ในคฤหาสน์หมายเลข99หมู่บ้านอัสดาง คงอินทร์ฟื้นคืนสติขึ้นมา เขาเหม่อมองไปทั่วห้อง เห็นซากปรักหักพังรวมถึงตู้เซฟซึ่งถูกทำลาย
“มะมันเอาของในตู้เซฟไป”
คงอินทร์แทบจะเป็นลมทั้งยืนรีบเข้าไปในห้องลับภายในคฤหาสน์ ต่อสายโทรหาใครบางคนทันทีที่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าโสมหิมะและตราลัญจกรอีก
“ฉันบอกแกแล้วไม่ใช่หรอว่าถ้าฉันไม่โทรไป อย่าได้โทรมา”
เสียงที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงสะท้อนออกมาจากภาพโปรเจ็คเตอร์คงอินทร์ตัวสั่นหงก ๆ เมื่อได้ยินคำติของเขา
“เจ้านายครับคือ…”
คงอินทร์เล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ตะกุกตะกักไม่เป็นธรรมชาติให้แก่เจ้านายของเขาฟังโดยละเอียด
“นี่แกกำลังจะบอกว่านอกจากไม่ได้โสมหิมะและตราลัญจกรมา แถมกระบี่เล่มนั้นยังถูกช่วงชิงไปอีกบัดซบสิ้นดี”
เสียงจากจอดูเกรี้ยวกราดรังสีอำมหิตแทบจะแผ่ออกมาจากปลายสาย คงอินทร์ตัวสั่นหงก ๆก้มหน้าไม่กล้าจะเผชิญหน้าด้วย
“กลับไปประจำการที่แก๊งพยัคฆ์ครามตามเดิมส่วนเรื่องของมันฉันจัดการเอง”
ปลายสายได้วางลงคงอินทร์ปาดเหงื่อทั่วใบหน้า เขาคิดว่าจะต้องโทษตายเสียแล้วนับว่าชะตากรรมยังไม่ถึงฆาต
ในห้องแห่งหนึ่งเงาร่างสีดำหลังจากได้รับรายงานจากคงอินทร์แล้ว ปาแก้วน้ำบนโต๊ะกระจัดกระจายดวงตาแข็งกร้าวพร้อมที่จะสังหารคนได้ทุกเมื่อ
“จะเจ้านายครับ เราจะทำยังไงต่อกันดี”
หนึ่งในลูกน้องที่คุกเข่าอยู่เอ่ยถามขึ้นเงาร่างสีดำเงยหน้ามองลูกน้องทั้งสี่คน ซึ่งอยู่ในขั้นลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 3
“ไปเค้นข้อมูลจากคงอินทร์มาว่ามันเป็นใครจากนั้นฆ่าไอคงอินทร์ซะ โทษฐานที่ทำงานล้มเหลว แล้วไปสังหารคนที่มันกล้าแย่งชิงของๆ ฉันไป”
“ครับ”
เงาร่างทั้งสี่ยกมือขึ้นคารวะผู้เป็นเจ้านายก่อนที่จะถอยหลัง ออกจากห้องนี้ไป ทิ้งให้เงาร่างสีดำอยู่ในห้องเพียงคนเดียว
“บัดซบสิ้นดีหากได้โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีและตราลัญจกรไปฉันคงสามารถตัดผ่านจากลมปราณชนชั้นสีม่วงไปจนถึงลมปราณชั้นสีครามตอนกลาง หรือปลายได้ แกเป็นใครกันแน่!”
กลับมาที่ไตรภพเมื่อแยกกับเขมิกาแล้ว เขาได้กลับไปที่บ้านของเขา หลังจากทักทายคนในครอบครัวก็รีบเข้าสู่ห้องนอนของเขาทันที
“เฮ้อหากไม่ฝึกเพลงหมัดเทพอสูร เพียงโสมอายุหนึ่งพันปีต้นเดียว คงสามารถบรรลุลมปราณชนชั้นสีม่วงจนถึงระดับสิบได้”
ไตรภพเอาหม้อปรุงโอสถขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะในห้องเทน้ำลงไปจนเต็มหม้อ ใช้ไฟจากลมปราณหลอมโอสถหย่อนโสมหิมะอายุหนึ่งพันปีลงไปสองต้นลงในหม้อซึ่งน้ำกำลังเดือด
ฟึบ
ไตรภพใช้เพลิงมังกรเทวะค่อย ๆ หลอมโอสถจากโสมหิมะ ด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ โสมหิมะค่อย ๆละลายกลมกลืนไปกับน้ำ จนเป็นเนื้อเดียวกันในที่สุด
“หลอมรวม”
ไตรภพใช้เพลิงมังกรเทวะหลอมรวมตัวยาในหม้อปรุงโอสถผ่านไปหนึ่งชั่วโมง จึงสามารถกลั่นเม็ดยาออกมาได้สองเม็ด เป็นเม็ดยาสีทองส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง
“ไม่เลวอยากจะรู้ผลลัพธ์ของมันแล้วหละสิ”
ชายหนุ่มโยนโอสถที่พึ่งปรุงสำเร็จโยนลงในปาก นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นห้อง หลังจากเม็ดยาผ่านลงไปในลำคอแล้ว ฤทธิ์ยาค่อยๆ ออกฤทธิ์กระจายไปทั่วร่างกาย
ไตรภพพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดแม้ภายในร่างกายจะเหมือนเข็มนับหมื่นทุ่มแทงทั่วชีพจร นี่เป็นยิ่งกว่าการบ่มเพาะในโลกเก่าเสียอีกเพราะมันคือความเจ็บปวดที่มากกว่าเดิมสิบเท่า ตามผลของการฝึกเพลงหมัดเทพอสูร
เพลงหมัดเทพอสูรแบ่งออกเป็นเก้ากระบวนท่าซึ่งไตรภพสามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดแต่ไม่สามารถใช้ออกได้ทุกกระบวนท่าโดยแบ่งออกเป็นดังนี้
กระบวนท่าแรกอสูรคลั่ง
กระบวนท่าที่สองอสูรวายุ
กระบวนท่าที่สามอสูรอัคคี
กระบวนท่าที่สี่อสูรอาโป
กระบวนท่าที่ห้าอสูรปฐพี
กระบวนท่าที่หกเทพสี่ธาตุ
กระบวนท่าที่เจ็ดเทพแห่งแสง
กระบวนท่าที่แปดเทพแห่งความมืด
กระบวนท่าที่เก้าเทพอสูร
ตอนนี้ไตรภพสามารถใช้ได้เพียงสองกระบวนท่าจากเก้ากระบวนท่าเนื่องจากความจำกัดในพลังลมปราณ โดยทุกการเลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งช่วงลมปราณจะสามารถใช้กระบวนท่าต่อไปได้ การปล่อยพลังลมปราณผ่านกระบวนท่าต้องอาศัยพลังลมปราณมหาศาล
ตอนนี้ไตรภพยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของเพลงหมัดเทพอสูรมากนักเพราะยังไม่เคยประมือกับผู้บ่มเพาะด้วยกัน เป็นเพียงการใช้กระบวนท่ากับบุคคลธรรมดาหรือ ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นแต่เขารู้สึกว่าเพลงหมัดเทพอสูรนี้มีความพิเศษและความแข็งแกร่งมาก ๆมากเกินกว่ากระบวนท่าใดที่เขาเคยฝึกฝน
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 2”
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 3”
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 4”
