ณ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแก๊งหมาป่าโลหิต
“เพล้ง!” ฉินชางไห่ เขวี้ยงแก้วลงพื้น ด้วยสีหน้าที่โกรธจัด พร้อมกับเดินวนไปมาภายในห้อง
เขาเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล แต่ก่อนหน้านั้นระหว่างที่ทานอาหารอยู่ก็มีคนโทรศัพท์เข้ามา บอกว่าพี่สามโดนคนทำร้ายจนาเ็ ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ฉินชางไห่ กับพรรคพวกจึงรีบมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล ก่อนจะพบ อู๋ฉาง ที่นอนรออยู่ ด้วยใบหน้าซีดเซียว พอลองถามอาการจากหมอ ก็รู้ว่าอาการาเ็ภายในค่อนข้างสาหัส ต่อให้หายกลับมาปกติ ก็มีโอกาสที่ร่างกายจะไม่เหมือนเดิม
“บอกมาสิ ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น!” ฉินชางไห่ ถามต่อพรรคพวกอีกคน ด้วยท่าทางกราดเกรี้ยว
“พี่ใหญ่ เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะไปต่อยตี แต่หลังจากที่พี่สามบอกว่าจะเอาตัวมันกลับมาที่สำนักงานใหญ่เพื่อทำการลงโทษ เ้าหนุ่มนั้นก็ขัดขืน ปฏิเสธไม่ยอมทำตาม พี่สามก็เลยสั่งให้พวกเราไปจับมัน แต่ว่าเ้าหนุ่มนั้นมีฝีมือร้ายกาจมาก พวกเราสิบกว่าคนลุมเข้าไปพร้อมกันก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ มิหนำพวกเรายังพ่ายแพ้เป็ฝ่ายถูกทำร้ายกลับมา เดิมทีพี่สามพยายามเจรจาโน้มน้าวเพื่อช่วยกู้หน้าให้แก๊งหมาป่าโลหิต และสะสางความบาดหมางระหว่างสองฝ่าย แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น คิดไม่ถึงว่าเ้าหนุ่มนั้นจะไร้เหตุผล พี่สามจึงไม่มีทางเลือกอื่น ต่อมาทันทีที่พี่สามข่มขู่ มันก็ไม่พูดมาก ตรงเข้ามาทำร้ายพี่สามในพริบตา ผลสุดท้ายพี่สามก็มีสภาพอย่างที่เห็น" ชายคนนึงเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ขณะที่ตัวเองกำลังพันผ้าพันแผลอยู่
“พี่ใหญ่! เ้านั้นมันชักผยองเกินไปแล้ว มันทำราวกับว่าพวกเราแก๊งหมาป่าโลหิต ไม่ได้อยู่ในสายตาของมัน ให้ฉันนำคนไปจัดการเ้าหมอนั้นเถอะ ฉันอยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่ามันจะจะแน่แค่ไหน ” หมาป่าคลั่ง ลุกขึ้นมา พลางตบโต๊ะ
“ไม่ได้! จากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง กระบวนท่าเดียวสามารถทำร้าย น้องสาม จนสาหัสถึงขนาดนี้ คงไม่มีทางเป็คนธรรมดา แล้วตรวจสอบมาหรือยังว่าเ้าหมอนั้นสนิทกับใครที่ไหนบ้าง?” ฉินชางไห่ หันไปถามคนก่อนหน้านี้
“พี่สาม เราได้สั่งคนตามสะกดรอยผู้หญิงคนหนึ่ง คราวก่อนที่ เจียงิ พา เถาจิ่ว ไปก็เพราะเื่ของเธอนี่แหละครับ แค่ดูก็รู้ว่าเ้านั้นจะต้องชอบพอเธออยู่แน่ๆ พวกเราตรวจสอบข้อมูลมาหมดแล้ว เธอมีแม่หนึ่งคนอาศัยด้วยกัน เรียนอยู่ที่ หยุนไห่ไฮสคูล และมีร้านหมาล่าอยู่ในตลาดบริเวณนั้น ทุกๆวันเธอจะต้องไปช่วยแม่ขายของ” คนที่ตามสอดแนมกล่าวขึ้น
“ฮึ ลูกชายสุดที่รักของ เจียงเต๋อเฉิง ทำได้ดีจริงๆ ให้พวกเราแก๊งหมาป่าโลหิตคอยแก้ปัญหาให้ตั้งเยอะแยะ คงต้องให้จ่ายค่าตอบแทน แล้วยังมีคนสนิทเพิ่มเติมอีกไหม?”
