แต่ตอนนี้หลี่เกินเซิงกลับบอกซูเจียวเจียวว่าอาหมิงของเธอถูกขังอยู่ที่หลังเขา!
ความหวาดกลัวและความวิตกกังวลนับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามาพร้อมกันโอบล้อมซูเจียวเจียวไว้จนร่างกายสั่นเทา
ชาติที่แล้วอาหมิงก็เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มหากผลกระทบจากปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกทำให้อาหมิงต้องจากไปเร็วกว่าชาติที่แล้วเธอจะทำอย่างไร!
เธอจะทำอย่างไร!
ไม่ได้!
เธอจะปล่อยให้อาหมิงเป็นอะไรไปไม่ได้!เป็นอันขาด!
ซูเจียวเจียววิ่งขึ้นเขาโดยไม่คิดอะไรแต่ดินโคลนที่ถล่มลงมาได้ปิดกั้นเส้นทางไว้หมดแล้วส่วนที่อื่นก็ไม่มีทางเดินให้ไปได้
ซูเจียวเจียวทำได้เพียงกัดฟันปีนขึ้นไปบนกองดินโคลนแม้จะเปียกโชกไปทั้งตัว เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนโคลน เธอก็ไม่สนใจ
เธอปาดน้ำฝนออกจากใบหน้าแล้วปีนต่อไป
ทันใดนั้นแสงไฟดวงหนึ่งส่องมาที่ตัวเธอ
เป็นแสงจากไฟฉายที่ส่องมาจากด้านล่าง
มีคนตะโกนว่า“นั่นมีคนกำลังปีนอยู่ ใครน่ะ! รีบลงมา! ข้างบนอันตราย!”
หลี่เกินเซิงได้ยินเสียงตะโกนก็ตกใจหันไปมองก็พบว่าซูเจียวเจียวที่ยืนอยู่ข้างเขาหายไปแล้ว
และคนที่พยายามปีนขึ้นไปไม่ใช่ซูเจียวเจียวหรอกหรือ?
หลี่เกินเซิงตกใจมาก!
เขารีบตะโกนเสียงดัง“ซูเจียวเจียว คุณรีบลงมาเดี๋ยวนี้! พวกคุณรีบไปห้ามเธอไว้เร็ว!”
เงาร่างหนึ่งที่อยู่ใกล้เธอที่สุดรีบวิ่งเข้าไปจับมือซูเจียวเจียวไว้“ยุวชนซู ที่นี่อันตราย รีบลงมากับฉันเถอะ”
ซูเจียวเจียวสะบัดมือเขาออก“หลีกไปนะ! อย่าขวางฉัน!”
เธอต้องการปีนขึ้นไปต่อแต่กลับถูกคนคนนั้นดึงลงมาอย่างแรงจนเกือบจะล้ม
เขาจับมือเธอไว้แน่น
ซูเจียวเจียวยืนมั่นคงแล้วก็เห็นใบหน้าของคนตรงหน้าชัดเจนเขาคือฮั่วเจี้ยนจง
ท่ามกลางม่านฝนที่มืดมิดใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำฝนและดูเคร่งขรึมมาก
ซูเจียวเจียวจ้องมองเขาด้วยความโกรธจัด“ยุวชนฮั่ว ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน! ไม่ต้องให้นายมาจัดการ!นายหลีกไปซะ!”
พูดจบเธอก็พยายามหลบหลีกร่างของเขาที่ขวางอยู่
ฮั่วเจี้ยนจงขมวดคิ้วแน่น“ยุวชนซู ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วงเขา แต่ที่นี่เพิ่งจะเกิดดินโคลนถล่มแล้วอาจถล่มซ้ำลงมาอีกได้ และตอนนี้ฝนก็ตกหนักมาก บนเขาก็มืดจนมองอะไรไม่เห็นการที่เธอบุกขึ้นไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ใช่การไปตามหาคน แต่เป็นการไปตาย!”
เสียงของเขาดังมากจนแทบจะตะโกนออกมาเพราะฝนตกหนักเกินไป ถ้าพูดเบาๆ ละก็ คนที่อยู่ตรงหน้าจะไม่ได้ยินเลย
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมายุ่ง!” ซูเจียวเจียวจะไม่มีทางรู้ถึงอันตรายจากดินโคลนถล่มได้อย่างไรแต่เธอไม่สามารถสนใจเรื่องนั้นได้อีกแล้ว!
