“เหตุใดไม่พักให้ทุเลาเดินกะเผลกๆ แบบนี้จะดูแลอาเฉินอย่างไรได้สะดวก” ทรงตำหนิเล็กๆเพราะเวลาเกือบเดือนที่มีนางอยู่ในสายพระเนตร นับๆ ดูทรงเห็นความหัวดื้อหัวรั้นของนางหลายต่อหลายครั้ง
แต่ความหัวรั้นของนางนั้นอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริงใจดวงตาใสซื่อ วาจาฉะฉานจากปากจิ้มลิ้มไร้ความหลอกลวงแม้เพียงนิด จากที่นางเล่าให้ฟังกว่าจะมาถึงวันนี้ นางพบเจอประสบการณ์ทั้งดีและร้ายใดมาแล้วบ้างทำให้ทรงเชื่อคำนางสนิทใจ
“อย่างน้อยข้าก็ใช้ตาช่วยเสี่ยวลู่กับเสี่ยวหลิงดูแหละน่าตาสามคู่ยังดีกว่าสองคู่นะเ้าคะ” ฉวนลี่ถิงถูกประคองนั่งลงบนเก้าอี้
อาเฉินเห็นน้าสาวก็ลุกขึ้นยืนจะออกจากกระบะกั้นผู้เป็อาอยู่ใกล้ก็เลยทรงอุ้มเขาออกมา ปล่อยให้เด็กชายเดินเตาะแตะไปหาน้าสาว
“ไม่เห็นกันเกินครึ่งชั่วยามคงมีใครคนใดคนหนึ่งต้องขาดใจเป็แน่”
พูดไม่เข้าหูอีกแล้วนะ...หญิงสาวตวัดสายตาค้อนเขาเล็กน้อยและอีกคนก็ทรงไม่ถือสาอันใด
“ลองท่านได้เป็ข้าบ้างสิรับรองท่านได้เข้าใจหัวอกข้าแน่” นางลูบแก้มหลานชายตัวน้อย
ก็หลานนางน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ขนาดท่านตาว่าใจแข็ง เคยจงเกลียดจงชัง ยังใจอ่อนเข้าจนได้ถ้าไม่เพราะนางรักษาคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่สาว ท่านก็คงห้ามอย่างหนักเช่นกันด้วยไม่อยากให้นางพาเขามาเมืองหลวง
เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าเซวียเสวี่ยจิ้งจึงรับสั่งต่อเจิ้งเฉาให้บ่าวในตำหนักจัดสำรับของว่างมาที่เรือนหนึ่งสันติสุข
“ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านจะมาอีกเมื่อไร”หรืออันที่จริงก็คือเมื่อไรเขาจะมาทำตัวให้สมกับความเป็พ่อและรับตัวอาเฉินไปนางเบื่อความไม่กระตือรือร้นของเขาเต็มทีอยากถามด้วยซ้ำว่ามีใจรักอาเฉินบ้างหรือไม่
ทรงเห็นแววกังวลในน้ำเสียงและแววตาตำหนิของนางก็ตรัสตอบ
“จนกว่าอาเฉินจะพร้อมและเ้าก็พร้อมจะตัดใจ”
“ข้า...พยายามอยู่”ความผูกพันมีมาั้แ่พี่สาวตั้งท้องคลอดหลานชายแล้วนางก็เลี้ยงเองดังเช่นสายเืในอก นางเพียง้าเวลาอีกสักระยะและระหว่างรอตัดใจนั้น ก็หวังจะเห็นความสัมพันธ์ของพ่อลูกคืบหน้าไปกว่านี้
“แล้วอย่างไรที่เรียกว่าอาเฉินพร้อมจะไปอยู่กับบิดาบ้านพวกท่านคงมีกฎระเบียบเยอะสินะ”
“ก็ไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้หรอกข้ามั่นใจว่าอาเฉินจะเรียนรู้มันได้ดี”
สนทนากันสักพักของว่างที่ทำเตรียมไว้รอเวลาก็ถูกยกมา เมื่อวางขนมบนโต๊ะอาเฉินที่ตัวเล็กหัวยังไม่พ้นขอบโต๊ะก็ชะเง้อพยายามมอง แรงหยัดจากฝ่าเท้าเล็กๆกดลงบนเท้าของน้าสาวอย่างไม่ได้ตั้งใจ นางครางโอยเล็กน้อย
