บทที่ 29 ยอมจำนน
ดวงจันทร์ยังคงส่องสว่าง ดวงดารากลับรางเลือน อ้อยอิ่งไปด้วยบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง
ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ม้าขาวตัวนั้นยังคงรายล้อมไปด้วยดวงแสงสีขาว หางยาวสลวยแกว่งไกวไปมา ปากอันใหญ่โตของมันเปิดออกเผยสีหน้าสื่อว่า ‘ข้าอยากกิน’
เมิ่งจิงโมโห สัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้กลับตบหน้านางด้วยการอ้าปากอันไร้ยางอายของมันออก
ไม่ได้บอกกันว่าสัตว์ภูตกลายพันธุ์ทั้งหมดล้วนหยิ่งผยองหรือ?
เหตุใดมันกลับยอมแพ้หลังจากได้รับเงื่อนไขเป็โอสถรวมปราณห้าเม็ดเล่า?
แต่ก็ต้องบอกว่าโอสถรวมปราณห้าเม็ดต่อวันนั้นเป็จำนวนมหาศาลจริง ๆ
นางวางมือบนเอวเล็กดุจต้นหลิวของตน และพูดด้วยความโมโห "มันยอมแล้ว แต่เ้ามีโอสถรวมปราณที่จะเลี้ยงดูมันหรือ?"
โอสถรวมปราณห้าเม็ดต่อวันเทียบเท่ากับหินิญญาสองร้อยก้อน
ราคานี้สามารถจ้างผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานมาทำงานให้ยังได้
เจียงผิงอันจะมีทรัพยากรมากมายมาเลี้ยงดูสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้ได้อย่างไร?
ดังนั้นสุดท้ายแล้วสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้ย่อมไม่ยอมจำนนแน่
ครั้นเห็นว่าสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้เห็นด้วย เจียงผิงอันจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาสื่อสารกับถุงเก็บของในใจ ก่อนโอสถรวมปราณ ที่มีกลิ่นหอมสี่เม็ดจะลอยออกมา
ั์ตาอันงดงามของเมิ่งจิงเบิกกว้างอีกครั้ง
ชายผู้นี้สามารถนำโอสถรวมปราณห้าเม็ดออกมาได้จริง ๆ!
เขาจะร่ำรวยกว่าบุตรสาวแม่ทัพอย่างนางได้อย่างไร?
เจียงผิงอันถือโอสถรวมปราณทั้งสี่เม็ดพลางจ้องมองตรงไปที่ั์ตาสีทองของสัตว์ภูตกลายพันธุ์
“จำไว้ จากนี้ข้าจะให้ทรัพยากรแก่เ้า ส่วนเ้าก็มาเป็พาหนะของข้า เมื่อใดที่ข้าไม่สามารถจัดหาทรัพยากรให้เ้า เ้าก็สามารถจากไปได้”
“แต่ถ้าเ้ากล้าหลบหนีหลังจากกินโอสถวิเศษของข้าแล้ว ข้าจะไม่เกรงใจนะ”
ชั่วขณะนี้ การแสดงออกของเจียงผิงอันพลันเปลี่ยนเป็เ็า เขาทำการใช้เคล็ดเทียนซาอีกครั้ง
ศพนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยปราณชั่วร้าย
ทั้งเมิ่งจิงและสัตว์ภูตกลายพันธุ์สีขาวต่างตัวสั่นเทิ้ม
ทว่านิมิตนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว แรงกดดันที่มีต่อหนึ่งคนหนึ่งสัตว์ภูตเองก็หายวับไปในทันใด
เจียงผิงอันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิธีการฝึกสัตว์ภูต เขาแค่ปฏิบัติต่อสัตว์ภูตเหมือนเป็คนและทำข้อตกลงกับมัน
พฤติกรรมแบบนี้ดูโง่เขลายิ่งในสายตาผู้อื่น
เจียงผิงอันปล่อยคอของมันแล้วใส่โอสถรวมปราณสี่เม็ดเข้าไปในปากของสัตว์ภูตกลายพันธุ์
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็สัตว์ภูตแบบไหน ข้าก็เลยปฏิบัติต่อเ้าเหมือนม้า ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าจะถูกเรียกว่าเสี่ยวไป๋”
“ช่างเป็ชื่อที่ดาษดื่นเสียจริง” เมิ่งจิงบ่นพึมพำจากด้านข้าง
“ชื่อนี้เรียบง่าย จะได้เลี้ยงง่าย ๆ” เจียงผิงอันลงจากหลังม้า
หลังจากกลืนโอสถรวมปราณไปห้าเม็ด ม้าขาวก็ฟื้นกำลังวังชาและลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
ทันใดนั้นคลื่นพลังอันรุนแรงก็พัดออกมาจากร่างของมัน เส้นขนปลิวไสว ร่างกายของมันก็เปล่งประกายขึ้น ซึ่งดูงดงามยิ่งในคืนที่มืดมิดเช่นนี้
มันทะลวงผ่านขอบเขตไปโดยตรง
ั์ตาสีทองของม้าขาวจ้องที่มองไปทางเจียงผิงด้วยแววซับซ้อน จากนั้นมันก็มองถุงเก็บของที่ข้างเอวเจียงผิงอัน แล้วหันหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะนอนหมอบลงบนพื้นอีกครั้งแต่โดยดี
เจียงผิงอันยกยิ้มเล็กน้อยพลางลูบขนอันเรียบเนียนของมัน
ด้วยสัตว์ภูตกลายพันธุ์ที่ว่องไวยิ่งตัวนี้ ในอนาคตโอกาสในการรอดชีวิตของเขาจะสูงขึ้นอย่างมาก
“ข้าขอแนะนำให้เ้าขายสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้เพื่อแลกกับทรัพยากรเสีย” เมิ่งจิงกระซิบข้างหูของเจียงผิงอัน
นางไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะมีทรัพยากรมากมายในการเลี้ยงดูสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้
หากขายมันไป ยังสามารถแลกเป็ทรัพยากรได้มากมาย ซึ่งคุ้มค่าอย่างยิ่ง
เจียงผิงอันไม่ตอบ "ใกล้รุ่งสางแล้ว ขอพักสักครึ่งชั่วยามก่อนค่อยกลับไปกัน"
เขาสามารถเพิ่มโอสถรวมปราณได้สิบเม็ดทุกวัน ราคาของโอสถห้าเม็ดนั้นสูงมาก แต่ก็ยังพอทนไหว
ค่าใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตได้นั้นย่อมคุ้มค่า
“ว่าแล้วว่าพวกบุรุษล้วนแต่สารเลว!”
เมิ่งจิงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่แยแสนาง ไม่เคยมีใครเมินเฉยต่อนางเพียงนี้มาก่อน
“รอก่อนเถอะ ข้าจะเอาชนะเ้าในไม่ช้า ข้าได้รับรางวัลจากเ้าเมืองแล้ว และข้าก็จะได้รับรางวัลมากขึ้นในการแข่งขันครั้งต่อ ๆ ไป จากนั้นระดับพลังยุทธ์ของข้าจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว!”