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วซูเจียวเจียวก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
ฮั่วเจี้ยนจงกล่าวว่า“เธอเคยคิดบ้างไหมว่า ถ้าเซียวหยวนหมิงได้รับการช่วยเหลือแล้วแต่กลับพบว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเธอ เขาจะเสียใจมากกว่าเธอเสียอีก ยุวชนซูตอนนี้เธอต้องใจเย็นลงก่อน!”
ชั่วพริบตานั้นหลี่เกินเซิงก็พาคนตามมาถึงและขวางหน้าซูเจียวเจียวไว้
หลี่เกินเซิงแทบสิ้นสติด้วยความตระหนกเกิดเรื่องขึ้นที่นี่ เขายังไม่ทันได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสะสางทว่าซูเจียวเจียวกลับดื้อรั้นที่จะขึ้นเขานี่มันไม่ต่างอะไรจากการส่งเขาไปตายเลยนี่นา!
ถ้าซูเจียวเจียวเกิดเรื่องขึ้นอีกเขาจะไม่มีทางอธิบายกับเบื้องบนได้เลย
ถ้าในกองผลิตมีคนตายมากเกินไปเขาในฐานะหัวหน้าก็ไม่ต้องทำหน้าที่แล้ว แถมยังต้องถูกลงโทษอีก
มันแทบจะเอาชีวิตเขาไปเลยนะ!
นอกเหนือจากหลี่เกินเซิงและฮั่วเจี้ยนจงแล้วทุกคนต่างดาหน้าเข้ามาห้ามปรามซูเจียวเจียวอย่างสุดกำลังไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ยอมให้เธอฝ่าสายฝนขึ้นเขาในยามค่ำคืนเช่นนี้
ซูเจียวเจียวขึ้นไปไม่ได้ก็ได้แต่เดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ น้ำตาไหลเงียบๆผสมกับน้ำฝนที่ไหลลงมาตามใบหน้า
เดิมทีหลี่เกินเซิงบอกให้ซูเจียวเจียวกลับบ้านไปรอฟังข่าวแต่ซูเจียวเจียวก็รอไม่ได้เลย
ไม่นานเว่ยหงปิงก็เรียกคนมาช่วยได้มากมาย เดิมทีทุกคนต่างนอนหลับไปแล้วได้ยินเสียงเคาะประตูก็ไม่อยากลุกขึ้น แถมข้างนอกฝนก็ตกหนักขนาดนั้นแต่พอได้ยินว่าหลังเขาถล่มและอาจมีคนถูกฝังอยู่ ทุกคนก็ลุกขึ้น แม้จะไม่อยากก็ตามทุกครัวเรือนต่างส่งแรงงานออกมาสองถึงสามคนทำให้มีคนมารวมตัวกันเป็นร้อยกว่าคนในทันที
แต่ละคนสวมเสื้อคลุมกันฝนและหมวกสานบ้านไหนที่มีฐานะดีหน่อยก็จะนำไฟฉายติดตัวมาด้วย
ไม่นานหลี่เกินเซิงก็สั่งให้ทุกคนช่วยกันกางผ้าใบกันฝนข้างๆเพื่อใช้เป็นจุดช่วยเหลือชั่วคราว
ไม่เพียงแต่ผู้ชายในหมู่บ้านเท่านั้นที่มาช่วยแต่ยังมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ออกมาช่วยด้วย
หวังเหวินเม่ยก็พาหลานสะใภ้มาช่วยโดยบอกว่าจะมาต้มข้าวต้มและน้ำขิงให้ทุกคนดื่มเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัดจากการโดนฝน
เพราะนี่เพิ่งจะต้นเดือนห้าการที่ฝนตกหนักกลางดึกก็ยังคงหนาวเย็นอยู่มาก
ซูเจียวเจียวก็ช่วยทุกคนต้มน้ำขิงและข้าวต้ม
ด้านหลี่เกินเซิงเมื่อเห็นว่าฝนเริ่มซาลงมากแล้วก็พาคนไปช่วยกันจัดการเก็บกวาดพื้นที่
หลังจากขุดไปนานก็มีคนตะโกนว่าเจอคนแล้ว
แต่โชคร้ายที่คนที่ขุดขึ้นมาได้นั้นไร้ลมหายใจไปแล้ว
ซูเจียวเจียวรีบวิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินว่าพบคนแล้วแต่เมื่อได้ยินว่าคนที่ขุดขึ้นมาได้นั้นไร้ลมหายใจไปแล้ว ร่างกายของเธอก็แข็งทื่อนี่มันก็ผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้ว เกือบจะสว่างแล้ว
ซูเจียวเจียวขาสั่นไปหมด
เธอรวบรวมความกล้าอย่างมากเพื่อมองไปแล้วพบว่าคนคนนั้นไม่ใช่เซียวหยวนหมิง แต่ก็เป็นใบหน้าที่คุ้นเคยเธอไม่รู้ว่าชื่อเต็มของเขาคืออะไร รู้เพียงฉายา ‘เจ้าลิงผอม’
เพราะเขาผอมมากแต่กลับคล่องแคล่วว่องไวพอสมควร คนอื่นๆ จึงเรียกเขาว่าอย่างนั้น
เมื่อหลายวันก่อนตอนที่อาหมิงออกไปซ่อมถนนเธอก็ยังไปส่งอาหารให้เขาและคนคนนี้ก็จะเรียกเธอว่าพี่สะใภ้พร้อมกับลู่เหว่ยหมินและคนอื่นๆแถมยังพูดหยอกล้ออีกด้วย
คนที่มีชีวิตชีวาและร่าเริงขนาดนั้นบัดนี้กลับจากไปแล้ว!
ได้ยินมาว่าเขาเพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงครึ่งปีภรรยาของเขาก็ตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว
แต่เขากลับจากไปแล้ว!
หากภรรยาของเขาทราบเรื่องคงต้องร่ำไห้ปานใจจะขาด!
ซูเจียวเจียวรู้สึกเสียใจและเศร้าโศกมาก
ชีวิตของมนุษย์ช่างอ่อนแอและไร้ที่พึ่งพาเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติอ่อนแอจนไม่สามารถต้านทานได้เลย
ไม่นานก็มีคนไปแจ้งครอบครัวของเจ้าลิงผอมพ่อแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ และภรรยาของเขาต่างก็มาถึง
พ่อแม่และภรรยาของเขาร้องไห้ปานจะขาดใจภรรยาของเขาถึงกับร้องไห้จนเป็นลมไป
แม่และพี่สะใภ้ของเจ้าลิงผอมรีบพาภรรยาของเขากลับบ้านไปเจ้าลิงผอมจากไปแล้ว จะปล่อยให้ภรรยาและลูกของเขาเกิดเรื่องอีกไม่ได้แล้ว
พ่อและพี่ชายคนโตของเจ้าลิงผอมอยู่จัดการเรื่องที่เหลือ
โชคดีที่หลังจากนั้นสามชั่วโมงจนฟ้าสว่างก็ไม่มีใครถูกขุดพบอีกเลย
ทุกคนต่างมีความหวังเล็กน้อยการที่ไม่ขุดพบใครอีก น่าจะเป็นเรื่องดี แสดงว่าไม่มีใครเสียชีวิต…
แต่ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่ถูกดินโคลนถล่มปิดกั้นไว้ก็ไม่รู้ว่าใต้ดินนั้นจะมีใครถูกฝังอยู่หรือเปล่า…
แต่นี่ก็ผ่านไปหนึ่งคืนแล้วคนที่หายไปก็ยังไม่ปรากฏตัว!
นี่ฟ้าก็สว่างแล้ว!
ทุกคนต่างใจห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
ซูเจียวเจียวก็เงียบกริบต้มน้ำขิงจนดวงตาแดงก่ำ แถมยังร้องไห้หนักจนตาบวมไปหมด
ป้าหวังเหวินเม่ยภรรยาของลู่เหว่ยหมิน และจ้าวอวี้เฟิน ต่างก็บอกให้เธอกลับไปพักผ่อนแต่ซูเจียวเจียวไม่กล้ากลับไป เธอกลัวว่าถ้ากลับไปแล้วจะได้ยินข่าวร้ายเธอจึงต้องอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้ารอ
เมื่อพวกเขาขุดทางออกได้แล้วเธอจะรีบวิ่งขึ้นไปหาอาหมิงเป็นคนแรก!