หูเหยียนก้าวเท้าเดินเข้าไปในป่าลึก ย่างก้าวของนางไม่ได้รวดเร็วแต่กลับมั่นคงเป็อย่างยิ่ง ในที่สุดนักพรตสาวก็หยุดลงในจุดที่ลึกสุดของป่า
นางรู้ดี ไม่ว่าจะในสังคมแบบใด ภาพของสตรีที่เดินร่อนเร่อยู่เพียงลำพังในดงไม้ก็ย่อมต้องเป็ที่สะดุดตาของผู้คนอย่างไม่อาจเลี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่นางได้มองตัวเองในกระจก ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าใบหน้านี้งดงามมิใช่น้อยเลย
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพบเจอความยากลำบากมากไปกว่านี้ หูเหยียนจึงโน้มตัวลงเด็ดสมุนไพรบนพื้นขึ้นมาสองสามชนิด ยัดมันใส่ปาก เคี้ยวให้ละเอียด พ่นน้ำสีเข้มใส่มือ แล้วจัดการละเลงลงบนใบหน้า ลำคอ หลังมือและแขน จนทั่ว
หูเหยียนพอกสมุนไพรบนิัซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง แม้ทั่วใบหน้าทั้งเนื้อตัวจะกระดำกระด่างด้วยคราบของเหลวสีน่ากลัวจนดูน่าเกลียด แต่นั่นก็มิอาจบดบังรอยยิ้มเย้ยหยันตัวเองของนางยามนี้ได้
นางยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ผู้มีเมตตาธรรมสูงส่ง มิได้เกิดมาประหนึ่งโพธิสัตว์โปรดสัตว์โลก และเป็เื่ยากยิ่งกว่ายากที่นางจะมีจิตใจกรุณาใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยเหลือฮัวชิงหร่านที่ถูกวางยาพิษจนกลายเป็โรคคลุ้มคลั่ง
…..เฮ้อ คงเป็เพราะความปากพล่อยของนางเอง…. เอ่ยวาจาแทะโลมคนผู้นั้นไปเพียงประโยคสองประโยคก็ถูกอีกฝ่ายใช้กระบี่เสียบเข้ากลางท้อง! แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เจ็บช้ำเท่ากับความจริงที่ว่ากระบี่ที่ฮัวชิงหร่านใช้แทงนางคือ ‘สามภพ’ อาวุธคู่กายของนาง!
คราแรกที่หูเหยียนได้รับ ‘สามภพ’ มา เพื่อให้มันยอมรับในฐานะผู้เป็นายนางจำเป็ต้องใช้เืของตนเป็เครื่องสังเวย…หรือเอ่ยง่าย ๆ ว่า ‘ให้อาหาร’ ทว่าเป็เพราะความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแม้กระทั่งเืของตัวเองที่ไม่ต้องเสียเงินทองซื้อหา นักพรตสาวแค่ใช้เข็มสะกิดปลายนิ้วเป็แผลเล็ก ๆ แล้วป้ายหยดเืลงบนปลายดาบเพียงบาง ๆ เท่านั้น
แต่มาคราวนี้ เมื่อมันตกไปอยู่ในมือของบุรุษใจทรามผู้นั้น ‘เ้าสามภพ’ กลับได้ดื่มเืของนางจนหนำใจ!
หากจะกล่าวให้ถูกต้อง เื่นี้ต้องโทษความประมาทของนางนั่นแหละ ตอนนั้นเป็เพราะกำลังสับสนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการโจมตี ด้วยนึกไม่ถึงว่าบุรุษที่นางช่วยชีวิตจะสามารถชักกระบี่คู่กายนางออกมาได้ มาตอนนี้หูเหยียนเพิ่งจะเข้าใจ เพราะนางช่วยเหลือฮัวชิงหร่านถอนพิษปีศาจคลุ้มคลั่ง ด้วยการดึงพิษที่ไหลเวียนในตัวเขาออกมาไว้ที่ตัวเองเป็ผลให้เืของทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน ดังนั้นในร่างกายของฮัวชิงหร่านจึงมีเืของนางปะปนอยู่ส่วนหนึ่ง ยามที่เขาดึงกระบี่ออกจากฝัก ‘สามภพ’ จึงเข้าใจผิดคิดว่าเ้านายจอมงกของมันเป็ผู้ชักกระบี่ แต่ก็อย่างที่กล่าว เพราะเป็เ้านายจอมงกเ้ากระบี่ี้เีจึงเพียงแค่สะบัดร่างสีดำทมิฬของมันเล็กน้อยและเปล่งแสงสว่างเรื่อ ๆ อีกนิดหน่อยเสมือนไม่เต็มใจอย่างที่เห็น
เฮอะ...เื่นี้ เป็ข้าคิดไม่รอบคอบเองสินะ!
