องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 101 ความคะนึงหา

            กลับถึงบ้านเดิมทีอันซิ่วเอ๋อร์อยากจะนอนชดเชยสักหน่อย แต่ก็นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงอย่างไรก็นอนไม่หลับ นางจึงตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ทำอาหารเช้าให้ตัวเองจากนั้นเก็บข้าวของ กลับบ้านเดิมของตน

            พ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อและคนอื่นๆต่างรู้ข่าวเรื่องที่จางเจิ้นอันต้องจากไปแล้ว พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มาเหลียงซื่อรีบเข้ามาถาม “ซิ่วเอ๋อร์ลูกเขยไปแล้วหรือ?”

            “ไปแล้วเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า“ดังนั้น ช่วงนี้ข้าคงต้องรบกวนท่านแม่อีกแล้วคงต้องมาอาศัยอยู่บ้านท่านแม่สักพัก”

            “ไม่เป็นไร เจ้ากลับมาได้แม่ดีใจที่สุดแล้ว” เหลียงซื่อยื่นมือรับห่อสัมภาระจากอันซิ่วเอ๋อร์ต้ายา เอ้อร์ยา และอันหรงเหอที่อยู่ข้างๆ ก็ดีใจกันอย่างยิ่งเพราะเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์มา หากย่าจะดุด่าพวกตน ก็จะมีคนช่วยห้ามแล้ว

            อันซิ่วเอ๋อร์มองไปยังสะใภ้รองต่ง กล่าวว่า“ช่วงนี้ คงต้องรบกวนพี่สะใภ้รองแล้วเจ้าค่ะ”

            “ไม่เป็นไรเลยเจ้าจะกลับมาอยู่ก็กลับมาเถอะ” สะใภ้รองต่งก็ดูเป็นมิตรยิ่งนักเมื่อวานจางเจิ้นอันมาหา ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้พ่อเฒ่าอันและอันเถี่ยมู่นางเห็นกับตาตนเอง เดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอันซิ่วเอ๋อร์ก็ดีอยู่แล้วครานี้ในใจยิ่งไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย

            เพียงแต่อดอิจฉานางไม่ได้ เมื่ออยู่ที่บ้านก็ได้รับความรักจากพ่อแม่พี่ชาย ครั้นแต่งออกไป สามีก็ยังดีต่อนางถึงเพียงนี้

            “เอาล่ะ พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันจะพูดเรื่องรบกวนไม่รบกวนอะไรกัน? ครั้งก่อนหรงเหอก็ไปกินข้าวกลางวันที่บ้านเจ้าตั้งนานอีกอย่าง นิสัยพี่สะใภ้รองของเจ้า เจ้ารู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือยังจะกลัวนางว่าเจ้าอีกหรือ? ยิ่งกว่านั้น บ้านนี้ตอนนี้แม่ยังเป็นคนตัดสินใจ!”

            คำพูดของเหลียงซื่อนั้นทรงอำนาจทั้งยังแฝงความนัยตักเตือนสะใภ้รองต่งอยู่บ้าง สะใภ้รองต่งพยักหน้ารับคำติดๆ กันเหลียงซื่อจึงจูงอันซิ่วเอ๋อร์เดินไปยังห้องพัก

            “เมื่อวานตอนเช้าพี่รองของเจ้ากลับมาบอกว่าลูกเขยกลับมาแล้วแม่ก็เดาว่าช่วงนี้เจ้าคงไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง จึงเอาผ้าห่มที่นอนออกมาตากแดดไว้พอตกบ่าย ลูกเขยก็มาบอกว่าจะต้องไปอยู่ที่อื่นสักพักให้เจ้ากลับมาอยู่บ้านนี้อีกครั้ง เจ้าโชคดีนัก ผ้าห่มนี่เพิ่งตากเมื่อวานตอนนี้ยังมีกลิ่นแดดอยู่เลย”

            “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่” อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆ

            “เจ้าเด็กโง่ กับแม่ยังจะเกรงใจอะไรกันห้องนี้ที่บ้านเราเตรียมไว้ให้เจ้าตลอดเวลาอยู่แล้ว เจ้าอยากมาอยู่เมื่อไรก็มาได้เสมอ”

