เมืองบูรพา นครที่ความเจริญทางเทคโนโลยีและศาสตร์แห่งวิทยายุทธ์กำลังภายในหลอมรวมกันอย่างน่าอัศจรรย์ ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้ากลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมทันสมัยและธรรมชาติอย่างลงตัว
ในสถาบันซินหยวน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเป็ทางยาวบนพื้นคอนกรีต เจียงเฉิน ชายหนุ่มร่างผอมในชุดนักเรียนเก่าซีด เดินลากเท้าข้างซ้ายอย่างยากลำบาก ไม้เท้าไม้เนื้อแข็งสองข้างค้ำยันร่างของเขาไว้
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเ็ป แต่ในดวงตาคมกริบกลับฉายแววความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากกลุ่มนักเรียนที่เดินสวนมา
“ดูนั่นสิ สภาพนั้นยังกล้ามาสถาบันอีก”
“ฮ่าๆ คงอยากมาขอความเห็นใจจากสาวๆ มั้ง”
เย่เจียงเฉินกัดฟันแน่น พยายามไม่สนใจเสียงเ่าั้ เขาชินชากับคำพูดดูถูกเหยียดหยามเหล่านี้เสียแล้ว ั้แ่เกิดอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้เส้นประสาทที่ขาซ้ายเสียหายจนไม่สามารถรักษาได้
ชีวิตในสถาบันก็ไม่เคยสงบสุข ขณะที่เย่เจียงเฉินกำลังจะเลี้ยวเข้าอาคารเรียน กลุ่มอันธพาลสามคนนำโดยหัวโจกหน้าตาถมึงทึงก็เดินเข้ามาขวางหน้าไว้
“เจียงเฉียน พอดีวันนี้ฉันลืมเอาเงินมา พอจะมีให้ยืมสักหนึ่งพันเครดิตไหม”
เสียงห้าวต่ำดังขึ้นพร้อมกับเงาตะคุ่มที่ทาบทับโต๊ะเรียน เย่เจียงเฉินเงยหน้าขึ้นมอง กลุ่มอันธพาลสามคนนำโดย หัวโจกกำลังยืนค้ำศีรษะเขาอยู่ ลูกสมุนสองคนที่เหลือยืนคอยท่าอยู่ด้านหลัง พวกมันชอบนักที่จะหาเื่รังแกเขา ด้วยรู้ดีว่าเขาไม่มีทางสู้
เย่เจียงเฉินกำมือแน่นพยายามควบคุมความโกรธและความหวาดกลัว เขาตอบเสียงแ่
“ฉัน… ฉันบอกพวกนายไปแล้วว่าฉันไม่มี”
“ไม่มี?”
ชายคนนั้นเลิกคิ้วสูงพลางแสยะยิ้ม
“แกคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน ถึงกล้าขัดคำสั่งพวกฉัน”
ว่าแล้วมันก็ใช้เท้าถีบเย่เจียงเฉินจนเสียหลัก ไม้เท้าคู่ใจหลุดกระเด็นไปไกล ร่างของเขาล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง
“โอ๊ย!”