เมิ่งจิงทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ ด้วยความโกรธ ก่อนจะเริ่มบ่มเพาะ
นางคิดว่าที่อีกฝ่ายไม่สนใจนาง เพราะเขาคิดว่าตัวนางอ่อนแอและไม่คู่ควรพอที่จะพูดคุยด้วย
แต่ในความเป็จริง นางเข้าใจผิดมหันต์ เจียงผิงอันมักไม่กระตือรือร้นหรือเ็ากับคนที่เขาเพิ่งพบมากเกินไป
ปกติแล้วคนอื่น ๆ กระตือรือร้นกับเมิ่งจิงเกินไป จึงทำให้นางหลงคิดว่าการสื่อสารตามปกติของเจียงผิงอันนั้นเป็การไม่แยแส
เจียงผิงอันไม่ได้อธิบายอะไร เขาเพียงนั่งเฉย ๆ ขณะชื่นชมสัตว์พาหนะตัวใหม่เงียบ ๆ
เมิ่งจิงเป็สายกายา ดังนั้นนางจึงไม่สามารถไม่หลับไม่นอนเหมือนผู้ฝึกตนสายอื่นได้ ด้วยนางเหนื่อยมาทั้งคืน นางจึงหลับไปทันทีที่นั่งลงเพื่อบ่มเพาะ
ในตอนเช้าเจียงผิงอันจึงปลุกเมิ่งจิง "ได้เวลากลับกันแล้ว"
เมิ่งจิงลืมตาขึ้นอย่างไม่เต็มใจ มีน้ำลายไหลซึมที่มุมปาก ใบหน้ายามตื่นนอนของนางดูน่ารัก ปราศจากความเย่อหยิ่งหรือความซุกซนที่เคยมี
เดิมทีเมิ่งจิงขี่ม้าขาวนั่งซ้อนอยู่ข้างหลังเจียงผิงอัน แต่นางรู้สึกเหมือนจะร่วงอยู่เสมอ ดังนั้นนางจึงเบียดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเจียงผิงอันแทน
โดยทั้งหมดนี้เป็การกระทำที่นางทำโดยไม่รู้ตัวขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น
เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ส่งเสียงดัง นางคงจะดีพอ ๆ กับน้องหู่หนิว
"ไปได้!"
เจียงผิงอันออกคำสั่ง
ม้าขาวเม้มริมฝีปากดูถูกเหยียดหยาม แต่ยังคงวิ่งออกไป
หลังจากวิ่งไปครึ่งชั่วยาม จู่ ๆ เจียงผิงอันก็นึกถึงบางสิ่งได้ จึงถามว่า "เสี่ยวไป๋ เ้ารู้ทางกลับหรือไม่?"
เสี่ยวไป๋ส่ายหัว
เจียงผิงอัน "..."
“เ้าวิ่งมาครึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ทางงั้นหรือ?”
เขารู้สึกเหมือนสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้จะไม่ค่อยฉลาดนัก
เจียงผิงอันคิดว่าควรลองถามชาวบ้านจะดีกว่า
หากมีที่ดินทำกินอยู่ใกล้ ๆ แสดงว่าต้องมีชาวนา
เจียงผิงอันขี่ม้าขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเขามองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในทันใด
เจียงผิงอันรู้สึกมีความสุขมาก แต่รอยยิ้มของเขาพลันหายไปทันที ก่อนเปลี่ยนเป็สีหน้าดุร้าย
ที่ตีนเขา กลุ่มทหารกับชาวนากำลังรบรากันอยู่
"ฮือ ๆ ได้โปรดปล่อยเราไปเถอะ! นี่เป็อาหารมื้อสุดท้ายของเราจริง ๆ! ลูก ๆ ของข้ากำลังหิวโหยแทบตายแล้ว หากไม่มีอาหารนี้ พวกเราจะไม่สามารถผ่านในฤดูหนาวนี้ไปได้!"
“ข้าไม่สนใจว่าพวกเ้าจะอดตายหรือไม่ ถ้าไม่อยากจ่ายก็ตายเสียเถอะ!”
ทหารนายหนึ่งชักมีดออกมาสังหารผู้หญิงที่ขวางทางทันที
เืไหลนองไปทุกที่
"เมียจ๋า!!"
เมื่อเห็นภรรยาเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ ผู้เป็สามีก็ะเิอารมณ์โกรธเกรี้ยว
“เ้าสารเลว! เ้าเอาอาหารที่ได้ในปีนี้ไปหมดยังไม่พออีกหรือ! แล้วเราจะอยู่ต่ออย่างไร? ถ้าเ้าไม่ปล่อยให้เรามีชีวิตรอด เช่นนั้นทุกคนก็ควรตายกันให้หมด!”
"ข้าจะฏ!"
“ข้าจะฏเช่นกัน!”
“สู้กับพวกมัน!”
กลุ่มชาวนาถูกบีบให้จนตรอกพากันโพล่งออกมา พวกเขาหยิบเครื่องมือการทำนาแล้วพุ่งตรงไปหากลุ่มทหาร
ทางกลุ่มทหารหัวเราะร่วน “พวกโง่ บังอาจคิดต่อสู้กับพวกเราหรือ ฆ่าบุรุษให้หมดแล้วส่งพวกสตรีไปที่ค่ายทหาร!”
