ในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึงวันที่ผมจะได้ออกจากโรงพยาบาลกลับไปนอนบ้านเสียทีแต่ถึงแม้จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ใช่ว่าจะสบาย ผมยังคงต้องกลับไปฝึกงานต่อให้จบผมฝึกงานต่ออยู่อีกหนึ่งอาทิตย์จนจบตอนแรกก็สงสัยอยู่ว่าทำไมเวลาฝึกงานผมไม่เลื่อนเพราะตอนที่ผมพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลผมก็ไม่ได้มาทำงานแต่พี่ภาคบอกว่าได้หักเวลาจากที่เคยทำโอมาใส่แทนที่เวลาที่ขาดแล้วมันครบเวลาฝึกงานพอดีเลยทำให้ไม่ต้องยืดเวลาฝึกงานออกไปอีก
ผมจัดการเก็บโน๊ตบุ๊คลงกระเป๋าพลางหยิบมือถือขึ้นมาเล่นรอเมลที่นอกห้องวันนี้พวกเรามีนัดกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อมาส่งรายงานพร้อมกับพรีเซ้นท์ผลการฝึกงานไม่นานเมลก็ออกมาจากห้องพักครูด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบเหมือนเคย
“เป็ไงมั่ง”
“ก็ผ่าน”
พวกเราเดินออกจากตึกตรงไปยังโรงอาหารกลางก่อนจะหาที่นั่งเพื่อที่จะได้นั่งทานข้าวกัน
“ริมนู้นมั้ยมึง มีที่ว่างพอดี”
ผมมองตาที่เมลชี้โต๊ะริมหลังสุดตั้งอยู่ริมระเบียงผมพยักหน้าโอเคก่อนจะพากันเดินไปยังโต๊ะผมเป็คนนั่งเฝ้าส่วนเมลอาสาไปซื้ออาหารให้เพราะแผลที่ขายังไม่หายสนิทเลยพยายามจะเซฟไว้ดีกว่าไม่นานเมลก็กลับมาพร้อมกับจานข้าวสองจานจัดการวางลงตรงหน้า เริ่มจัดการอาหารตรงหน้าพลางพูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อย
“ได้ข่าวพ่อแม่มึงมาหาวันนี้หนิ”
ผมเงยหน้ามองเพื่อนสาวพลางเลิกคิ้วจะว่าไปก็ลืมเลยว่าวันนี้มัมกับแด๊ดมาหาว่าแล้วก็หยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความเข้าไลน์ครอบครัว
billie:มัมกับแด๊ดจะมาหาบิลตอนกี่โมงครับ
mommie:มัมกับแด๊ดกำลังขึ้นเครื่องค่ะ
mommie:อีกประมาณ 3 ชั่วโมงน่าจะถึง
billie:ส่งสติ๊กเกอร์
billie:เดินทางปลอดภัยนะครับ
billie:รักมัมกับแด๊ดนะครับ
mommie:รักเหมือนกันค่ะ
mommie:ส่งสติ๊กเกอร์
คุยกันเสร็จสรรพก็จัดการปิดหน้าจอวางลงที่เดิมก่อนจะหันกลับมาจัดการข้าวในจานต่อ
“แล้วกินข้าวเสร็จจะกลับเลยมั้ยเนี่ย”
“คงไม่อ่ะ เดี๋ยวกะว่าจะไปเดินเล่นที่ห้าง DC รอมัมกับแด๊ดอ่ะ”
“สภาพนี้เนี่ยนะ เดี๋ยวแผลก็อักเสบหรอก”
ผมเบะปากใส่อีกคนพลางเอื้อมมือไปจิ้มหมูยอในจานคนตรงหน้ามากิน
“งั้นมึงก็คงต้องไปเป็เพื่อนกูแล้วล่ะ เพราะกูก็ไม่อยากให้แผลมันอักเสบอีกรอบ”
ตอนนี้เราอยู่ที่สนามบินกำลังนั่งรอมัมกับแด๊ดอยู่ที่คาเฟ่ภายในสนามบินตอนแรกผมตั้งใจจะไปเดินเล่นที่ห้างตามแผนนั่นแหละแต่เพราะรถติดจากเหตุการณ์รถชนก่อนเข้าทางหลวงเลยทำให้พวกเราติดแหง็กอยู่กลางถนนอยู่สองชั่วโมงกว่าจนสุดท้ายเราเลยต้องเปลี่ยนแผนมาที่สนามบินเลย
