Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 47 บ่มเพาะพลัง

    ในคฤหาสน์หมายเลข99หมู่บ้านอัสดาง คงอินทร์ฟื้นคืนสติขึ้นมา เขาเหม่อมองไปทั่วห้อง เห็นซากปรักหักพังรวมถึงตู้เซฟซึ่งถูกทำลาย

     

    “มะมันเอาของในตู้เซฟไป”

     

    คงอินทร์แทบจะเป็นลมทั้งยืนรีบเข้าไปในห้องลับภายในคฤหาสน์ ต่อสายโทรหาใครบางคนทันทีที่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าโสมหิมะและตราลัญจกรอีก

     

    “ฉันบอกแกแล้วไม่ใช่หรอว่าถ้าฉันไม่โทรไป อย่าได้โทรมา”

     

    เสียงที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงสะท้อนออกมาจากภาพโปรเจ็คเตอร์คงอินทร์ตัวสั่นหงก ๆ เมื่อได้ยินคำติของเขา

     

    “เจ้านายครับคือ…”

     

    คงอินทร์เล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ตะกุกตะกักไม่เป็นธรรมชาติให้แก่เจ้านายของเขาฟังโดยละเอียด

     

    “นี่แกกำลังจะบอกว่านอกจากไม่ได้โสมหิมะและตราลัญจกรมา แถมกระบี่เล่มนั้นยังถูกช่วงชิงไปอีกบัดซบสิ้นดี”

     

    เสียงจากจอดูเกรี้ยวกราดรังสีอำมหิตแทบจะแผ่ออกมาจากปลายสาย คงอินทร์ตัวสั่นหงก ๆก้มหน้าไม่กล้าจะเผชิญหน้าด้วย

     

    “กลับไปประจำการที่แก๊งพยัคฆ์ครามตามเดิมส่วนเรื่องของมันฉันจัดการเอง”

     

    ปลายสายได้วางลงคงอินทร์ปาดเหงื่อทั่วใบหน้า เขาคิดว่าจะต้องโทษตายเสียแล้วนับว่าชะตากรรมยังไม่ถึงฆาต

     

    ในห้องแห่งหนึ่งเงาร่างสีดำหลังจากได้รับรายงานจากคงอินทร์แล้ว ปาแก้วน้ำบนโต๊ะกระจัดกระจายดวงตาแข็งกร้าวพร้อมที่จะสังหารคนได้ทุกเมื่อ

     

    “จะเจ้านายครับ เราจะทำยังไงต่อกันดี”

     

    หนึ่งในลูกน้องที่คุกเข่าอยู่เอ่ยถามขึ้นเงาร่างสีดำเงยหน้ามองลูกน้องทั้งสี่คน ซึ่งอยู่ในขั้นลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 3

     

    “ไปเค้นข้อมูลจากคงอินทร์มาว่ามันเป็นใครจากนั้นฆ่าไอคงอินทร์ซะ โทษฐานที่ทำงานล้มเหลว แล้วไปสังหารคนที่มันกล้าแย่งชิงของๆ ฉันไป”

     

    “ครับ”

     

    เงาร่างทั้งสี่ยกมือขึ้นคารวะผู้เป็นเจ้านายก่อนที่จะถอยหลัง ออกจากห้องนี้ไป ทิ้งให้เงาร่างสีดำอยู่ในห้องเพียงคนเดียว

     

    “บัดซบสิ้นดีหากได้โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีและตราลัญจกรไปฉันคงสามารถตัดผ่านจากลมปราณชนชั้นสีม่วงไปจนถึงลมปราณชั้นสีครามตอนกลาง หรือปลายได้ แกเป็นใครกันแน่!”

