ค่ำนั้นฟังเยว่ฉิวออกจากห้องไปร่วมโต๊ะอาหารยังโถงเรือนแม่ทัพใหญ่ด้วยสภาพจิตใจไม่ปลอดโปร่งนัก
“ท่านย่าไม่ค่อยสบายไว้วันหลังเผิงเอ้อร์จะพาเ้าไปคารวะท่าน สมาชิกครอบครัวไม่พร้อมหน้าหวังว่าเ้าคงไม่ถือว่าเราไร้มารยาท”
“เยว่เอ๋อร์ไม่บังอาจคิดเช่นนั้นเ้าค่ะ”ฟังเยว่ฉิวออกตัวกับประมุขใหญ่จวนสกุลเผิง
เผิงฉานตันนั่งเคียงด้วยเผิงฟูเหรินฝั่งตรงข้ามคือบุตรชาย มีฉงอวี้หลิงนั่งฝั่งซ้ายมือส่วนฝั่งขวานั้นขนาบด้วยฟังเยว่ฉิว เมื่อทุกคนพร้อมหน้ากันแล้วเผิงฉานตันจึงเริ่มลงตะเกียบกินอาหารค่ำ
“วันก่อนอวี้เอ๋อร์ออกไปตากลมเป็เพื่อนชมพระจันทร์กับแม่ก่อนเ้ามา นางจามติดกันเสียหูตาแดง เ้าตักน้ำแกงให้นางสักถ้วยเถอะ”
เผิงเซิ่งอี้ทำตามคำสั่งของมารดาเขาตักน้ำแกงใส่ถ้วยวางตรงหน้าฉงอวี้หลิง สาวงามยิ้มอ่อนหวานแต่แล้วต้องรีบซ่อนความไม่พอใจไว้เร็วรี่ เมื่อชายหนุ่มก็ตักน้ำแกงให้ฟังเยว่ฉิวด้วยเช่นกัน
เ้าลูกคนนี้หาได้เชื่อฟังนางสิบส่วนไม่นางถังจิ่วหยินนึกเคือง แล้วรีบสั่งศรีสะใภ้ของนาง
“ตักปลาเงินทอดงาให้พี่เซิ่งอี้เ้าด้วยนะอวี้เอ๋อร์”
สิ้นคำสั่งปลาเงินทอดกรอบมีเม็ดงาติดอยู่ก็ถูกวางลงบนถ้วยข้าวของเผิงเซิ่งอี้ฉงอวี้หลิงยิ้มแย้ม นางถังจิ่วหยินก็มีสีหน้าแช่มชื่นเบิกบานคนที่ยังรักษาสีหน้าเรียบเฉยเป็ปรกตินั่งชมละครตรงหน้าก็เห็นจะเป็เผิงฉานตัน
แม่ทัพสูงวัยเหลือบมองผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็ภรรยาอีกคนของบุตรชายที่ยังคงสงบเสงี่ยมเจียมตนยิ่ง ทว่าเขายังมิอาจคลายใจ นี่เป็เพียงเริ่มต้นทางจวนไม่รู้เจตนาของฟังเยว่ฉิวและเขาก็ยังไม่อาจวางใจกับเถียนเยวี่ยได้ว่าจะไม่มีเล่ห์กลใดซ่อนเร้นในการนี้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารซึ่งความรื่นเริงมีแต่เฉพาะแม่สามีและสะใภ้รักยังคงดำเนินต่อไปฉงอวี้หลิงพยายามแสดงความใกล้ชิดเผิงเซิ่งอี้ต่อหน้าฟังเยว่ฉิวโดยมีนางถังจิ่วหยินคอยผสมโรง เพราะความรักเดียวที่มีต่อนางถังจิ่วยวินอีกทั้งหน้าที่ต่อแคว้นทำให้จากบ้านไปประจำยังชายแดนแม่ทัพเผิงฉานตันจึงยอมโอนอ่อนต่อฟูเหรินของเขาเกือบทุกเื่ความเป็อยู่ของสมาชิกครอบครัวและการปกครองบ่าวไพร่ในจวนจึงเกิดจากการตัดสินใจของนางเสียส่วนใหญ่และที่ผ่านมาก็เป็ไปด้วยดี เว้นก็แต่เื่คู่ครองของบุตรชายที่แม่ทัพเผิงไม่อาจปล่อยผ่านให้อยู่ในการตัดสินใจของนางฝ่ายเดียวทว่าตอนนี้ทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่เงียบๆ