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 5”
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 6”
“ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ 7”
การบ่มเพาะของไตรภพพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวกับทะลวงได้ถึง 7 ขั้นความหนาแน่นของลมปราณในร่างกายแผ่พุ่งออกมาเป็นรัศมีลมปราณชั่วครู่ก่อนที่จะเลือนหายไป
“ฟู่ฤทธิ์ยาที่สกัดจากโสมหิมะช่างเข้มข้นยิ่งนักสามารถก้าวขึ้นเจ็ดขั้นได้ในครั้งเดียว รู้สึกว่าความแข็งแกร่งจะมากกว่าเดิมถึงสองเท่าเลยทีเดียว”
หลังจากสำรวจร่างกายจนพึงพอใจไตรภพได้นั่งสมาธิโคจรลมปราณต่อไปเพื่อปรับสมดุลร่างกายหากไม่มีการปรับสมดุลแล้วจะส่งผลเสียต่อการบ่มเพาะในระยะยาวเพราะฉะนั้นการบ่มเพาะจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป
การบ่มเพาะเพื่อปรับความเสถียรของพลังผ่านไปทั้งคืนจนรุ่งเช้า ไตรภพลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหวด้านล่าง
“วันนี้วันหยุดนี่หน่า”
ไตรภพเกาหัวแกรกๆ วันนี้เป็นวันจันทร์ถือว่าเป็นวันหยุดของร้านครัวช่อผกาชายหนุ่มเดินลงไปทานข้าวด้านล่าง ซึ่งมีสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า
“ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาเลยนะนายหนะ”
กานติมาค่อนแคะไตรภพพลางตักข้าวต้มรับประทานเธอมองชายหนุ่มที่ตักอาหารให้กับมะลิด้วยความหมั่นไส้
“ฉันก็กลับบ้านทุกอาทิตย์คิดถึงฉัน ?”
“ใครจะคิดถึงนายกินไปเลยนะ”
ช่อผกาส่ายหัวยิ้มให้กับความอบอุ่นในโต๊ะอาหาร หลังจากที่ไตรภพอยู่บ้านพูดคุยผ่อนคลายกับคนในครอบครัวแล้วได้ออกจากบ้านเพื่อไปยังมหาลัย
กริ๊ง กริ๊ง
“ฮัลโหลฉันไตรภพ ว่ายังไง ?”
ไตรภพยกโทรศัพท์ขึ้นมากดรับเมื่อเห็นเป็นเบอร์ของจักรภพ ดูเหมือนว่าคงจะไม่พ้นเกี่ยวกับโครงการภัตตาคารจักรพรรดิ
“บอสครับผมได้เก็บกวาดซากศพทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะสืบสาวมาถึงบอสได้นอกจากนี้ผมยังรู้ข้อมูลอีกว่า พวกมันเป็นสมาชิกของแก๊งพยัคฆ์ครามในจังหวัดพิจิตร”
“อืมข้อมูลพวกนี้ฉันพอจะรู้มาบ้าง แล้วโครงการภัตตาคารจักรพรรดิเป็นยังไง ?”
“บอสครับภัตตาคารทั้งสิบห้าแห่งเสร็จเรียบร้อยตามกำหนดแล้วครับไม่ทราบว่าบอสจะสั่งการยังไงต่อดีครับ”
จักรภพรายงานผลการดำเนินการด้วยความภาคภูมิใจระยะเวลาการก่อสร้างสิบห้าแห่งในหนึ่งเดือนนับเป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี
“ดีมากอีกสองอาทิตย์ ในค่ำวันศุกร์ เรียกสมาชิกทุกคนที่ภักดี หาสถานที่ฝึกกว้าง ๆปลอดผู้คนมา จากนั้นแจ้งมาที่ฉันอีกที”
“บอสครับ คือเรื่องเงิน”
จักรภพพูดอย่างอ้ำอึ้งหลังจากโอนเงินให้ไตรภพหนึ่งพันล้านบาทแล้วเงินแทบทั้งหมดของเขาได้ลงไปกับการก่อสร้าง จึงไม่มีงบประมาณในการดำเนินการใด ๆ
“นายเอาเลขบัญชีมาไม่ต้องวางสาย”
