[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 56 ความโชคดีที่คาดไม่ถึง

    ท่านย่าซุนตะโกนด่าทันที “เจ้าเด็กโง่ ทำไมเจ้าถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาเยี่ยงนี้นะ เจ้านี่ช่างรนหาที่ตาย อุตส่าห์เจอเงินมหาศาลกลับให้คนอื่นไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่ย่าของเจ้าแทบไม่มีจะกินอยู่แล้วแบบนี้” 


    “นี่เป็นบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เงินที่ขุดมาได้เดิมทีก็เป็นเงินของท่านหัวหน้าตระกูล ข้าต้องคืนให้เขาอย่างแน่นอน นี่จึงจะเรียกว่าส่งคืนเจ้าของตัวจริง ท่านหัวหน้าตระกูลอุตส่าห์เมตตาให้ที่พักกับข้า เงินที่ข้าขุดได้ ท่านจะให้ข้าเก็บมันไว้ลับ ๆ อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะกลายเป็นคนอย่างไร คนที่ลืมบุญคุณเห็นแก่เงิน ข้าทำไม่ได้หรอก” 


    “เจ้าเด็กบ้า!”  ท่านย่าซุนถลึงตาจ้องมองนาง “เงินนี่มันถูกฝังมาไม่รู้ตั้งกี่ปีแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนฝังด้วย ใครขุดมันขึ้นมาได้เงินก็ต้องเป็นของคนนั้นถึงจะถูก” 


    “ท่านย่ากล่าวผิดแล้วล่ะ” ถังฉือเย่พูดเสียงหนักแน่น “ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป อย่างเช่นที่ดินแห่งนี้ ถูกซื้อด้วยชื่อท่านปู่ ใครเป็นคนไถหน้าดินปลูกพืช ผลผลิตก็ควรจะเป็นของคนปลูกถึงจะถูก เหตุใดเมื่อปลูกธัญพืชขึ้นมาจึงกลายเป็นของผู้อื่น ท่านกล้าเอาเหตุผลบิด ๆ เบี้ยว ๆ นี่ไปพูดกับท่านปู่ที่มณฑลหรือไม่?” 


    น้ำเสียงของท่านย่าซุนแหบแห้ง นางกัดฟันด้วยท่าทีที่ดุร้ายในทุกประโยคที่กล่าว แต่น้ำเสียงของถังฉือเย่กลับทั้งอ่อนโยนและชัดเจน ไพเราะราวกับนกขมิ้น เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นการทะเลาะ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเบิกบานใจ อีกทั้งแต่ละคำที่พูดออกมาก็มีเหตุผล ไม่มีคำหยาบคายเลย ซึ่งแตกต่างกับชาวบ้านขี้โมโหที่ด่ากราดตามถนนอย่างสิ้นเชิง


    ชายผู้ยืนฟังอยู่ในสวนใกล้เคียงนั้นขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะค่อย ๆ คลายลงแล้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ ผิดกับท่านย่าซุนที่โกรธเอามาก ๆ ได้แต่เก็บความเคียดแค้นไว้ในอก คิดในใจว่าช่วงนี้นางจะต้องอยู่เงียบ ๆ ไปก่อน หากไปขัดท่านหัวหน้าตระกูลก็กลัวเรื่องงานแต่งลูกชายจะพัง ไหนจะเรื่องชื่อเสียงของหลานชายอีก เพราะฉะนั้นนางจึงต้องอดทนอดกลั้นไม่กล้าลงมือ เพียงแต่ตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงจากปากน้อย ๆ ของถังฉือเย่พูดขึ้น หญิงชราก็อดไม่ได้ที่จะสวนกลับด้วยความโมโหที่ปิดเอาไว้ไม่มิด 


    “อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับข้า เพราะข้าน่ะเป็นผู้ให้กำเนิดพ่อของเจ้าออกมา ไม่ว่าเจ้าจะเอาเงินมาจากไหน เงินนั่นมันก็เป็นของข้า ส่งมันมาให้ข้าเสียดี ๆ คนในครอบครัวแท้ ๆ ไม่ให้ แต่กลับให้คนนอก” 


    ตอนนั้นเองไม่ทันที่ถังฉือเย่จะได้กล่าวอะไรก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นจากข้างนอก “ท่านย่าซุนข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเงินของข้ากลายเป็นเงินของเจ้าได้อย่างไร ซ้ำยังขู่ให้ส่งเงินนั่นไปให้เจ้าแต่โดยดี ช่างหน้าด้านไร้ยางอายจริง ๆ”


    ท่านย่าซุนถึงกับสำลัก เมื่อเห็นว่าคนที่พูดเช่นนี้เป็นสะใภ้คนโตและสะใภ้คนรองของท่านหัวหน้าตระกูล หญิงชราเม้มปากแน่น แน่นอนว่านางไม่ได้โง่จึงรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้มันไม่ถูกต้องหรือถึงแม้ว่ามันจะถูกต้อง นางก็ไม่กล้าจะต่อว่าคนของท่านหัวหน้าตระกูล ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่อดกลั้นจนหน้าแดงก่ำ เป็นเวลานานกว่านางจะพูดออกมา 