     

    กลับมาที่ไตรภพเมื่อแยกกับเขมิกาแล้ว เขาได้กลับไปที่บ้านของเขา หลังจากทักทายคนในครอบครัวก็รีบเข้าสู่ห้องนอนของเขาทันที

     

    “เฮ้อหากไม่ฝึกเพลงหมัดเทพอสูร เพียงโสมอายุหนึ่งพันปีต้นเดียว คงสามารถบรรลุลมปราณชนชั้นสีม่วงจนถึงระดับสิบได้”

     

    ไตรภพเอาหม้อปรุงโอสถขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะในห้องเทน้ำลงไปจนเต็มหม้อ ใช้ไฟจากลมปราณหลอมโอสถหย่อนโสมหิมะอายุหนึ่งพันปีลงไปสองต้นลงในหม้อซึ่งน้ำกำลังเดือด

     

    ฟึบ

     

    ไตรภพใช้เพลิงมังกรเทวะค่อย ๆ หลอมโอสถจากโสมหิมะ ด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ โสมหิมะค่อย ๆละลายกลมกลืนไปกับน้ำ จนเป็นเนื้อเดียวกันในที่สุด

     

    “หลอมรวม”

     

    ไตรภพใช้เพลิงมังกรเทวะหลอมรวมตัวยาในหม้อปรุงโอสถผ่านไปหนึ่งชั่วโมง จึงสามารถกลั่นเม็ดยาออกมาได้สองเม็ด เป็นเม็ดยาสีทองส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง

     

    “ไม่เลวอยากจะรู้ผลลัพธ์ของมันแล้วหละสิ”

     

    ชายหนุ่มโยนโอสถที่พึ่งปรุงสำเร็จโยนลงในปาก นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นห้อง หลังจากเม็ดยาผ่านลงไปในลำคอแล้ว ฤทธิ์ยาค่อยๆ ออกฤทธิ์กระจายไปทั่วร่างกาย

     

    ไตรภพพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดแม้ภายในร่างกายจะเหมือนเข็มนับหมื่นทุ่มแทงทั่วชีพจร นี่เป็นยิ่งกว่าการบ่มเพาะในโลกเก่าเสียอีกเพราะมันคือความเจ็บปวดที่มากกว่าเดิมสิบเท่า ตามผลของการฝึกเพลงหมัดเทพอสูร

     

    เพลงหมัดเทพอสูรแบ่งออกเป็นเก้ากระบวนท่าซึ่งไตรภพสามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดแต่ไม่สามารถใช้ออกได้ทุกกระบวนท่าโดยแบ่งออกเป็นดังนี้

     

    กระบวนท่าแรกอสูรคลั่ง

     

    กระบวนท่าที่สองอสูรวายุ

     

    กระบวนท่าที่สามอสูรอัคคี

     

    กระบวนท่าที่สี่อสูรอาโป

     

    กระบวนท่าที่ห้าอสูรปฐพี

     

    กระบวนท่าที่หกเทพสี่ธาตุ

     

    กระบวนท่าที่เจ็ดเทพแห่งแสง

     

    กระบวนท่าที่แปดเทพแห่งความมืด

     

    กระบวนท่าที่เก้าเทพอสูร

     

    ตอนนี้ไตรภพสามารถใช้ได้เพียงสองกระบวนท่าจากเก้ากระบวนท่าเนื่องจากความจำกัดในพลังลมปราณ โดยทุกการเลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งช่วงลมปราณจะสามารถใช้กระบวนท่าต่อไปได้ การปล่อยพลังลมปราณผ่านกระบวนท่าต้องอาศัยพลังลมปราณมหาศาล

     

    ตอนนี้ไตรภพยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของเพลงหมัดเทพอสูรมากนักเพราะยังไม่เคยประมือกับผู้บ่มเพาะด้วยกัน เป็นเพียงการใช้กระบวนท่ากับบุคคลธรรมดาหรือ ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นแต่เขารู้สึกว่าเพลงหมัดเทพอสูรนี้มีความพิเศษและความแข็งแกร่งมาก ๆมากเกินกว่ากระบวนท่าใดที่เขาเคยฝึกฝน

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 2”

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 3”

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 4”

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 5”

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 6”

     

    “ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 7”

     

    การบ่มเพาะของไตรภพพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวกับทะลวงได้ถึง 7 ขั้นความหนาแน่นของลมปราณในร่างกายแผ่พุ่งออกมาเป็นรัศมีลมปราณชั่วครู่ก่อนที่จะเลือนหายไป

     

    “ฟู่ฤทธิ์ยาที่สกัดจากโสมหิมะช่างเข้มข้นยิ่งนักสามารถก้าวขึ้นเจ็ดขั้นได้ในครั้งเดียว รู้สึกว่าความแข็งแกร่งจะมากกว่าเดิมถึงสองเท่าเลยทีเดียว”