พวกเรานั่งเล่นรอกว่าครึ่งชั่วโมงจนในที่สุดก็ถึงเวลาพวกเราออกจากร้านมายืนรอที่หน้าเกตผู้คนเริ่มทยอยกันออกมาผมพยายามชะเง้อมองหามัมกับแด๊ดแต่เพราะความสูงที่เตี้ยเสียเหลือเกินเลยโดนคนข้างหน้าบังหมด
“น้องบิล”
ผมหันคอตามเสียงพบมัมกับแด๊ดที่เดินแหวกผู้คนตรงมายังจุดที่พวกผมยืนผมวิ่งพุ่งเข้ากอดคนทั้งสองก่อนที่จะยื่นใบหน้าไปหอมแก้มท่านทั้งสอง
“บิลคิดถึงมัมกับแด๊ดจังเลย”
“แด๊ดกับมัมก็คิดถึงน้องบิลเหมือนกันค่ะ”
ผมยกยิ้มพลางซบหัวที่อกของท่านอีกครั้งด้วยความคิดถึงอย่างสุดขีดมัมกับแด๊ดไปย้ายไปอยู่ต่างประเทศั้แ่ผมขึ้นมหาวิทยาลัยเพราะแด๊ดต้องไปดูแลกิจการที่ต่างประเทศตอนแรกมัมกับแด๊ดจะให้ผมไปเรียนที่ต่างประเทศด้วยแต่เพราะผมสอบติดที่นี่และอยากลองอยู่ด้วยตัวเองเลยขอท่านแแต่กว่ามัมกับแด๊ดจะยอมก็เล่นไปหลายเดือนอยู่ปกติ่ปิดเทอมผมจะบินไปหาท่านแต่ปีนี้เห็นมัมกับแด๊ดบอกว่าเคลียร์งานเสร็จแล้วเลยกะจะมาหาและพาผมไปเที่ยวหลังเรียนจบเลยเป็ว่าปีนี้สลับกันแทน
“สวัสดีค่ะ”
เมลเดินมาสบทบพลางยกมือไหว้ผมหันไปดึงแขนเมลให้เขยิบมาใกล้ๆก่อนจะแนะนำเพื่อนให้มัมกับแด๊ด
“อันนี้เมลเพื่อนบิลเอง”
“หวัดดีค่ะ ขอบคุณที่คอยดูแลน้องบิลนะคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ยังบิลก็เพื่อนหนูก็ต้องคอยดูแลกันไป”
เราพูดคุยกันเสร็จก็พากันออกมายังด้านหน้าโดยมีรถตู้ของที่บ้านรอรับอยู่เมลดึงเสื้อผมให้เดินถอยหลังมานิดผมหันไปมองเมลที่ตอนนี้มันทำหน้านิ่งคิ้วขมวดราวกับสงสัยบางอย่าง
“นี่มึงรวยขนาดนี้เลยหรอวะ”
“ก็ไม่นะ ทำไมอ่ะ”
เมลหันมามองผมอย่างไม่เชื่อก่อนที่แด๊ดจะหันมาเรียกพวกเราให้ขึ้นรถรถตู้คันหรูขับออกจากสนามบินผมพูดคุยกับคนในรถตลอดทางจากสนามบินถึงบ้านใช้เวลากว่าชั่วโมงโชคดีที่ทางที่มารถไม่ติดสักเท่าไหร่รถตู้ค่อยๆจอดเทียบที่หน้าบ้าน เราทยอยกันลงจนครบ ผมกวาดสายตามองรอบๆทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมทั้งต้นเฟื้องฟ้าหน้าบ้าน จักรยานที่ผมเคยปั่น
“นี่บ้านมึงหรอ”
ผมหันมองเพื่อนสาวที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนสถานที่ที่มันยืนคือโลกในฝันเมลชะเง้อมองวิวรอบๆอย่างตื่นเต้นก่อนจะเดินมาหาผมด้วยสีหน้าคิ้วขมวดปม
“ใช่ บ้านกูเอง สวยมะ”
“เออสวย ใหญ่ด้วย”
พวกเราเดินเข้ามาในตัวบ้านทันทีที่เข้ามาก็เห็นป้าศรีผมก็พุ่งเข้ากอดทันที
“คุณหนูอย่าวิ่งสิคะเดี๋ยวแผลฉีก”
“ก็บิลคิดถึงป้าศรี คิดถึงมากๆเลย”
“ป้าก็คิดถึงเหมือนกันค่ะ”
ผมผละตัวออกก่อนจะยื่นใบหน้ากดจมูกลงที่แก้มของป้าศรีด้วยความคิดถึงก่อนจะหันไปดึงแขนเมลที่เอาแต่มองสำรวจบ้านผมไม่หยุด
“ป้าศรีครับ นี่เพื่อนผมชื่อเมล”
“สวัสดีค่ะ ป้าศรีนะคะ เป็แม่บ้านที่นี่”
“สวัสดีค่ะ”
เมลยกมือสวัสดีอย่างเกร็งๆก่อนจะกลับไปยืนงงเหมือนเดิมผมหันไปคุยกับป้าศรีอยู่สักครู่ก่อนจะหันไปคุยกับมัมและแด๊ดต่อไป
“น้องบิลพาเพื่อนไปนั่งพักก่อนสิ”
“ครับ”
