เมรี่ ฉันขอโทษด้วยที่ไม่อาจหาข้อมูลเกี่ยวกับแม่ของเธอที่หายตัวไปได้ แต่โชคยังเข้าข้าง ฉันได้ที่อยู่ครั้งสุดท้ายของคุณยายเธอมาด้วย (ฉันแชร์โลเคชั่นมาให้ละนะ) ขอให้เจอแม่เร็ว ๆ นะ รักและห่วงใยเสมอ
วันต่อมามณฑิราได้รับข้อความจากรินลดาเพื่อนนักสืบชาวไทยในอังกฤษเกี่ยวกับแม่ของเธอ ความหวังอันแสนริบหรี่หากยังพอมีเส้นจาง ๆ ของแสงสว่างคอยลอดนำทางอยู่บ้าง เมื่อมองแผนที่บนหน้าจอมือถือ แม้จะเป็ย่านที่ขึ้นชื่อเื่การจราจรตายสนิทอย่างถนนราชดำเนินนอก หากการเดินทางในยามบ่ายแก่ ๆ ดูสะดวกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับชั่วโมงเร่งด่วนใน่เช้า ทำให้แท็กซี่พาเธอและน้องสาวเกือบมาถึงยังจุดหมายในเวลาเพียงชั่วโมง ถ้าไม่นับ ว่าต้องมาเจออุบัติเหตุเฉี่ยวชนของคู่กรณีที่อยู่ต้นขบวนเสียก่อน ทั้งสองสาวจำต้องเดินเท้าต่อเพื่อยุติการเสียเวลาไปเปล่า ๆ บน ท้องถนน สภาพอากาศของเมืองหลวงในวันนี้แม้แสงแดดจะไม่แรงมากเนื่องจากมีกลุ่มเมฆครึ้มก่อตัวเกือบตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนอบอ้าวที่หนาแน่นจนส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจลงแต่อย่างใด เสื้อผ้าของทั้งสองเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง โชคยังดีก่อนจะถึงถนนที่ต้องเลี้ยวมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่เป็ตัวช่วยคลายร้อนและเพิ่มความสดชื่น และเติมพลังงานให้กลับมาอีกครั้ง
“น่าจะถนนนี้แหละ ตามแผนที่บอกว่า ซอยห้า ชื่อว่ากาลเวลา” คนเป็น้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความดีใจ แววตาเป็ประกายระยับหลังจากเดินหาจุดหมายปลายทางร่วมชั่วโมง
“แต่บ้านเลขที่หนึ่งร้อยสิบห้าน่าจะอยู่ซอยท้าย ๆ นะ” ประโยคของคนเป็พี่แทบจะฝังกลบความรู้สึกก่อนหน้าของอินทิราสิ้น หน้าคนเป็น้องงอหงิกเล็กน้อยเมื่อดีใจเก้อ
สองสาวพี่น้องใช้เวลาในการค้นหาซอยกาลเวลาอยู่พักใหญ่ หากก็ไม่พบ และไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ทั้งสองจึงหยุดพักอีกครั้งเมื่อเจอรถขายไอศกรีมโบราณ
“พี่เม น้องว่านะ ชื่อซอยดูแปลกหูพิลึก เพื่อนพี่ให้ข้อมูลมาผิดหรือเปล่าคะ” พูดเสร็จหันไปสั่งไอศกรีมกะทิให้ตนเองกับพี่สาว “หนูถามหาซอยนี้ทำไมเหรอ”
ทั้งสองเพิ่งสังเกตว่าคุณตาที่ขายไอศกรีมดูชราภาพมากแล้ว แต่ก็ยังต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ
“พอดีหนูสองคนมาตามหาญาติน่ะค่ะ” อินทิราตอบเสร็จก็ชวนคุณตาคุยเื่ครอบครัวของคุณตา มณฑิรานิ่งฟัง เธอเข้าใจว่าน้องสาวไม่ได้มีเจตนาละลาบละล้วงชีวิตของคนอื่น แต่ที่ถามไปทั้งหมดก็เพราะรู้สึกสงสารคนชราหากลูกหลานไม่ดูแล หูฟังคนต่างวัยสองคนสนทนากันอย่างสนุกสนาน หากสายตาของมณฑิราก็สอดส่ายไปโดยรอบเผื่อหวังฟลุคเจอบ้านหลังที่กำลังตามหาอยู่ พลันหางตาสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งที่คุ้นตา
ผู้หญิงในชุดไทยโบราณยืนหันหลังอยู่ตรงมุมแยกของซอยไม่ไกลจากที่พวกเธอยืนอยู่
“ขอโทษนะคะที่หนูถามเื่ส่วนตัวของคุณตา ตอนนี้สบายใจแล้วค่ะ ที่คุณตามีลูกหลานดูแล ส่วนขายไอติมเพราะมีความสุขที่ได้ทำ” อินทิรายิ้มแป้นด้วยความโล่งใจอย่างที่กล่าวไป
“ว่าแต่ซอยที่หนูถาม เคยมีผู้หญิงมาถามหาเหมือนกันแต่ก็ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาแล้วนะ”
แววตาคนช่างถามลิงโลด หัวใจพองโต
“พี่เมเห็นไหม เรามีความหวังแล้ว” เ้าตัวหันไปหาพี่สาวเก้อ เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย
“พี่เม...พี่เมคะ” สีหน้าของคุณตาขายไอศกรีมประหลาดใจไม่น้อยกว่าเธอ
มณฑิราเดินตามร่างในชุดไทยโบราณ แต่น่าแปลกนักที่พอเลี้ยวเข้าซอยกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตใดอื่น
นอกจาก...เรือนไทยโบราณหลังใหญ่
หญิงสาวตะลึงลานกับภาพเบื้องหน้า คล้ายสติหลุดลอยไป ณ ที่ใดสักแห่ง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเพียงแค่เสี้ยวเวลา เธอก็เข้ามายืนอยู่บนเรือนไทยหลังนี้เสียแล้ว
กลิ่นดอกไม้หอม ที่ไม่มีความคล้ายคลึงใด ๆ กับดอกไม้ของฝรั่งอบอวลไปทั่วเรือนลอยมาแตะจมูกของเธอ ช่วยให้สมองเกิดความผ่อนคลาย ทุกอย่างเงียบสงัด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมที่พัดแ่เบา มณฑิรายืนหลับตาพริ้มหวังซึมซับเอาบรรยากาศที่อาจหาไม่ได้อีกแล้วในโลกใบนี้เอาไว้ให้นานที่สุด
“ลากตัวนังหญิงมากชายมาให้ข้า!” เสียงะโลั่นดังใกล้เข้ามา หญิงสาวสะดุ้งตัวโหยง ลืมตาตื่น มองหาต้นตอของเสียง แล้วรีบหาที่หลบ โชคยังดีที่ใกล้ตัวมีพุ่มไม้ใหญ่ เธอจึงพุ่งเข้าไปแอบได้ทันเวลาพอดี แล้วจึงค่อย ๆ แอบมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างระทึก
ภาพแรกที่ปรากฏคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผิวขาวกำลังยืนหันหลัง ดูไม่แตกต่างจากพวกตัวร้ายในภาพยนตร์ที่กำลังเกรี้ยวกราดหันหน้ามองไปยังผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งหมอบกราบอยู่กับพื้นอย่างตัวสั่นงันงก
“คุณพี่เ้าขา น้องถูกใส่ความเ้าค่ะ” น้ำเสียงสั่นเทาเครือแฝงไปด้วยหยาดน้ำตาร้องขอความเป็ธรรม
