ภายในอ่างน้ำที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ อากาศเย็นใน่ปลายฤดูสารท เมื่อัักับน้ำอุ่นๆ ในอ่างไม้ทำให้มีควันล่องลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องอาบน้ำ หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผิวขาวเนียนกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วผูกเป็ปม ในมือถือสมุดที่ดูเก่าเป็อย่างมาก เหมือนผ่านการใช้งานนับไม่ถ้วน
"โถ่ววว ร่างนี้ทำตัวโง่เง่าขนาดนี้ไปได้อย่างไร ขืนให้ข้าอยู่ในร่างนี้ต่อไปหากต้องไปเจอผู้คนด้านนอก คงต้องหาอะไรมาคลุมหัวเป็แน่ ข้าอายในความโง่จริงๆ"
ฟางเหนียงอุทานออกมาอย่างเหลืออด จากนั้นปิดสมุดบันทึกและหลับตาลงแช่น้ำอุ่นอย่างสบายใจ หนังสือเล่มนี้นางเก็บได้เมื่อวันก่อนตอนเดินสำรวจห้องนี้ มันคือสมุดบันทึกของสาวใช้ที่เคยดูแลฟางเหนียงก่อนที่นางจะเข้ามาในร่างนี้ ทั้งนิสัยและเื่ราวต่างๆ ที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็วางแผนทำให้เ้าสำนักสนใจ อย่างเช่นเื่เรียกร้องความสนใจโดยการถูกทำร้าย ทำขนมไปให้ตามเอาใจเขาแต่กลับถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา หรือคอยรังควานหญิงสาวที่มาเข้าใกล้ชายหนุ่ม นางก็จะคอยดักทำร้าย การกระทำต่างๆ ไม่มีชั้นเชิงสักนิด มองจากดาวอังคารก็รู้ว่านางโง่เง่ามากแค่ไหน
"ฟางเหนียงนะฟางเหนียง ความสามารถก็ไม่มีจนผู้คนเรียกว่าตัวไร้ค่า แต่กลับมั่นใจว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่นเช่นนี้หากไม่เรียกว่าเ้าไม่มีสมองก็คงเป็อย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ"
ในบันทึกยังเล่าถึงเื่ราวในโลกนี้อีกด้วย สิ่งนี้ยังพอมีประโยชน์กับนางในอนาคต นั่นก็คือโลกนี้ผู้คนที่นี่เรียกว่าโลกของพลังิญญา ถูกปกครองเป็เมืองๆ ไป โดยมีทั้งหมด 5 เมืองทั่วทั้งแผ่นดิน สำนักเพลิงวิหคแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหนานซาง ผู้คนส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพเหมือนอย่างคนทั่วไปในยุคอดีต และโลกของพลังิญญานี้เองทำให้คนส่วนหนึ่งของที่นี่มีพลังิญญาของสัตว์อย่างที่นางเคยเจอเมื่อหลายวันก่อน กล่าวคือเมื่ออายุถึงเกณฑ์เด็กทุกคนจะถูกปลุกพลังโดยคนที่มีความสามารถ ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ทำพิธีปลุกพลังิญญา ผู้ใดที่ถูกปลุกแล้วมีพลังิญญาก็จะกลายเป็ผู้ที่มีความสามารถเหนือคน คนที่มีพลังิญญาไม่ได้มีทุกคน มีเพียง 4 ใน 10 ส่วนของผู้คนทั่วทั้งโลกแห่งนี้เท่านั้นที่มีพลังิญญา
พลังิญญาอยู่ในรูปของสัตว์แต่ละชนิด แต่ละคนจะไม่เหมือนกันตามการสืบทอดทางสายเืของแต่ละคนจากบิดาหรือมารดา แต่ก็มีในบางคนที่บิดามารดาไม่ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกจนมีพลังิญญาได้ กล่าวคือพลังิญญานั้นขึ้นอยู่กับตัวคนนั่นเอง พลังิญญาขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่สัตว์ชนิดนั้นๆ และความสามารถก็ยังแตกต่างกันด้วย มีทั้งด้านพละกำลัง ว่องไว โจมตี ป้องกัน หรือในบางตัวก็มีครบทุกด้าน แต่ทุกคนล้วนต้องได้รับการชี้แนะและฝึกตน จึงเป็ที่มาของการตั้งสำนักต่างๆ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้องของหญิงสาว ปลุกให้ฟางเหนียงที่กำลังนั่งหลับตาอย่างใช้ความคิดในอ่างน้ำอุ่นลืมตาขึ้น จากนั้นลุกขึ้นสวมชุดอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะรีบเดินไปเปิดประตูโดยที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีอะไรแต่งแต้มทั้งนั้น เผยให้เห็นใบหน้าของนางที่อ่อนเยาว์
"เ้า...."