“ยังมีเ้าอ้วนอีกหนึ่งคน คอยติดตามอยู่ข้างกายตลอด แต่คิดว่าไม่น่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้เท่าไหร่”
“แล้วคนในบ้านล่ะ”
“เื่นี้ผมยังไม่ได้ตรวจสอบครับ รู้แค่ว่าตอนนี้มันอาศัยอยู่ที่บ้านของ จ้าวิหลง”
“อืม ฉันไม่สนว่าพวกมันจะใหญ่แค่ไหน คนที่กล้าลูบคมพวกเรา แก๊งหมาป่าโลหิต จะต้องได้ชดใช้หลายเท่า นายไปตรวจสอบส่วนที่เหลือได้แล้ว แล้วก็อย่าทำอะไรตามใจ รอให้ฉันแจ้งแผนการขั้นต่อไป”
ได้ยินคำสั่งคนสอดแนมก็ออกจากห้องไป หมาป่าคลั่ง ก็ถาม “พี่ใหญ่ แล้วตอนนี้พวกเราจะเอายังไง ?”
“น้องรอง นายไม่ต้องร้อนใจไป ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามันเป็ยอดฝีมือ นายคิดว่ามันใช้เวลาเท่าไหร่ในการเอาชนะน้องสาม ? ศัตรูเช่นนี้เราควรจะบุ่มบ่ามหรอ ? ” ฉิงชางไห่ เปรียบเทียบให้ฟัง น้องรองไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด แต่เสียตรงที่เป็คนหุนหัน พอเห็นศัตรูอยู่ตรงหน้าก็รีบร้อนลงมือไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ ถ้าขืนปล่อยให้ไป มีหวังได้ถูกกระทืบเละกลับมา
“อ่อๆ พี่ใหญ่พูดถูก ฉันจะจำคำของพี่” หมาป่าคลั่ง ยิ้มรับ
วันต่อมา เฉิงหยู่และจ้าวหยุนฟาง กำลังนั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน ทว่าน้องสาวยังคงมีสีหน้าบูดบึ้ง เห็นเช่นนั้นในใจก็นึกขำ สาวน้อยคนนี้ทำไมนิดๆหน่อยๆก็ต้องโกรธ ก่อนหน้าตอนที่อยู่บ้านเธอก็ไม่ยอมให้เขาขึ้นรถไปด้วย
“น้องสาว ยังโกรธพี่ชายอยู่อีกหรอ?” เฉิงหยู่ แกล้งถาม
“ฮึ ฉันเกลียดพี่” ที่จริงแล้วจะโทษ จ้าวหยุนฟาง ก็ไม่ได้ เพราะเธอรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมาแย่งความรักไปจากเธอ แน่นอนความรักนั้นไม่ใช่แบบ ชู้สาว แต่เป็แบบพี่น้อง จ้าวหยุนฟาง เป็ลูกสาวคนเดียวของ เฉิงเหม่ยเหยียน เติบโตมาคนเดียวั้แ่ยังเล็ก จนกระทั่ง เฉิงหยู่ เข้ามาในชีวิตของเธอ ในฐานะพี่ชาย เนื่องจากเธอไม่เคยได้ััความรักแบบพี่น้องมาก่อน เดิมทีทั้งสองบ้านไม่ค่อยไปมาหาสู่ จึงไม่ค่อยมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น แรกๆ จ้าวหยุนฟาง ก็เป็แบบนั้น ตลอดเวลาหนึ่งปีนับแต่ที่ เฉิงหยู่ มาอยู่ที่นี่ แต่ก็แทบจะไม่เคยพูดคุยกัน จนกระทั่งเกิดเื่ขึ้น เฉิงหยู่ ก็เปลี่ยนไป รู้จักนึกถึงผู้อื่น รู้จักเป็ห่วงปกป้องน้องสาวตัวเอง แต่ความรู้สึกนี้ได้หายไปในไม่กี่วันก่อน แล้วสาวน้อยจะไม่เสียใจได้ยังไง มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าพี่ชายไม่สนใจเธออีกต่อไป