“มานี่มา” เซวียเสวี่ยจิ้งกวักพระหัตถ์ เด็กน้อยก็ขยับเข้าหา
“ข้าไม่เคยเห็นเขาเข้าใกล้ใครง่ายได้เหมือนท่านขนาดบิดาเขา เขายังเมิน” นั่นคงเพราะตัวพ่อเมินลูกก่อนกระมัง
“อาจเป็เพราะข้ากับเขามีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายกันกระมัง”พระองค์แย้มสรวลเล็กน้อย ทรงอุ้มอาเฉินนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งโดยพระหัตถ์อีกข้างประคองหลังเด็กน้อยไว้กันตก
ฉวนลี่ถิงยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นความใส่ใจที่ผู้เป็อามีต่อหลานชายเสี่ยวลู่จัดแจงเทชาใส่ถ้วย มีถ้วยหนึ่งปรุงรสหวานสำหรับอาเฉินเมื่อจัดวางจานและตะเกียบเรียบร้อยแล้วจึงถอยออกไปเ้าของเรือนทรงหยิบขนมชิ้นหนึ่งให้อาเฉินรับไปกัดกินก่อนใคร
“ข้าอยากให้เขากล้าเข้าใกล้บิดาเขาเหมือนที่กล้าเข้าหาท่าน”
เข้าใกล้ฝ่าาน่ะหรือ...คงยากจะมีเด็กคนไหนกล้าเข้าใกล้โดยธรรมชาติหากมิใช่เพราะด้วยแรงผลักดันของมารดา ชายเดียวหลายสตรี โอรสธิดาก็หลายคนกว่าจะเวียนแจกจ่ายความรักได้ทั่วถึง ความคุ้นเคยก็ยากจะก่อเกิดยิ่งเด็กกับคนแปลกหน้าด้วยแล้ว รัศมีความน่ายำเกรงเผยโดยธรรมชาติแห่งาาขนาดผู้ใหญ่ยังเกร็ง เด็กก็คงไม่เว้น ไหนจะยังพิธีรีตองมากมายตามขนบในวังหลวง เพราะคำสั่งปลูกฝังเคร่งครัดเด็กๆ ก็เลยหวาดกลัวจะทำผิดไปด้วย กลัวทำแล้วไม่ถูกใจพระบิดาความไร้เดียงสาของเด็กก็เลยไม่เหลือ
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงจิบสุธารสชาทอดดวงเนตรเห็นขนมเลอะแก้มเด็กชายก็ทรงเขี่ยออกให้
“เขาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว”
ฉวนลี่ถิงนิ่งนับในใจ“อีกไม่กี่วันก็ครบเดือน”
“แล้วพี่ชายข้ามาที่นี่กี่วัน”
“วันเดียว”
เขาพยักหน้า“นั่นแหละคำตอบ”
“แล้วทำไมเขาไม่มาให้บ่อยๆเล่าเ้าคะ”
“งานตึงมือมีเื่ให้จัดการ สักหน่อยพ่อลูกได้อยู่ร่วม ย่อมเกิดความผูกพันกันธรรมดา”
หญิงสาวจิบชาบ้างนางมองหลานชาย พ่อกับลูกไม่น่าห่วงเท่าไรเพราะอย่างน้อยก็มีสายสัมพันธ์กันแต่ที่นางห่วงก็คือ
“ข้าถามเื่ภรรยาของเขาได้หรือไม่”
ภรรยาพระเชษฐา...คนไหนเล่า
แม้ริมฝีปากเขาจะคลี่ยิ้มบางเบาแต่หัวคิ้วดำหนากลับขมวดเล็กน้อย นั่นทำให้คนลอบมองใจแป้ว
“นางจะรับอาเฉินของข้าได้หรือไม่แค่ยินดีรับ อาจจะยังไม่ต้องรักก็ได้” คงยากจะมีใครรักลูกที่เกิดจากเมียอื่นของสามี
“หากพี่ชายข้ารับใครก็ไม่มีสิทธิ์ทำอันตรายใดๆ กับอาเฉินได้ วางใจเถอะ”
“แต่...”