หญิงสาวที่มาเคาะประตูคือคนที่ช่วยนางเมื่อหลายวันก่อน ที่มีคนร้ายลักลอบเข้ามาในสำนัก หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มหน้าตาอีกทั้งยังไม่มีเครื่องประดับ
"เ้านั้นเอง เข้ามาก่อนสิ"
ฟางเหนียงเอ่ยด้วยความเป็มิตร นางเห็นสีหน้าของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าใเื่อันใด ก็ในบันทึกนั้นมีบอกว่าแต่ก่อนฟางเหนียงชอบแต่งหน้าหนา อีกทั้งยังดูตลกใครจะห้ามก็ไม่ฟัง ตอนนี้หน้านางไม่ได้แต่งแต้มสิ่งใดจึงเผยให้เห็นผิวที่ดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี
"ข้าเข้าไปได้หรือ"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะนิสัยเช่นนี้ของฟางเหนียงนางเองก็ไม่เคยเห็น ฟางเหนียงยิ้มให้และพยักหน้าเดินเข้าไปก่อน
"ที่ข้ามาวันนี้เพราะข้าได้ยินมาว่าวันนั้นเป็เ้าที่เอาตัวบังข้าตอนที่ข้าสลบไปแล้วจนได้รับาเ็ที่แขน"
"เ้าอย่าได้คิดมากไป เป็เ้าต่างหากที่ช่วยและปกป้องข้าจนสลบไป ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะตายไปก่อนเ้าแล้วก็ได้"
"แต่นั่นเป็เพราะข้ามีพลังิญญา แต่เ้ากลับไม่มีอะไรเลย"
หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง ในฐานะที่นางมีพลังิญญาเื่เช่นนี้สมควรแล้ว แต่ฟางเหนียงนั้นไม่เหมือนกันที่ไม่มีพลังิญญาพอที่จะช่วยตนเองหรือนางเลยด้วยซ้ำ ฟางเหนียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด นางพูดเช่นนี้แสดงว่ายังไม่รู้ว่าข้ามีพลังิญญาสินะ หญิงสาวคิดไปถึงเหตุการณ์ตอนนั้น และในที่สุดก็นึกได้ว่านางสลบไปก่อน 'ค่อยยังชั่วที่นางไม่เห็น' หญิงเอ่ยกับตนเองในใจ
"เื่มันผ่านไปแล้ว เ้าอย่าได้ใส่ใจเลย ว่าแต่เ้ามีนามว่าอันใดหรือ ข้ายังไม่รู้จักเ้าเลย"
ฟางเหนียงเอ่ยถามไปตามตรงเพราะบอกตรงๆ ั้แ่มาอยู่ที่นี่นางไม่รู้จักใครเลย มันโดดเดี่ยวเกินไปแล้วและอีกอย่างร่างนี้ก็ไม่มีครอบครัวหรือพี่น้องเลย มันช่างเหมือนในโลกเก่าของนาง โดดเดี่ยวอย่างไรก็อย่างนั้นแต่ในตอนนี้นางกลับไม่อยากจบชีวิตเหมือนโลกก่อน นึกเสียว่า์ส่งนางให้มาเที่ยวเล่นในโลกที่คนอื่นไม่เคยได้ััมันแล้วกัน
"ข้ามีนามว่าจ้าวเย่ว"
"ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนชื่อข้าเ้าน่าจะรู้แล้วล่ะ"
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
จ้าวเย่วเอ่ยพร้อมเดินออกไปจากห้อง ฟางเหนียงไม่ได้ห้ามหญิงสาวไว้แต่อย่างไร เพราะสภาพตนเองตอนนี้ก็ไม่พร้อมที่จะรับแขกมากเท่าไหร่ เมื่อจ้าวเย่วไปแล้วหญิงสาวก็รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดใหม่ และแต่งหน้าอย่างบางเบา วันนี้นางอยากออกไปตลาด ในบันทึกบอกว่าที่นี่มีตลาดขนาดใหญ่ นางอยากที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะชุดที่มีมันฉูดฉาดเกินไป นางไม่กล้าสวมใส่มันจริงๆ ทั้งสีเอยอะไรเอย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็เตรียมตัวที่จะเดินออกไป
“เงินล่ะ”
หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างนึกได้ ที่นี่ใช้เหรียญเงินเป็การแลกเปลี่ยน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เปิดลิ้นชักออกมา แต่พบว่ามันมีเพียงเหรียญทองอยู่เหรียญเดียว
“มีแค่นี้แล้วข้าจะซื้ออะไรได้บ้างเนี่ย แล้วมันมีค่าเท่าไหร่กัน”
หญิงสาวเอ่ยพลางพลิกมันไปมา เฮ้อแค่ค่าของเงินข้ายังไม่รู้เลยหรือเนี่ย แล้วอย่างนี้จะไปซื้อของอย่างไรกัน หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบเครื่องประดับของตนที่มีอยู่ติดมือไป 2-3 ชิ้น เผื่อไม่พอที่จะจ่ายค่าของจึงจะใช้แลกเปลี่ยนมันเป็เหรียญเงินซะ
“ของจริงป่ะเนี่ย”
หญิงสาวไม่พูดเปล่าแต่ใช้ปากกัดมันอย่างพิสูจน์ แต่เมื่อคิดว่าอย่างไรเ้าสำนักหน้าดุผู้นั้นก็คงไม่ปล่อยให้คุณหนูของสำนักต้องใช้ของปลอมเป็แน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเดินออกจากเรือนพักของตนเองไป หญิงสาวตรงไปที่ตำหนักหลิวรุ่ย ที่เรียกว่าตำหนักเพราะที่นี่ใหญ่เกินกว่าที่จะเรียกเรือน ซึ่งเป็เรือนที่เ้าสำนักพักอยู่ที่นี่ ถูกแยกออกมาจากสำนักเพราะ้าความเงียบสงบ ที่ด้านหลังตำหนักมีน้ำตกดูเงียบสงบ ที่ฟางเหนียงมาที่นี่เป็เพราะรองเ้าสำนักอยู่ที่นี่ หลายวันมานี้นางพยายามศึกษาแผนที่และเรือนต่างๆ ของสำนักจนจำได้แม่นจะได้ไม่หลง
“เ้ามีอันใดถึงได้มาที่นี่ เ้าสำนักสั่งห้ามว่าไม่ให้เ้าเข้าตำหนัก”
องครักษ์หน้าตำหนักเข้ามาขวาง
“ข้ามิได้มาหาเ้าสำนัก เพียงมารอพบท่านรองเ้าสำนัก เชียวรุ่ยบอกว่าท่านรองเ้าสำนักมาพบเ้าสำนักที่นี่”
หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง เพราะก่อนจะออกไปนอกสำนักได้ทุกคนต้องมาขออนุญาตรองเ้าสำนักก่อนเสมอ
“เช่นนั้นรอสักครู่ แต่ห้ามเ้าเข้าไปเด็ดขาดรอได้เพียงตรงนี้ด้านนอก”
“รับทราบเ้าค่ะ”
หญิงสาวล้อเลียนองครักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนัก ดูจากการแต่งกายคงไม่ได้เป็แค่องครักษ์ธรรมดาเป็แน่ และก็เป็อย่างที่คาดผ่านไปเพียงชั่วครู่ ก็มีองครักษ์อีกคนรีบวิ่งเข้ามา
“ขอบคุณท่านอาเหยาที่ช่วยขอรับ” ทหารนายนั้นเดินมาแทนที่องครักษ์ที่ชื่ออาเหยา จึงทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านี่คงต้องเป็อาเหยาที่เป็ผู้ช่วยเ้าสำนัก ซึ่งมันมีอยู่ในสมุดบันทึก เพราะเมื่อก่อนร่างนี้เคยมีเื่กับอาเหยาไว้เยอะ หรือเรียกว่าอาเหยาเป็คนคอยกันหญิงสาวไม่ให้เข้าใกล้เ้าสำนัก มันก็ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะเอ่ยกับนางอย่างไม่เป็มิตรนัก
“อาเหยาบอกว่าเ้ามีเื่จะคุยกับข้าเช่นนั้นหรือ เหตุใดไม่เข้าไป”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังหญิงสาว ฟางเหนียงรีบหันไปตามเสียงเรียกทันทีพบว่าคือหยงอี๋รองเ้าสำนัก แต่ตอนนี้กลับไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว แต่ด้านข้างมีเ้าสำนักมาด้วย
“คารวะเ้าสำนัก รองเ้าสำนัก”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ มีเพียงหยงอี๋ที่พยักหน้าและยิ้มให้นาง แต่หนิงเฟิ่งกลับไม่ได้สนใจเขาใช้หางตาเหลือบดูเล็กน้อย และเดินเลยนางออกไปจากตำหนัก