“โอ๋ๆ น้องสาว อย่าโกรธไปเลย ก็พี่ยุ่งจริงๆนี่น่า เธอลองคิดดูสิ เป็ผู้ชายก็ต้องมีสิ่งที่ตัวเองต้องจัดการใช่ไหมล่ะ ? จึงทำให้กลับบ้านพร้อมเธอไม่ได้ไง อีกอย่างถ้าพี่ไม่ออกไปข้างนอก แล้วจะหาพี่สะใภ้มาให้เธอได้ยังไงล่ะ”
“ไม่ใช่ว่าพี่บอกชอบ หยางลั่วเซวียะ หรอกหรอ แล้วแบบนี้ยังมีหน้าออกไปหาผู้หญิงที่ไหนอีกล่ะ” จ้าวหยุนฟาง พูดอย่างไม่พอใจนัก
“เฮ้อ~ เธอก็รู้หนิว่า หยางลั่วเซวียะไม่ได้ชอบพี่ จะให้พี่ชายเกาะตายอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวหรือ ทางที่ดีควรจะหาต้นไม้สำรองหลายๆต้นสิ”
“หึ! พี่ก็แค่หาข้ออ้างไปเรื่อย จะแอบออกไปหาสาวๆสิไม่ว่า”
“เฮ้อ~ ฟางฟาง เธอคิดแบบนั้นได้ยังไงล่ะ? ฉันออกไปเจอสาวๆมากมายก็จริง แต่ก็ไม่ซี้ซัวะคบคนไปเรื่อยเปื่อย ที่สำคัญที่สุด พี่ชายมีเื่ที่ต้องทำจริงๆ ถ้าหากพี่ไม่ออกไปล่ะก็ พี่จะปรุงยาให้สำเร็จได้ยังไงล่ะ? ดูเ้าหญิงน้อยของเราตอนนี้สิ หน้าเรียวไข่ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะยานี้แล้วจะมียาไหนได้ผลเช่นนี้ เธอลองบอกมาสิ?”
“ฮึ พี่อยากจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่พี่ออกไปทำงานหาแรงบันดาลใจแน่หรอ?”
“แน่สิ ไม่ใช่ว่าเธอรู้จักพี่ดีหรอกหรอ วันๆหนึ่งถ้าไม่อยู่บ้านก็อยู่โรงเรียน ถ้าหากว่าได้แรงบันดาลใจจากภายนอกมันก็อาจช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมาย ? แล้วอีกอย่างไม่ใช่ว่าพี่ให้สัญญากับเธอไว้หรอว่าจะซื้อรถสปอร์ตให้ ?” ดูเหมือนน้องสาวนั้นจะเริ่มเชื่อในสิ่งที่เขาอธิบายแล้ว เฉิงหยู่ จึงถือโอกาสเพิ่มแรงกระตุ้น
“งั้นก็ดี งั้นต่อไปนี้พี่ไม่ต้องรอกลับพร้อมฉัน แล้วก็อย่าลืมสัญญาที่จะซื้อรถให้ด้วยล่ะ” พอเห็น เฉิงหยู่ จำสัญญาว่าจะซื้อรถให้ได้ สาวน้อยก็หายโกรธในทันที
