เรื่องง่ายดายปานนี้มีหรือที่จะยอมหยุดยามเย่ชิงชิงได้เงินก้อนใหญ่ในใจก็เปี่ยมสุขนางกำมือแน่นเตรียมพร้อมที่จะผลิตเพิ่มอีก แต่ทว่า...นางไม่มีขวดแก้วผลึกเสียแล้ว...
มีคำกล่าวว่า‘ม้าดีต้องคู่กับอานดี’ ของล้ำค่าก็ย่อมต้องการบรรจุภัณฑ์ที่งดงามจะเอาเพียงขวดดินเผามาใช้ย่อมมิอาจคู่ควรกับราคายี่สิบห้าตำลึงได้!
ยามนี้แก้วผลึกยังนับเป็นของหายากร้านของแปลกบางแห่งในเมืองสืออันก็มีวางขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นของสำหรับตกแต่งเท่านั้นมิได้มีเป็นชุด ทั้งราคายังสูงนัก การผลิตเองนั้นดูจะไม่คุ้มค่าเย่ชิงชิงจึงมิได้คิดจะทำต่อ
เมื่อไม่อาจหาภาชนะได้ในทันทีแผนการผลิตน้ำกุหลาบเพิ่มจึงจำต้องหยุดชะงักไป อันที่จริงก็ดีแล้วหากนำออกมาขายทีละสิบกว่าขวด จะแสดงให้เห็นถึงความล้ำค่าของมันได้อย่างไรเล่า
หลังหิมะโปรยปรายสองสามครั้งท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครา แสงอาทิตย์อันอบอุ่นส่องต้องแผ่นดินสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับบนเกล็ดน้ำแข็ง
“ในที่สุดก็ฟ้าโปร่งเสียที~” พี่เจียงถอนหายใจแล้วยิ้ม
นางถือไม้เสียบไผ่มาหลายกำยามนี้ไผ่หายากนัก อีกทั้งหิมะโปรยปรายเดินทางไม่สะดวก คนขายไผ่ก็มิได้มาที่นี่ที่บ้านของนางไม่มีของเหลืออยู่เลย
“ซูเหนียงจื่อ ยามนี้มีเพียงเท่านี้ มากกว่านี้ก็หาไม่ได้แล้ว”
นางซูกำลังถือผ้าเช็ดราวตากผ้าในลานบ้านเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรอากาศเช่นนี้ย่อมมิอาจเข้าป่าไปตัดไผ่ได้ เมื่อหิมะหยุดตกอีกสองวันคงจะมีคนนำมาส่งให้ท่าน”
“คงเป็นเช่นนั้น เจ้ามิได้เร่งใช้ก็ดีแล้ว” พี่เจียงพยักหน้าแล้วจัดวางไม้เสียบเป็นกำๆ อย่างเป็นระเบียบ แล้วขยับไปใกล้และกระซิบว่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเช้านี้เย่จื้อเหอกลับมาแล้ว เหมือนจะสอบไม่ผ่านนะ”
เย่จื้อเหอ?นางซูเลิกคิ้วเล็กน้อยแสดงสีหน้าประหลาดใจการสอบขุนนางในฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปแล้วสองเดือนเมืองสืออันไปถึงเมืองหลวงใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนแต่เขาใช้เวลาเดินทางกลับถึงสองเดือนเชียวหรือ
ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าคนสกุลเย่ไม่เห็นเย่จื้อเหอกลับมาเอาแต่จุดธูปขอพรทั้งวันทั้งคืน โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจทำให้ทราบข่าวว่าอาจสอบผ่านจึงต้องรอรับการเรียกตัวและยังไม่สามารถกลับมาได้ตามที่วางแผนไว้
“เรื่องราวในบ้านของพวกเขา ย่อมเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องกังวลเจ้าค่ะ”นางซูกล่าวอย่างเฉยเมยนางในยามนี้เพียงปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบไม่ว่าคนสกุลเย่จะตกต่ำหรือรุ่งเรือง ก็มิได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวของนาง
“เย่จื้อเหอมิใช่ว่าเก่งกาจในหมู่บัณฑิตนักหรือ ไฉนจึงสอบไม่ติดเล่า”พี่เจียงส่ายหน้า แล้วขยิบตา “เจ้าแต่ก่อนหลีกเลี่ยงคนสกุลนั้นจึงมิรู้ว่าช่วงนี้พวกเขาหยิ่งยโสปานใด แทบจะเดินคับถนนแล้ว!”
ย่าเฒ่าสวมใส่เสื้อผ้าไหมหาใช่เรื่องแปลกใหม่ไปแล้วทั้งยังแต่งกายให้เย่ฝูหรงประดุจเทพธิดา แม้เด็กสาวจะงามจริง แต่ก็หยิ่งผยองนัก
“แม่นางฝูหรงมีเด็กน้อยคอยติดตามอยู่ก็ลูกสาวของหลิวต้าไหลที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอย่างไรเล่ายามนี้นางกลับรังเกียจว่าแม่นางน้อยผู้นั้นหยาบคายแล้วกล่าวอย่างเปิดเผยว่าอย่าได้มาหาอีก จนเด็กน้อยต้องร้องไห้วิ่งกลับบ้านไป”
พี่เจียงเบะปากไม่พอใจแล้วกล่าวต่อไปว่า “ยังมีลูกชายคนรองของสกุลหูอีกเถาอวิ๋นถึงกับตะคอกใส่ป้าซิ่ว กล่าวว่าลูกชายของนางเป็นคางคกนึกอยากกินเนื้อหงส์เอาแต่ไปวนเวียนอยู่ข้างฝูหรง ป้าซิ่วโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟถึงกับตีกันเลย!”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
นางซูประหลาดใจยิ่งนักไม่คิดว่านางจะพลาดเรื่องราวดีๆ ไปมากมายเพียงนี้ เถาอวิ๋นผู้นั้นก็ปากร้ายนักยามปะทะคารมกับป้าซิ่วแล้วก็...ดูสมน้ำสมเนื้อกันดี
เด็กน้อยหูหยางหมิงนั้นชอบเล่นกับเย่ฝูหรงมาตั้งแต่เด็กไม่คิดว่ายามนี้กลับกลายเป็นที่รังเกียจแล้ว
“สกุลเย่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับใครในหมู่บ้านส่วนคนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครอยากข้องแวะกับพวกเขานักเดิมทีคิดว่าพวกเขาจะรุ่งเรืองจนได้ย้ายบ้านไปแล้วใครจะไปคิดเย่จื้อเหอกลับสอบตกเสียได้” พี่เจียงใช้มือปิดปากหัวเราะสมน้ำหน้าเบาๆ
นางไม่ชอบสกุลเย่มานานแล้วแม้จะไม่ถึงกับซ้ำเติม แต่จะสนุกสนานเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร!
นางซูนำผ้าเช็ดไปซักจนสะอาดบิดน้ำออก แล้วพาดไว้บนราว โดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง “ก็ดีแล้วนี่จะได้ประหยัดค่าเดินทางไปสอบชุนเว่ย [*]”
การสอบขุนนางนั้นยากเย็นนักบรรดานักเรียนมากมายต่างต้องฝ่าฟันอุปสรรค ผ่านการสอบในฤดูใบไม้ร่วงแล้วยังมีการสอบชุนเว่ยรอพวกเขาอยู่อีก
เย่จื้อเหอพบเจออะไรถึงทำให้ล่าช้าไปหนึ่งเดือนเต็มนั้นนางซูมิอาจทราบได้ นางยุ่งนัก จึงมิได้สนใจเรื่องของพวกเขา
นางพาคนสองสามคนลงไปในไร่นาเพื่อขุดหัวไชเท้าและผักกาดขาวออกมาพวกมันแข็งตายไปแล้วเพราะถูกหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมยามนี้นำพวกมันกลับมาเก็บไว้ในห้องใต้ดินที่บ้าน คงปลอดภัยที่สุดแล้ว
ในลานบ้านนางซูเพิ่งหว่านเมล็ดผักโขมไปบางส่วน ต้นอ่อนที่เพิ่งยาวได้หนึ่งนิ้วกลับแข็งตายไปเสียหมด
ผักใบเขียวในฤดูนี้รอดยากหิมะตกหนักปานนั้นก็ยิ่งรอดยากขึ้นไปอีกบนโต๊ะอาหารที่บ้านแทบจะไม่มีผักใบเขียวให้เห็นแล้วเกรงว่าแม้แต่คนขายผักในเมืองก็คงจะมีน้อยลงมาก
เย่ชิงชิงคิดถึงผักสดที่เติบโตอย่างงดงามในมิติส่วนตัวของนางนางอยากจะนำออกมาเหลือเกิน แต่ก็มิอาจหาข้ออ้าง จึงทำได้เพียงกินมันฝรั่งหัวไชเท้า และผักกาดแห้งไปวันๆ
“บ้านพี่หวังมีไร่ผักมากนัก ช่วงนี้คงวุ่นวายใจเป็นแน่” นางซูใช้จอบเล็กๆ พรวนดินในแปลงผักต้นผักโขมที่แข็งตายไปแล้วล้วนกลายเป็นปุ๋ยเพื่อให้ดินดีขึ้นสำหรับการปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
พี่หวังอาศัยการขายผักเพื่อเลี้ยงชีพยามนี้เพิ่งปลูกผักฤดูหนาวลงไปได้ไม่นานก็ถูกหิมะปกคลุมไปเสียหมดก่อนที่มันจะเติบโตเต็มที่
“สร้างเพิงบังไว้ให้พวกมันได้หรือไม่เจ้าคะ” เย่ชิงชิงถาม
เชิงอรรถ
[*]สอบชุนเว่ย (春闱) หมายถึงการสอบจิ้นซื่อในฤดูใบไม้ผลิ เป็นการสอบระดับสูงสุดบัณฑิตที่สอบผ่านจะขึ้นชื่อในป้ายทอง