“ใส่ความเยี่ยงนั่นรึ แล้วที่หล่อนไปนอนกอดเกยอ้ายสักเนื้อตัวเปล่าเปลือยเล่า ใครจะกล้าใส่ความ นอกจากหล่อนมันร่านชาย มากมายชู้รักเสียเอง”
คำพูดเล่านี้หากออกมาจากปากผู้อื่นคงไม่เ็ปเท่าออกมาจากปากชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามี
“แต่น้องถูกลวงล่อให้ไปนาเ้าคะ น้องถูกใส่ความ คุณพี่โปรดฟังน้องด้วย” กล่าวไปพลางน้ำตาไหลรินอาบทั่วทั้งใบหน้า รีบคลานเข่าเข้าไปกอดข้อเท้าของฝ่ายชาย หากสิ่งที่ได้รับตอบแทนมาจากการคุกเข่ากราบกรานคือ การสะบัดข้อเท้าหนีอย่างไร้ความเห็นใจจากอีกฝ่าย
แม้มณฑิราจะไม่ได้เห็นใบหน้าของหญิงคนที่กำลังร้องขอความยุติธรรมชัด เพราะต้องแอบมองลอดผ่านพุ่มไม้ แต่เธอสามารถรับรู้ได้ถึงความเ็ปชอกช้ำกับคำว่า ‘ใส่ความ’ ได้เป็อย่างดี
“คุณพระ แม่ขอร้อง อย่าลงหวายน้องเลย” น้ำเสียงเครือ เจือไว้ด้วยความทุกข์ใจของผู้มาใหม่ดังขึ้น
สตรีในวัยกลางคนกับวัยสาวปรากฏตัวขึ้น
“น้องก็ขอวิงวอนคุณพระอีกคนนาเ้าคะ” สตรีวัยสาวถึงกับคุกเข่าลงกราบกรานอีกคน
“แม่ลำดวน อย่าทำเยี่ยงนี้” ปิศาจร้ายในร่างมนุษย์หากใจรีบไปประคองตัวของผู้หญิงที่ชื่อว่าลำดวนขึ้นมาอย่างอ่อนโยน สร้างความหมั่นไส้ให้กับมณฑิราอีกเท่าตัว
“หากคุณพระเห็นว่าเมียทำผิด ก็เพียงแต่ปลดออกจากเมียเอกเสีย ขออย่าได้ลงหวาย โบยตีจนต้องให้ได้เจ็บไข้เลย”
เมีย...ผู้หญิงคนนี้คือเมีย ผู้ชายใจร้ายมาก ไม่ไถ่ถามซักความ ก็จะลงโทษลงทัณฑ์เสียแล้ว เธอรู้สึกชังน้ำหน้าคนแบบนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“อย่าได้เกลียดชังเขาเลย”
มณฑิราใจกระตุกวูบ รีบหันกลับไปมองเ้าของเสียง
ชายวัยชราสีหน้าเป็มิตร ยืนยิ้มอ่อน หากไม่นับเครื่องแต่งกายที่ดูประดักประเดิดไปมากสำหรับสังคมในยุคปัจจุบันแล้ว เธอก็คงจะไม่เคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ต่อ
“คุณตาทราบด้วยหรือคะ” ถามออกไป ทั้งที่ใจยังหวั่นเกรงในทีท่าของคนชราแปลกหน้า
“ข้ารู้ยิ่งกว่ารู้เสียอีก” เสียงหัวเราะคล้ายลอยมาไกลแสนไกล แม้เ้าตัวจะยืนอยู่ตรงหน้าก็ตาม
หญิงสาวงุนงงไปหมด เริ่มคิดในใจ คนที่นี่ใช้คำว่าข้ากันอยู่อีกหรือ ก่อนจะหันกลับไปมองที่กลุ่มคนก่อนหน้า เพราะกลัวจะถูกจับได้
“มิต้องกลัวไปดอกเ้า...คนเ่าั้ มิเห็นตัวเ้าดอกหนา”
“ไม่เห็น...เอ่อ...ทำไมเหรอคะ” เธอประหลาดใจในคำกล่าวของผู้สูงวัยกว่ามาก
“ตามข้ามาสิ” คล้ายถูกสะกด เธอเดินตามหลังชายชราไปอย่างว่าง่าย นึกประหลาดใจกับตัวเองอยู่เหมือนกัน ที่ไม่ถาม ไม่คิด หรือขัดขืนใด ๆ เลยสักนิด