“ไม่มีปัญหา เธอคิดว่าคนอย่างพี่จะเป็คนขี้เหนียวหรอ ขอแค่พี่มีเงิน เธออยากได้อะไรพี่ก็จะซื้อให้ อย่าว่าแต่แค่รถสปอร์ต” พอเห็น สาวน้อยหายโกรธแล้ว เฉิงหยู่ ก็สบายใจ เด็กสาวง้อได้ไม่ยาก ถือซะว่าซ้อมแทน หยางลั่วเซวียะ ไปก่อน เพราะถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ หมายความว่าเขาพูดอะไรออกไปอีกฝ่ายคงยากจะยอมเชื่อ เฮ้อ~ นี่คือความแตกต่างระหว่างผู้หญิงทั้งสอง! เดี๋ยวๆนี่ไม่ถูกต้อง หยางลั่วเซวียะ ไม่ใช่เด็กๆแล้ว แต่โตเป็สาว หรือว่าเราจะเปลี่ยนให้เธอเป็เด็กสาวดี หึหึ เฉิงหยู่ คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกสบายใจ และนี้ทำให้ เฉิงหยู่ เริ่มนึกขึ้นได้ ว่าหลายวันแล้วที่เขาไม่ได้ไปหา หยางลั่วเซวียะ อืม คงต้องรอให้สอบเสร็จก่อนแล้วค่อยไปหา ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองดำเนินการไปถึงไหน
วันนี้เช้าสอบวิชาประวัติศาสตร์ และตอนบ่ายสอบรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ เนื่องจากรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ใช้เวลาสอบเพียงไม่มาก จึงถูกจัดตารางไว้ใน่บ่าย พรุ่งนี้ก็เหลือสอบอีกแค่วันเดียว เวลาที่ว่างก็ใช้ทบทวนเนื้อหา
ถ้าพูดถึงสามวิชานี้แล้ว เฉิงหยู่ ค่อนข้างจะได้เปรียบอยู่หน่อยๆ เพราะทั้งสามวิชานี้มีคำตอบที่ตายตัว ขอแค่จำได้ก็ย่อมตอบได้ นี่อาจจะเป็จุดแข็งจุดเดียวของ เฉิงหยู่ ขอแค่เพียงเนื้อหาในหนังสือผ่านตาเขา เฉิงหยู่ ก็ย่อมตอบได้
เฉิงหยู่ มองดูข้อสอบในมือของตัวเอง คิดๆแล้วก็ส่ายหัว เพราะว่าเขาเพิ่งค้นพบว่าคะแนนของตัวเองรวมทั้งหมดแล้วไม่เกินสามร้อยคะแนน มองดู หลินยวี่ฮั่น ที่อยู่ข้างๆยังเขียนคำตอบอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ เ้าอ้วนที่อยู่ใกล้ๆกันก็ยังทำได้สบาย เห็นได้ชัดว่าโอสถเขาได้ผลดีเกินคาด เป็แบบนี้ต่อให้เจอข้อสอบมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่ปัญหา
เอาเข้าจริง โลกมนุษย์ไม่ได้เอื้ออำนวยแก่เทพเซียนเท่าไหร่นัก บางสิ่งบางอย่างคนธรรมดายังถือว่าเก่งกว่า
่เวลาที่อยู่โรงเรียนช่างผ่านไปรวดเร็ว เพราะส่วนใหญ่ใชไปกับการนอนทั้งสิ้น ต่อมา เฉิงหยู่ ก็ออกจากห้องสอบโดยใช้เวลาทำเพียงครึ่งขั่วโมงเท่านั้น เขาใช้เวลาทำข้อสอบทั้งห้าวิชารวมกันยังไม่เร็วกว่าคนอื่นๆทำวิชาเดียวซะอีก สุดท้ายนั้นกระกาษข้อสอบวิชาภูมิศาสตร์ก็ถูกส่งไป
หลินยวี่ฮั่น ที่อยู่ข้างๆพูดขึ้นมา “แม่ของฉันซื้อกับข้าวไว้แล้ว พวกเรากับกันเถอะ”
“เ้าอ้วน ฉันขอตัวก่อนนะ พอดีว่าวันนี้แม่ยายฉันอยากเจอหน้าลูกเขย” เฉิงหยู่ พูดจาหยอกล้อกับ เ้าอ้วน