     

    หลังจากสำรวจร่างกายจนพึงพอใจไตรภพได้นั่งสมาธิโคจรลมปราณต่อไปเพื่อปรับสมดุลร่างกายหากไม่มีการปรับสมดุลแล้วจะส่งผลเสียต่อการบ่มเพาะในระยะยาวเพราะฉะนั้นการบ่มเพาะจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป

     

    การบ่มเพาะเพื่อปรับความเสถียรของพลังผ่านไปทั้งคืนจนรุ่งเช้า ไตรภพลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหวด้านล่าง

     

    “วันนี้วันหยุดนี่หน่า”

     

    ไตรภพเกาหัวแกรกๆ วันนี้เป็นวันจันทร์ถือว่าเป็นวันหยุดของร้านครัวช่อผกาชายหนุ่มเดินลงไปทานข้าวด้านล่าง ซึ่งมีสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า

     

    “ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาเลยนะนายหนะ”

     

    กานติมาค่อนแคะไตรภพพลางตักข้าวต้มรับประทานเธอมองชายหนุ่มที่ตักอาหารให้กับมะลิด้วยความหมั่นไส้

     

    “ฉันก็กลับบ้านทุกอาทิตย์คิดถึงฉัน ?”

     

    “ใครจะคิดถึงนายกินไปเลยนะ”

     

    ช่อผกาส่ายหัวยิ้มให้กับความอบอุ่นในโต๊ะอาหาร หลังจากที่ไตรภพอยู่บ้านพูดคุยผ่อนคลายกับคนในครอบครัวแล้วได้ออกจากบ้านเพื่อไปยังมหาลัย

     

    กริ๊ง กริ๊ง

     

    “ฮัลโหลฉันไตรภพ ว่ายังไง ?”

     

    ไตรภพยกโทรศัพท์ขึ้นมากดรับเมื่อเห็นเป็นเบอร์ของจักรภพ ดูเหมือนว่าคงจะไม่พ้นเกี่ยวกับโครงการภัตตาคารจักรพรรดิ

     

    “บอสครับผมได้เก็บกวาดซากศพทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะสืบสาวมาถึงบอสได้นอกจากนี้ผมยังรู้ข้อมูลอีกว่า พวกมันเป็นสมาชิกของแก๊งพยัคฆ์ครามในจังหวัดพิจิตร”

     

    “อืมข้อมูลพวกนี้ฉันพอจะรู้มาบ้าง แล้วโครงการภัตตาคารจักรพรรดิเป็นยังไง ?”

     

    “บอสครับภัตตาคารทั้งสิบห้าแห่งเสร็จเรียบร้อยตามกำหนดแล้วครับไม่ทราบว่าบอสจะสั่งการยังไงต่อดีครับ”

     

    จักรภพรายงานผลการดำเนินการด้วยความภาคภูมิใจระยะเวลาการก่อสร้างสิบห้าแห่งในหนึ่งเดือนนับเป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี

     

    “ดีมากอีกสองอาทิตย์ ในค่ำวันศุกร์ เรียกสมาชิกทุกคนที่ภักดี หาสถานที่ฝึกกว้าง ๆปลอดผู้คนมา จากนั้นแจ้งมาที่ฉันอีกที”

     

    “บอสครับ คือเรื่องเงิน”

     

    จักรภพพูดอย่างอ้ำอึ้งหลังจากโอนเงินให้ไตรภพหนึ่งพันล้านบาทแล้วเงินแทบทั้งหมดของเขาได้ลงไปกับการก่อสร้าง จึงไม่มีงบประมาณในการดำเนินการใด ๆ

     

    “นายเอาเลขบัญชีมาไม่ต้องวางสาย”

     

    จักรภพรีบส่งเลขบัญชีให้กับไตรภพทันทีชายหนุ่มเข้าแอปพลิเคชั่นธนาคาร โอนเงินพร้อมส่งสลิปไปที่ Line ของจักรภพ

     

    ติ๊ง

     

    จักรภพดูยอดเงินที่ปรากฏขึ้นในบัญชียอดเงินถูกโอนเข้ามาหนึ่งพันสามร้อยล้านบาท เขาได้แต่ตกใจไม่ใช่ว่าไตรภพพึ่งมาขอเงินเขาหนึ่งพันล้านบาทไม่ใช่หรอ แล้วเงินสามร้อยล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมามันมาจากไหนกัน

     

    “ในระหว่างนี้ฉันอยากให้นายใช้เงินทุนเหล่านี้สร้างภัตตาคารจักรพรรดิทั่วทั้งภาคเหนือค่อย ๆ เริ่มทีละจังหวัด หากเงินหมดเมื่อไหร่ค่อยมารายงานฉัน”

     

    “ครับบอส”

     

    จักรภพไม่กล้าจะเซ้าซี้ถามไตรภพจำนวนเงินหนึ่งพันสามร้อยล้านบาท เพียงพอให้เขาสร้างภัตตาคารจักรพรรดิได้กว่า 65 อำเภอเลยทีเดียว

     

    “ในระหว่างนี้ให้รับพ่อครัวแม่ครัวและพนักงานเสิร์ฟคนเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับที่ถูกส่งมาฝึกฝน เข้าใจหรือไม่”

     

    “ครับบอสผมจะดำเนินการเรื่องรับคนภายในสองอาทิตย์นี้ครับ”

     

    “อืม ดีมากแล้วก็ไปสืบข่าวแก๊งพยัคฆ์ครามในจังหวัดพิจิตรมาให้ฉันด้วย”

     

    หลังจากไตรภพสั่งการแล้วจึงวางสายไปโครงการภัตตาคารจักรพรรดินี้เขาตั้งใจจะใช้ในการสร้างอาณาจักรเพื่อหาทรัพยากรการบ่มเพาะและสืบข่าว

     

    “ฉันต้องการเวลา!”

     

    ไตรภพรู้สึกว่าเวลาของเขาไม่เพียงพออย่างมากเสาร์อาทิตย์นี้ก็มีนัดส่งมอบคฤหาสน์ แถมยังต้องไปจังหวัดเชียงใหม่เพียงหาเขมิกาทั้งอาทิตย์หน้าต้องฝึกฝนกองกำลังอีกน่าเสียดายที่เขาว่างเพียงแค่เสาร์อาทิตย์เท่านั้น

     

    “ถ้าได้ลาหยุดวันจันทร์- ศุกร์คงดี”

     

    ไตรภพบ่นอุบอิบส่ายหัวในขณะเดินเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย จริง ๆเขาไม่อยากที่จะเรียนหนังสือเลยด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะความคาดหวังของผู้เป็นแม่ที่อยากให้เขาเป็นหมอหละก็เขาคงทิ้งการเรียนไปจริง ๆ

     

    “มีอะไรกัน”

     

    ไตรภพมองไปที่ทางเข้ามหาวิทยาลัยเห็นนักศึกษาจำนวนมากมุงอยู่บริเวณประตู เขาค่อย ๆเดินแหวกแถวไปจนเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า

     

    “อาจารย์กนกพรครับกรุณาคบกับผมด้วย”

     

    นักศึกษาชายคุกเข่าถือดอกกุหลาบช่อใหญ่สีแดง ด้านหลังของเขาเป็นรถ Honda Accord ทะเบียนประมูลจังหวัด เปิดกระโปรงด้านหลังมีลูกโป่งหลายลูกเขียนว่า ‘เป็นแฟนกับผมนะ’

     

    “นี่เธอ…”

     

    กนกพรในวงล้อมของนักศึกษารู้สึกอับอายอย่างยิ่งทั้งยังโมโหอีกด้วย เธอเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนี้นะ แต่คนตรงหน้าเป็นลูกศิษย์นี่มันเป็นพฤติกรรมที่ลามปามปีนเกลียวมาก

     

    “อาจารย์อย่าเห็นผมเป็นเด็กเลยอีกไม่ถึงหนึ่งปีผมก็จะจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดแห่งนี้แล้วไปต่อที่มหาวิทยาลัยเฉพาะทางหลังจากจบผมจะกลายเป็นผู้บริหารช่องโทรทัศน์ของจังหวัดนี่พอจะเลี้ยงดูคุณได้หรือยัง”

     

    “ฮิ้ววววววววววววววววว”

     

     

    คล้ายกับเรื่องEmperor of the Immortal God ที่คุณอ่าน