ณ อาคารศาลาว่าการกรุงโตเกียว
ชายคนหนึ่งในชุดสูทดูภูมิฐาน เขามีผมสีดำยาวปานกลางที่ถูกจัดทรงเรียบร้อยสวมแว่นตากรอบดำที่ทำให้ดูมีความฉลาดและเคร่งขรึม ใบหน้าของเขาดูสุขุมนิ่งสงบ
ชายคนดังกล่าวผลักประตูเดินเข้ามาในโซนบาร์เหล้ากลิ่นหอมของเหล้าโชยเข้าจมูกเขาพร้อมบรรยากาศของเสียงเพลงดังอึกทึกใต้แสงไฟวิบวับหลากสีพวกผู้ชายพากันถอดเสื้อเผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักทุกโต๊ะเต็มไปด้วยชายวัยฉกรรจ์กำลังดื่มเบียร์พลางหยอกเย้าหญิงสาวในสภาพเปลือยเปล่าพร้อมผองเพื่อนคอยส่งเสียงดังแข่งกับดนตรีอย่างสนุกสนาน
บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความเรียบหรูผนังถูกตกแต่งด้วยวัสดุไม้เนื้อดีเคลือบเงาและประดับด้วยภาพศิลปะร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกหรูหราย้อนแย้งกับอารมณ์ดิบเถื่อนของผู้คนภายในที่แห่งนี้
หญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยหลายคนเดินแทรกตัวไปมาระหว่างโต๊ะแต่ละตัว คอยบริการเติมเหล้าให้เป็ระยะในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าจะเป็ที่ถูกเลือกเหมือนผู้หญิงเ่าั้
‘ดูท่าระบบรางวัลพวกนี้จะใช้สร้างแรงจูงใจได้ผลกว่าที่คิด’
ชายคนดังกล่าวคิด ก่อนมองไปรอบ ๆ ตัวจนกระทั่งเห็นชายคนหนึ่งซึ่งเป็จุดหมายในการมาครั้งนี้นั่งอยู่ในมุมลับตาติดกันมีหญิงสาวไร้เสื้อผ้าอาภรณ์นอนบนโซฟาข้างกายเธอหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิเดือดมาก็ไม่ปาน
แม้จะมีคนมองไปที่มุมนั้นบ้างแต่ส่วนมาก็แค่มองผ่าน ๆ แสร้งดื่มเหล้ากลบเกลื่อนแล้วเว้นระยะห่างราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
ชายคนดังกล่าวสั่งเบียร์ที่บาร์ เขาค่อยๆ ละเลียดรสชาติขมฝาดช้าๆ ขณะเดียวกันก็เดินไปยังมุมนั้น
“พวกหน่วยที่ถูกส่งไปตามหากุญแจดูเหมือนจะตายหมดแล้วอย่างที่คุณคุราเบะเอ่ยเตือนเลยนะครับ”
ชายในชุดสูทเอ่ยขึ้นพร้อมกับนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
ชายที่ชื่อ ‘คุราเบะ’ ไม่ได้ตอบกลับเขาทำเพียงขึ้นเสียงในจมูกหัวเราะเบา ๆ เป็เชิงรับรู้ ทว่าไม่แปลกใจ
“แถมเ้าตัวที่ถือครองกุญแจดันถูกใครบางคนจัดการไปแล้ว เื่นี้ทำเอาท่านเกนโดหัวเสียน่าดู”
ชายคนดังกล่าวยังคงรายงานต่อถึงแม้น้ำเสียงไม่ได้สุภาพ แต่ก็ยังมีความยำเกรงแฝงอยู่ในท่าทีสายตาจับจ้องสังเกตท่าทางของชายตรงหน้าไปด้วย
“ท่านเกนโดเลยอยากให้หัวหน้าของทุกหน่วยรวมถึงคุณ—”
“ตัวประหลาดระดับนั้นถูกคนจัดการได้งั้นหรือมีเื่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนี่นา”
คุราเบะขัดขึ้นเขาดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดแต่กลับสนใจเื่ที่มีคนสามารถกำจัดปีศาจซึ่งกุญแจได้มากกว่า
“เอ่อ... ท่านเกนโด—"
“เอาเป็ว่าฉันจะตามหามันในแบบของฉันเองคนอื่น ๆ จะเป็ยังไง ใช้วิธีไหนฉันไม่สนใจ”
คุราเบะคลี่รอยยิ้มเย็นเยียบพอกับน้ำเสียงจนชายตรงข้ามเผลอกลืนน้ำลายดังเอื้อก