เย่เจียงเฉินร้องออกมาด้วยความเ็ป
“ฮ่าๆๆ ดูหน้ามันสิ น่าสมเพชจริงๆ” ลูกสมุนคนหนึ่งหัวเราะเยาะ
“ขาพิการแล้วยังจะมาเรียนอีก น่ารำคาญลูกตา” อีกคนเสริม
พวกมันหิ้วปีกเย่เจียงเฉินขึ้นมาก่อนที่หัวโจกอันธพาลจะเงื้อหมัดต่อยเข้าไปที่ลิ้นปี่อย่างแรง ทำเอาเอาเจียงเฉินจุกจนแทบทรุด ความอับอายแล่นไปทั่วใบหน้า เขาพยายามประคองตัวเอง แต่ก็สู้แรงพวกมันไม่ได้ ทันใดนั้นเอง เสียงหวานใสแต่หนักแน่นก็ดังขึ้น
“พวกนายทำอะไรกันน่ะ ปล่อยเจียงเฉินเดี๋ยวนี้”
ร่างเล็กเพรียวระหงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแทรกเข้ามาในวงล้อม เสี่ยวเหม่ย ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตเป็ประกาย ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง เธอมองพวกอันธพาลด้วยสายตาไม่พอใจ
พวกอันธพาลชะงักไปเมื่อเห็นว่าเป็เสี่ยวเหม่ย หัวโจกขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยคอเสื้อเย่เจียงเฉินอย่างไม่เต็มใจนัก พวกเขารู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยง่ายๆ นอกจากจะเป็ดาวเด่นแล้ว เธอยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือระดับแถวหน้าของสถาบัน
“ก็แค่หยอกเล่นเท่านั้นเอง อย่าทำหน้าจริงจังขนาดนั้นสิ”
หัวโจกหันมามองเย่เจียงเฉินก่อนจะเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกียม
“ใช่ไหมเจียงเฉิน”
เย่เจียงเฉินได้แต่พยักหน้าเขารู้ดีกว่าหากต่อต้านไปมากกว่านี้จะมีปัญหาตามมาทีหลัง เมื่อพวกอันธพาลจากไป
“นายเป็อะไรมากไหม” เธอถามด้วยความเป็ห่วง
เย่เจียงเฉินปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า มองเสี่ยวเหม่ยด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณนะ”
“ถ้าพวกนั้นมาหาเื่นายอีกบอกฉันได้เลยนะ” เสี่ยวเหม่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินจากไป
เจียงเฉินมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งซาบซึ้งใจและเจียมตัว เธอเข้ามาช่วยเขาอีกแล้ว… ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาแอบมองเธอมานานแล้ว ชื่นชมความสดใสและความมีน้ำใจของเธอ แต่ก็รู้ดีว่าความแตกต่างระหว่างเขากับเธอนั้นราวฟ้ากับดิน
“ฮ่าๆ เจียงเฉิน นายมันโชคดีจริงๆ นะ”
เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากด้านหลัง เหวินเทา เด็กหนุ่มร่างเล็ก เพื่อนสนิทของเย่เจียงเฉินหัวเราะเบาๆ พลางใช้ศอกกระทุ้งสีข้างเขา
“ดูสิ สาวสวยของสถาบันมาช่วยนายถึงที่ บางทีเธออาจจะแอบชอบนายก็ได้นะ”
เย่เจียงเฉินรีบส่ายหน้า ใบหูร้อนผ่าว “อย่าพูดไร้สาระน่า เธอไม่มีทางหันมามองคนไร้ประโยชน์อย่างฉันหรอก”
แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ลึกๆ ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะหวังถึงความเป็ไปได้นั้น แม้จะรู้ดีว่าเป็เพียงฝันที่เกินจริง
“จะว่าไปพวกนั้นมันชักจะทำเกินไปแล้วนะ นายไม่คิดจะทำอะไรบ้างเหรอ”
เย่เจียงเฉินถอนหายใจแ่เบา “ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ”
“แต่นายมีความรู้ความสามารถนะ เจียงเฉิน นายเรียนเก่งที่สุดในห้องเลยด้วยซ้ำ” เหวินเทาให้กำลังใจ
“ความรู้มันจะสู้กำลังได้ยังไงล่ะ”
เหยินเทาไม่สามารถโต้แย้งเื่นั้นได้ เขาเองก็เป็หนึ่งในคนที่ถูกพวกอันธพาลรังแกไม่ต่างจากเย่เจียงเฉิน
เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มคาบเรียนดังขึ้น นักเรียนทุกคนต่างกลับไปนั่งประจำที่ เย่เจียงเฉินตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างจดจ่อ โลกในยุคนี้ได้ผสานรวมวิทยายุทธ์กำลังภายในเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างลงตัว