            “เจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าหนักๆแต่นางรู้ว่าจริงๆ แล้วคงเป็นไปไม่ได้ อันหรงเหอดูโตขึ้นมากแล้วครั้งก่อนสะใภ้รองต่งยังเคยบอกกับนางว่าจะให้อันหรงเหอแยกไปนอนคนเดียวบ้านตระกูลอันไม่ได้ใหญ่โตนักห้องส่วนตัวของนางหากเปลี่ยนเป็นห้องหนังสือและห้องนอนให้เขา ก็จะพอดี แต่เมื่อวันนี้เหลียงซื่อพูดเช่นนี้ในใจนางก็ยังคงยินดี

            หลังจากเหลียงซื่อปูที่นอนให้นางเสร็จก็ไปที่บ้านของนางเพื่อขนย้ายข้าวของมาไว้ชั่วคราวเพราะบ้านของนางกำลังจะสร้างใหม่ ต้องรื้อบ้านหลังเดิมแล้วสร้างขึ้นใหม่ข้าวของจึงไม่มีที่วาง ต้องนำมาฝากไว้ที่บ้านตระกูลอันชั่วคราว

            อย่างไรเสียที่บ้านก็ไม่มีของมีค่าอะไรนักอันซิ่วเอ๋อร์เก็บไว้ในตู้หมดแล้ว นางจึงไม่ได้ตามไปด้วยหลังจากกำชับอันเถี่ยมู่สองสามคำ ก็กลับห้องไปนอน

            เดิมทีนางคิดว่าคงนอนไม่หลับ แต่แปลกที่พอนางกอดผ้าห่ม กลับผล็อยหลับไป ราวกับว่าพอกลับมาบ้านเดิมแล้ว นางนอนหลับสนิทขึ้น

            ตอนเที่ยง สะใภ้รองต่งมาเรียกนางกินข้าวแม้อาหารการกินจะไม่ดีเท่าบ้านของนางเอง แต่ก็ไม่ถือว่าแย่เทียบกับเมื่อก่อนแล้วดีขึ้นมาก

            “ท่านแม่ เป็นเพราะข้ามาหรือเจ้าคะพวกท่านถึงได้ตั้งใจทำอาหารดีๆ เช่นนี้?” อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นลอยๆ

            “อย่าคิดมากไปเลยเมื่อวานพี่รองของเจ้าไปในเมือง ก็หาเงินมาได้ไม่น้อยมิใช่หรือ? ซื้อข้าวปลาอาหารดีๆ บ้างก็ไม่เกินไปนัก อีกอย่าง เด็กๆ ในบ้านก็กำลังโตพี่สะใภ้ของเจ้าก็ร่างกายอ่อนแอ หากพอมีกำลังแม่ก็อยากให้ทุกคนได้กินดีอยู่ดีขึ้นบ้าง” เหลียงซื่อนั้นมองการณ์ไกลไม่เหมือนหญิงชาวบ้านคนอื่นๆ ที่พอมีเงินอยู่บ้าง ก็กำไว้แน่นไม่กล้าใช้แม้แต่อีแปะเดียว

            “เช่นนั้นก็ถูกแล้วเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า กล่าวว่า “ตอนที่ท่านพี่จะไปเขาให้เงินข้าไว้ไม่น้อย รอถึงวันตลาดนัดคราวหน้าพวกเราไปซื้อเสบียงที่ในเมืองกันนะเจ้าคะ”

            “เจ้าสองคนสร้างบ้านครานี้คงต้องใช้เงินไม่น้อยจะใช้เงินของเจ้าได้อย่างไร” เหลียงซื่อโบกมือปฏิเสธ“เจ้าอยู่ที่นี่ตามสบายเถอะ ลูกเขยเขาเอาเงินมาให้แล้วเดิมทีแม่บอกว่าจะไม่รับ แต่เขาก็ยืนกรานจะให้ บอกว่าไม่อย่างนั้นก็ไม่วางใจเพื่อให้เขาสบายใจ แม่จึงต้องหน้าด้านรับไว้”