เหล่าทหารกลุ่มนี้ล้วนไร้ความเมตตา พวกเขาใช้ดาบในมือฟันใส่ผู้ที่เตรียมจะฏทันที
เหล่าชาวนาล้มลงทีละคน มีเด็กร่างผอมแห้งคนหนึ่งนั่งร้องไห้บนพื้น เสียงร้องอันชวนะเืใจดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน พื้นดินโดยรอบล้วนถูกย้อมเป็สีแดงฉาน
ชาวบ้านธรรมดาต่างไม่มีการพลังและไร้อาวุธ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางต่อกรกับพวกทหารได้
“พวกเ้ามันสมควรตาย!”
ทันใดนั้นก็พลันมีเสียงะโก้อง พาให้ทั้งสองฝ่ายที่กำลังพัวพันต่างตะลึงไป
ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งขี่ม้าขาวงามสง่าวิ่งตรงเข้ามา
ทางม้าขาวทำการบดขยี้หัวของทหารที่กำลังจะฆ่าชาวบ้านด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว
นายกองเจียงเจิ้นเห็นเช่นนี้จึงคำรามด้วยความโกรธ "เ้าสารเลว! บังอาจโจมตีทหารของเรา เ้าเบื่อที่จะมีชีวิตแล้วสินะ! ทิ้งม้าตัวนี้ไว้แล้วคุกเข่าขออภัยเสีย ไม่เช่นนั้นข้าจะสังหารทั้งครอบครัวของเ้าทิ้ง!"
นี่เป็ครั้งแรกที่เจียงเจิ้นเห็นม้ารูปร่างสง่างามเช่นนี้ ซึ่งเขานึกถูกใจมันั้แ่แรกเห็นทันที ขนสีขาวของม้าตัวนี้นเป็สีขาวบริสุทธิ์ ไร้สิ่งสกปรกใด ๆ เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย
เขากลัวจะทำร้ายม้าจึงคิดปล่อยให้คนฝั่งตรงข้ามลงมาก่อน
“ฮ่า ๆ สังหารทั้งครอบครัวของข้าหรือ?”
เจียงผิงอันมองไปที่ศพบนพื้นและหัวเราะขึ้นด้วยความโกรธ "อะไรคือความแตกต่างระหว่างพวกสารเลวอย่างเ้ากับโจรถ่อย? พวกเ้าล้วนสมควรตาย!"
มีเพียงผู้ที่เคยได้ััด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจสิ่งที่ชาวบ้านเหล่านี้ต้องอดทน
หลังจากทำงานหนักมาหนึ่งปี ส่วนปันอาหารทั้งหมดกลับถูกปล้น แค่นี้ยังไม่พอใจ อีกฝ่ายถึงกับคิดฆ่าทิ้ง ไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะมนุษย์เลย
“เ้าสารเลวไร้ประโยชน์นี่! ข้าจะพูดเป็ครั้งสุดท้าย รีบลงมาจากหลังม้าเร็ว ๆ เสีย ไม่เช่นนั้นทั้งครอบครัวของเ้าจะต้องถูกตัดหัว!” เจียงเจิ้นสบถด่าทอ
“ทะ… ท่านนายกอง… ขะ… เขา… ดูเหมือนกับ...”
ทันใดนั้นทหารนายหนึ่งก็พูดขึ้นด้วยเสียงตะกุกตะกักและสภาพเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“เหมือนผู้ใด? เป็ลูกหลานของตระกูลร่ำรวยหรือ? พูดมาให้ชัดเจนซิ!”
เจียงเจิ้นยกเท้าขึ้นเตะทหารที่พูดด้วยท่าทางหยิ่งยโสยิ่ง
“ดูเหมือนผู้ที่สังหารนายกองชุยเซียวกับนายกองสวีฮ่าวไปขอรับ!”
ทหารนายนั้นะโขึ้นด้วยท่าทางขลาดกลัว