“ตกลงเ้ามีอันใด”
“ข้าจะมาขออนุญาตออกนอกสำนักเ้าค่ะ”
“ออกไปที่ใดหรือ”
“ไปตลาดเ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เ้าไปรับป้ายกับเชียวรุ่ยที่หอผดุงคุณธรรมบอกว่าข้าอนุญาตแล้ว”
หยงอี๋เอ่ยอนุญาตอย่างง่ายดาย เพราะหญิงสาวมักออกไปตลาดเช่นนี้บ่อยอยู่แล้ว
ฟางเหนียงจ้างรถมาให้มาส่งที่ตลาด ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็ถึง สำนักเพลิงวิหคอยู่บนเขาส่วนตลาดอยู่ที่ตีนเขา หญิงสาวลงจากรถม้าก็ต้องตกตะลึง นางอยากจะกรี๊ดให้เสียงแหบ นี่มันสวยและครึกครื้นเกินไปแล้วเดิมทีคิดว่าตลาดสมัยก่อนจะต้องดูสกปรกเหมือนที่เคยเห็นในทีวี แต่นี่ทั้งดูสะอาดและของที่ขายก็ดูงดงามและน่าทานไปหมด เสียงของพ่อค้าแม่ขายต่างส่งเสียงเรียกลูกค้าไม่หยุด หญิงสาวหยุดร้านนั้นทีร้านนี้ทีอย่างเพลิดเพลิน นางถามค่าเงินมาจากเชียวรุ่ยผู้ช่วยคนสนิทของรองเ้าสำนักเรียบร้อยแล้ว โดยให้เหตุผลว่าแต่ก่อนนางมีคนรับใช้คอยดูแลจึงทำให้ไม่รู้ ถึงเหตุผลมันจะดูโง่งมไปหน่อย แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องยอมให้คนอื่นดูแคลน เดิมทีก็ไม่ได้ดูดีในสายตาของคนในสำนักอยู่แล้วแค่นี้ก็คงไม่เป็อันใด
1 เหรียญทอง เท่ากับ 10 เหรียญเงิน 1 เหรียญเงิน เท่ากับ 10 เหรียญทองแดง คราแรกนางคิดว่ามันเยอะแต่เมื่อมาใช้จ่ายจริงๆ กลับรู้ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ เพราะของส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกกังวลเพราะเช่นไรก็สามารถขายเครื่องประดับของตนได้ เหรียญที่มีตอนนี้เริ่มลดไปมากแล้วกับการซื้อของกิน หญิงสาวจึงมองหาร้านเครื่องประดับเพื่อจะแลกมันเป็เหรียญเงินเพราะที่นี่ร้านรับซื้อและขายเป็ร้านเดียวกัน และก็มีมากมายหลายร้านเต็มไปหมด
“ร้านนี้แล้วกัน”
หญิงสาวเอ่ยกับตนเองก่อนที่จะเดินเข้าร้านไป ร้านนี้ดูไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปอีกทั้งยังมีผู้คนเข้าออกตลอด น่าจะให้ราคาดี
“ไอ้หยา คุณหนูฟางเหนียง ข้าไม่เห็นท่านมาเป็แรมเดือนยังคิดว่าท่านเปลี่ยนจากร้านข้าไปซื้อร้านอื่นเสียแล้ว”
เถ้าแก่ออกมาต้อนรับหญิงสาวอย่างดี ฟางเหนียงทำตัวไม่ถูก เพราะตนนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนมีเพียงเ้าของร่างนี้เท่านั้นที่รู้จัก
“วันนี้ท่านมาคนเดียวหรือขอรับ”
“เ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยรับอย่างง่ายดาย ปกติหากนางออกมาข้างนอกจะมีคนรับใช้ข้างกาย และองครักษ์อีก 1 แต่คนเ่าั้กลับถูกไล่ออกไปแล้ว เนื่องจากมีโทษที่ไม่ห้ามหญิงสาวทำตัวไม่ดี อีกทั้งยังเห็นด้วย จึงทำให้นางโดดเดี่ยวเช่นนี้
ฟางเหนียงเอ่ยคุยกับเ้าของร้านด้านหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าในร้านตอนนี้หนิงเฟิ่งเ้าสำนักเพลิงวิหคเองก็อยู่ในร้านด้วยเช่นกัน เขาตั้งใจมาเลือกซื้อเครื่องประดับเพื่อให้หญิงสาวที่เขาชมชอบ และกำลังยืนฟังทั้งคู่คุยกัน