            สีหน้าของเหลียงซื่อเจือความรู้สึกผิดอยู่บ้างกล่าวว่า“ตามหลักแล้ว เจ้ากลับมาอยู่บ้าน พ่อกับแม่ไม่ควรรับเงินแต่พอนึกถึงว่าต่อไปหรงเหอต้องใช้เงินเรียนหนังสือเงินก้อนนี้แม่ก็ถือเสียว่ายืมพวกเจ้ามาก็แล้วกัน รอให้หรงเหอได้ดีมีอนาคตถึงตอนนั้นเขาต้องไม่ลืมเจ้าผู้เป็นท่านอาแน่นอน”

            “เจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าตบศีรษะเล็กๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เบาๆ กล่าวว่า “ได้ยินหรือไม่ตั้งใจเรียนให้ดี ปู่กับย่าเจ้าหวังให้เจ้ามีอนาคต สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลนะ”

            “วางใจเถิด ข้าจะพยายามเต็มที่ขอรับ!”เด็กน้อยตอบอย่างหนักแน่น เด็ดเดี่ยว

            อันซิ่วเอ๋อร์จึงยิ้มออกมา กล่าวว่า“เช่นนั้นท่านอาจะรอรับส่วนบุญจากเจ้าแล้วกัน”

            “ท่านอาวางใจเถิดขอรับต่อไปข้าจะต้องดีต่อท่าน แล้วก็จะดีต่อท่านพ่อ ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้รองท่านปู่ท่านย่าด้วยขอรับ” อันหรงเหอให้สัญญา

            เด็กน้อยยังไม่รู้ว่าโลกนี้ยากลำบากเพียงใดคำพูดเสียงอู้อี้แบบเด็กๆ ยังถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้แต่คำพูดของเขาก็ยังทำให้ทุกคนหัวเราะได้จนเหลียงซื่อคีบเนื้อใส่ชามให้เขาเพิ่มอีกหลายชิ้น

            “จริงๆ แล้วการทำดีต่อพวกเราไม่ใช่แค่เพียงลมปากเท่านั้น วันธรรมดาต้องตั้งใจเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านต้องเชื่อฟังท่านปู่ท่านย่า ไม่ทำให้พวกเราต้องเป็นห่วงเจ้าแต่ทำให้พวกเราภูมิใจในตัวเจ้า นี่แหละคือการทำดีต่อพวกเราแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์สอนด้วยน้ำเสียงจริงจังเปี่ยมความหมาย

            “ขอรับ” อันหรงเหอพยักหน้ารับอย่างครุ่นคิดแล้วจึงถามถึงเรื่องที่จางเจิ้นอันจากไป “จริงสิท่านอาเขยไปที่ไหนหรือขอรับ?”

            “เขาไปเมืองหมิ่นเยว่” อันซิ่วเอ๋อร์ตอบ

            “ไปทำอะไรที่นั่นหรือขอรับ?” อันหรงเหอถามอีก เด็กก็มีนิสัยชอบซักไซ้ไล่เลียงจนถึงที่สุดเช่นนี้อันซิ่วเอ๋อร์จนปัญญาเล็กน้อย นางเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่กล่าวว่า “เขาไปทำธุระของเขา เดี๋ยวก็กลับมาเอง”

            “แล้ว 'เดี๋ยว'คือเมื่อไรหรือขอรับ?” อันหรงเหอเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ข้ายังอยากจะถือโอกาสช่วงปิดเทอมถามคำถามเรื่องการบ้านกับท่านอาเขยเสียหน่อยแต่ท่านก็ไปเสียแล้ว”

            “เอาล่ะรอเขากลับมาแล้วค่อยถามก็เหมือนกัน ตอนนี้กินข้าวดีๆ ก่อนดีหรือไม่?” อันซิ่วเอ๋อร์ก้มมองเขา เขาจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามอย่างว่าง่าย

            ครอบครัวชาวนาไม่มีธรรมเนียมกินทิ้งกินขว้างอันหรงเหอและคนอื่นๆ ต่างกินข้าวในชามจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่เมล็ดเดียววันนี้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ค่อยเจริญอาหารนัก ข้าวในชามกินไม่ค่อยลงปกติแล้วข้าวที่นางกินไม่หมดล้วนมอบให้จางเจิ้นอันกินต่อ แต่วันนี้นางทำได้เพียงนั่งหน้าโต๊ะแล้วฝืนกินข้าวให้หมดอย่างเงียบๆ