จักรภพรีบส่งเลขบัญชีให้กับไตรภพทันทีชายหนุ่มเข้าแอปพลิเคชั่นธนาคาร โอนเงินพร้อมส่งสลิปไปที่ Line ของจักรภพ
ติ๊ง
จักรภพดูยอดเงินที่ปรากฏขึ้นในบัญชียอดเงินถูกโอนเข้ามาหนึ่งพันสามร้อยล้านบาท เขาได้แต่ตกใจไม่ใช่ว่าไตรภพพึ่งมาขอเงินเขาหนึ่งพันล้านบาทไม่ใช่หรอ แล้วเงินสามร้อยล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมามันมาจากไหนกัน
“ในระหว่างนี้ฉันอยากให้นายใช้เงินทุนเหล่านี้สร้างภัตตาคารจักรพรรดิทั่วทั้งภาคเหนือค่อย ๆ เริ่มทีละจังหวัด หากเงินหมดเมื่อไหร่ค่อยมารายงานฉัน”
“ครับบอส”
จักรภพไม่กล้าจะเซ้าซี้ถามไตรภพจำนวนเงินหนึ่งพันสามร้อยล้านบาท เพียงพอให้เขาสร้างภัตตาคารจักรพรรดิได้กว่า 65 อำเภอเลยทีเดียว
“ในระหว่างนี้ให้รับพ่อครัวแม่ครัวและพนักงานเสิร์ฟคนเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับที่ถูกส่งมาฝึกฝน เข้าใจหรือไม่”
“ครับบอสผมจะดำเนินการเรื่องรับคนภายในสองอาทิตย์นี้ครับ”
“อืม ดีมากแล้วก็ไปสืบข่าวแก๊งพยัคฆ์ครามในจังหวัดพิจิตรมาให้ฉันด้วย”
หลังจากไตรภพสั่งการแล้วจึงวางสายไปโครงการภัตตาคารจักรพรรดินี้เขาตั้งใจจะใช้ในการสร้างอาณาจักรเพื่อหาทรัพยากรการบ่มเพาะและสืบข่าว
“ฉันต้องการเวลา!”
ไตรภพรู้สึกว่าเวลาของเขาไม่เพียงพออย่างมากเสาร์อาทิตย์นี้ก็มีนัดส่งมอบคฤหาสน์ แถมยังต้องไปจังหวัดเชียงใหม่เพียงหาเขมิกาทั้งอาทิตย์หน้าต้องฝึกฝนกองกำลังอีกน่าเสียดายที่เขาว่างเพียงแค่เสาร์อาทิตย์เท่านั้น
“ถ้าได้ลาหยุดวันจันทร์- ศุกร์คงดี”
ไตรภพบ่นอุบอิบส่ายหัวในขณะเดินเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย จริง ๆเขาไม่อยากที่จะเรียนหนังสือเลยด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะความคาดหวังของผู้เป็นแม่ที่อยากให้เขาเป็นหมอหละก็เขาคงทิ้งการเรียนไปจริง ๆ
“มีอะไรกัน”
ไตรภพมองไปที่ทางเข้ามหาวิทยาลัยเห็นนักศึกษาจำนวนมากมุงอยู่บริเวณประตู เขาค่อย ๆเดินแหวกแถวไปจนเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า
“อาจารย์กนกพรครับกรุณาคบกับผมด้วย”
นักศึกษาชายคุกเข่าถือดอกกุหลาบช่อใหญ่สีแดง ด้านหลังของเขาเป็นรถ Honda Accord ทะเบียนประมูลจังหวัด เปิดกระโปรงด้านหลังมีลูกโป่งหลายลูกเขียนว่า ‘เป็นแฟนกับผมนะ’
“นี่เธอ…”
กนกพรในวงล้อมของนักศึกษารู้สึกอับอายอย่างยิ่งทั้งยังโมโหอีกด้วย เธอเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนี้นะ แต่คนตรงหน้าเป็นลูกศิษย์นี่มันเป็นพฤติกรรมที่ลามปามปีนเกลียวมาก
“อาจารย์อย่าเห็นผมเป็นเด็กเลยอีกไม่ถึงหนึ่งปีผมก็จะจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดแห่งนี้แล้วไปต่อที่มหาวิทยาลัยเฉพาะทางหลังจากจบผมจะกลายเป็นผู้บริหารช่องโทรทัศน์ของจังหวัดนี่พอจะเลี้ยงดูคุณได้หรือยัง”
“ฮิ้ววววววววววววววววว”