“อ้อ แล้วก็อย่าลืมชวนแฟนมาด้วยนะคะ เย็นนี้มัมจะทำเนื้อย่างนะคะ”
“โอเคครับ”
ผมพาเมลเดินมายังหลังบ้านโซนนั่งเล่นผมกวาดสายตามองรอบๆทุกอย่างยังคงเป็เหมือนเดิมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็โซฟาข้างสระน้ำที่เคยนั่งเล่นหรือจะเป็ต้นไม้ใหญ่ที่เมื่อก่อนเคยมีงูตกใส่หัวว่าแล้วก็คิดถึงสมัยก่อนเหมือนกันนะ ผมหย่อนตัวนั่งที่โซฟาตัวกลางซึ่งเป็ที่ประจำผมทุกครั้งที่กลับมาบ้านผมก็จะมานั่งตรงนี้ประจำ
“เชี่ย นี่หลังบ้านมึงหรอเนี่ย จะใหญ่ไปแล้ว”
เมลเอ่ยพร้อมกับหย่อนตัวลงที่โซฟาข้างๆโดยที่สายตายังจดกวาดมองบรรยากาศรอบๆไม่หยุด
“ดูมึงตื่นเต้นกับบ้านกูมากเลยเพื่อน”
“เอ้า กูก็ต้องตื่นเต้นสิวะ นี่กูมีเพื่อนรวยขนาดมหาเศรษฐีเลยนะเนี่ย”
“มึงก็เว่อร์เกิน”
ผมส่ายหัวเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูก่อนจะเปลี่ยนเื่คุยเรานั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยระหว่างรอเวลาโดยไม่ลืมที่จะส่งข้อความหาพี่คลื่น
billie:พี่คลื่นครับ
billie:คุณแม่ชวนทานข้าวที่บ้านครับ
ไม่นานแชทก็ขึ้นว่าอ่านแล้วก่อนจะมีข้อความจากอีกคนส่งมาผมเหลือบสายตามองที่มุมขวาบนพบว่าตอนนี้ห้าโมงแล้วเป็เวลาเลิกงานของพี่คลื่นพอดี
sea:พี่กำลังไปครับ
sea:แต่อาจจะช้าหน่อยนะครับเพราะรถติด
billie:ส่งสติ๊กเกอร์
ระหว่างรอผมกับเมลก็ช่วยป้าศรีและแม่บ้านเตรียมของสำหรับทำเนื้อย่างเวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมงพี่คลื่นก็มาถึงผมเดินออกไปรับทันทีที่เจอพี่คลื่นผมก็พุ่งเข้ากอดแขนทันทีพี่คลื่นลงจากรถถือถุงขนมติดมือมาด้วยพลางกวาดสายตามองบรรยากาศรอบๆ
“นี่บ้านเราหรอ”
“ครับ บ้านบิลเอง สวยมั้ย”
“สวยมากเลย ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าเราจะเป็ถึงทายาทมหาเศรษฐีสงสัยสินสอดคงต้องเปลี่ยนเป็หลักสิบล้านแน่เลย”
“สำหรับพี่คลื่นต่อให้ไม่มีสินสอดผมก็พร้อมจะมอบทั้งตัวทั้งใจให้เลย”
พี่คลื่นยกยิ้มก่อนจะยกมือยีหัวผมเบาๆเราเดินจนมาถึงโซนนั่งเล่นที่หลังบ้านสังเกตเห็นควันจากเตาและทุกคนเริ่มทยอยกันมาจนครบสงสัยคงจะเริ่มกินกันแล้ว
“มากันแล้วหรอ”
เป็แด๊ดที่เอ่ยทักทำให้ทุกคนหันมามองเป็ตาเดียวเมลที่ยืนกินบาบีคิวอยู่หันมาไหว้คนข้างตัวผมด้วยที่ปากยังเต็มด้วยของกินพี่คลื่นพยักหัวเล็กน้อยก่อนจะหันไปสวัสดีผู้ใหญ่คนอื่นๆ
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ ชื่อคลื่นใช่มั้ย น้องบิลเล่าให้แม่ฟังแล้ว”
พอได้ยินดังนั้นพี่คลื่นก็หันมามองผมพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัยส่วนผมก็ได้ส่งยิ้มกลับไปให้อีกคนผมเล่าเื่พี่คลื่นให้มัมกับแด๊ดฟังั้แ่เข้าฝึกงานใหม่แล้วเลยทำให้พวกท่านไม่ค่อยใเท่าไหร่ตอนที่รู้ว่าผมคบกับพี่คลื่น
“เนื้อย่างสุกได้ที่แล้วมากินก่อนสิ”
“ครับ”