            สุดท้าย นางจึงเป็นคนกินเสร็จเป็นคนสุดท้ายยังถูกเด็กทั้งสามหัวเราะเยาะเสียยกใหญ่

            ตอนบ่าย พ่อเฒ่าอันและคนอื่นๆออกไปทำงานกันหมด เหลียงซื่อก็ออกไปช่วยงานด้วยเด็กหญิงทั้งสองคนก็ไปเก็บหญ้าหมูในทุ่งนา เหลือเพียงอันซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้านคนเดียว

            เมื่อก่อนยามฤดูเก็บเกี่ยวนางก็มักจะอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ แต่ตอนนี้ นางกลับรู้สึกไม่คุ้นชินเสียแล้วตลอดบ่าย นางย้ายเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งเหม่อลอยอยู่ใต้ชายคา รอจนพลบค่ำจึงเข้าไปช่วยทำอาหารในครัว

            ฤดูร้อนที่แสนอบอ้าวอีกทั้งยังเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว แม้บ้านตระกูลอันจะมีที่นาไม่มากแต่ทั้งครอบครัวก็ยังคงออกไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ต่อด้วยถั่วลิสง ถั่วเหลือง คนบ้านตระกูลอันยุ่งวุ่นวายอยู่ทุกวันอันซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้านคนเดียว ช่วยทำอาหาร ตากผลผลิตทางการเกษตร

            แต่เมื่อยามว่าง นางก็อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้คิดว่าจางเจิ้นอันเดินทางถึงเมืองหมิ่นเยว่โดยปลอดภัยหรือไม่คาดเดาว่าที่บ้านของเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างอาการป่วยของมารดาเขาดีขึ้นหรือแย่ลง

            ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่กำลังคิดถึงนางอยู่บ้างหรือไม่ แต่เขาเพิ่งจากไปได้ไม่กี่วันนางก็เริ่มคิดถึงเขาเสียแล้ว

            กลางคืนนอนคนเดียว นางพลิกตัวไปมานอนหลับได้ยากยิ่ง บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าต่างมองดวงจันทร์บนฟ้าอย่างเหม่อลอย มองครั้งหนึ่งก็เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยาม

            ทุกปีช่วงฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดอันซิ่วเอ๋อร์มักจะเบื่ออาหาร ทุกครั้งก็มักจะผอมลงหลายชั่งตั้งแต่จางเจิ้นอันจากไป อารมณ์ของนางก็ค่อนข้างหดหู่ เห็นได้ชัดว่าผ่ายผอมลงไปอีก

            มองคางที่เรียวแหลมลงของอันซิ่วเอ๋อร์เหลียงซื่อรู้สึกสงสารจับใจ นางเป็นผู้มีประสบการณ์ไหนเลยจะไม่รู้เรื่องในใจของบุตรสาวตกค่ำจึงหาโอกาสถามอันซิ่วเอ๋อร์ว่าจางเจิ้นอันจะกลับมาเมื่อใด นางเพียงตอบว่าราวๆหนึ่งเดือนกว่า ให้เหลียงซื่อไม่ต้องเป็นห่วง

            ในใจเหลียงซื่อรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่นางก็รู้จักนิสัยของอันซิ่วเอ๋อร์ดี รู้ว่าปกติเมื่อนางอยู่บ้านคนเดียวก็อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ วันรุ่งขึ้น เมื่อเห็นว่างานในนาที่เหลืออยู่ก็ไม่มากแล้วจึงอนุญาตเป็นพิเศษให้อันหรงเหอ ต้ายา และเอ้อร์ยา ทั้งสามคนอยู่ที่บ้าน ให้พวกเขาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับอันซิ่วเอ๋อร์

            เด็กๆ ในชนบท มีวิธีเล่นสนุกมากมายปีนต้นไม้จับจักจั่น หาด้วงปีกแข็งการหาจิ้งหรีดในทุ่งหญ้าล้วนเป็นความสุขของพวกเขา

            แม้อันหรงเหอและเด็กอีกสองคนจะซุกซนแต่ก็รู้จักความ รู้ว่าที่ท่านย่าให้พวกเขาหยุดก็เพียงเพื่อให้มาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับท่านอาเช่นนี้แล้วย่อมไม่สามารถพานางไปจับจักจั่นหรือหาด้วงปีกแข็งได้

