ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 2 ตอนที่ 4 ตระกูลอู ปะทะ พันธมิตรสิบตระกูล 1/4

    ณ ห้องทำงานของประมุขเซวียนเยวี๋ยน

    “การลงมือครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นภายในห้องของประมุขเซวียนเยวี๋ยน เป็นชายหนุ่มผมสีโลหิต สวมชุดสีดำแดงบนหน้าอกมีสัญลักษณ์ของดวงจันทร์สีแดงเลือด กำลังถามประมุขเซวียนเยวี๋ยนที่กำลังอ่านบางสิ่งอยู่

    “ต้องสำเร็จ ข้าจะไม่ยอมให้ล้มเหลวอีกแล้ว อสุรกายของท่านไร้ความสามารถ จนแม้กระทั่งเด็กไม่กี่คนก็ไม่อาจกำจัดไปได้” ประมุขเซวียนเยวี๋ยนกล่าวกับชายหนุ่มผมสีโลหิตด้วยความไม่พอใจ แต่สรรพนามที่ใช้เรียกอีกฝ่ายกับดูนอบน้อมมากนักทั้งๆ ที่ตนคือประมุขของหนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูง

    “พูดราวกับเจ้าไม่อยู่ตรงนั้น หากได้ต่อสู้ตัวต่อตัวก็สามารถสังหารยอดอัจฉริยะตรงนั้นได้หมด แต่น่าเสียดายที่ยอดอัจฉริยะเหล่านั้นกลับรวมตัวกันสู้ แต่เราก็สามารถสังหารเป้าหมายได้มากกว่าห้าคนถือว่าอสุรกายไร้ผิวทำหน้าที่ได้ดี” ชายหนุ่มผมสีโลหิตกล่าว แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นดั่งหวังแต่ว่าก็ถือว่าสามารถปั่นป่วนตระกูลโอวหยางได้ในระดับหนึ่ง ชายหนุ่มผมสีโลหิตได้มองสิ่งที่ประมุขเซวียนเยวี๋ยนกำลังอ่าน

    “นิยายที่พวกนั้นส่งมางั้นหรือ เป็นอย่างไรบ้างเนื้อหาของมันตรงกับเหตุการณ์ของทางนี้หรือไม่”

    “ใช่ แม้รายละเอียดหลายอย่างจะตรงกับโลกแห่งลมปราณ แต่ว่าช่วงเวลาไม่ตรงกัน ช่วงเวลานี้เด็กจตุรธาตุนั่นควรที่จะอยู่ในเมืองศิลาแดง แต่ตอนนี้กลับไปอยู่ร่วมกับตระกูลอู เรื่องราวนี้ไม่เหมือนในนิยายเลยสักนิด” ประมุขเซวียนเยวี๋ยนกล่าวจบก็โยนนิยายตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุทิ้งไป ตอนแรกที่เขาได้รับมาคือก่อนงานประลองล่าอสูรเพื่อขึ้น เมื่อได้อ่านจบแม้จะไม่เชื่อเรื่องราวต่างๆ ในนิยายเล่มนั้นแต่ว่า เขาก็ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบทันที จึงได้ลองส่งคนไปยังเมืองศิลาแดงเพื่อตามหาจงหมิ่นที่รอดไปได้ แต่ว่าจงหมิ่นกลับไม่อยู่ภายในเมืองแล้ว เมื่อลงมือสืบต่อพบว่ามีคนที่ซื้อจงหมิ่นตั้งแต่ยังเป็นทาส แต่กลับไม่สามารถสืบว่าใครซื้อไป จากนั้นก็มาเจออีกครั้งตอนที่จงหมิ่นใช้ปราณสี่ธาตุเปลี่ยนไปมาในการประลองล่าสัตว์อสูร

    “มันก็แค่นิยายที่มีคนเขียนขึ้นมา แค่มีหลายอย่างตรงกันไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขียนจะเกิดขึ้นจริง” ชายหนุ่มผมสีโลหิตกล่าว

    “แต่ตระกูลอู ตระกูลถง และตระกูลกวนต้องล่มสลายลงตามนิยาย ไม่อาจเปลี่ยนได้ ครั้งนี้ข้าจะให้ตระกูลระดับกลางสิบตระกูลส่งจอมยุทธ์ของแต่ละตระกูลโจมตีตระกูลอูซะ พวกมันต้องไม่มีผู้ใดรอดไปได้” ประมุขเซวียนเยวี๋ยนกล่าว ชายหนุ่มผมสีโลหิตเมื่อเห็นความมั่นใจของตระกูลโอวหยางก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ทำเพียงแค่เดินออกไปเท่านั้น

    ..

    ..

    วันที่เรือเหาะของคณะเดินทางกลับมาถึงเมือง อูหลินเฟิงและจงหมิ่นได้แอบกลับขึ้นเรือโดยอาศัยยันต์มายาซ่อนตัว เมื่อได้ถึงเขาได้พบว่าอูเทียนเหวินสามารถบรรลุชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นกลางได้แล้ว ส่วนอูหมินจิงก็บรรลุระดับห้าขั้นต้นแล้วเช่นกัน ส่วนองครักษ์ทั้งสองเองสามารถเลื่อนสู้ระดับหกขั้นสูงได้

    “ยินดีกับทั้งสี่คนด้วย ที่สามารถบรรลุระดับขั้นได้” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างยินดียิ่งคนในตระกูลแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่มาก โอกาสชนะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

    “เรื่องนี้ข้าต้องขอบคุณท่านถึงจะถูก” อูเทียนเหวินกล่าว หากไม่ได้ของแต่ละสิ่งที่อูหลินเฟิงมอบให้ เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบถึงยี่สิบปีแต่นี่กลับใช้เวลาเพียงยี่สิบวันกลับสามารถบรรลุขั้นพลังได้แล้ว

    “ทางตระกูลชุนเป็นอย่างไรบ้าง” อูหลินเฟิงถาม

    “ทำเพียงแค่คอยจับตามองอย่างห่างๆ เท่านั้น”

    “เช่นนั้นเราก็ทำตัวปกติเดินทางกลับตระกูลอู” อูหลินเฟิงกล่าว แต่ว่าก่อนที่ทั้งหมดจะออกเดินทางได้ทำการกดระดับพลังลงให้เหลือเท่ากับวันแรกที่เดินทางกลับ ระหว่างทางลงได้พบเข้ากับคณะของตระกูลชุนที่มองมา

    “อ้าว นั้นมันคุณชายชุน แผลผึ้งต่อยของเจ้าหายดีแล้วงั้นหรือ” อูหลินเฟิงตะโกนถามชุนฟงที่ใบหน้ายังเต็มไปด้วยแผลจากผึ้ง

    “เจ้า…” ชุนฟง มองมาที่อูหลินเฟิงอย่างโกรธแค้นแต่ว่าก็ไม่กล้ากล่าวอะไร อูหลินเฟิงได้สร้างความกลัวไว้ใจจิตของชุนฟงอย่างรุนแรง

    “รู้สึกว่าตระกูลของเจ้าจะอบรมนิสัยของบุตรหลานได้แย่ยิ่งนัก อูเทียนเหวิน” ชุนเย่หยาง ผู้นำตระกูลชุนที่เห็นว่าบุตรชายของตนไม่กล้าพูดอะไรต่อจึงกล่าวแทน

    “งั้นต้องขออภัยท่านประมุขชุน ตระกูลข้าสอนแค่อย่าได้แย่งสมบัติของผู้อื่น ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้สอนมารยาทในการพูดให้บุตรหลานในตระกูล”

    “ยังปากดีเช่นเดิม ก็จงปากดีเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานพวกเจ้าจะไม่สามารถใช้ปากนั้นกล่าวอะไรได้อีก” ชุนเย่หยางกล่าวเพียงเท่านั้นก็เดินนำคนของตระกูลชุนกลับไป เมื่อเห็นแบบนั้นคณะของตระกูลอูและตระกูลลี่ต่างก็แยกย้ายกลับไปยังตระกูลของตนเพื่อรอเวลา

    ..

    ..

    เวลากลางคืนของสามวันต่อมา บนท้องฟ้าเหนือตระกูลอูมีเงาคนปรากฏถึงสิบสามคน เป็นชนชั้นจอมยุทธ์สิบสองคนและชนชั้นราชันหนึ่งคน การร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงตระกูลระดับกลางสิบตระกูลแต่ยังมีจอมยุทธ์จากตระกูลระดับสูงมาด้วย ตระกูลที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรสิบตระกูลคือตระกูลระดับกลาง ชุน ซี หม่า ชิง อี๋ เจิ้ง ปาน และตระกูลระดับสูงตระกูล กัน จ้ง และ หลวน โดยที่ตระกูลชุนมาทั้งประมุขตระกูลและผู้อาวุโสใหญ่จอมยุทธ์ทั้งสองของตระกูลชุน และ ตระกูลกันก็มาสองคนเช่นกัน

    “การลงมือครั้งนี้ ถึงกับใช้จอมยุทธ์สิบสองคนจากสิบตระกูลเลยงั้นหรือนี่ไม่ลงทุนเกินไปงั้นหรือ” จอมยุทธ์ตระกูลกันถาม

    “เป็นคำสั่งของนายท่าน เราทำได้เพียงทำตามเท่านั้น” ชายชนชั้นราชันกล่าว ชนชั้นราชันผู้นี้คือคนจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยน เขาจะมีหน้าที่ควบคุมค่ายกลเท่านั้น ส่วนผู้ลงมือคือชนชั้นจอมยุทธ์และนักสู้ระดับต่ำทั้งหมด เพราะหากว่าชนชั้นราชันอย่างเขาลงมือจะทิ้งร่องรอยของพลังไว้มากเกินไป เพียงแค่พยายามหลบสายตาของตระกูลโอวหยางหลบเข้าเมืองล่องเมฆาก็เสี่ยงมากแล้ว หากไม่มีเหตุไม่คาดฝันชนชั้นราชันอย่างเขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ

    “ไม่จำเป็นต้องคิดมาก สำรวจอย่างรวดเร็วซะ” ราชันจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยกล่าว จากนั้นได้นำลูกบอลทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นออกมา โดยไปเหนือตระกูลอู

    เปิดค่ายกลกั้นเมฆา เงาสีดำค่อยๆ ขยายจนกลืนกินไปทั่วตระกูล ตัดขาดตระกูลอูจากโลกภายนอกแต่ว่าแทนที่ภายในตระกูลอูจะเกิดความวุ่นวายกลับไร้วี่แววการเคลื่อนไหวความแตกตื่นที่สมควรเกินขึ้น การเคลื่อนไหวต่างๆ ของตระกูลอูกลับสงบเงียบจนแปลกประหลาด

    “แปลก? เหตุใดพวกมันจึงไม่ตื่นตระหนกกัน” จอมยุทธ์ตระกูลจ้งกล่าวหลังจากเห็นความผิดปกติจากที่ตอนแรกจอมยุทธ์ทั้งสิบสองจะลงไปพร้อมๆ กันกับนักสู้ระดับห้าและหกคนอื่นแต่ว่าพอสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปกติทั้งจอมยุทธ์ทั้งหมดได้หยุดเคลื่อนไหวแคบจะพร้อมกัน

    “ลองส่งกองกำลังพวกนักสู้ระดับสี่ไปก่อน” ราชันจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยกล่าว จากนั้นได้ส่งสัญญาณให้กับนักสู้ระดับสี่ที่คอยฝังคำสั่งอยู่รอบๆ ตระกูลอู

    ..

    “รับทราบขอรับ พวกเราไป” นักสู้ระดับสี่ที่ได้รับคำสั่งจากเสียงลมปราณได้หันไปหานักสู้ระดับสี่ที่เหลือ จากนั้นนักสู้ระดับสี่ราวๆ ยี่สิบคนก็กระโดดผ่านรั้วเข้าสู่ตระกูลอูทันที เมื่อกระโดดเข้ามาภายในบรรยากาศภายในตระกูลอูกลับเงียบยิ่งนักราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ในตระกูล

    “เหตุใดถึงได้เงียบขนาดนี้? ตระกูลอูตอนนี้ต้องมีคนมากกว่าห้าร้อยคนเหตุใดถึงเงียบนัก” นักสู้ระดับสี่ที่เหมือนกับหัวหน้ากลุ่มกล่าว มองไปรอบๆตระกูลอูอันเงียบสงัด

    “ออกค้นหา เจอคนสังหารทันที” นักสู้ระดับสี่ที่เป็นหัวหน้ากล่าว แต่ว่าจู่ๆ ก็ได้มีเสียงออกมาจากด้านหลังของนักสู้ระดับสี่คนนั้น

    “ตามหาพวกข้าอยู่งั้นหรือ” เสียงนั้นดังขึ้นจากข้างหูของแต่ละคนทำเอานักสู้ระดับสี่ทั้งกองตกใจจนร้องเสียงหลง “หวาา!/อะไร?/มาจากไหนกัน?” ทันใดนั้นเงาของนักสู้ระดับสี่หลายคนของตระกูลอูเร่งพลังอัสนีม่วงตวัดกระบี่สังหารนักสู้ระดับสี่ที่ลอบเข้ามา เพียงไม่ถึงสิบวินาทีที่อีกฝ่ายเข้าสู้บริเวณตระกูลอูก็ได้ตกตายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ..

    ช่วงเวลาที่อูหลินเฟิงอธิบายแผนของตน

    "แผนแรกใช้ค่ายกลปะทะค่ายกล ค่ายกลแรกข้าจะใช้ค่ายกลมายา ซ่อนตัวของผู้ที่มียันต์ของข้าไว้ หากเป็นอย่างที่จงหมิ่นกล่าวทันทีที่พวกมันใช้ค่ายกลจอมยุทธ์ทุกคนจะลงมือโจมตีทันที รวมกับจำนวนของนักสู้ระดับสี่ ห้า และ หก ที่มาตระกูลจงจึงไม่อาจต้านได้ ค่ายกลมายาของข้าจะสร้างไว้ให้เราเพื่อซ่อนตัวของคนตระกูลอู ทันทีที่ค่ายกลกั้นเมฆาทำงานค่ายกลของข้าจะทำงานทันทีเช่นกัน ซ่อนพลังและตัวตนของคนในตระกูลในภาพมายาของข้า พวกจอมยุทธ์ที่ประสาทสัมผัสไวจะต้องรู้สึกแปลกจนไม่กล้าทุ่มกำลังโจมตี พวกมันต้องค่อยๆ ส่งนักสู้ระดับกลางออกมาสำรวจก่อนแน่

    หลังจากนั้นพวกมันจะพบกับค่ายกลที่สองของข้า ค่ายกลปิดกั้น ค่ายกลนี้จะทำงานอยู่เหนือตระกูลอูไม่สูงนักมันจะปิดกั้นเหตุการณ์ภายในตระกูลหากพวกนักสู้ของระดับกลางของพวกมันตายในค่ายกลนี้ คนภายนอกจะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ภายในได้ เราต้องสังหารนักสู้ระดับกลางให้ได้มากที่สุดก่อนที่ชนชั้นจอมยุทธ์จะเข้าร่วม"

    ..

    “หือ? สัญญาณชีวิตของพวกนั้นหายไป เกิดอะไรขึ้นกันขนาดสัมผัสปราณของข้าก็ไม่อาจรับรู้เหตุการณ์ได้” ราชันจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าว ภายในตระกูลอูไม่สมควรมีสิ่งที่เขาไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะค่ายกลที่อูหลินเฟิงสร้างคือค่ายกลที่อาศัยพลังของดอกปทุมปรโลกสมบัติวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง ถึงสามารถหลอกประสาทสัมผัสของชนชั้นราชันได้

    “ลองส่งไปอีกหรือไม่”

    “ได้ รอบนี้ส่งไปอีกคราวนี้ส่งกองกำลังนักสู้ระดับห้าและสี่ออกไปพร้อมกัน ไม่แน่พวกนั้นอาจมีค่ายกลบางอย่างป้องกันไว้ อย่าลืมว่าแม้ตอนนี้ตระกูลอูจะเป็นตระกูลระดับกลางแต่ว่าเมื่อก่อนพวกมันก็เคยเป็นถึงมหาตระกูลระดับสูง” ราชันจากตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าวจากนั้นได้ส่งสัญญาณบอกนักสู้ระดับสี่และห้าอีกราวๆ สี่สิบคน แต่ว่าหลังจากที่นักสู้ทั้งสี่สิบ ได้เข้าไปภายในตระกูลอูเพียงไม่นานสัญญาณชีวิตก็ค่อยๆ หายไปทีละคนจนครบสี่สิบคน

    “อะไรกัน!! เพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีนักสู้สี่สิบคนตายแล้วงั้นหรือ” ชุนเย่หยางที่เห็นเหตุการณ์พูดขึ้นมาก

    “ท่านเซวียนเยวี๋ยเหอชิว เราจะทำอย่างไรไม่แน่ว่าหากส่งคนไปอีกก็อาจจะตายเพิ่มอีก” ผู้อาวุโสตระกูลหม่าถาม

    “คราวนี้ส่งนักสู้ระดับหกไปเพียงสองคนเท่านั้น” เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวกล่าว นักสู้ระดับหกคือผู้ที่แข็งแกร่งเป็นรองเพียงจอมยุทธ์เท่านั้น หากอยากได้ข้อมูลภายในส่งนักสู่ระดับหกไปคงดีกว่า

    “ช้าก่อน” จอมยุทธ์ตระกูลกันพูดหยุดการกระทำนั้น ก่อนได้หยิบหนอนออกมาจากขวดใส่โอสถของตน “นี่คือหนอนไหมตระกูลกัน หากตัวลูกมันเข้าสู้ตัวของผู้ใดมัน จะส่งภาพมายังหนอนตัวแม่ ข้าจะมองภาพที่เกิดภายในจากหนอนไหมให้เอง ให้นักสู้ระดับหกคนนั้นกินเข้าไปซะ”

    “ได้” เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวรับมาจากนั้นก็ได้นำหนอนไปใส่ไว้ในตัวของนักสู้ระดับหกที่จะส่งเข้าไปยังตระกูลอู และเป็นแบบเดิมหลังจากนักสู้ระดับหกคนนั้นได้เข้าสู้ตระกูลอูเพียงไม่นานก็ได้ตายลงเช่นกัน แต่ผู้อาวุโสกันก็สามารถเห็นเหตุการณ์ได้แล้ว จึงสามารถวิเคราะห์พลังของฝ่ายตรงข้ามได้ทันที

    “เป็นพลังมายาของเจ้าเด็กใช้ยันต์นั่น” จอมยุทธ์ตระกูลกันกล่าว เขาเคยเห็นบันทึกการต่อสู้ของงานประลองล่าสัตว์อสูรทำให้เคยเห็นรูปแบบพลังมายาของอูหลินเฟิง รูปแบบพลังมายาของอูหลินเฟิงแม้จะสามารถซ่อนตัวได้ดีก่อนโจมตี แต่ระหว่างโจมตีนั้นร่างกายจะออกมาจากภาพมายาเสมอ ก่อนที่นักสู้ระดับหกจะตายลงก็ได้มีนักสู้ของตระกูลอูโผล่ออกจากภาพมายาออกมาสังหารนักสู้ฝ่ายเขาเช่นกัน

    “คงเป็นแผนของเด็กคนนั้น ชอบใช้รูปแบบหลอกล่อศัตรู คงต้องการค่อยๆ กำจัดกองกำลังของเราทีละน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเราก็ทุ่มกำลังทั้งหมดโจมตีทันที” เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวกล่าว ไม่ใช้แค่ผู้อาวุโสกันที่ได้ดูบันทึกภาพเหตุการณ์ในงานประลองล่าอสูร แต่ทุกคนในนี้ต่างได้ดูทั้งหมด บางคนก็อยู่ดูในงานประลอง จึงเห็นรูปแบบการต่อสู้ของอูหลินเฟิงอย่างดี ทั้งหมดต่างรับรู้ว่าอูหลินเฟิง เป็นหนึ่งในคนที่ใช้รูปแบบการต่อสู้แบบปั่นหัวศัตรู

    “บอกเรื่องพลังมายาของตระกูลอูแก่ทุกคน โจมตีตระกูลอูจากรอบทิศทาง จอมยุทธ์ทั้งหมดลงมือพร้อมกัน โจมตี!!!” เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวออกคำสั่ง

    “รับทราบ” เมื่อได้รับคำสั่งจอมยุทธ์ทั้งหมดพุ่งทะยานเข้าสู้ตระกูลอูทันที กระแสพลังจำนวนมากระเบิดออกมา แต่ว่าคนภายนอกกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเหล่านั้นได้เลยแม้แต่น้อย

    ..

    ..จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380