ตอนนั้นเอง ชั่ววูบหนึ่ง จู่ ๆ ในหัวของหูเหยียนก็เปลี่ยนเป็ว่างเปล่า เท้าและขาของนางสั่นระริก ก่อนที่ทั้งร่างจะทรุดฮวบลงบนพื้นอย่างรุนแรง ทว่าไม่เพียงไม่ลุกขึ้นยืน แต่ริมฝีปากของนางกลับแย้มออกและบิดเป็รอยยิ้มน่าขันราวมิใช่คนเดียวกันกับก่อนหน้า
หูเหยียนสะบัดหน้าเพื่อเรียกสติ นักพรตสาวรู้ดีว่าเวลานี้ร่างกายกำลังถูกพิษเล่นงาน มันจะเข้าควบคุมความรู้สึกนึกคิด บิดเบือนสติสัมปชัญญะ และค่อย ๆ ทำให้นางกลายเป็บ้า เดิมทีคิดไว้ว่าหลังเสร็จจากการช่วยเหลือฮัวชิงหร่าน นางจะเก็บตัวเพื่อรักษา
...แต่ผู้ใดจะคาดคิด...เฮ้อ! ช่างเถอะ อย่ากล่าวถึงเื่นี้อีกเลย
ผู้คนที่้าให้นางตายมีมากมายทั่วทั้งใต้หล้า เพิ่มฮัวชิงหร่านเข้าไปอีกสักคนก็คงไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่เป็อยู่สักเท่าไหร่
พิษปีศาจคลุ้มคลั่งนี้ หากอยู่ในกายมนุษย์ธรรมดาอาจทำให้เป็บ้าชั่วชีวิต แต่โชคดีที่นางฝึกฝนมานานหลายปี ร่างกายจึงแข็งแกร่งเหนือผู้คนทั่วไป ดูแล้ว ไม่เกินหนึ่งเดือนนับจากนี้พิษคงจะสลายไปจนหมดสิ้น
‘ตั้งหนึ่งเดือนเชียว!’
เฮ้อ ~
หูเหยียนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอีกครั้ง พลางสองตาก็ทอดมองเข้าไปในดงไม้หนาทึบตรงหน้า ได้แต่หวังว่าหลังจากหนึ่งเดือนผ่านไป นางจะสามารถกลับออกมาได้โดยที่ร่างกายยังอยู่ครบสมบูรณ์
อย่างไรเสีย ถึงจะควบคุมตัวเองไม่ได้จนกลายเป็อสูรที่บ้าคลั่ง แต่อย่างน้อยนางก็คงเป็อสูรบ้าคลั่งที่ฉลาดที่สุดกระมัง หูเหยียนมั่นใจว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดออกจากป่าลึกแห่งนี้ได้แน่
ก่อนหน้านี้แม้จะตกอยู่ในสภาพแสนอนาถสักกี่ครา นักพรตสาวก็ยังมีชีวิตรอดผ่านมาได้ ‘ชีวิตนี้’ นอกจากตัวของนางเองแล้ว ทั่วทั้งใต้หล้ายังจะมีผู้ใดมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะพรากมันไปจากนางได้อีก?!
ในตอนนี้ น้ำสมุนไพรที่พอกอยู่บนใบหน้าของหูเหยียนถูกลมพัดจนแห้งสนิทแล้ว คราบเกรอะกรังนั้นจากที่เคยเป็สีเขียวอมดำก็เปลี่ยนเป็สีน้ำตาลอมเหลือง ทิ้งรอยแตกระแหงคล้ายผิวเหี่ยวย่นไว้บนร่างกายของนาง รอยย่นเหล่านี้ทำให้นักพรตสาวที่ใกล้จะสิ้นสติดูคล้ายกับหญิงชาวไร่ผิวพรรณหยาบกร้าน คล้ายคนสูงวัยที่ตรากตรำผ่านชีวิตแสนยากลำบากมาเป็เวลานาน
นางใช้มือกอดตัวเอง สองมือลูบไล้แขนทั้งสองข้างพลางมองสำรวจทั่วร่างกาย...มองดูตนเองที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่
นักพรตสาวที่บัดนี้ไม่เหลือคราบนักพรตผู้มีวิชาอาคมสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งเพื่อเรียกสติ สายตาสองข้างจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกไปเพื่อ...ออกหาอาหาร ยิ่งนางเดินลึกเข้าป่ามากขึ้นเท่าไหร่ ั์ตาที่เคยสว่างสดใสก็ยิ่งเปลี่ยนกลายเป็หมองหม่นมากขึ้น เริ่มจากดูราวกับคนหมดเรี่ยวแรง...เปลี่ยนเป็ไร้จิติญญา...สติสัมปชัญญะหลุดหาย...ร่างกายค่อย ๆ เฉื่อยชาลง
ในหุบเขาแห่งนี้มีต้นไม้มากมาย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโพรงหินและก้อนหินน้อยใหญ่ทำให้พื้นของที่นี่ไม่เรียบสม่ำเสมอ และบางครั้งก็มีบางสิ่งะโข้ามพุ่มไม้ไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่ออกว่าคือสิ่งใด
หูเหยียนย่างก้าวไปข้างหน้า ฝีเท้าบ้างเบาบ้างหนัก นางสะดุดล้มตลอดทาง แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเดิน ร่างกายถูกกิ่งไม้เกี่ยวครูดจนเืไหล หินคม ๆ บนพื้นบาดเท้าจนเกิดแผลมากมาย ถึงกระนั้นนางก็ยังแสดงท่าทางราวกับไม่รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อยและยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมาย
ตะวันลับลา ท้องนภาเริ่มมืดครึ้ม เหล่านักล่ายามค่ำคืนเริ่มออกหาอาหาร ูเาทั้งลูกวังเวงเงียบสงัด เงียบราวกับอสูรกลืนคนที่กำลังเร้นกายซุ่มซ่อนติดตามเหยื่อของมันอย่างเงียบเชียบ
‘โครกกกกกก’
ท้องของหูเหยียนส่งเสียงร้องดังลั่น และนั่นก็ทำให้นางใจนสะดุ้ง นักพรตที่ไม่เหลือเค้านักพรตวิ่งเตลิดทันใด เสื้อคลุมสีแดงยาวถูกกิ่งไม้เกี่ยวไว้ เพียงพริบตาที่นางถลันตัวไปด้านหน้า เสียงดัง *ปึก* ก็ดังขึ้นจากการที่ร่างกระแทกกับพื้นหิน จากนั้นทุกอย่างก็เงียบไม่ไหวติง
ยามรัตติกาลป่าลึกคือ์ของเหล่าสัตว์ร้าย กรงเล็บที่แหลมคมของพวกมันสะท้อนแสงวาววับ ขณะที่คมเขี้ยวของพวกมันเป็ประกายหม่น สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อฉุดคร่าและพรากพาชีวิตของเหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่พวกมันกลืนลงท้อง โชคดีที่หูเหยียนยังไม่ได้เข้าไปถึงส่วนลึกของหุบเขา ์คงคิดเมตตานักพรตสาวในร่างสตรีสติฟั่นเฟือนผู้นี้อีกครั้ง จึงปล่อยให้นางนอนหลับโดยไม่ได้รับอันตรายใด ๆ ตลอดทั้งคืน