            ส่วนเรื่องจับจิ้งหรีดนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ตอนนี้ก็นับเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ย่อมไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาพาไปอีกอย่าง จางเจิ้นอันก็ไม่ให้นางไปจับจิ้งหรีดแล้ว ประการแรกกลางคืนมีงูและแมลงเยอะ อาจถูกกัดได้ง่าย อีกประการหนึ่งเขาไม่ต้องการให้นางติดต่อกับคนของสนามประลองมากเกินไป

            อันซิ่วเอ๋อร์เองก็รู้ดีครั้งก่อนที่จิ้งหรีดซึ่งอันเถี่ยมู่จับมาสามารถชนะในสนามประลองได้นั้นเป็นเพราะโชคล้วนๆ ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีเช่นนี้อีกอีกทั้งตอนนี้ในหมู่บ้านก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือว่าอันเถี่ยมู่กับจางเจิ้นอันสองคนไปจับจิ้งหรีดตอนกลางคืนแล้วได้เงินมามากมายตอนนี้ชาวบ้านจำนวนมากจึงจุดตะเกียงออกไปจับจิ้งหรีดกันตอนกลางคืน

            ดังนั้น ไม่เพียงแต่อันซิ่วเอ๋อร์แม้แต่อันเถี่ยมู่ก็เลิกจับจิ้งหรีดแล้วเช่นกัน เพราะคนจับจิ้งหรีดมีมากขึ้นจิ้งหรีดธรรมดาทั่วไปจึงขายได้ยาก ส่วนที่จับจิ้งหรีดชั้นดีได้พวกเขาก็ไม่มีเส้นสายติดต่อกับขุนนางผู้สูงศักดิ์ ไม่มีช่องทางทำได้เพียงขายให้กับพ่อค้าคนกลางเหล่านั้น ก็ยังคงไม่ได้กำไรเท่าไรนัก

            เดิมทีอันซิ่วเอ๋อร์คิดว่านี่เป็นธุรกิจที่ดีอย่างหนึ่งใครจะรู้ว่าข่าวรั่วไหลออกไป ทำให้ชาวบ้านพอได้ยินข่าวก็พากันทำตามตอนนี้เศรษฐีหวังจากหมู่บ้านข้างๆ ส่งคนมารับซื้อจิ้งหรีดโดยเฉพาะตัวไหนที่เขาพอใจ รับซื้อในราคาเดียวคือยี่สิบอีแปะ อันเถี่ยมู่เคยไปขายครั้งหนึ่งพวกเขาไม่รับซื้อจิ้งหรีดระดับกลาง จะรับซื้อแต่จิ้งหรีดชั้นเลิศเท่านั้นนั่นหมายความว่าจิ้งหรีดชั้นเลิศได้ราคาเพียงยี่สิบอีแปะทำเอาอันเถี่ยมู่โกรธจนเกือบจะขว้างกรงทิ้งตรงนั้น

            แต่ชาวบ้านธรรมดาเหล่านั้นกลับซาบซึ้งบุญคุณของเศรษฐีหวังอย่างยิ่งเพราะพวกเขามีหนทางหาเงินน้อย การจับจิ้งหรีดนี้เสียเวลาแค่ตอนกลางคืนไม่กระทบงานตอนกลางวัน ในสายตาพวกเขา นี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วหากเป็นที่พอใจของผู้ดูแล ก็จะได้เงินถึงยี่สิบอีแปะ

            แต่จิ้งหรีดชั้นเลิศจะมีมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรชาวบ้านเหล่านี้ต่างพกตาข่าย ไม่กลัวว่าจะทำลายสภาพแวดล้อมของจิ้งหรีดเห็นตัวไหนก็จับ แม้กระทั่งเมื่อจิ้งหรีดธรรมดาขายไม่ออกชาวบ้านบางคนก็เหยียบมันตายคาที่ตรงนั้นเลย

            อันเถี่ยมู่เป็นคนรักจิ้งหรีดเมื่อเห็นสภาพการณ์เช่นนี้ก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเสียดายจึงตัดสินใจวางมือโดยสิ้นเชิง เลิกจับไปเลย ช่วงนี้เขากลับยุ่งมากทั้งต้องยุ่งกับงานในนา ทั้งยังต้องช่วยดูแลการสร้างบ้านของอันซิ่วเอ๋อร์แต่ละวันช่างเหน็ดเหนื่อยนัก