ผมคลื่นขานตอบก่อนจะวางถุงขนมลงบนโต๊ะพวกเรานั่งสังสรรค์กันตามประสาครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันนานโดยมีแฟนและเพื่อนมาร่วมแจมด้วยพี่คลื่นถูกมัมกับแด๊ดถามไถ่ไม่หยุดคงไม่ต้องพูดหรอกว่าเื่อะไรนอกจากเื่เขาและเื่ผมอย่างแน่นอน
ผมหยิบมือถือขึ้นมาเช็คเวลาเหมือนว่าตอนนี้จะสองทุ่มแล้วผมกวาดสายตามองรอบๆเหมือนทุกคนจะเริ่มอิ่มกันแล้วด้วย
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขออะไรอย่างนึงได้มั้ยครับ”ประโยคของพี่คลื่นทำให้ทั้งผมและคนรอบข้างต่างพากันหันไปมองด้วยความสงสัย
“ว่าไงคะ”
“ตอนนี้ผมกับน้องเราคบกันมาได้แค่เดือนเดียวมันอาจจะดูเร็วไปสำหรับคุณพ่อคุณแม่แต่ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าน้องเรียนจบผมจะขอน้องแต่งงานเลยคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตมั้ยครับ”
ประโยคนั้นของพี่คลื่นทำเอาแก้วน้ำในมือของผมร่วงหล่นลงพื้นทันทีอุณหภูมิในร่างกายร้อนเห่อหัวใจเต้นตุบๆกว่า 10 ริกเตอร์ยอมรับเลยว่าไม่คิดว่าจะได้ประโยคนี้จากปากพี่คลื่นแม้จะรู้ดีว่าในอนาคตยังไงเราก็แต่งงานกันแน่ๆแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้
ตั้งตัวไม่ทันเลยจริงๆ
ผมเม้มปากแน่นก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับก้มลงงุดหน้ากับเข่าของตัวเองน้ำตาเริ่มเอ่อออกมาไม่ใช่ว่าเสียใจแต่มันความรู้สึกที่ดีใจจนพูดไม่ออกมากกว่า
“พี่คลื่นมาขอแม่ขนาดนี้แม่จะปฏิเสธลงได้ไงล่ะคะแม่กับพ่ออนุญาตอยู่แล้วล่ะค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ”
“แต่พี่คลื่นคงต้องขอกับน้องบิลอีกรอบนะ เพราะดูท่าเขาจะช็อคเป็หินไปแล้ว”
ผมเงยหน้ามองอีกคนด้วยน้ำตาพี่คลื่นที่เห็นแบบนั้นก็ยื่นมือมาจับมือผมหลวมๆ
“บิล แต่งงานกับพี่นะครับ” ทันทีที่พี่คลื่นพูดจบจู่ ๆน้ำตาที่เอ่อก็ไหลออกมาทันทีผมเม้มปากแน่นพลางพยายามสูดน้ำตาให้กลับไปแต่ก็ไม่ได้ผล
“พี่ พี่คลื่นถามตรงๆแบบนี้เลยหรอ บิลก็เขินเป็นะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นหัวใจของผมเต้นระส่ำถ้าให้เดาตอนนี้คงมากกว่า 10 ริกเตอร์แน่ๆ พี่คลื่นยกยิ้มพลางใช้นิ้วเรียวลูบไล่หลังมือเบาๆ
“แล้วสรุปตกลงมั้ยครับ”ผมเม้มปากแน่นมองอีกคนที่กำลังรอคำตอบก่อนจะพยักหน้ารัว
“ตกลงครับ”
สิ้นเสียงคำตอบของผมทุกคนต่างพากันร้องเฮผมเอนตัวพิงพี่คลื่นด้วยความเขินก่อนจะััได้ถึงความอุ่นที่ลงบนมากลุ่มผมก่อนจะช้อนมองคนข้างด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมไปด้วยความสุขอย่างเต็มเปี่ยม
“พี่รักบิลนะครับ”
“ฮือออ บิลก็รักพี่คลื่นเหมือนกัน”
ความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นออกมาจากข้างในที่ให้พูดออกมาคงพูดไม่หมดแม้มันจะเป็ประโยคขอแต่งงานที่ธรรมดาแต่มันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและโชคดีที่สุดเลย