เสร็จสิ้นมื้ออาหารค่ำแม้จะเป็ราตรีแรกของฟังเยว่ฉิวในจวนสกุลเผิง แต่นางถังจิ่วหยินก็บอกสามีและบุตรชายว่าจำเป็ต้องพูดคุยเป็การส่วนตัวกับฟังเยว่ฉิวอย่างน้อยก็ขออบรมนางถึงระเบียบแบบแผนการใช้ชีวิตในจวน ถึงแม้หญิงสาวเป็เพียงแขกซึ่งมาพักอาศัยอยู่ชั่วคราวก็ตามที
หลายต่อหลายครั้งนางถังจิ่วหยินย้ำสถานะแขกผู้มาอาศัยเพียงสองเดือนกับฟังเยว่ฉิวและหญิงสาวก็เพียรตอกย้ำตนเองเช่นกันว่านางต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อผ่านสองเดือนข้างหน้าไปได้อย่างปรกติสุข
ฟูเหรินแม่ทัพเผิงพาหญิงสาวทั้งสองออกจากห้องโถงไปยังห้องพักผ่อนส่วนตัวที่นางมักใช้เอนหลังพักสายตายามบ่าย
“คุกเข่า” นางถังจิ่วหยินออกคำสั่งด้วยเสียงเฉียบขาดหลังจากบานประตูปิดลง
ฟังเยว่ฉิวรีบคุกเข่าลงอย่างว่าง่ายต่อหน้านางถังจิ่วหยินและต่อหน้าฉงอวี้หลิงซึ่งยืนค้ำศีรษะนางอยู่
“ถึงข้ารับเ้าไว้ในจวนแต่เ้าควรรู้และสำเหนียกตัวนะ ว่าเ้าเป็ผู้มาทีหลัง”
“เยว่เอ๋อร์ทราบเ้าค่ะฟูเหริน”
นางถังจิ่วหยินไม่ยินยอมให้ฟังเยว่ฉิวเรียกแทนตัวนางว่า‘ท่านแม่’ ดังเช่นฉงอวี้หลิงเรียกนาง
‘อย่างไรเสียเ้าก็อยู่จวนสกุลเผิงแค่สองเดือน ถือเสียว่าอยู่ในฐานะแขกจากต่างเมืองจะมาเรียกข้าว่าท่านแม่ให้บ่าวไพร่ในเรือนสงสัยทำไม เื่ที่อยากจะให้เงียบคงดังเป็ประทัดละทีนี้’
“รู้แล้วก็ขอให้ทำตัวดีๆดั่งปากเ้าพูด ลูกชายข้าจำเ้าไม่ได้สักกระผีกทั้งหมดไม่ใช่เ้าแอบอ้างกุเื่หรอกนะ” อย่างไรเสียนางก็ไม่มีวันเชื่อว่าบุตรชายได้คว้าหญิงอัปลักษณ์ไร้สกุลมาเป็ภรรยาในขณะมีสติครบถ้วน
“เยว่เอ๋อร์พูดความจริงหากผิดคำ โป้ปดมดเท็จ ให้ฟ้าผ่าร่างไม่ตายดี” หญิงสาวซึ่งคุกเข่าเงยหน้าขึ้นสบตาแม่สามีนิ่งออกเรือนเชื่อฟังสามี นางสั่งตัวเองให้ทนได้ทุกอย่างเพื่อจะได้อยู่กับพี่ต้าเผิงของนางเพราะเวลาสองเดือนที่ได้มานั้นมีค่ากับนางมากนั่นเอง
“กล้ายกฟ้าดินมาอ้างเชียว”ในวาจายังคงค่อนขอดมิคลายความชัง “แต่ก็เอาเถอะใครใช้ให้เ้ามีคนหนุนหลังดีเล่า ขนาดข่มขู่แม่ทัพใหญ่ของิอานได้ ย่อมไม่ธรรมดาข้าอยากรู้นักเชียวว่าคนผู้นั้นเป็ใคร”
