ปีแล้วปีเล่าผ่านไป หลงเฟยเติบโตเป็บุรุษหนุ่มเต็มตัว ด้วยวัยเพียงยี่สิบปี เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นายกองขั้นสูงในกองทัพเป่ยหลิงภายใต้การดูแลของเว่ยอู๋จี๋ ตำแหน่งนี้ถือว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็ที่น่าจับตามองในกองทัพ ฝีมือดาบของเขาเฉียบคมดุจสายฟ้าฟาด ยุทธวิธีการรบของเขาก็หลักแหลมไม่แพ้แม่ทัพใหญ่หลายคน และที่สำคัญ เขาได้รับความไว้วางใจจากเว่ยอู๋จี๋อย่างยิ่งยวด จนเป็ที่กล่าวขานในกองทัพว่าเป็ศิษย์เอกที่เว่ยอู๋จี๋หมายตาให้สืบทอดตำแหน่งในอนาคต
ครั้งหนึ่ง ในการซ้อมรบจำลองครั้งใหญ่ที่จัดขึ้นกลางทุ่งกว้างใกล้เมืองหลวง เพื่อทดสอบความสามารถของนายทัพรุ่นใหม่ๆ หลงเฟยได้รับมอบหมายให้บัญชาการทัพหน้า ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง เขาใช้กลยุทธ์ที่ฉลาดล้ำ หลอกล่อคู่ต่อสู้ให้ตกหลุมพรางด้วยการแสร้งถอยทัพ และปิดล้อมด้วยการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วและแม่นยำดุจสายฟ้าฟาด ทหารภายใต้การนำของเขาเคลื่อนไหวราวกับเป็หนึ่งเดียว ทุกการตัดสินใจของเขาเด็ดขาดและชาญฉลาด ราวกับได้ถ่ายทอดมาจากเว่ยอู๋จี๋โดยตรง ผลลัพธ์คือชัยชนะอันงดงามที่สร้างความประทับใจให้กับแม่ทัพและขุนนางทุกคนที่มาเฝ้าดู
หลังจากการซ้อมรบจบลง เว่ยอู๋จี๋เรียกหลงเฟยเข้าพบในกระโจมบัญชาการส่วนตัวของเขา บรรยากาศภายในกระโจมดูเงียบสงบและมีมนต์ขลัง เว่ยอู๋จี๋นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยแผนที่และตำราพิชัยา ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยตามปกติ "การตัดสินใจของเ้าในการหักเลี้ยวทัพและใช้ปีกโอบล้อมเป็ไปอย่างยอดเยี่ยม หลงเฟย" เว่ยอู๋จี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่ในดวงตาคมกริบของเขากลับมีความพึงพอใจบางอย่างที่หลงเฟยไม่เคยเห็นมาก่อน เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวศิษย์ "เ้ามีพร์ที่โดดเด่น จงใช้มันให้เป็ประโยชน์ต่อแคว้นเป่ยหลิง และจงเป็นักรบที่สมบูรณ์แบบ"
"ข้าน้อยจะรับใช้ท่านแม่ทัพและแคว้นเป่ยหลิงจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ" หลงเฟยตอบด้วยความภักดีที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ ณ ขณะนั้น เขายังคงเชื่อมั่นว่าเว่ยอู๋จี๋คือผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต เว่ยอู๋จี๋จ้องมองหลงเฟยด้วยสายตาที่ลึกล้ำราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในจิติญญาของเขา "ในตัวเ้า มีบางสิ่งที่คล้ายกับข้า" เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างแ่เบา คำพูดนั้นทำให้หลงเฟยรู้สึกประหลาดใจ เว่ยอู๋จี๋ไม่เคยพูดอะไรที่เป็ส่วนตัวเช่นนี้มาก่อน เขามักจะรักษาระยะห่างและไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
"ท่านหมายถึงสิ่งใดขอรับ?" หลงเฟยถามด้วยความสงสัยระคนกับความรู้สึกยินดีที่ได้รับคำชมจากผู้เป็อาจารย์
"ความเด็ดเดี่ยว การไม่ยอมแพ้ และสายตาที่มองทะลุความจริงของสนามรบ" เว่ยอู๋จี๋ตอบ "แต่ก็มีบางสิ่งที่ต่างออกไป..." เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะโบกมือให้หลงเฟยกลับไป หลงเฟยออกจากกระโจมด้วยความสับสน เขามักจะพยายามเป็เหมือนเว่ยอู๋จี๋ในทุกๆ ด้าน ทั้งในเื่ของฝีมือการรบและความเด็ดขาด แต่ในส่วนลึกของใจ เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่แตกต่างนั้นคืออะไร เขาเองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้
ใน่เวลาเดียวกันนั้น หลงเฟยได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากทหารรุ่นเก่าบางคนถึงเื่ราวในอดีต พวกเขาเล่าเื่การทำาที่โเี้ในอดีตของเว่ยอู๋จี๋ หลายครั้งที่เว่ยอู๋จี๋นำทัพเข้าทำลายเมืองศัตรูอย่างราบคาบ ไม่เหลือแม้แต่สิ่งมีชีวิต โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เื้ั พวกเขากล่าวขานถึง "ความไร้ปรานีของแม่ทัพเว่ย" แต่ก็กล่าวถึง "ความจำเป็เพื่อชัยชนะ" ในทำนองเดียวกัน พวกเขาเชื่อว่าความโเี้นั้นจำเป็เพื่อปกป้องแคว้นเป่ยหลิงให้คงอยู่ได้อย่างสงบสุข ทว่าในใจของหลงเฟย คำบอกเล่าเ่าั้กลับสร้างความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย
หลงเฟยพยายามไม่ใส่ใจกับเื่เล่าเ่าั้ แต่ในบางคืน ภาพเพลิงไหม้ที่เจียงหนานก็ยังคงตามหลอกหลอน ความฝันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงกรีดร้องที่คุ้นเคย กลิ่นเหม็นไหม้ที่ไม่อาจลืมเลือน และภาพเงาตะคุ่มของผู้คนที่พยายามหนีตาย ภาพเ่าั้เริ่มเชื่อมโยงกับความทรงจำที่หายไป เขารู้สึกว่าเหมือนมีกำแพงบางอย่างในความทรงจำของเขากำลังสั่นคลอน และมันกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า ราวกับว่าอดีตที่ถูกฝังไว้กำลังพยายามที่จะเผยตัวออกมา เขาเริ่มรู้สึกถึงความหนักอึ้งในจิตใจที่ไม่เคยเป็มาก่อน