แสงสว่างยามอรุณรุ่งค่อย ๆ โผล่พ้นยอดไม้ หูเหยียนยังคงนอนอยู่ในท่าคว่ำหน้าอย่างแน่นิ่ง ทันทีที่เปลือกตาหยาบกร้านถูกเปิดขึ้น นางก็เห็นงูหลามที่มีลำตัวหนาเท่าแขนกำลังเลื้อยผ่านหน้าอย่างเชื่องช้า นางกลืนน้ำลายก่อนจะใช้มือตะครุบร่างเ้างูหลามที่มีความยาวเจ็ดชุ่น[1] อย่างว่องไว งูหลามตัวนั้นครั้นโดนโจมตีก็ม้วนตัวหมายจู่โจมกลับ หูเหยียนพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดผ่านท้องของงูหลามตัวนั้นอย่างรวดเร็ว นางจับร่างงูชูขึ้นสูง แหงนหน้าขึ้นแล้วใช้ปากดูดแผลที่ท้องงูหลามเพื่อกลืนถุงน้ำดี
นางทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่น ราวกับทำเื่เช่นนี้จนเป็กิจวัตร ฝีมือของนางช่างน่าทึ่งยิ่งนัก แท้จริงแล้วการแหวกท้องงูหลามจำเป็ต้องใช้กริชที่คมมาก ทว่าหูเหยียนกลับใช้เพียงปลายเล็บของนางตวัดผ่านหน้าท้องงูเบา ๆ ปลายเล็บคมวาดผ่านเนื้อและหนังหนาของงูอย่างรวดเร็วสะท้อนแสงยามอรุณจนมองคล้ายประกายสีเงินของอาวุธโลหะ ใต้ผืนฟ้านี้นอกจากสัตว์ร้ายแล้ว ก็มีเพียงเหล่ามนุษย์ในยุทธภพเท่านั้นที่ได้รับการฝึกฝนให้ใช้ ‘ทักษะกรงเล็บอินทรี’ ทว่ากรงเล็บของพวกเขาเ่าั้ต่อให้แหลมคมเพียงใด ก็ยังมิอาจสู้ความแข็งแรงและคมกริบของคมเล็บนางได้
หลังจากกลืนถุงน้ำดีของเ้างูโชคร้ายลงท้อง สองตาของหูเหยียนก็จับจ้องอยู่ที่ซากงูเนื้อหนา ตามมาด้วยเสียง *เอื้อก* และเสียง *อึ๊ก* จากการกลืนน้ำลายลงคอ มนุษย์ผิวหยาบกร้านเนื้อตัวสกปรกอ้าปากกว้างพร้อมเปล่งเสียงร้องดังลั่นขณะใช้ฟันงับลงบนตัวงู หูเหยียนพยายามฉีกทึ้งเนื้องูหลามด้วยฟันของนางอย่างสุดความสามารถ ทว่ากลับไม่สามารถทำให้มันฉีกออกได้ ดูเหมือนว่าฟันของนางคงไม่ได้แหลมคมเท่ากับกรงเล็บ
หูเหยียนเอียงศีรษะพิจารณางูหลามในมือของนางอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดนางจึงจับส่วนหางของงูหลามแล้วสะบัดไปด้านหน้า คล้ายใช้มันต่างแส้ นางกวัดแกว่งแส้งูหลามขึ้น ๆ ลง ๆ หวดซ้ายหวดขวาอยู่อย่างนั้นราวกับเล่นสนุก หูเหยียนเริ่มก้าวเท้าไปตามทางข้างหน้า ระหว่างนั้นก็สะบัดของเล่นใหม่ในมือไปพลางหัวเราะไปพลาง ผ่านไปครู่หนึ่งร่างสกปรกดำกร้านก็หายเข้าไปในป่าลึก
ณ ส่วนที่ลึกสุดของพงพนาอันรกครึ้ม เสียงหัวเราะร่าของสตรีมนุษย์ดังแว่วมาคลอเคล้าเสียงหริ่งหรีดเรไรแห่งไพรสณฑ์ เสียงแว่วหวานฟังคล้ายขับกล่อมให้ผู้คนเป็สุขดุจฟังเสียงธารน้ำใสไหลเย็นชุ่มฉ่ำ ทว่าขณะเดียวกันเสี้ยวหนึ่งในกระแสเสียงนั้นกลับให้ความรู้สึกคล้ายกำลังหลอกหลอนให้ผู้คนหวาดหวั่นราวได้ยินเสียงร้องของภูตผี
ใช่...บัดนี้หูเหยียนเสียสติโดยสมบูรณ์แล้ว
ยามเหนื่อยก็เพียงเอนกายนอนลงบนพื้น ยามกระหายก็เพียงหาน้ำดื่ม ยามหิวก็หาสิ่งใดก็ตามที่กินได้ใส่ท้อง ยามหนาวก็เพียงถลกหนังสัตว์มีขนสักตัวที่พบเจอมาห่มคลุมกาย
ยามนี้ไม่มีสัตว์ร้ายตัวใดในหุบเขากล้าเข้าใกล้หูเหยียน เพราะพวกมันต่างรับรู้ได้ถึงความน่าหวาดกลัวของนาง นักพรตสาวผู้คลุ้มคลั่งพบเจอสถานการณ์วิกฤตในป่ากว้างหลายครั้ง ผ่านศึกน้อยใหญ่มาหลายครา ท่ามกลางสติสัมปชัญญะอันเลือนราง ความรู้สึกนึกคิดที่ยุ่งเหยิง และจิตใจอันสับสน ในที่สุดนางก็ค้นพบวิธีปกป้องร่างกายแสนอ่อนแอนี้ได้ และถึงแม้วิธีปฏิบัตินั้นจะเป็เื่ยากแต่มันกลับให้ผลลัพธ์ที่ดี นั่นก็คือ ‘เจอสัตว์ที่อ่อนแอกว่าให้ สู้ สู้แล้วก็สู้ แต่หากเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าก็แค่หลีกหนี หนี และหนี’
่หนึ่งในระหว่างการค้นพบวิธีเอาชีวิตรอด หรือควรกล่าวว่า ‘่เวลาแห่งการพัฒนา’ นางเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธ อย่างเช่นก้อนหินที่มีส่วนคม ๆ สักก้อน ไม้ไผ่ที่ฉีกออกจากลำไผ่สักอันมีความเหนียวทนทาน กิ่งไม้หนึ่งกิ่งที่เรียวยาว แข็งและแหลม
ทุก ๆ คราที่ทำให้คู่ต่อสู้ปราชัย นางจะะโโลดเต้นอย่างยินดีเสมอราวกับกำลังส่งเสียงเฉลิมฉลองให้แก่ชัยชนะของตน ทว่ามันกลับทำให้ผู้อื่นรู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
…..่เวลาที่นางกำลังกินขนดื่มเืนี้ มักจะมีหนึ่งชีวิตหรือมากกว่านั้นถูกสังเวย ซึ่งนั่นหมายถึงการแลกเอาความสุขมาด้วยราคาที่ผู้อื่นต้องจ่าย…..
เจ็ดแปดวันผ่านพ้น ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ บนร่างกายของหูเหยียน รอยแผลใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่แผลเก่า ‘าแเดิม’ ที่นางเคยมีมาก่อนหน้านี้สมานตัวเองจนเกือบหายสนิท…นับเป็พลังแห่งการเยียวยาอันน่าทึ่ง
ท้องฟ้าวันนี้ปลอดโปร่ง และดูเหมือนดวงตะวันจะรื่นรมย์อยู่ไม่น้อย มันสาดแสงโอบผืนพนากว้างใหญ่ กระทบหมู่แมกไม้ กระจายลำแสงเป็หลายสายอย่างเกียจคร้าน แสงแดดรำไรเล็ดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไปสู่พื้นประหนึ่งกำลังหยอกเย้าหญ้าต้นน้อยให้ชูช่อเหยียดใบขึ้นสูงรอรับแสงตะวัน
หูเหยียนนอนอยู่ใต้ต้นไม้ราวกับแมวป่าที่กำลังนอนอาบแดดให้เส้นขนบนร่างกายนุ่มฟู ท่าทางแสนสบายและเอื่อยเฉยเช่นนี้ นางเลียนแบบมาจากแมวป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่ง หลังจากสังหารมันแล้วจึงถลกหนังของมันมาใช้ห่อหุ้มร่างกาย ด้วยเหตุนี้เองทำให้นางรู้สึกว่าตนเองคือสัตว์ร้ายตนหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าเป็ส่วนหนึ่งแห่งไพรพนากว้าง
ชุดที่ห่มคลุมร่างกายของนางไม่อาจมองเห็นรูปทรงและสีสันเดิมของมันได้อีก บัดนี้อาภรณ์สีแดงที่เคยใส่กลายเป็เศษผ้าขาดรุ่งริ่ง กอปรกับใบหน้าเปรอะเปื้อนกระดำกระด่างดูสกปรกแล้ว ประหนึ่งนางคือสัตว์มีขนที่ถูกพอกด้วยดินโคลน
หูเหยียนหรี่ตาลงและพลิกตัวลุกขึ้น นางใช้หลังพิงต้นไม้ ขยับตัวขยุกขยิกถูไถขนที่อยู่บนหลังไปกับลำต้นไม้ใหญ่ ใช้เปลือกไม้สาก ๆ ต่างเครื่องมือช่วยเกาหลัง
ผลไม้ห่าม ๆ ลูกหนึ่งหล่นตุ้บลงบนหัวของนาง ก่อนจะตกและกลิ้งไปตามพื้น นักพรตในขนแมวยื่นกรงเล็บสีดำออกไปตะปบคว้าผลไม้ลูกนั้นอย่างรวดเร็วแล้วยกขึ้นมากัดคำหนึ่ง ทว่ารสชาติของมันเปรี้ยวและฝาดจนทำให้ใบหน้ามอมแมมเหยเก สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกโกรธเคือง
ลิงป่ากว่าสิบตัวนั่งยอง ๆ จับจองกิ่งไม้ที่อยู่รอบตัวนางั้แ่เมื่อไรไม่อาจทราบ เมื่อพวกมันเห็นหูเหยียนอยู่ในสภาพนี้ ก็พากันโยกตัวขึ้น ๆ ลง ๆ บ้างขย่มบ้างเขย่ากิ่งไม้จนสั่นไหว บ้างตบมือรัวเร็ว ทุกตัวส่งเสียงหัวเราะดังเพื่อเยาะเย้ยนาง หูเหยียนกลิ้งตัวแล้วลุกขึ้นนั่งยองบนพื้น นางตบมือพร้อมแยกเขี้ยวยิงฟันเลียนแบบท่าทางของเหล่าวานร ก่อนจะส่งเสียงดังลั่นเพื่อท้าทายกลับไป
กลุ่มลิงป่าเมื่อเห็นหูเหยียนไม่เพียงไม่ถอยหนีแต่ยังทำท่าทางล้อเลียนพวกมันจึงโกรธจนเนื้อเต้น เหล่าวานรอันธพาลเด็ดผลไม้ใกล้มือแล้วขว้างใส่สิ่งมีชีวิตประหลาดน่าชัง ชั่วพริบตาะุลูกไม้สีเขียวบ้าง เหลืองบ้าง แดงบ้างก็กระหน่ำโจมตีนางราวกับห่าฝน
หูเหยียนยังคงแยกเขี้ยว อาศัยความว่องไวะโหลบโหยงเหยงไปมา จนกระทั่งมีผลไม้ป่าสีเขียวขนาดเท่ากำปั้นซัดเข้าใส่หน้าผาก *ผลั๊วะ* ร่างที่ห่อด้วยขนของแมวป่าจึงล้มตึงลงบนพื้น
ฝูงลิงเห็นเ้าตัวประหลาดนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงก็ระแวงว่าจะเล่นละครตบตา หลังจากเฝ้ามองอย่างระแวดระวังอยู่ชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย[1] าาลิงจึงนำพรรคพวกของมันค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ศัตรูช้า ๆ มันลองใช้มือแตะ แล้วเปลี่ยนเป็จับ ผลัก ก่อนจะลองกระตุกเส้นขนยาวรุงรังบนหัว าาลิงเป็ผู้นำฝูงเป็ใหญ่เหนือลิงทุกตัวในป่าแห่งนี้ ด้วย้าเอาชนะใจลิงตัวเมียและข่มขวัญลิงตัวอื่น เมื่อแน่ใจว่าตอนนี้อีกฝ่ายหมดสภาพสู้ต่อ มันจึงแสดงพละกำลังและความกล้าหาญออกมาโดยการขึ้นไปเหยียบอยู่บนร่างของศัตรู ะโโลดเต้นแล้วออกแรงกระทืบสัตว์หัวขนประหลาด
าาลิงยังไม่ทันได้โห่ร้องเพื่อประกาศชัยชนะ จู่ ๆ มันก็ถูกสัตว์ใต้เท้าที่คิดว่าแน่นิ่งไปแล้วคว้าขาซ้ายขึ้นแล้วเหวี่ยงออก จนร่างวานรกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง
ฉากต่อสู้อันดุเดือดจึงเกิดขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ในสายตาของลิงทั้งฝูง หูเหยียนดูราวกับลิงใหญ่หน้าตาอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง การสั่งสอนสัตว์ในเผ่าพันธุ์เดียวกันนั้น อาศัยเพียงพลังของาาลิงตัวเดียวก็มากเกินพอแล้ว
ความชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อหนึ่ง ‘ลิง’ และอีกหนึ่ง ‘สิ่งมีชีวิตคล้ายลิง’ ปะทะกัน
หูเหยียนโกรธแค้น นางกดร่างของาาลิงไว้ด้านล่าง จากนั้นยัดผลไม้ป่ารสเปรี้ยวฝาดใส่ปากมัน ฝูงลิงต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนฝ่ายที่ได้เปรียบ บัดนี้ตำแหน่งของาาลิงเสมือนถูกคุกคามเสียแล้ว าาลิงพลิกตัวโต้กลับอย่างเกรี้ยวกราด ระหว่างที่กำลังใช้กรงเล็บฟาดฟันกันนั้น าาลิงก็คว้าเอาผ้าผืนหนึ่งที่ซ่อนเอาไว้ตรงแขนของหูเหยียนนางออกมาได้
ทันทีที่เห็นผ้าผืนนั้นอย่างชัดเจน หูเหยียนก็เกิดอาการชะงักไปชั่วครู่ บางอย่างแวบเข้ามาในหัวของนางราวกับสายฟ้าฟาด และหายไปในชั่วพริบตา นางนึกไม่ออกว่าของชิ้นนี้มีประโยชน์อย่างไร แต่ดูเหมือนมีเสียงร้องเตือนจากส่วนลึกะโบอกนางไม่หยุดว่าของชิ้นนี้สำคัญกับนางมาก และ….ต้องแย่งมันกลับมาให้ได้!
หูเหยียนลงมือโดยสัญชาตญาณ กรงเล็บที่แหลมคมผิดปกติสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายสว่างวาบ นางพุ่งตัวเข้าใส่าาลิงอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับไม่เป็ผล เมื่อาาลิงใช้ความว่องไวกว่าปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูง
เมื่อเห็นว่าศัตรูมิอาจทำอันตรายมันได้ ลิงร้ายก็ส่งเสียงร้องกวนอารมณ์ พลางกระโจนไปตามกิ่งไม้เหนือพื้นดิน จากไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง ปากยังคงส่งเสียงยั่วยุคู่ต่อสู้ไม่หยุด
หูเหยียนยังคงพุ่งตัวไล่ตามไปอย่างบ้าคลั่ง
ฝั่งฝูงลิงนั้น หลังจากวิ่งตามอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มหมดความสนใจ จึงหยุดวิ่งไล่ตามคู่ต่อสู้ทั้งสอง พวกมันกลับมาจับกลุ่มเป็กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยผลัดกันไซ้ขนหาแมลงตัวเล็ก ๆ และเก็บเม็ดขี้เกลือที่เกิดจากเหงื่อแห้ง ๆ บนร่างกายใส่ปาก
หลังจากาาลิงวิ่งไปะโมาอยู่พักหนึ่งก็หยุดลงบนต้นไม้ใหญ่ มันนั่งยองบนกิ่งไม้หันแก้มก้นสีแดงสดให้หูเหยียน มันทำท่าทางเช่นนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันหาได้แยแสนางไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเ้าลิงทโมนยังโบกผ้าในมือไปมาพร้อมยิ้มยิงฟันและส่งเสียงร้องยั่วเย้า
ลิงไร้หางก็คือลิงที่ไม่สามารถปีนต้นไม้ได้ เมื่อปีนต้นไม้ไม่ได้ก็เท่ากับว่าไม่ใช่ลิงที่ดี
หูเหยียนถูกลิงตัวนั้นดูิ่เข้าแล้ว!