เพราะขนาดป้ายหยกที่ตัวนางยึดไว้ยังกลับไปอยู่ในมือฟังเยว่ฉิว และตอนนี้นางก็รู้ว่าหญิงสาวมอบให้บุตรชายของนางเพื่อใช้ยืนยันฐานะแต่หนหลังไปแล้ว
“เยว่เอ๋อร์บอกไม่ได้เ้าค่ะ”
เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมบิดาบุญธรรมจะเป็คนเปิดเผยตัวเขาเอง หากนางเอาชื่อเขามาแอบอ้างในยามไม่สมควรเท่ากับทำผิดต่อความเมตตาของเขา นางจะไม่ตอบแทนคุณบิดาบุญธรรมด้วยการให้คนิ่แคลนเขาว่านางทำตัวไม่ดี
นางถังจิ่วหยินเหยียดริมฝีปากเล็กน้อย“ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเ้าคงไม่ปริปากง่ายๆ แน่ เอาเถอะประเดี๋ยวจะว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก ปรกติข้าก็ไม่ใช่คนใจจืดใจดำ บุญคุณมีก็ต้องทดแทนเพียงแต่ว่าเื่คู่ครองของลูกชาย ข้ามิอาจนิ่งดูดายข้าเหลือเผิงเอ้อร์คนเดียวแล้ว และสมรสพระราชทานก็ใกล้เข้ามาทุกขณะจะมีเื่ผิดพลาดไม่ได้ หากเ้าปรารถนาดีต่อเผิงเอ้อร์จริง ไยไม่ยินยอมจากไปเล่าหรือเ้าอยากได้สิ่งของล้ำค่าใดก็บอกมาตามตรงเถิด ข้ายินดีมอบให้”
ตอนแรกนางก็คิดอยากจากไปแต่... “เยว่เอ๋อร์หวังว่าตัวเองอาจจะช่วยฟื้นความจำพี่ต้าเผิงได้”
“ทั้งหมดมันอาจไม่ใช่เื่จริงแต่เป็เ้าที่กุเื่ขึ้นมาก็ได้นี่” ฉงอวี้หลิงแทรกขึ้น
ในเมื่อมันเป็ความจริงไยนางไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้สามีจดจำนางได้เล่าฟังเยว่ฉิวคิด หากแต่ไม่พูดเพราะเกรงจะเพิ่มความเกลียดชังในใจของอีกฝ่ายที่มีต่อนางมากขึ้น
“คงรู้นะว่าเ้ามีเวลาเพียงแค่สองเดือน”
“เ้าค่ะ”
“หากเ้ารักเผิงเอ้อร์ดังปากพล่ามคงไม่สร้างเื่ยุ่งยากให้เขากระมัง หากลูกชายข้าฟื้นความจำได้แล้วเ้าอาจจะเคยเป็ภรรยาเขา หรืออาจจะแค่สมอ้างบ้าบอก็แล้วแต่ สัญญาได้หรือไม่ว่าเ้าจะไปข้าจะมอบเงินก้นถุงให้เ้าจำนวนหนึ่งมากเท่าที่เ้า้าแต่ขอให้เก็บเื่ในจวนเป็ความลับ มิให้แพร่งพรายเพราะหากรู้ถึงพระเนตรพระกรรณคงตายกันหมด”
“เยว่เอ๋อร์ขอถามได้หรือไม่เ้าคะหากพี่ต้าเผิงแต่งกับองค์หญิงแล้ว เยว่เอ๋อร์กับคุณหนูฉงจะเป็เช่นไร”
ความไม่พอใจแล่นเป็ริ้วอยู่บนใบหน้านางถังจิ่วหยินหญิงสูงวัยกว่าจึงตวาดใส่หน้าหญิงสาวซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น
“เ้าจะรู้ไปทำไมอย่าสู่รู้ไปหน่อยเลย ฐานะของอวี้เอ๋อร์ต่างกับเ้านางจะมอบทายาทให้สกุลเผิงเทียมเท่ากับองค์หญิงหงหญ่า ส่วนเ้า...”