ชายชราพาเธอเดินลัดเลาะไปอีกด้าน ผ่านสวนไม้ดอกกลิ่นฟุ้งและสระบัวไปยังตัวเรือนไทยยกสูงหลังใหญ่ มีชานเรือนเชื่อมไปยังเรือนไทยหมู่เล็กอีกหลายหลัง และจริงดังที่ชายชราว่า ผู้คนแต่งกายแปลกตาที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานสวนและงานบนเรือนต่างไม่มีใครเห็นเธอกับชายชรา ไม่แม้แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินขึ้นเรือนไปทีละขั้น เดินผ่านศาลาใหญ่กลางเรือน ผ่านทางเชื่อมไปยังเรือนหมู่เล็กทางฝั่งขวา จนมาถึงห้องนอนของใครบางคน มณฑิราแทบลืมหายใจ ลืมตัวตน ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองยังมีชีวิต หากไม่ได้ยินประโยคถัดมาของคนแปลกหน้า
“เ้ายังมิตายดอก...เห็นสิ่งนั้นฤาไม่”
บนฝาผนังมีภาพวาดเรือนไทยโบราณมีสระบัวโดยรอบ หากความทรงจำของเธอยังดีอยู่ ภาพที่เห็นนั้น ช่างคล้ายกับภาพที่คนนิรนามมอบให้กับเธอ แต่ไม่เหมือนเลยทีเดียว ภาพนั้นเป็เรือนไทยหลังใหญ่ แต่ภาพนี้เป็เรือนหลังเล็ก
อะไรกันนี่!? ทำไมภาพวาดสองภาพที่คล้ายกัน และบางทีอาจจะเป็สถานที่เชื่อมต่อกัน ใช่แล้ว! ภาพทั้งสองนี้ก็คือภาพของเรือนไทยหลังใหญ่ และเรือนไทยหลังเล็กที่เธอกำลังยืนทำหน้าร้อยล้านแปดพันคำถาม ต่อหน้าชายชราที่ยืนยิ้มอ่อนมองเธออยู่นั่นเอง ทำไมสองภาพนี้ถึงเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตเธอ รวมถึงเหตุการณ์ประหลาดทั้งหลายด้วย
“หยิบมันมาเถิดหนาเ้า”
“แต่มันไม่ใช่ของหนูนะคะ” รีบแย้งโดยไม่ต้องคิด เื่ผิดศีลธรรมเธอไม่มีทางยอมให้
ชายชราหัวเราะในความเถรตรงของเด็กสาวตรงหน้า
“มิใช่ของเ้าแน่แล้ว แต่ข้าคือเ้าของ แลบัดนี้มอบให้เ้าได้เป็ผู้รักษา”
“ทำไมต้องเป็หนูคะ แล้วรักษาทำไม” เธอถามรัว
“ใจร่ม ๆ เถิดหนา วันเบื้องหน้าเ้าจักรู้แลเข้าใจทุกอย่างเอง เพียงแต่ต้องปล่อยให้โชคชะตาของเ้าดำเนินต่อไป”
ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“พี่เม”
หากยังไม่ทันจะถามต่อเสียงะโเรียกจากอินทิราก็ดังขึ้นมาก่อน เธอหันขวับไปตามเสียง ก็เห็นน้องสาวเดินมากับชายแปลกหน้าอีกคน
“ว่ายังไง เรียกพี่ซะดังเชียว ใหมด” เธอเอ็ดเบา ๆ ด้วยเกรงใจคู่สนทนาที่าุโกว่ามาก
“ก็พี่เมเล่นเดินหายไปไม่บอก รู้ไหม น้องเดินหาพี่จนขาลาก แล้วก็มาเจอบ้านเลขที่ที่เรากำลังตามหาพอดี เจอพี่เ้าหน้าที่คนนี้เลยสอบถามดู บังเอิญมากเลยที่พี่เขาจำพี่เมได้” น้องสาวไล่ความจนยืดยาว ทุกอย่างเกือบดูเป็ปกติ หากไม่สะดุดกับคำว่า...
“เ้าหน้าที่? ” หญิงสาวเบือนหน้ามองคนที่ยืนข้างน้องสาวในตอนนี้ ชุดสูทสีน้ำน้ำเงินเข้ม พร้อมป้ายที่ระบุชื่อ ตำแหน่งรับผิดชอบที่ห้อยคอของชายคนดังกล่าวสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่น้องสาวพูดคือเื่จริง
“ก็ใช่น่ะสิ พี่เป็อะไรไป แล้วนี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ” อินทิราถามด้วยความเป็ห่วง
“คุณมณฑิรายังแลกบัตรกับผมตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่เลยนะครับ” เ้าหน้าที่ชายช่วยยืนยันอีกเสียง
พิพิธภัณฑ์...งั้นหรือ?
คนกำลังใช้สมองประมวลผลหันซ้ายหันขวามองข้ามสองคนตรงหน้าออกไป เห็นกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินสวนกันไปมา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“คุณตะ...ตา” ท้ายเสียงขานเรียกขาดหายไปพร้อมกับสมองหยุดประมวลผล เมื่อประจักษ์ต่อสายตาตัวเองว่าอะไรเป็อะไร
“เป็ไปไม่ได้...” ประโยคนี้เบาจนคล้ายรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะบอกกล่าวใคร
อินทิรามองท่าทีของพี่สาวอย่างนึกกังวลมิได้ จนเอื้อมมือไปจับต้นแขนพี่เบา ๆ หวังเรียกสติ
“พี่เมทำเหมือนเห็นผีเลย” พูดเสร็จก็หัวเราะเบา ๆ ออกมาหวังคลายความตึงเครียด
“ผี...ผีงั้นเหรอ”
เมื่อรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีอะไรบางอย่างที่ผิดแผกแปลกไปจากพี่สาวคนเดิม เธอก็รีบหันไปขอบคุณเ้าหน้าที่ชาย ก่อนจะลากแขนคนที่ทำหน้าคล้ายเจอผีจริง ๆ ออกไปจากตรงนั้น
มณฑิรานั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองั้แ่กลับมาถึงยังห้องพักในโรงแรม ชายชรารวมถึงทุกคนที่แต่งกายแปลกในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นคืออะไร อยากจะเหตุผลและเชื่อว่าด้วยอากาศร้อนสมองของเธอเลยมโนภาพไปเอง แต่ทุกอย่างมันเหมือนจริงเกินกว่าจะเชื่ออย่างนั้นได้
ผู้ชายคนนั้นให้ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยผ่านเข้ามาให้เธอได้รับรู้และขบคิดว่าเขาเป็ใครอยู่บ่อยครั้ง ดีร้ายหรือไม่ ยังออกขุ่นมัว หากครั้งล่าสุดแม้ไม่เห็นหน้า แต่เธอกลับมั่นใจว่าใช่เขา ภาพคำสั่งให้โบยตีผู้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาอย่างโหดร้าย ทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาคิดนานอีกต่อไป ต้องใจดำสักเท่าใดถึงทำขนาดนั้นได้ และเธอเกลียดคนเช่นนี้เข้ากระดูกดำ!
เสียงเคาะประตูของบริกรที่นำอาหารค่ำมาบริการเรียกสติของคนที่เตลิดไปไกลให้กลับมา อินทิราปิดประตูลงหลังบริกรออกห้องไป
“วันนี้น้องสั่งแต่ของชอบพี่เลยนะ” คนเป็น้องเอาใจคอยตักเมนูโปรดบนโต๊ะให้
“ขอบใจจ้า” คนเป็พี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้
บริกรกลับมาเก็บกวาดมื้อค่ำหลังจากเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง อินทิราลอบสังเกตอาการของพี่สาวเป็่ ๆ เนื่องจากไม่ใคร่สบายใจนัก และยิ่งกังวลมากกว่าเดิมเมื่อเพื่อนคนไทยที่จะช่วยนำเธอไปหาข้อมูลในการวิจัยโทร. มายืนยันว่าต้องเดินทางใน วันมะรืนไปจังหวัดเชียงราย
‘เลื่อนไปอาทิตย์หน้าไม่ได้เหรอแก’ หญิงสาวพยายามยืดเวลาออกไป
‘ถ้าแกชักช้า คงพลาดมาก เพราะอาจารย์สุทินต้องไปทำวิจัยที่ต่างประเทศนานหลายเดือนเลย’ คำตอบของปลายสายเป็การตัดบทวิงวอนของอินทิราไปโดยปริยาย
“มะรืนนี้น้องต้องไปเชียงราย พี่เมอยากไปเที่ยวไหมคะ” โยนหินถามทางไปก่อน เผื่อพี่สาวอยากเปลี่ยนบรรยากาศ
คนเป็พี่ส่ายหน้าเป็เชิงปฏิเสธ
“ยังหรอก พี่มีอะไรอยากทำในกรุงเทพฯ ก่อน...”
“ทำอะไรคะ” คำถามถูกสวนขึ้นทันควัน
“พี่อยากจะไปชมพิพิธภัณฑ์ก่อน” เธอตอบเสียงเรียบไม่ได้แสดงอาการพิรุธใดออกไป
“พี่เม...อย่าหาว่าน้องจุ้นจ้านเลยนะคะ แต่อาการของพี่เมื่อตอนกลางวันทำให้น้องกังวล” หญิงสาวพูดตามตรง แต่ยังคงแฝงด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เพราะปกติแล้ว พี่น้องมักไม่ค่อยก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของกันและกันเท่าใดนัก
“โธ่! มาย คนแบบพี่ไม่เคยเป็อะไร ทุกปัญหาและปริศนาทำอะไรพี่ไม่ได้ โดยเฉพาะเื่เอาตัวรอด พี่ถนัดแค่ไหนลืมแล้วหรือไง อาการเบลอ ๆ ที่ผ่านมาไม่กี่วัน พี่ก็แค่เมาแดด ก็เหมือนกับพวกที่อยู่ในทะเลทรายนาน ๆ ไง ขาดน้ำ ขาดอาหาร ตาลาย เห็นภาพลวงตา” เธอตอบยาวพลางกลั้วหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อน
คนเป็น้องนิ่งคิดตาม ยึดเอาอุปนิสัยและบุคลิกของคนเป็นักสืบชื่อดังเป็ที่ตั้ง นิสัยช่างสังเกต เก็บรายละเอียดยิบ มั่นอกมั่นใจ ที่สำคัญไหวพริบเป็เลิศ จึงเอาตัวรอดได้ดี และจริงดังว่า ไม่มีปัญหาหรือปริศนาใดที่พี่สาวเธอแก้ไม่ได้ จึงได้ข้อสรุปว่าอาการของคนเป็พี่คงไม่ได้ผิดปกตินัก อาจเพราะความไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวันจริง ๆ จึงทำให้บางครั้งทำให้กระบวนการคิดการปฏิบัติดูผิดแปลกไป
“น้องไปตั้งหนึ่งเดือนเลยนะคะ หรืออาจจะเดือนครึ่ง ถ้างานยังไม่เรียบร้อย แล้วพี่เมจะอยู่ยังไง” ยังไม่ละความพยายามที่จะโน้มน้าวเอาใจคนเป็พี่ให้คล้อยตามไปอยู่ที่เชียงรายด้วย
“พี่อยู่ได้ เอาอย่างนี้นะ พรุ่งนี้เราไปหาบ้านเช่ากัน มายจะได้สบายใจว่าพี่ไม่เป็ไร ติดต่อพี่ได้ตลอด แล้วถ้าพี่อยากไปเชียงราย พี่จะรีบโทร. หามายทันที โอเค๊? ” ปลายเสียงสดใสของมณฑิราคลายความกังวลใจของน้องสาวลงได้บ้าง
อินทิราไม่ได้ติดใจอะไรต่อ นอกจากรับปากจะไปช่วยหาบ้านเช่าในวันรุ่งขึ้น
ใช้เวลาเกือบทั้งวันมณฑิราก็ไม่พบบ้านเช่าที่ถูกใจเสียที แม้ฐานะทางการเงินของเธอจะสามาถเช่าบ้านหลังใหญ่โต หรือคอนโดหรูหราอยู่ได้สบาย ๆ เป็ปี ๆ แต่ก็ไม่มีที่หรูหราแห่งไหนถูกใจเธอเลยสักนิด ใจของเธอคิดถึงแต่ซอยกาลเวลา แม้อินทิราเองก็ไม่อาจทัดทานได้ จึงยอมให้เธอกลับมาซอยนี้อีกครั้ง ในที่สุดก็พบบ้านเช่าในซอยเ้าปัญหาอย่างที่้า ยิ่งไปกว่านั้น บ้านหลังนี้ยังติดกับบริเวณพิพิธภัณฑ์ และสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยในตอนค่ำของวันนี้ เนื่องจากคุณป้าเ้าของบ้านเช่าได้ให้คนมาทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง สภาพบ้านจึงพร้อมที่จะต้อนรับคนเข้ามาอยู่ตลอดเวลา บ้านเช่าริมแม่น้ำเ้าพระยาเป็บ้านไม้สีขาวยกพื้นสูงกันน้ำท่วม หากยังไม่สูงเท่ากับบ้านทรงไทยแบบดั้งเดิม หลังคาทรงปั้นหยาตามแบบนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ พื้นที่รอบบ้านกว้างใหญ่เกินกว่าราคาเช่าไปมาก มณฑิราตัดสินใจทันทีที่เห็น คุณป้าเ้าของบ้านบอกว่าจะแวะเวียนมาเก็บค่าเช่าเดือนละครั้งเท่านั้น เพราะแกกับครอบครัวได้ย้ายไปปลูกบ้านอยู่แถบชานเมืองแทนเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองหลวง แต่ตอน่เช้าของวันรุ่งขึ้นจะเข้ามาเพื่อเอาสัญญาเช่ามาให้
อินทิราเดินทางไปเชียงรายั้แ่เช้ามืด พอยามสายคนเป็พี่จึงมีโอกาสได้เดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ บ้าน โดยไม่วายหยิบชุดที่ได้มาจากร้านผ้าเมื่อวันก่อนมาสวม เป็ผ้าซิ่นสีบานเย็นปักลายสลับโดยรอบกับเสื้อแขนกระบอกสีชมพูอ่อน ซึ่งนอกจากด้านหลังของตัวบ้านจะติดกับแม่น้ำเ้าพระยาแล้ว ด้านข้างของตัวเรือนยังมีสนามหญ้าสีเขียวขจี ต้นไม้ร่มรื่นแผ่กิ่งก้านรวมไปถึงไม้ดอกที่ส่งกลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ และหอมอ่อน ๆ ยามเมื่อลมพัดโชยมา น่าประหลาดนักที่คุณป้าเ้าของบ้านบอกว่า ไม่เคยมีใครติดต่อเช่าบ้านหลังนี้มาก่อน แม้จะประกาศเช่ามาแรมปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเรือนและบริเวณโดยรอบน่าอยู่เกินราคาเช่าอยู่มากโขทีเดียว
เมื่อเดินผ่านสนามหญ้าและสวนไม้ดอกมาแล้ว มณฑิราหยุดกึก เขม่นมองสิ่งที่ก้ำกึ่งระหว่างห้องเล็กหากขนาดก็ไม่ได้เล็กมากหรืออาจจะเป็บ้านอีกหลังแต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก สุดท้ายเธอทิ้งความลังเลเอาไว้ แล้วตัดสินใจมุ่งตรงไปเปิดบานประตูไม้ออก เธอขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ ด้านในเป็ห้องโล่งๆ กว้างกว่าที่คาดเอาไว้มาก และถูกจัดอย่างเป็ระเบียบในรูปแบบสมัยเก่า ความกว้างของห้องกว้างพอที่จะทำเป็ห้องนอนและแบ่งทำเป็ห้องทำงานได้อย่างสบาย มีข้าวของเครื่องใช้เก่าจำพวกโต๊ะเก้าอี้เสียเป็ส่วนใหญ่ รวมไปถึงเตียง สายตาเลยไปถึงอีกฟากฝั่งของห้อง มีประตูอีกด้าน เดาจากสายตาน่าจะเป็ประตูห้องน้ำ คนมองจึงไม่ต้องเสียเวลาคิดที่จะเดินเข้าไปเปิดประตูบานนั้นอีก หากไม่ทันจะมองผ่านเลยไป สายตาก็สะดุดเข้ากับบางอย่าง
ภาพวาด!
เธอไม่แน่ใจว่า ระหว่างหัวใจกับมือบางที่กำลังเอื้อมมือไปด้านหน้า อย่างไหนสั่นแรงกว่ากัน ภาพวาดอันเดิม แม้ไม่คุ้นเคย แต่ก็จดจำได้แม่นยำ หากประหลาดนักที่ปรากฏอยู่ในเรือนหลังเล็กนี้แทนที่จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น
หรือว่า...ไม่...ไม่จริง ผีไม่มีในโลก เื่ที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้ก็ไม่มีในโลก เป็ไปไม่ได้ และเธอ้าพิสูจน์!
ไวเท่าความอยาก เท้าทั้งสองเดินฉับตรงไปที่ประตูเป้าหมาย ก่อนที่มือบางจะฉวยเอาภาพวาดที่ติดไว้บนฝาผนังใกล้ประตูที่ปิดอยู่อย่างไว ทันใดนั้นแสงสว่างสีทองจ้าก็ปรากฏขึ้น หญิงสาวปล่อยมือจากภาพวาดอย่างรวดเร็ว ตัวแข็งทื่อ พอ ๆ กับสายตาที่แข็งกร้าว จ้องเขม็งไปที่ภาพวาดซึ่งบัดนี้นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเรียบร้อย เพราะการปล่อยมือของเธอ แต่ทว่าแสงจากมันยังส่องสว่างไสวไปทั่วบริเวณ แม้จะเป็เวลากลางวันที่แสงอาทิตย์เจิดจ้าก็ตาม ก่อนจะลดลงจนเลือนหายไป
“ต่อแต่นี้จงดูแลของสิ่งนี้ให้ดีเถิดหนา”
เสียงใครบางคนที่คุ้นหูกระซิบมาแต่ไกล
ชายชราปรากฏตัวขึ้น
“คุณตา!” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความใ เมื่อหันหลังไปพบกับชายชราปริศนา
“ใช่ ข้าเอง เ้าจักร้องเสียงดังด้วยเหตุอันใด”
“คุณตาเป็ใครกันคะ หรือว่า...” พูดจบ ตาทั้งสองข้างของเธอก็เบิกโตด้วยความกลัว
“ข้ามิใช่ผีสางอย่างที่เอ็งคิด อย่ากลัวข้าไปเลย” ชายชราพูดพลางยิ้มอ่อนยื่นไมตรีให้
สายตาของหญิงสาวมองมาอย่างชั่งใจ ว่าควรจะเชื่อคำพูดหรือสิ่งที่มองเห็นตรงหน้าดี
“เ้าอาจจักยังมิเข้าใจในสิ่งที่เห็นตรงหน้ายามนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพอจักชี้แนะเ้าได้ ก็คือ เ้าจงรักษาภาพวาดสองภาพเอาไว้ เพราะมันคือสิ่งที่จักพาเ้าไปพบกับโชคชะตาที่เหลือ”
“โชคชะตาเหรอคะ แล้วโชคชะตาที่ว่าคืออะไรคะ” เธอรัวคำถามเป็ชุด หากคำตอบที่ได้คือแสงสว่างสีทองจ้าไปทั่วห้องอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของชายชราจะเลือนหายไป ทิ้งให้มณฑิรายืนสับสนกับคำพูดและเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่เสี้ยววินาที