“ครับๆ ขอให้ลูกพี่มีความสุข กับว่าที่ภรรยาสาวแสนสวย”
“ฮึม ถ้าพวกนายยังพูดจาไร้สาระแบบนี้อีกฉันจะไม่สนใจแล้วนะ” หลินยวี่ฮั่น ได้ยินคำหยอกล้อของ เฉิงหยู่ ก็หน้าแดง พูดจบก็ชิงหนีออกจากห้องไป
ทว่าทุกคนต่างได้ยินเต็มสองหู พอมองก็เห็น เฉิงหยู่ รีบตาม หลินยวี่ฮั่น ออกไป ใบหน้าของนักเรียนชายทุกคนเต็มไปด้วยความอิจฉา เพราะสุดท้าย เฉิงหยู่ ก็ตามเด็ดบุปผางามแห่งโรงเรียนได้สำเร็จ เฮ้อ สงสัยเธอจะมีปัญหาในการมองคน เขาก็แค่หล่อนิดหน่อย ทางบ้านมีฐานะนิดหน่อย ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีอะไร
คำโบราณกล่าวเอาไว้ว่า วีรบุรุษคู่สาวงาม แต่ตัวเองก็นับเป็วีรบุรุษผู้หนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีสาวสวยข้างกายสักที
วันนี้เป็วันที่คุณนายหลิน เชิญ เฉิงหยู่ ไปทานข้าวที่บ้าน ทั้งสองคนจึงเดินไปยังป้ายรถประจำทาง เพื่อรอรถไป
เดิมที เฉิงหยู่ คิดจะไปแท็กซี่ แต่ หลินยวี่ฮั่น บอกให้เขาไปพร้อมกัน แน่นอนว่าเขาย่อมตกลง ว่ากันตามตรง เฉิงหยู่ ั้แ่มาที่โลกนี้ก็ยังไม่เคยนั่งรถโดยสารประจำทางสักครั้ง เพราะปกติจะนั่งรถคนอื่น หรือไม่ก็แท็กซี่ขนส่งสาธารณะ ระหว่างที่รออยู่ก็เริ่มมองเห็นรถคันหนึ่งค่อยๆเคลื่อนเข้ามา เขาจึงรีบหันหน้าไปทาง หลินยวี่ฮั่น “ ฮั่นฮั่น เธอไม่อยากได้รถบ้างหรอ?”
หลินยวี่ฮั่น ได้ยินก็ผงะไป ไม่รู้ทำไม เฉิงหยู่ ถึงถามแบบนี้ แต่เธอก็ตอบกลับไปว่า “ไม่”
พอได้รับคำตอบจาก หลินยวี่ฮั่นแล้ว เขาก็ผงะอีกครั้ง เขาคิดเสมอว่าผู้หญิงเป็เพศที่ชื่นชอบรถเอามากๆ เพราะไม่ว่าจะเป็ ลั่วเซวียะ หรือ จ้าวหยุนฟาง ต่างก็ชอบมัน โดยเฉพาะ ลั่วเซวียะ ที่มีรถยนต์เพี๊ยบ ส่งผลให้เขาถามกลับไปด้วยความสับสน “ทำไมล่ะ?”
“ฉันจะเอารถไปทำไมล่ะ?”
“ถ้าเธอมีรถ พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องนั่งรถประจำทางยังไงล่ะ”
“แล้วทำไมนายถึงไม่ซื้อล่ะ?”
“ฉันก็วางแผนที่จะซื้อนั้นล่ะ แต่เงินยังมาไม่ถึงมือ” เฉิงหยู่ คิดไว้ว่าพรุ่งนี้คงต้องไปหา ลั่วเซวียะ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับตัวสินค้า โดยกะว่าจะเบิกเงินมาก่อนสักนิดหน่อย
“บ้านนายร่ำรวยไม่ใช่หรือ?” หลินยวี่ฮั่น ถามด้วยความสงสัย เพราะเธอคิดว่าถ้า เฉิงหยู่ อยากได้รถ ที่บ้านจะต้องซื้อให้อยู่แล้ว
จบตอน