            หลังจากอันซิ่วเอ๋อร์ทราบเรื่องราวเหล่านี้ในใจของนางก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง วิธีหาเงินที่นางอุตส่าห์คิดขึ้นมาได้เพียงไม่กี่วัน ก็ใช้หาเงินไม่ได้เสียแล้ว

            นางคิดว่าคงเป็นเพราะครั้งก่อนที่พวกเขาไปขายจิ้งหรีดในเมืองแล้วถูกชาวบ้านเห็นเข้าจากนั้นพวกเขาก็เห็นบ้านนางกำลังสร้างใหม่ จึงคาดเดากันไปต่างๆ นานาแต่ความจริงแล้ว เงินสร้างบ้านนี้ล้วนเป็นเงินที่สามีของนางใช้กำปั้นแลกมาทีละหมัดๆ

            “ท่านอาวันนี้พวกเราไปจับปลาไหลกันดีไหมขอรับ แล้วตอนกลางคืน พวกเราจะพาท่านอาไปหากบ”อันหรงเหอเสนอ

            เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างมองความเป็นจริงเด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่ชอบจับแมลง เล่นดินโคลน แต่การเล่นของเขานั้นเหนือชั้นกว่าเพราะอย่างไรเสีย ปลาไหลกับกบก็เป็นของกินได้

            “อืม ได้สิ” อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเสียงกบร้องระงมทุกคืนกลับไม่เคยคิดว่าจะไปจับพวกมันได้ พูดถึงเรื่องนี้ นางก็ไม่ได้กินเนื้อกบมานานแล้วพอลองคิดดู ก็ชักจะอยากกินขึ้นมาจริงๆ

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านอา พวกเราไปจับปูตกกุ้งฝอยก็ได้นะเจ้าคะ”

            ต้ายาก็พูดแทรกขึ้นมาข้างๆ เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะจะจับปูที่สุด นางอยากไปนานแล้ว เพียงแต่ทุกวันนางต้องทำงานไม่มีเวลา ทั้งยังไม่กล้าไป ปกติกลัวท่านย่าดุ ตอนนี้มีอันซิ่วเอ๋อร์เป็นโล่กำบังนางก็กล้าขึ้นมา

            “อืม ได้สิ” อันซิ่วเอ๋อร์ก็พยักหน้าเห็นด้วยติดๆกัน

            “งั้นวันนี้พวกเราไปจับปูก่อนไหมเจ้าคะ?”ต้ายากับเอ้อร์ยาพูดขึ้นพร้อมกัน ดูท่าว่าพวกนางวางแผนกันมานานแล้วอยากจะไปเล่นที่ริมแม่น้ำเต็มแก่

            อันซิ่วเอ๋อร์ก้มมองแววตาคาดหวังของเด็กหญิงทั้งสองกำลังจะตอบตกลง ก็ได้ยินอันหรงเหอกล่าวว่า “ไม่ได้ขอรับต้องไปจับปลาไหลก่อน วันนี้บ้านลุงหนิวในหมู่บ้านกำลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาพอดีนาข้าวของบ้านเขามีปลาไหลเยอะที่สุด ถ้าพวกเราไปช้าปลาไหลในนาของพวกเขาอาจจะถูกคนอื่นจับไปหมดเสียก่อน”

            “อืม เช่นนั้นพวกเราต้องรีบไปแล้ว”อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า แล้วหันไปพูดกับต้ายาและเอ้อร์ยาสองคนว่า“วันนี้ตอนเช้าพวกเราไปจับปลาไหลก่อนตอนบ่ายค่อยไปจับปูที่ลำธารเล็กนั่น ตอนกลางคืนค่อยไปจับกบ พวกเจ้าว่าดีหรือไม่?”

            “ตกลง!” ทั้งสามคนตอบตกลงแม้จะไม่ได้ไปจับปูก่อน แต่ทั้งสามคนก็ยังดีใจมาก อย่างไรก็ได้เล่นหลังจากเล่นแล้ว ยังมีของกินอีกด้วย

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788