ชายคนดังกล่าวเงียบไปสักครู่จึงพูดขึ้น
“ผมจะเรียนท่านเกนโดตามนั้นให้ครับแต่ว่า... เื่เ้าอสูรสีดำนั่นยังไงก็ต้องพึ่งคุณจริง ๆ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนพวกเราได้รับรายงานจากหน่วยราดตระเวนทางตะวันตกว่าคนของเราถูกลอบโมตีจนเสียชีวิตไปหกราย หากเป็แบบนี้ต่อไปคงไม่ดีกับแผนการแน่”
‘อสูรสีดำ’ ที่ถูกพูดถึงนั้น ทำเอาคุราเบะหรี่ตาลงเล็กน้อยเขาเงียบไปสักพักครุ่นคิดโดยไม่เผยสีหน้า เก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้
“บอกท่านเกนโดไปว่าเื่นี้ฉันจะจัดการให้ขอคนที่ดูมีแววมาให้ฉันสักสามสี่คนก็พอ”
“เข้าใจแล้วครับหวังว่าคุณจะไม่ทำให้ท่านเกนโดผิดหวังเหมือนคนอื่น ๆ”
แม้จะตอบรับอย่างนุ่มนวลแต่ก็ยังแฝงความถือดีไว้สักหน่อยเมื่อเอ่ยถึงเ้านายของตน
“วางใจเถอะนาโอกิ ด้วยความเคารพที่ท่านเกนโดคอยเมตตาฉันจะไม่ยอมให้แผนการอันยิ่งใหญ่นี้มีอะไรผิดพลาด”
แม้ว่าความเคารพจะออกจากปากของชายที่ชื่อคุราเบะแต่ผู้ที่ได้ฟังกลับมองชายตรงหน้าด้วยความหวั่นเกรง ราวกับกบที่ถูกงูจ้อง
หลังชายคนดังกล่าวจากไปคุราเบะเผยยิ้มซึ่งกำลังสะกดความตื่นเต้นพลางมองต่ำไปยังแสงไฟของเมืองที่เด่นท่ามกลางความมืด
“จะมีฝีมือสักแค่ไหนกันนะช่วยทำให้ฉันสนุกได้ทีเถอะ”
หนึ่งวันสองวัน...เวลาผ่านไปเช่นนี้วันต่อวันทักษะการเอาตัวรอดของแต่ละคนเริ่มสูงขึ้นตามลำดับ และวันนี้เป็เช่นดั่งทุกวันที่พวกเขามักออกมาหาเสบียงกักตุนเพิ่มเติม
ซึ่งวันนี้ก็เป็หน้าที่ของเขาเคนจิ และโยซึรุ ส่วนชิโฮะกับฮารุโตะจำเป็ต้องคอยประจำการอยู่เฝ้าที่พัก
“หยุดก่อน”
ร่างสูงโปร่งของเคนจิซึ่งกำลังเดินนำอยู่นั้นพูดขึ้นมากะทันหันกำมือเป็สัญญาณ เรย์ที่กำลังเดินใจลอยรู้สึกตื่นตัวตามอีกฝ่ายสีหน้าปรับเป็เคร่งเครียด
“มีอะไรงั้นเหรอเคนจิ”
เวลานี้เคนจิเหมือนเห็นอะไรบางอย่างจึงคุกเข่าลงตัวแนบชิดกำแพงบริเวณหัวมุมถนน
เรย์ชำเลืองมองมาทางโยซึรุแวบหนึ่งจนเผลอสบตากันเข้า
เื่ที่เกิดขึ้นคืนนั้นทั้งเขาและเธอแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่างไม่เคยพูดคุยถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างลับ ๆ
เรย์ก้าวขึ้นหน้ามาสมทบ
“ดูเ้าพวกนั้นสิ”
เคนจิแนบตัวกับกำแพงบุยปากไปยังทิศทางมุมถนนอีกฟากเผยให้เห็นกลุ่มคนพกอาวุธครบมือจำนวนมากกำลังกวาดต้อนกลุ่มผู้รอดชีวิตหลายคน
“ปล่อยนะพวกแกไม่กลัวที่จะถูกกล่าวหาว่าลักลอบค้ามนุษย์หรือไงกัน”
หญิงสาวที่ถูกฉุดกระชากลากถูโวยวายเปล่งเสียงดังใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่พยายามสะกดกลั้น
“ดูยัยนี่พูดดิไม่รู้หรือไงว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้วน่ะ ฮ่าฮ่า”
กลุ่มชายฉกรรจ์หัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสียงหัวเราะของพวกมันสะท้อนก้องไปทั่ว ทำให้บรรยากาศที่มืดมัวนี้ดูน่ากลัวมากขึ้นรอยยิ้มของพวกมันเต็มไปด้วยความโหดร้ายและไม่เห็นค่าของชีวิตผู้อื่น
“ไอ้พวกสารเลว ปล่อยเธอนะ!”
