ ท่านลุง! ผจญภัย! ข้าทำได้! ข้าจะเป็ผู้ช่วยที่ดีที่สุดเลย!”
“ดีมาก! เช่นนั้นเราก็ออกเดินทางกันเถอะ เหล่านักผจญภัย!” เหล่าหยวนกล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ
ขบวนเดินทางเล็กๆ ทั้งสี่ชีวิตจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เหล่าหยวนเดินนำหน้า คอยสำรวจเส้นทางและระวังภัย อาไค่แบกถิงถิงไว้บนหลัง เดินตามมาอย่างมั่นคง ส่วนจ้าวมู่เฉินเดินตามติดเหล่าหยวน พยายามทำหน้าที่ 'ผู้ช่วยนักผจญภัย' อย่างแข็งขัน ชี้ชวนให้ดูนก ดูดอกไม้ หรือก้อนหินรูปทรงประหลาดด้วยความตื่นเต้นตามประสาเด็ก แม้เส้นทางจะขรุขระและต้องปีนป่ายบ้างเป็ครั้งคราว
แต่อุบายของเหล่าหยวนก็ได้ผลดีเยี่ยม มันช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของคุณชายจากความเหนื่อยล้า และความน่ากลัวของสภาพแวดล้อมได้เป็อย่างดี ส่วนถิงถิงที่อยู่บนหลังอาไค่ ก็คอยมองดูทิวทัศน์รอบตัวเงียบๆ และแอบขบขันในท่าทีของคุณชายเป็ครั้งคราว
พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขาเรื่อยๆ ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนจากบริเวณใกล้ลำธารที่ค่อนข้างโปร่ง เป็ป่าที่ทึบขึ้น มีต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านและเถาวัลย์ขึ้นหนาแน่นขึ้น แสงแดดส่องลงมาได้น้อยลง อากาศเริ่มเย็นและชื้นกว่าเดิม
ขณะที่กำลังเดินผ่านช่องเขาแคบๆ แห่งหนึ่ง เหล่าหยวนก็พลันยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุดนิ่ง! สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงทันที เขาเอียงหูฟังอย่างตั้งใจ ปัดป้องเสียงลม และเสียงใบไม้เสียดสีกันออกไป
“ท่านลุง มีอะไรหรือขอรับ?”
จ้าวมู่เฉินกระซิบถาม เมื่อเห็นท่าทีผิดปกติ เหล่าหยวนไม่ได้ตอบ แต่ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากให้เงียบ ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอย
ในความเงียบนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมาตามลม มันเบาบาง แต่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เป็เสียงที่สม่ำเสมอ เป็จังหวะ... เสียงกระทบกันของโลหะ... เสียงะโสั่งการที่ฟังไม่ได้ศัพท์แต่รับรู้ได้ถึงความแข็งกร้าว... เสียงเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก...
“เสียง... ฝึกทหาร!” เหล่าหยวนพึมพำกับตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และความเคลือบแคลงสงสัย เสียงแบบนี้ เขาคุ้นเคยดียิ่งกว่าอะไร แต่การมาได้ยิน ณ สถานที่ห่างไกลและเร้นลับเช่นนี้ มันหมายความว่าอย่างไร?
อาไค่กับถิงถิงมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจปนความหวาดหวั่น มีเพียงจ้าวมู่เฉินที่ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์
“เสียงอะไรหรือขอรับ ท่านลุง..? เหมือนคนตีกันเลย น่าสนุกจัง!”
เหล่าหยวนไม่สนใจคำพูดของคุณชาย เขารีบกวาดตามองหาทำเลที่เหมาะสม แล้วชี้ไปยังซอกหินที่ปกคลุมด้วยพุ่มไม้หนาทึบ
“เข้าไปซ่อนตรงนั้น! เร็วเข้า!” ทุกคนรีบเคลื่อนตัวเข้าไปหลบซ่อนตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“ฟังนะ” เหล่าหยวนกล่าวเสียงเรียบแต่เด็ดขาดเมื่อเข้ามาอยู่ในที่กำบังแล้ว
“ข้าได้ยินเสียงกองกำลังฝึกซ้อมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ อาจจะเป็กองทัพของต้าถัง หรืออาจจะเป็ศัตรู ข้าต้องไปตรวจสอบให้แน่ใจก่อน” เขาหันไปสบตาอาไค่
“อาไค่! หน้าที่ของเ้าตอนนี้สำคัญที่สุด! คุ้มกันคุณชายกับถิงถิงไว้ที่นี่ ห้ามส่งเสียง ห้ามเคลื่อนไหวเด็ดขาด ไม่ว่าเ้าจะได้ยินหรือเห็นอะไรก็ตาม จนกว่าข้าจะกลับมา หรือส่งสัญญาณลับที่เคยสอนไว้ให้เท่านั้น! เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ท่านลุง! ข้าจะปกป้องคุณชายกับแม่นางถิงถิงด้วยชีวิต!” อาไค่ตอบรับอย่างหนักแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เหล่าหยวนพยักหน้าอย่างพอใจ เขาหันไปมองจ้าวมู่เฉิน
“คุณชาย อยู่กับอาไค่เงียบๆ นะขอรับ นี่เป็ส่วนหนึ่งของการผจญภัย เราต้องซ่อนตัวจาก 'คนป่า' ก่อน” จ้าวมู่เฉินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้จะยังดูตื่นเต้นกับคำว่า 'คนป่า' ก็ตาม
จากนั้น ร่างของเหล่าหยวนก็พลันเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาราวกับเงา เขาหลุดออกจากซอกหิน ลัดเลาะไปตามแนวป่า มุ่งหน้าไปยังทิศทางต้นกำเนิดเสียงนั้นอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ ทิ้งให้คนอีกสามชีวิตซ่อนตัวรอคอยอยู่เื้ัด้วยหัวใจที่เต้นระทึก และความหวังริบหรี่ ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเหวอันลึกลับ ที่บัดนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงสะท้อนของธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว...