จบประโยคลมหายใจทุกคนถึงกับหยุดชะงัก มองไปยังเต๋อเฟยอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนจะถอนหายใจออกมากับวิธีการของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน
หนิงมู่ฉือกำมือแน่น เยี่ยงนี้เท่ากับนางต้องเข้าวังหรือ? แต่นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่นางต้องการนางหันไปมองจ้าวซีเหอ พบว่าเขาก็กำลังมองมาที่นางด้วยสายตาไม่สงบเช่นกัน
นางรีบเอ่ยตอบฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน“ฝ่าบาทบ่าวมีเรื่องจะทูลขอเพคะ”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมองหนิงมู่ฉืออย่างสนใจ“คือสิ่งใดหรือหรือเจ้าไม่พอใจ เช่นนั้นก็พูดมาเถิด”
“บ่าวไม่ได้ไม่พอใจเพคะเพียงแต่บ่าวรับปากท่านอ๋องแล้วว่า จะทำอาหารให้ท่านอ๋องเท่านั้น บ่าวมิอาจอยู่ในวังได้ตลอดเพคะ”อยู่กับฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่กับเสือนางยังไม่อยากตายโดยที่ยังไม่รู้ว่า สกุลของนางเหตุใดถึงถูกฆ่าล้างสกุลหรอกนะ
ประโยคนี้ทำให้ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรู้สึกลำบากใจนักสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ หนิงมู่ฉือใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆนางเบนสายตาไปยังขันทีหัวหน้าพ่อครัว ในใจคิดแผนขึ้นมาได้หนึ่งแผน
“ทูลฝ่าบาทอีกอย่างหน้าที่การสอนขันทีพ่อครัวรุ่นใหม่เป็นหน้าที่ของขันทีหัวหน้าพ่อครัวบ่าวไม่อยากแย่งงานของเขาเพคะ บ่าวไม่สามารถจริงๆ…”
ซูเฟยจ้องมองหนิงมู่ฉือเช่นกันน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน “ช่างเป็นสตรีที่ฉลาดเสียเหลือเกินแกล้งทำเป็นพูดว่าไม่อยากแย่งงานของขันทีหัวหน้าพ่อครัว”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยิ้มพร้อมกับเอ่ย“ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวอย่างเจ้าจะมีน้ำใจไมตรีเช่นนี้ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ เราก็จะให้ป้ายทองเข้าออกวังแก่เจ้าทุกวันพอถึงเวลาต้องสอนขันทีพ่อครัวรุ่นใหม่ เจ้าค่อยเข้าวัง และถ้าอยากออกจากวังเมื่อไหร่เจ้าก็สามารถออกไปได้ทุกเมื่อ”
หนิงมู่ฉือคาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะให้สิทธิพิเศษนี้แก่นางนางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นิ่งอยู่นานกว่าจะเรียกสติตัวเองกลับคืนมาได้รีบเอ่ยขอบคุณออกไป “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
การที่ฮ่องเต้มีเมตตาต่อหนิงมู่ฉือเช่นนี้ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะตาแดงด้วยความอิจฉาจ้าวซีเหอจึงรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา เขาจ้องมองหนิงมู่ฉือด้วยสายตาไม่สงบนิ่งกลับพบว่านางหันมามองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดีใจ
เต๋อเฟยยิ้มบางขณะเอ่ยกับหนิงมู่ฉือ“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าต้องเข้าวังมาเรียนกฎระเบียบของวังหลวงกับเราทุกวัน”
หนิงมู่ฉือคิดในใจว่าแย่แล้วทว่าก็ต้องคุกเข่าขอบคุณเต๋อเฟย
ซูเฟยมองเต๋อเฟยอย่างไม่พอใจหันไปเอ่ยกับนางกำนัลหญิงรับใช้ข้างกาย “เต๋อเฟยผู้นี้นี่ร้ายกาจนักไม่รู้ว่าทำเสน่ห์ใดใส่ฝ่าบาท ฝ่าบาทถึงได้ยกทุกเรื่องให้นางจัดการเช่นนี้นางคิดว่านางเป็นเจ้านายของวังหลังไปแล้วหรืออย่างไร”
อัครมหาเสนาบดีมองท่าทีลำพองใจของเต๋อเฟยก่อนจะเบนสายตาไปมองซูเฟย ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะส่งสัญญาณทางสายตาให้ซูเฟย
ซูเฟยเองก็ไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไรจึงมีสีหน้าขัดเคือง ขณะที่ในใจนึกแค้นเต๋อเฟยยิ่งนัก
แล้วการแข่งในครั้งนี้ก็จบลงทุกคนแยกย้ายกันกลับ หนิงมู่ฉือเดินตามเต๋อเฟยไป
เต๋อเฟยพาหนิงมู่ฉือกลับตำหนักตัวเองหนิงมู่ฉือรู้สึกเคร่งเครียดมากจึงเอาแต่ก้มหน้าอยู่ตลอด ไม่กล้ามองสบตาเต๋อเฟย
เต๋อเฟยมองหนิงมู่ฉือพร้อมกับยิ้ม“เงยหน้าขึ้นสิอยู่ต่อหน้าข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องทำท่าทางเช่นนี้”
หนิงมู่ฉือรีบเงยหน้าขึ้นโดยพลันมองเต๋อเฟยที่ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง เต๋อเฟยเห็นดังนั้นก็ตบแขนหนิงมู่ฉืออย่างพึงพอใจ
หนิงมู่ฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด“เมื่อก่อนบ่าวไม่เคารพเต๋อเฟยบ่าวขออภัยเพคะ”
เต๋อเฟยมีท่าทีกระอักกระอ่วนนางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาที่นางให้บรรดาขันทีไปจับตัวหนิงมู่ฉือระหว่างทาง นางยิ้มอย่างแห้งขณะเอ่ยว่า “เรื่องที่มันผ่านไปแล้วไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงมันอีก วันนี้ที่ข้าให้เจ้าตามข้ามาที่นี่ เพื่อมานำป้ายเข้าออกวังหลวงกลับไปเจ้าควรจะรู้ว่าฝ่าบาททรงมอบเกียรติที่ยิ่งใหญ่เพียงใดให้แก่เจ้า”
เต๋อเฟยเห็นฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินทรงชื่นชอบเด็กสาวผู้นี้นักหนาจึงคิดอยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนาง ไม่แน่ว่าวันหนึ่งอีกฝ่ายอาจจะช่วยให้ตนได้ครองตำแหน่งเจ้านายของวังหลังก็เป็นได้ท่าทีจึงกลับตาลปัตรแตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
ทว่าที่เต๋อเฟยคาดไม่ถึงก็คือมีบางคนที่คิดเช่นเดียวกันกับนาง
หนิงมู่ฉือรับป้ายเข้าออกวังมาจากเต๋อเฟยด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
เต๋อเฟยเห็นหนิงมู่ฉือยิ้มแย้มแววตาเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมามีรอยยิ้มดั่งเดิมใบหน้าเต็มไปด้วยความใจกว้าง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือคนของข้าแล้วนะ”
หนิงมู่ฉือได้ยินเช่นนั้นคิดจะพูดบางอย่างออกมาทว่าพอเห็นเต๋อเฟยยิ้มกว้าง นางก็พูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าออกไป
นางมองออกไปนอกหน้าต่างพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ก่อเกิดเป็นแสงสวยงาม ดูท่าพรุ่งนี้อากาศจะดี
นางย่อกายคำนับเต๋อเฟย “พระสนม เย็นแล้วบ่าวจำต้องกลับตำหนักแล้วเพคะ บ่าวไม่อยู่รบกวนพระสนมแล้วเพคะ”
เต๋อเฟยพยักหน้าเป็นการอนุญาตหนิงมู่ฉือรีบเดินออกจากตำหนัก ขณะที่ในใจนึกพะวง ป่านนี้จ้าวซีเหอจะยังรอนางอยู่หรือเปล่านะ
พระอาทิตย์ค่อยๆลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้ามืดลงทุกขณะ นางรีบวิ่งไปตามทางจนถึงประตูสีแดงนางหยิบป้ายเข้าออกวังออกมา ทหารรักษาประตูเห็นป้ายในมือนางก็เปิดทางให้
ที่หน้าประตู นางเห็นรถม้าของตำหนักอ๋องยังคงรอนางอยู่ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยพลัน นางขึ้นไปบนรถม้า พบว่าจ้าวซีเหอกำลังนอนหลับอยู่ข้างใน
ดวงตาของเขาปิดสนิทตรงหนังตามีรอยย่นเล็กน้อย ขนตายาว จมูกโด่งสูง ริมฝีปากบางเม้มแน่นนางอยากยกมือลูบหน้าเขาเหลือเกิน
ข้ารับใช้ที่ขับรถม้าเอ่ยถามนางอย่างระมัดระวัง“แม่นางหนิงไม่ทราบว่าออกจากที่นี่ได้หรือยังขอรับ”
นางพยักหน้าความที่นางไม่อยากรบกวนการนอนของจ้าวซีเหอนางจึงไม่ได้ยกมือไปลูบหน้าเขาอย่างที่ใจหวัง ทว่านั่งมองเขานอนหลับอยู่เช่นนั้นใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ จนเห็นลักยิ้มน่ารักที่ข้างแก้มทั้งสองข้าง
ตาของจ้าวซีเหอขยับเล็กน้อยนางรีบหันหน้าไปทางอื่นโดยไว แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมานางจึงหันมาจ้องมองเขาใหม่ อดใจไม่ไหวยื่นมือไปลูบจมูกโด่งสูง
ทันใดนั้นเอง เขาก็จับมือนางเอาไว้พร้อมกับลืมตาขึ้นยิ้มแล้วดึงนางเข้าไปในอ้อมกอด กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “ว่าอย่างไรข้าน่ามองมากเลยใช่หรือไม่ เจ้ามองจนพอใจแล้วหรือยัง”
นางหน้าแดงเขาจับมือนางแน่น ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด เขาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดทำให้ใจนางเต้นแรง คิดจะเอาตัวออกจากการกอดรัดของเขาก็ทำไม่ได้
เขาเป่าลมใส่คอนางเมื่อนางรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวก็เสียววาบไปทั้งตัว