ทั้งสายตาทั้งสีหน้าของเผิงฟูเหรินนั้นหยามเหยียดเต็มที่กับความเหิมเกริมของสะใภ้นอกสายตาที่บังอาจถามนางในเื่เกินเอื้อม
“อย่าได้คิดฉวยโอกาสตอนลูกชายข้าความจำยังไม่พร้อมโป้ปดให้เขายอมมอบทายาทใส่ท้องเ้าเชียวนะ หน้าตาซื่อๆหวังว่าเ้าคงมิได้ซุ่มซ่อนมารยาร้อยเล่มดั่งหญิงคณิกาหรอกหนา”
ผู้ถูกบริภาษหน้าชากระแสโลหิตเดือดดิ้นไปทั้งร่าง แต่จำต้องข่มกลั้นไว้ ทั้งที่นางก็ยอมแล้วทุกอย่างแต่เพราะชาติกำเนิดของนางต่ำต้อย ซ้ำหน้าตายังอัปลักษณ์จึงไม่สมควรจะได้รับความเมตตาสักน้อยนิดเลยหรือไร
องค์หญิงสามารถมอบทายาทแก่สกุลเผิงได้คุณหนูฉงก็สามารถมอบทายาทแก่สกุลเผิงได้เช่นกันมีแต่นางเท่านั้นที่มารดาเขาเกรงว่าจะนำสายเืต่ำชั้นมาแปดเปื้อน
“อวี้เอ๋อร์หยิบสัญญาให้แม่ที”
ฉงอวี้หลิงรับคำแล้วหันกายเดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเล็กพร้อมกับแท่นหมึก
“เ้าไม่รู้หนังสืออย่างนั้นแล้วประทับรอยนิ้วมือเอาก็แล้วกัน”
“สัญญาอะไรเ้าคะ”บนกระดาษเบื้องหน้ามีตัวอักษรมากมายที่นางอ่านไม่ออก
“สัญญาที่ว่าครบกำหนดสองเดือนแล้วเ้าจะออกจากจวนโดยที่เ้าจะไม่แพร่งพรายเื่นี้ออกไป เ้าเข้ามาอยู่ในจวนเพียงแค่ฐานะผู้มีคุณของเผิงเอ้อร์ถึงเขาจะรับเ้าให้อยู่ในเรือนบูรพา แต่ห้ามเ้ามีสัมพันธ์กับลูกชายข้าไม่ว่าจะด้วยวิธีการหรือเล่ห์กลใดก็ตามเ้าคงไม่หน้าด้านไร้ยางอายยกบุญคุณขึ้นมาบีบบังคับเขาให้หลับนอนกับเ้ากระมัง”
ความขมปร่าราวแหวกว่ายซ่านซึมไปทั้งโพรงอก นี่เป็ความคิดของมารดาเขาหรือของใครกันแน่
“...พี่ต้าเผิงทราบเื่นี้หรือไม่เ้าคะ”
ฉงอวี้หลิงได้จังหวะก็เลยสวมรอยนางเหยียดยิ้มเล็กน้อยให้ ฟังเยว่ฉิวคล้ายกำลังจะโปรดสัตว์ซึ่งคลำหาทางหลุดพ้นไม่พบ
“ฐานะเ้ายังคลุมเครืออย่าโทษที่พวกเราไม่้าให้ทายาทสกุลเผิงเกิดขึ้นในท้องของเ้า” นางเน้นย้ำคำว่า ‘พวกเรา’
“ท่านพี่เป็ชายชาติทหารมากพอที่จะไม่เอ่ยปากไล่เ้าแต่ข้าซึ่งเป็ภรรยาร่วมเตียง มีหรือจะมองความกลัดกลุ้มของสามีไม่ออก”