    “ข้าก็แค่...สั่งสอนนางเท่านั้น”


    “ข้าว่าท่านย่าอย่าสอนเสียจะดีกว่า” คำพูดของเฉียนซื่อสะใภ้รองของท่านหัวหน้าตระกูลเบาบางแต่กลับเฉียบคม 


    “ลูกชายที่ท่านย่าสั่งสอนก็ขายเด็กสาวอย่างเลวทราม หลานชายที่ท่านย่าสั่งสอน ก็ขโมยกระต่ายในกับดักของคนอื่น แม่หนูเย่นางอยู่ของนางดี ๆ แล้ว ถ้าจะให้ดี ท่านก็อย่าสั่งสอนเลยจะดีกว่า” 


    จ้าวซื่อผู้เป็นสะใภ้ใหญ่หัวเราะหึ ๆ ในลำคอพลางพูดบ้างว่า “ทุกวันนี้ข้าโชคดีจริง ๆ ที่ไม่ได้ให้คนในครอบครัวท่านเช่าบ้านหลังนี้ ไม่เช่นนั้น เงินของตระกูลข้า ก็คงจะเป็นของตระกูลท่านไปแล้ว…แม้ว่าข้าจะอายุยังน้อย แต่ก็ขอเตือนอะไรท่านย่าหน่อย พื้นดินที่ท่านเหยียบอยู่นี้เป็นพื้นที่ของตระกูลข้า ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมากล่าวอะไรที่นี่หรอก” 


    คำพูดของสะใภ้ท่านหัวหน้าตระกูลนี้ฟังแล้วช่างบาดลึกเข้าไปในใจของผู้ฟังอย่างที่คำโบราณว่าไว้ ‘ตบคนไม่ตบหน้า’ ท่านย่าซุนดวงตาลุกโชนด้วยไฟโทสะ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหันหลังแล้วเดินหนีไป ถังฉือเย่จึงสืบเท้าเข้าไปหาสองสะใภ้ พร้อมกับเชิญพวกนางเข้าไปดื่มชาในบ้าน 


    “แล้วแม่ของเจ้าล่ะ?” จ้าวซื่อถามพลางหันมองรอบ ๆ ที่ไร้ซึ่งวี่แววของวังซื่อ ถังฉือเย่จึงชี้นิ้วไปที่ห้องนอน จ้าวซื่อถอนหายใจเบา ๆ บอกว่า


    “พวกข้าไม่เข้าไปแล้วล่ะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” นางดึงถังฉือเย่ไปด้านข้างพร้อมกับกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู


    “ท่านพ่อตัดสินใจยกโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ให้เจ้าแล้วนะ รู้ตัวหรือเปล่า เจ้ากำลังจะกลายเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้แล้ว” 


    “เป็นไปได้อย่างไร?” ถังฉือเย่ทั้งตกใจและประหลาดใจ


    “นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อกำชับมา เจ้าแค่รับไว้ก็พอ” จ้าวซื่อเอ่ย “บ้านหลังนี้มีราคาไม่น้อยเลย เจ้าต้องจดจำน้ำใจของพวกเราเอาไว้” 


    เฉียนซื่อเองก็ยิ้มก่อนจะย้ำ “ท่านพ่อเองก็ขอบใจในคุณธรรมของเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าก็รับไว้เถอะ” 


    ใบหน้าของถังฉือเย่ครุ่นคิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเช่นเดียวกับหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงบอกกับสองสะใภ้ว่า “ท่านป้าทั้งสองโปรดรอข้าสักครู่” 


    จากนั้นหญิงสาวก็รีบกลับเข้าไปในบ้าน พลางกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูฉีหยางสองสามประโยค  ฉีหยางพยักหน้าก่อนจะลงมือเขียนบางอย่างอย่างคล่องแคล่ว 


    ถังฉือเย่ประทับลายนิ้วมือลงไป เมื่อวิ่งกลับออกมาอีกครั้งก็ยื่นให้ท่านป้าทั้งสอง “แม้ว่าท่านหัวหน้าตระกูลจะยึดมั่นในคุณธรรม แต่ข้าก็ไม่สามารถหน้าด้านหน้าทนรับมาเฉย ๆ ได้ รบกวนท่านป้าทั้งสองได้โปรดนำสิ่งนี้ไปมอบให้ท่านหัวหน้าตระกูลด้วยเจ้าค่ะ”


    สิ่งที่อยู่ในมือนี้คือใบชำระหนี้ที่ถังฉือเย่ให้ฉีหยางเขียนขึ้นมา โดยระบุว่าท่านหัวหน้าตระกูลตั้งราคาไว้หนึ่งร้อยตำลึง และขายบ้านหลังนี้ให้แก่นาง และเงินจำนวนนี้จะคืนให้หมดภายในหนึ่งปี