ชายคนหนึ่งลุกขึ้นต่อต้านรับไม่ได้กับสิ่งที่คนพวกนี้ทำ
“เฮ้ยตรงนี้มีผู้กล้าอยู่ด้วยว่ะ”
“ฮ่าฮ่าฉันชอบความกล้าของมันนะ แต่—”
ปัง! เสียงปืนดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“อ๊ากกก”
ชายคนดังกล่าวที่พยายามทักท้วงเอามือกุมขาล้มลงกับพื้นใบหน้าของเขาซีดเผือดบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ทุกคนต่างหวาดกลัวไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ
“จำไว้ว่านี่คือตัวอย่างของคนที่พยายามทำตัวเป็ฮีโร่ฉันบอกไว้ว่ายังไงนะ ถ้าขยับ ฉันยิง ก็บอกไปแล้วนี่เนอะ ฉันทำตามที่พูดไว้ไงล่ะฮ่าฮ่าฮ่า เข้าใจหรือยัง ถ้าพวกแกอยากมีชีวิตต่อไปอีกนาน ๆก็ห้ามขัดคำสั่งเข้าใจไหม”
“เราต้องรีบพาเขาไปรักษาเดียวนี้นะ”
หญิงสาวที่ถูกจับตัวร้องขอน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใยและกังวล ดวงตาของเธอเบิกกว้างขณะที่มองไปยังชายที่ล้มลง
“อ๋อคุณผู้หญิงไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะดูแลคุณเป็อย่างดีเลยล่ะ”
“ได้โปรด รีบพาเขาไปก่อนตอนนี้เขาเสียเืมาก ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปมีหวัง—”
“ไม่เอาหน่าผมไม่ได้ถามความเห็นของคุณสักหน่อย... นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นแบบนี้เป็ยังไง”
ปัง!เสียงปืนดังสนั่นขึ้นอีกครั้งตามด้วยเสียงหวีดร้อง
“อะไรกันนี่มันเื่อะไรกัน...”
หญิงสาวพูดด้วยเสียงสั่นเครือดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา ขณะที่เธอมองร่างของชายที่พยายามจะช่วยเหลือเธอ
“หึทีนี้ก็เรียบร้อยแล้วนะ จะได้ไม่เสียเวลาคุณผู้หญิงไงล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ชายผู้ต่อต้านร้องเฮือกสุดท้ายแล้วแน่นิ่งไป
ะุจากปลายกระบอกปืนซึ่งเต็มไปด้วยความ้าสังหารในระยะประชิด เพียงพอทำให้เกิดภาพโศกนาฏกรรมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หน็อย— ไอ้พวกสารเลว!”
เคนจิขบกรามกรอดสบถอย่างหยาบคายเพิ่มไปอีกคำหนึ่งอย่างเหลืออด
“เคนจิ! พวกมันมีเยอะขนาดนั้นเดียวก็ได้ตายจริง ๆ หรอก คิดอะไรอยู่เนี่ยนายไม่สามารถช่วยคนทุกคนพร้อมกับปกป้องตัวเองไปด้วยได้หรอกนะถ้ายังเป็อยู่แบบนี้สักวันคนที่จะตายแทนคือเธอ หรือไม่พวกเราคนใดคนหนึ่งเอาได้นะ”
โยซึรุดึงแขนเคนจิไว้พยายามเตือนสติอีกฝ่าย เมื่อเห็นเขาทำท่าจะพุ่งตัวออกไป
“นั่นมันก็จริงอยู่...แต่ว่ามัน—”
สำเนียงอิดออยคล้ายจะสื่อความหมายบอกให้รู้ว่าในใจยังไม่ยอมรับแต่อย่างน้อยโยซึรุเข้าใจว่าควรพูดให้เขาตัดใจจากความพยายามทำตัวเป็ฮีโร่ช่วยคนไม่เลือกได้แล้ว
เรย์เห็นว่าเคนจิเหมือนมีเื่อยากพูดอยู่เพียงแต่ควานหาคำโต้แย้งไม่ได้จึงยังไม่พูดออกมา
“เคนจิ... ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะแต่หากเคลื่อนไหวตามอำเภอใจคงไม่รอดแน่ จำนวนของพวกมันมีเยอะกว่าความเสี่ยงยิ่งมีมากตาม”
“หึ...ทั้งที่เพิ่งเห็นคนถูกฆ่าตายไปตรงหน้า ใจเย็นจริง ๆ เลยนะนายเนี่ย”
เคนจิกรุ่นโกรธขึ้นมาบ้างแม้รู้ดีว่าเรย์เลือกความปลอดภัยของทุกคนเป็หลักทว่ามันรู้สึกเจ็บใจในความไร้พลังของตัวเองจนเผลอประชดประชันอีกฝ่ายออกไป
“นี่เคนจิ ที่นายอารม์เสียฉันพอเข้าใจได้อยู่หรอกนะ แต่—”
“แต่อะไร?”
เคนจิสวนกลับมาด้วยประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคือง
“ถ้านายมีอะไรอยากพูดก็พูดมาเดี๋ยวนี้เลยฉันไม่อยากให้เราขัดแย้งกันเองเื่สำคัญตอนนี้คือความปลอดภัยต้องมาเป็อันดับแรก”
เคนจิอึ้งงันไป ลืมนึกถึงเพื่อน ๆที่อยู่ข้างหลังเพราะความมุทะลุของตัวเอง ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นจึงหันหลังกลับเดินผ่านเรย์ไปพร้อมกับแตะไหล่ของเพื่อนเบา ๆ
เคนจิเข้าใจถึงความห่วงใยของเขาส่วนเขาก็เข้าใจว่าเคนจิรู้ขอบเขตของตัวเองการขอโทษซึ่งกันและกันนั้นคิดว่าเยอะเกินไปหากเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วก็ไม่จำเป็ต้องแสดงออก นี่แหละคือสไตล์ของพวกเขา
หลังถอนหายใจคล้ายพยายามข่มกลั้นอารมณ์แต่กระนั้นก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิด อดขุ่นเคืองไม่ได้มันเป็ความรู้สึกภายในใจที่เรย์เข้าใจดี เพราะตนเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
“ขอโทษนะ... ลงท้ายก็เพื่อความพอใจของตัวฉันเองการจะเอาตัวไปเสี่ยงกับเื่ของคนอื่น อาจจะเป็เื่โง่เขลาก็ได้—เอาเป็ว่าพวกเรารีบกลับที่พักก่อนละกัน”
เรย์ถอนหายใจเบา ๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มสงบใจลงบ้าง ก็นะ...การทะเลาะจะยุติลงก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดขอโทษออกมา
“อย่าเข้าใจผิดที่พูดกับนายไม่ได้หมายความว่าจะไม่ช่วยคนพวกนั้นสักหน่อยฉันคิดว่าพวกเราจำเป็ต้องวางแผนก่อนลงมือ ไม่ใช่บุ่มบ่ามออกไปทั้งแบบนี้”
สีหน้าแววตาเคนจิดูอึ้ง ๆอย่างรู้สึกดีขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น
“...เรย์คุง!พวกเธอกำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงนะ งี่เง่าจริง ๆ เลย!!”