“ข้าในฐานะฟูเหรินแม่ทัพเผิงแม้ไม่้าให้พระอาญาตกถึงพวกเราทั้งตระกูลเพียงไรแต่ก็ไม่อาจนิ่งดูดายให้สายเืสกุลเผิงต้องตกต่ำด่างพร้อยสายเืสกุลเผิงรับใช้ราชสำนักมาหลายชั่วคนจะมาเสื่อมเสียเพราะผู้หญิงเช่นเ้าไม่ได้ หากเ้ารักลูกชายข้าอย่างจริงใจเ้าต้องยินยอมทำสัญญากับข้า ห้ามบอกใครถึงเื่สัญญาทั้งกับสามีข้าและคนที่ส่งเ้ามา หากเื่นี้แพร่งพราย มีคนมาข่มขู่พวกเราอีกข้าก็มั่นใจแล้วละว่าเ้ามีเจตนาร้าย ถึงตอนนั้นแล้ว ตายก็ไม่เสียดายพวกเราจะไม่ให้ใครมาหยามเกียรติ ชี้นกบอกว่าไม้โดยไม่ตอบโต้แน่”
เื่อันจะเกี่ยวพันกับทายาทสกุลเผิงทำสัญญาแล้วใช่นางจะวางใจนางยังมีวิธีที่จะไม่ให้ฟังเยว่ฉิวตั้งท้องได้หากบุตรชายนางพลาดท่าเสียทีต่อมารยาหญิงบ้านป่าที่ถึงแม้มีใบหน้าอัปลักษณ์ แต่รูปร่างนางกลับยั่วยวนกิเลสชายดั่งหญิงงามเมือง
หนึ่งชีวิตของนางด้อยค่าราวไส้เดือนกิ้งกือน่ารังเกียจปานนั้นน่ะหรือมารดาและคนรักของเขาถึงได้ตั้งแง่เหยียบย่ำนางแทบจมดินหรือพวกนางหวังให้นางเ็ปจนทนไม่ได้จนรีบจากไป
ไม่...นางต้องทนให้ได้!
่เวลาแสนสั้นที่หัวใจนางพองโตคับอกเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขาบนหอจันทร์กระจ่างแม้อนาคตจะไม่อาจหวนกลับมาเป็สามีภรรยา นางก็หวังเพียงเศษเสี้ยวใจของเขาที่จะจดจำนางไว้ยามใดนางพร้อมจากไป นางจะไปให้ไกล ไม่หวนกลับมาอีก
“ปากเ้าก็บอกว่ารักพี่เซิ่งอี้แต่การกระทำช่างสวนทาง มีแต่ความเห็นแก่ตัว” ฉงอวี้หลิงเร่งเร้ารู้สึกสะใจกับความเ็ปที่แผ่ออกมาทางสายตาของฟังเยว่ฉิว
นางไม่ได้เห็นแก่ตัวความรักของนางที่มีต่อพี่ต้าเผิง ใครก็อย่าได้ ดูแคลน
“ข้ายินดีทำสัญญา”ฟังเยว่ฉิวดึงกระดาษมาจากมือของฉงอวี้หลิงนางมองตัวอักษรบนกระดาษด้วยสายตาพร่าเลือนต้องใช้ความพยายามยิ่งยวดระงับน้ำตาไม่ให้ไหล นางยอมรับกับทุกข้อตกลงแม้สัญญาฉบับนี้จะเถือหนังเรียกเืและน้ำตาจากใจนางมากมายเพียงไรก็ตาม
ฉงอวี้หลิงยื่นแท่นหมึกให้ศัตรูหัวใจของนางหญิงสาวกดนิ้วลงจนเปื้อนหมึกสีดำวางกระดาษสัญญาลงบนพื้นแล้วประทับรอยนิ้วมือลงที่ท้ายสัญญาก่อนส่งคืนให้นางถังจิ่วหยินรับไป
“ปรกติท่านพี่จะไปร่วมเตียงกับข้าสามคืน”เวลาสามคืนที่นางได้มาเพราะคำสั่งของแม่สามี
“เ้าคงจะไม่บีบบังคับเอาเวลาสี่คืนที่เหลือของเขาไปเสียหมดหรอกนะเพราะจริงๆ แล้วท่านพี่เป็คนใจอ่อนขัดกับรูปลักษณ์ภายนอก ข้าขอเถอะอย่าเรียกร้องอย่างไร้ยางอายกับคนที่ติดค้างบุญคุณเ้านักเลย” ฉงอวี้หลิงทั้งแดกดันและสุมเชื้อไฟให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเผิงเซิ่งอี้รังเกียจหญิงสาวเหตุใดนางจะให้ฟังเยว่าฉิวกลับไปนอนฝันหวานที่ได้แย่งชิงชายหนุ่มไปจากนาง
นางไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดฟังเยว่ฉิวปฏิเสธในใจ
ทว่ากลับถูกประณามครั้งแล้วครั้งเล่าฟังเยว่ฉิวกลืนก้อนความอัปยศที่ต้องจำทนเก็บไว้ในใจ นางก้มศีรษะโขกพื้นให้กับมารดาของเผิงเซิ่งอี้แล้วหยัดกายลุกออกจากห้องไป
ลมเย็นปะทะหน้าทันทีเมื่อก้าวพ้นห้องที่ร้อนรุมด้วยไฟริษยาและรังเกียจระคนกับไฟเพลิงจากความโกรธของนางซึ่งพยายามข่มกลั้นสุดประมาณไม่ให้โต้ตอบอันจะถูกตราหน้าว่าไร้มารยาทหากกระทำเช่นนั้นออกไป อาซิ่นเมื่อเห็นฟังเยว่ฉิวเดินโผเผไม่ตรงทางก็เข้ามาจะช่วยพยุง ผู้เป็นายสาวแค่นยิ้มขื่นขมนางคงแสดงถึงความอ่อนแอออกมาเป็อาการหมดเรี่ยวแรงกระมัง
“ข้าเดินเองได้เ้านำทางกลับเรือนเถอะ” นางสั่งเพราะยังไม่คุ้นชินกับเส้นทางภายในจวน
เมื่ออาซิ่นและฟังเยว่ฉิวเดินผ่านซุ้มประตูก่ออิฐซึ่งกั้นความเป็ส่วนตัวออกจากสวนกลางของเรือนบูรพาก็พบเผิงเซิ่งอี้นั่งอยู่ที่ม้าหินใต้ร่มต้นหลี่ในสวนน้อยหน้าเรือนพักของนาง
ชายเ้าของเรือนบูรพาลุกขึ้นเขาส่งยิ้มให้หญิงสาว ยังมีคำถามอีกประมาณร้อยแปดที่อัดอั้นอยู่ในหัวทำให้เขารอพบนาง ทว่าใบหน้าเผือดซีดแทบไร้เืฝาดและสายตาซึ่งทอประกายคลางแคลงระคนผิดหวังซึ่งสานสบมา ทำให้เผิงเซิ่งอี้นิ่งงันไป
ไฉนเลยสายตาของนางจึงต่างจากเมื่อตอนพบเขาบนหอจันทร์-กระจ่างร่องรอยของความยินดีไยห่างหายไม่หลงเหลือเหมือนเมื่อตอนพบหน้ากันบนโต๊ะอาหารเมื่อก่อนหน้านี้...