“มีข้าออกหน้าอีกคนก็ลองดูว่าใครจะกล้า”
เขายืนยันเสียงหนักขนาดนางฟังยังสะท้านหวั่นเกรง หญิงสาวจึงพยักหน้า
“ข้าเชื่อท่านก็ได้”
“ก็ได้...”
“ข้าเชื่อท่าน...ข้าเชื่อท่านพอใจหรือยังเ้าคะ” นางจ้องหน้าเขาทว่าความผ่อนคลายระหว่างทั้งสองทำให้เผลอตัวใส่แววกระเง้ากระงอด พองามลงไปด้วย
“อืม...” ทรงพอพระทัยอย่างยิ่งที่กวนอารมณ์นางได้อีกหนแล้ว
นางกัดกินขนมชิ้นเล็กรูปดอกไม้ก่อนเอ่ยกับหลานชายที่กินหมดไปชิ้นหนึ่งแล้ว “อาเฉินของน้ากินขนมเก่งขนาดนี้เชียว”
เสี่ยวลู่เข้ามารินชาให้อาเฉินอีกถ้วยฉวนลี่ถิงยกถ้วยชาให้หลานจิบ หลานชายก็ร้องขอ
“หนม”
พระหัตถ์หนาเลื่อนจานขนมมาเบื้องหน้าเด็กน้อยคราวนี้ให้เขาเลือกหยิบเอง อาเฉินหยิบคนละแบบกับเมื่อครู่ ไม่ได้หยิบชิ้นใกล้มือ
“รู้จักเลือกเสียด้วย”
“จะชมว่าหลานข้าฉลาดใช่หรือไม่เ้าคะ”
“แล้วหลานเ้ามิใช่หลานข้าหรือไร”
แม้สีหน้าอีกฝ่ายเรียบเฉยเมื่อเอ่ยถ้อยคำยอกย้อนแต่นางก็อุ่นใจกับการยอมรับหลานชายของเขา
“น้ำ” อาเฉินที่กินขนมไปอีกครึ่งชิ้นพูดขึ้นฉวนลี่ถิงยกถ้วยชาจ่อปากเขาพลางบอกให้ค่อยๆ จิบแต่เขาก็สำลักน้ำจนคายขนมในปากออกมา กระเด็นถูกเสื้อผ้าของบุคคลซึ่งนั่งใกล้ๆนางรีบลูบหลังหลาน เสี่ยวหลิงกับเสี่ยวลู่รีบเข้ามาใกล้แต่นายเหนือหัวโบกพระหัตถ์ให้ถอยกลับไป
“น้าก็บอกแล้วว่าค่อยๆเจอของอร่อยเป็ไม่ได้เลยนะ น่าขายหน้านักเชียว” นางเอ็ดเด็กชายไม่จริงจังนัก
เ้าของเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนล้วงผ้าซับพระพักตร์ออกมาเช็ดทำความสะอาดเศษขนมที่ติดอยู่บนฉลองพระองค์
“ข้าขอโทษแทนอาเฉินด้วย”นางรีบบอกเขา
“เื่เล็กน้อยน่า”
เห็นคนฐานะอย่างเขาไม่ถือสาหลานชายจากบ้านนอกนางควรวางใจได้แล้วกระมัง ก่อนนอนนางคุยกับอาเฉินทุกคืนเื่จะให้หลานอยู่ที่นี่แม้เขาไม่เข้าใจ ฟังแล้วก็อ้อๆ แอ้ๆ เรียกแต่ชื่อนาง เด็กซึ่งพูดได้ไม่กี่คำ วันๆกิน นอน เล่น นางหวังว่าสิ่งใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ภายใต้สายตาของนายท่านเสวี่ยจะทำให้หลานชายไม่รู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวเกินไปนักนางภาวนาให้คนรักและเอื้ออาทรต่ออาเฉิน ให้เขาเติบใหญ่อย่างมั่นคงอย่าได้มีคนกลั่นแกล้งรังแก
เวลาน้ำชายามสายผ่านไปด้วยดีถึงเวลาอาเฉินจะต้องนอนพัก นับแต่อาศัยอยู่ที่เรือนหนึ่งสันติสุขเด็กน้อยจึงได้ลิ้มรสน้ำนมเพราะเ้าของเรือนจัดหาน้ำนมจากแม่นมผู้มีชาติตระกูลดีมาให้ดื่มกินในทุกมื้อ