    เฉียนซื่อที่สามารถอ่านหนังสือได้ เมื่อเห็นนางก็รู้สึกนับถือในความใจกว้างของถังฉือเย่ในทันที อดไม่ได้ที่จะกล่าวคำชื่นชมจากใจจริง 


    “เรื่องนี้ พวกข้าไม่ได้บอกใครอื่นอีก เจ้ารู้เองก็พอแล้ว ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น...หากท่านย่าซุนมาหาเรื่องเจ้าอีก เจ้าก็ผลักเรื่องทั้งหมดมาที่พวกเรา ไม่ต้องกลัว” 


    ถังฉือเย่โค้งคำนับพลางกล่าว “ขอบคุณท่านป้าที่เห็นใจข้า”


    หลังจากนั้นเมื่อสะใภ้ทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็ได้นำใบชำระหนี้มอบให้แก่ท่านหัวหน้าตระกูลผู้เป็นพ่อสามี ที่เมื่อได้รับฟังเรื่องทุกอย่างแล้วก็พยักหน้าซ้ำ ๆ พูดว่า


    “เด็กคนนี้รู้จักสัมมาคารวะ ปฏิบัติตัวดีตลอด แต่น่าเสียดายที่เป็นหญิงสาว หากเป็นชายหนุ่ม...” เขาส่ายหน้าสองสามทีและไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก 


    ความจริงแล้วเขาคิดเรื่องนี้มาตลอดทั้งคืนก่อนจะตัดสินใจมอบโฉนดที่ดินนี้ให้กับถังฉือเย่ เพราะแม้ว่าบ้านหลังนั้นจะมีสภาพดี ใหญ่โต สวยงามแค่ไหน แต่กลับไม่ถูกโฉลกกับครอบครัวเขาเอาเสียเลย จนต้องปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ เพียงแต่เป็นบ้านที่ไม่อาจตัดใจขายทิ้งก็เท่านั้น


    การที่ถังฉือเย่นำเงินสามพันตำลึงที่ขุดพบโดยบังเอิญมามอบให้เขา นั่นแสดงให้เห็นชัดว่านางเป็นผู้มีจริยธรรมสูงส่งหาที่ติไม่ได้ ฉะนั้นคำขอบคุณนี้จะน้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี สู้ให้บ้านนางเสียดีกว่า เข้ากันกับสถานการณ์ของหญิงสาวในตอนนี้เหมือนกับเขาได้ส่งถ่านร้อน ๆ ให้ท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในขณะที่ถังฉือเย่กำลังตกยากพอดี


    โดยที่เหตุผลนี้เป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลทั้งหมด เพราะอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาไม่ได้บอกใครคือในใจของหัวหน้าตระกูลนั้นรู้สึกว่า เด็กถังฉือเย่คนนี้จะต้องเป็นเด็กสาวที่มีวาสนาดีอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าครอบครัวของเขาอาจจะต้องอาศัยพึ่งพานางก็เป็นได้ 


    ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะยกบ้านหลังนั้นให้ถังฉือเย่เปล่า ๆ แต่กลับได้ใบชำระหนี้เช่นนี้กลับมานั้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก


    ความจริงแล้วแม้ว่าบ้านหลังนี้จะอยู่ในชนบท แต่หากขายจริง ๆ ก็คงได้ราคาร้อยยี่สิบร้อยสามสิบตำลึง ถังฉือเย่เขียนมาหนึ่งร้อยตำลึง ไม่เพียงได้น้ำใจจากเขา แต่นางยังไม่คิดจะเอาเปรียบเขาอีกด้วย ท่านหัวหน้าตระกูลถังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันถูกต้องแล้ว เขานำใบชำระหนี้นี้เก็บเอาไว้ และตัดสินใจว่าจะไม่ไปขอเงินจำนวนนี้จากนาง


    ช่วงเวลาเดียวกันนี้ในอีกฝั่งหนึ่งของกำแพง ถังฉือเย่เองก็อารมณ์ดีจนตัวแทบจะลอยเหนือพื้น น้ำใจที่ให้ยืมกับการที่ได้ครอบครองบ้านเป็นของตัวเองนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 


    ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของนางแล้ว อยากอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็อยู่ถึงเมื่อนั้นหรืออยากจะจัดการอย่างไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น 


    เมื่อคิดอย่างนี้หญิงสาวก็แทบรอไม่ไหวที่จะซื้อของตกแต่งให้บ้านเป็นในแบบที่นางต้องการ ดังนั้น ตอนนี้เหลือเพียงอย่างเดียวที่นางต้องจัดการคือการแยกครอบครัวจากท่านย่าซุนให้เด็ดขาด เพราะเมื่อถึงวันนั้นนางก็จะได้ไม่ต้องอดทนกับความอยุติธรรมที่ได้รับและมีเพียงการแยกครอบครัวเท่านั้นที่จะทำให้ถังฉือเย่สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างมีความสุข!

    .

    .

    .

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่ ที่คุณอ่าน