ผู้คนสามารถฝึกฝนพลังปราณ ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฮเทค ความรู้คืออาวุธที่สำคัญที่สุด และเย่เจียงเฉินก็ตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็หวังว่าความรู้จะนำพาเขาไปสู่อนาคตที่มั่นคง
ระหว่างที่อาจารย์กำลังอธิบายทฤษฎีการไหลเวียนของพลังปราณในระบบประสาทเทียม เย่เจียงเฉินก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา เขาจึงยกมือขออนุญาตอาจารย์ จากนั้นจึงค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินออกจากห้องเรียน ระหว่างทางเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ท้ายอาคาร เขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากห้องเก็บของที่อยู่ข้างบันได
“เธอดูสิ ไอ้เจียงเฉินนั่นน่ะ ขาเป๋แล้วยังทำตัวน่าสมเพชอีก” เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้น
เย่เจียงเฉินชะงักเท้า หัวใจของเขาร่วงหล่นวูบ เสียงนั้น… เสียงของเสี่ยวเหม่ย
“ใช่ๆ แล้วยังทำมาเป็ตั้งใจเรียนอีกนะ ใครจะไปอยากคบกับคนพิการแบบนั้น จะว่าไปเมื้อกี้เธอแสดงละครได้อย่างกับมืออาชีพเลยนะเสี่ยวเหม่ย ฉันล่ะนับถือความสามารถเธอจริงๆ” เสียงเพื่อนผู้หญิงอีกคนสมทบ
เย่เจียงเฉินตัวชาไปทั้งร่าง เขาค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้ประตูห้องเก็บของอย่างเงียบเชียบ เพื่อฟังให้แน่ใจ
“พวกเธอก็เห็นใช่ไหมว่าพอฉันเข้าไปช่วย เขาก็มองฉันด้วยสายตาซาบซึ้งแค่ไหน” เสียงเสี่ยวเหม่ยหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยหยัน
“ทำแบบนี้แล้วคนอื่นก็จะยิ่งชอบฉันไงล่ะ ใครๆ ก็ชอบคนสวยใจดีที่ช่วยเหลือคนอ่อนแอนี่นา”
“ฉลาดจริงๆเลยเพื่อนสาว” เพื่อนของเธอหัวเราะตาม
ความรู้สึกราวกับถูกมีดกรีดแทงหัวใจแล่นปราดไปทั่วร่างของเย่เจียงเฉิน ความรู้สึกซาบซึ้งใจที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็ความเ็ปรวดร้าวอย่างแสนสาหัส น้ำตาเริ่มคลอเบ้า แต่เขาก็พยายามกลั้นมันไว้
ภาพใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของเสี่ยวเหม่ยที่เคยฝังอยู่ในใจแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา ความจริงอันแสนโหดร้ายปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เธอไม่ได้มีน้ำใจ เธอไม่ได้เห็นใจ เขาเป็เพียงเครื่องมือที่ใช้เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเธอเท่านั้น
เย่เจียงเฉินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับถูกสาปให้กลายเป็หิน ความเ็ป ความผิดหวัง และความอับอายถาโถมเข้าใส่เขาอย่างหนักหน่วง โลกที่เคยสดใสในสายตาของเขาพลันมืดมิดลงในพริบตา
ความเงียบงันปกคลุมร่างของเย่เจียงเฉินยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ เสียงหัวเราะคิกคักจากในห้องเก็บของยังคงดังก้องอยู่ในหู ราวกับเข็มแหลมที่คอยทิ่มแทงซ้ำๆ ความรู้สึกชาหนึบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ
เขาไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจจากใคร ไม่เคย้าให้ใครมาสงสารความพิการของตนเอง สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาคือการได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือการหลอกลวงและการเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
เย่เจียงเฉินกำไม้เท้าในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาจะไม่ยอมจมอยู่กับความเ็ปและความอับอายอีกต่อไป เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ามาดูถูกหรือรังแกได้อีก เขาค่อยๆ หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
เป้าหมายในชีวิตของเย่เจียงเฉินเปลี่ยนไปแล้ว จากเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันถึงงานที่มั่นคง กลายเป็ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า แม้แต่คนพิการเช่นเขาก็สามารถยืนหยัดได้ในโลกที่โหดร้ายนี้