นางถลึงตาโต โน้มตัวลงหยิบก้อนหินกลม ๆ ที่มีดอกไม้สีเข้มผุดอยู่บนนั้นขึ้นมา จากนั้นออกแรงเหวี่ยงใส่ก้นแดง ๆ ของาาลิง!
*ผุบ*
คิดไม่ถึงเลยว่าก้อนหินนั้นไม่เพียงปะทะเข้าใส่ก้นของาาลิงเต็ม ๆ แต่ยังทะลุผ่านรูทวารของมันเข้าไปด้านใน าาลิงโชคร้ายส่งเสียงร้องโหยหวน เ็ปจนเกือบจะพลัดตกจากต้นไม้
มันแผดเสียงคำรามก้องด้วยความเกรี้ยวกราดและพยายามจะวิ่งหนี หูเหยียนะโโลดเต้นอยู่กับที่ ตีอกชกตัวพร้อมกับกู่ร้องเสียงดังลั่น
*******************
หลังจากวันนั้นมา าาลิงผู้ประสบเคราะห์กรรมสาหัสก็ไม่สามารถขับถ่ายได้เป็เวลาติดต่อนานนับสัปดาห์ ท้องของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับลิงตัวเมียที่กำลังอุ้มท้องลูกลิงแฝดสาม ทว่าช่างน่าเวทนาที่มันดันเป็ลิงตัวผู้! ไม่กี่วันให้หลัง ในที่สุดาาลิงก็พ้นเคราะห์มันถ่ายเอาหินกลมเท่ากำปั้นนั้นออกมาจนได้ ทั้งยังมีอุจจาระลิงกลิ่นทรงพลังที่เกิดจากการสะสมหมักหมมมาแสนนานทะลักออกมากองโต
ฝูงลิงตัวเมียต่างพากันตกตะลึงและแตกตื่น คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าาาลิงของพวกมันจะให้กำเนิดบุตรออกมาเป็วัตถุทรงกลมคล้ายก้อนหิน!
หินก้อนนั้นเรียกได้ว่ากลมจนงดงาม ไม่ทราบเพราะเหตุใดมันจึงกลมกลึงได้สัดส่วนราวกับถูกสลักขึ้น าาลิงเผชิญหน้ากับก้อนกลม ๆ อันงดงามตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน ยามนี้มันลืมไปแล้วว่าหินก้อนนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายของมันได้อย่างไร บางทีอาจเป็มันเผลอกินเข้าไปก็เป็ได้ อย่างไรก็ตามาาลิงกลับจดจำ่เวลาแห่งการให้ “กำเนิด” บุตรทรงกลมตัวนี้ได้อย่างขึ้นใจ
ถ้าเช่นนั้นก็เลี้ยงมันให้ดีก็แล้วกัน บางทีมันอาจจะเป็ลิงหินที่สามารถะโลิงโลดได้ในสักวันหนึ่ง
หลังจากนั้นไม่ว่าาาลิงจะกินสิ่งใด มันจะทดสอบขนาดด้วยการยัดเข้าไปในรูทวารก่อนเพราะเกรงว่าหากกินเข้าไปแล้วจะทำให้มันขับถ่ายไม่ออกอีก
ส่วนผ้าที่แย่งชิงมาจากเ้าลิงไร้หางนั่น ก็ถูกนำไปใช้ห่อร่าง “ลิงหินตัวน้อย” ของมันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
.
.
.
[1] ชุ่น คือนิ้ว (หน่วยวัด)
[2] ชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย ( 一碗茶的时间)วิธีบอกเวลาสมัยโบราณของจีน โดยทั่วไปหมายถึงประมาณ 10-15 นาที คือนับั้แ่ยกน้ำชาเข้ามา จนถึงค่อย ๆ จิบจนหมด หรือ่เวลาที่น้ำชาหนึ่งถ้วยเย็นลงจนสามารถดื่มได้