“ไม่เป็ไรๆ วันนี้มีเครื่องประดับเข้ามาใหม่ทั้งนั้นเลย ท่านจะดูสิ่งไหนขอรับ”
“เอ่อ….คือว่า…วันนี้ข้ามิได้มาซื้อแต่มาขาย”
หญิงสาวเอ่ยออกไปในที่สุด นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ดูจากท่าทางของเถ้าแก่ร้านแล้วร่างนี้คงเป็ลูกค้าประจำที่สร้างเงินให้ร้านนี้ไม่น้อยเป็แน่ แต่วันนี้กลับนำมาขายเหมือนคนไม่มีอันจะกินเสียอย่างนั้น แล้วจะให้ทำเช่นไรก็นางไม่มีเงินหนิ เถ้าแก่ที่ยิ้มกว้างเมื่อสักครู่ ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวถึงกับต้องหุบยิ้มลง
“ขะ…ขายเช่นนั้นหรือ”
“ใช่ข้ามาขาย ท่านช่วยดูให้ข้าทีว่าชิ้นนี้พอขายได้กี่เหรียญ”
หญิงสาวเอ่ยพลางยื่นปิ่นทองไปให้เถ้าแก่ร้าน เถ้าแก่ร้านถึงกับเหงื่อตก หนิงเฟิ่งที่แอบฟังอยู่ถึงกับกำหมัดแน่นและเดินออกมาทางหญิงสาวทันที เขาคว้าข้อมือหญิงสาวและไม่ลืมที่จะนำปิ่นชิ้นนั้นกลับมาด้วย จากนั้นลากนางออกจากร้านในทันที
“ท่านเ้าสำนัก”
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างใ และพยายามแกะมือเขา ชายหนุ่มไม่เพียงไม่ปล่อยแต่บีบมือหญิงสาวแน่นกว่าเดิมด้วยความโมโห
“ท่านเ้าสำนักข้าเจ็บ ปล่อยข้านะ”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงสั่น แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มปล่อยจนถึงบริเวณที่ปลอดผู้คนจึงยอมปล่อยแต่โดยดี
“ท่านเป็บ้าหรืออย่างไร”
หญิงสาวเอ่ยอย่างเหลืออดเมื่อเขาปล่อยมือ ทำให้ปรากฏรอยช้ำสีแดงเป็รอยนิ้วชายหนุ่มที่ข้อมือ
“เ้าสิบ้า สำนักข้าเลี้ยงดูเ้าไม่ดีหรืออย่างไรถึงขนาดต้องนำมาขายเช่นนี้”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังใส่หญิงสาว
“เงินที่เ้าใช้ในแต่ละเดือนมากเสียกว่าเงินของศิษย์ในสำนักรวมกัน 10 คนเสียอีก”
“ข้าทำให้ท่านขายหน้าหรือเ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเบา นางมีน้ำตาคลอเล็กน้อยที่ชายหนุ่มตะคอกนาง ใครจะรู้ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายเช่นนี้กัน
“มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าข้าขายหน้าหรือไม่ แต่เมื่อไหร่เ้าจะหยุดสร้างปัญหาเสียที หญิงที่ไร้ประโยชน์เช่นเ้าเหตุใดถึงสร้างปัญหาไม่รู้จบเสียที ต่อไปนี้หากเ้าใช้เงินในแต่ละเดือนหมดก็ห้ามออกนอกสำนักหรือแม้แต่นำของออกมาขายอีก”
ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังใส่หน้าหญิงสาว จากนั้นเดินขึ้นรถม้าไป ฟางเหนียงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ความรู้สึกน้อยใจพรั่งพรูออกมาเป็หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไม่ให้ร้องให้ต่อหน้าเขา
“แล้วข้าจะรู้ได้เช่นไร ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายถึงแม้ว่ามันจะคือของของข้าก็ตาม”
หญิงสาวเอ่ยอย่างตัดพ้อก่อนที่จะยกมือของตนปาดน้ำตาลวกๆ
——-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว