ลู่หยางเฉิงยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ ดวงตาคมเรียวหลุบต่ำอย่างใช้ความคิด ความรู้สึกที่ถูกจับจ้องเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือในจิตใจ แม้นางหันไปมองหากลับไม่พบผู้ใด ราวกับสายตาที่แฝงความคมกริบนั้นเป็เพียงภาพลวงที่ล่องลอยไปกับสายลม มือเรียวข้างหนึ่งเลื่อนลงปรับชายกระโปรงเบา ๆ เป็การปลุกตัวเองให้กลับมาสงบ แม้คำพูดของเฟิงหยุนหลิงเมื่อครู่จะเหมือนเข็มเล็ก ๆ ที่จี้ลึกเข้าไปในจิตใจ แต่ลู่หยางเฉิงยังคงรักษาท่าทีสงบสุขุมไว้ดังเดิม
หลังจากเหตุการณ์สงบลง นางจึงเดินไปยังที่นั่งซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ เมื่อถึงที่ ลู่หยางเฉิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองผู้คนรอบข้าง ด้านข้างนางมีคุณหนูผู้หนึ่งนั่งอยู่ ใบหน้าอ่อนวัยนั้นมีแววตาใสซื่อไร้ความหมองมัว ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาทำให้นางััได้ถึงความชื่นชมที่ไร้การปิดบัง
คุณหนูผู้นั้นเหมือน้าพูดคุยกับลู่หยางเฉิง แต่กลับแสดงอาการเขินอายจนไม่กล้าเอ่ยปาก ใบหน้าขาวนวลพวงแก้มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ ริมฝีปากเล็กเผยอราวกับจะเรียกชื่อของลู่หยางเฉิง แต่เสียงกลับขาดหาย
ลู่หยางเฉิงแอบอมยิ้มเล็ก ๆ ความอ่อนโยนของเด็กสาวผู้นี้ดูน่าเอ็นดู แต่ด้วยจิตใจที่ยังคงว้าวุ่นจากคำพูดของเฟิงหยุนหลิง นางจึงเตือนตัวเองให้อยู่ในความสำรวมและเลือกที่จะไม่เปิดบทสนทนาใด ๆ รักษาความนิ่งเงียบเอาไว้
“คุณหนู…เหอซิน” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากข้างกาย ทำลายความเงียบที่ลู่หยางเฉิงพยายามรักษา
ลู่หยางเฉิงหันไปสบตาคนตัวเล็ก ซึ่งก้มหน้าหลบสายตาเขาอย่างขวยเขิน แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไร เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นจากท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเคลื่อนไหว
“คุณหนูลู่” เสียงนั้นดังขึ้นอย่างแ่เบาจากชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ห่างจากลู่หยางเฉิงไม่กี่ก้าว
ลู่หยางเฉิงหันไปตามเสียงเรียก ดวงตาเรียวของเขาจับจ้องไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ปลายหางตาของเขาแฝงไปด้วยความสงสัยและระแวงในเจตนาของบุรุษที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน
“ท่านคือ...” ลู่หยางเฉิงเอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยความระมัดระวัง เสียงของเขาดังขึ้นราวกับค้อนที่เคาะลงบนผิวน้ำ
ชายหนุ่มเพียงยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความจริงใจ แต่ั์ตากลับสื่อถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะมองข้ามได้
“ฉินอี้หลางขอแนะนำตัว… ข้าได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับคุณหนูเหอซิน ข้าจึงไม่อยากพลาดที่จะพบ คืนนี้เป็เกียรติของอี้หลางที่ได้พบคุณหนูลู่ตัวจริง”ลู่หยางเฉิงยิ้มบาง ๆ แม้จะไม่มีความกระตือรือร้นใด ๆ แต่การตอบรับนั้นยังคงเต็มไปด้วยมารยาทที่งดงามเสมือนน้ำใสที่สะท้อนแสงพระอาทิตย์ แม้จะดูเหมือนสงบแต่แฝงไว้ด้วยการคำนึงถึงระยะห่างอย่างละเอียดรอบคอบ
เขาเหลือบมองร่างสูง ฉินอี้หลาง ซื่อจื่อแห่งตระกูลฉิน บุตรชายคนเดียวของแม่ทัพฉิน ซึ่งยืนสง่าดุจภูผาในยามค่ำคืนที่มืดมิด ดวงตาของลู่หยางเฉิงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่สวมชุดสีดำสนิทที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อดีประดับด้วยไหมทองเส้นเล็กละเอียด เส้นสายลวดลายบนผ้าเผยให้เห็นถึงความประณีตทุกฝีเข็ม เหมือนกับความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกลวดลายที่ถูกทอขึ้นมา ราวกับเป็คำสัญญาที่ไม่สามารถเผยออกมาได้ เส้นสายเ่าั้เปล่งประกายเหมือนแสงสะท้อนจากเพชรในความมืด คืนนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องประกายบางเบาเหมือนเส้นด้ายที่ถูกดึงออกมาจากผืนฟ้า สายลมเย็นพัดผ่านใบไม้ดังเสียงกระซิบ กลิ่นหญ้าชื้นจากไอฝนที่เพิ่งตกลงมาแตะจมูก
ร่างสูงของฉินอี้หลางดูเหมือนเป็ส่วนหนึ่งของความมืดรอบกาย แม้แต่ลมหนาวที่พัดผ่านมา ยังไม่สามารถทำให้เขาดูด้อยลงได้ ท่าทางของเขาเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง และเต็มไปด้วยความลึกลับ ซึ่งดึงดูดสายตาของลู่หยางเฉิงได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“เป็เกียรติของเหอซินเ้าค่ะ ที่ได้รับความสนใจจากซือจื่อ” ลู่หยางเฉิงตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงรักษาระยะห่าง ดูเหมือนคลื่นที่พัดผ่าน แต่ไม่เคลื่อนจากท่าทีเดิม
“ข้าเกรงว่าจะรบกวนความสงบของท่าน” ฉินอี้หลางหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาดังขึ้นราวกับคลื่นที่กระทบฝั่ง แต่แฝงไปด้วยความลึกลับ สายตาของเขาเหลือบไปยังหญิงงามที่นั่งอยู่ตรงหน้า เหมือนดั่งัที่จับจ้องเหยื่อ แต่ด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งในทุกท่าทาง
“แต่ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นนี้... ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก หากท่านไม่รังเกียจ ท่านลุงหลี่ได้มอบหมายให้ข้ามาเชิญคุณหนูเหอซินไปเข้าร่วมการประชันการเดินหมาก”
ลู่หยางเฉิงมองชายหนุ่มตรงหน้า เขาหยุดชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับตัดสินใจแล้วว่าจะตามไป แม้ว่าใจหนึ่งของเขาจะไม่อยากไป แต่ในค่ำคืนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถอยู่อย่างสงบได้ แต่เดิมเขามาที่นี่เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงในฐานะคุณหนูลู่ หากเขาสามารถแสดงฝีมือในค่ำคืนนี้ให้ผู้คนได้เห็น ท่านพ่อคงจะคลายความโกรธลงได้บ้าง
“ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญซือจื่อนำทางเ้าค่ะ” ลู่หยางเฉิงลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างสง่างาม ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับคุณหนูผู้เขินอายที่นั่งข้าง ๆ เสมือนเป็การลาโดยไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย
ขณะที่พวกเขากำลังเดินออกจากบริเวณที่มีแเื่ เฟิงหยนุหลิงเพียงมองตามทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ภายในใจของนางเหมือนมีไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ไม่อาจดับลงได้
"นางน่ะ... ก็ไม่ต่างจากพวกนางคณิกาที่ทำให้ผู้ชายหลงใหลไปทั่ว น่ารังเกียจเสียจริง" เฝิงหยนุหลิงพึมพาเบา ๆ ราวกับเก็บกลั้นความโกรธไว้ในใจ
ในขณะเดียวกัน ลู่หยางเฉิงและฉินอี้หลางเดินมายังมุมหนึ่งของสวนในงานเลี้ยง ดวงจันทร์ลอยเด่นบนท้องฟ้าส่องแสงนวล
เส้นดนตรีเื้ัก็ดังขึ้นอย่างไพเราะราวกับไม่เคยมีความตึงเครียดเกิดขึ้น
“คุณหนูเหอซิน...” ฉินอี้หลางเริ่มกล่าว เสียงของเขาดังแ่เบาเหมือนกระซิบออกมา ความนุ่มนวลในน้ำเสียงนั้นราวกับเป็การล่อลวงให้ตกหลุมพรางดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยน แต่กลับแฝงไปด้วยความลึกลับที่ยากจะคาดเดา รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขาดูเหมือนจะยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาฉายแสงบางเบา แต่ท่าทางนั้นกลับมีบางสิ่งที่แฝงไปด้วยอุบายแยบยลที่ไม่สามารถมองข้ามได้
“ข้าขอสารภาพตรง ๆ กับท่าน... ว่าท่านลุงหลี่ไม่ได้ส่งข้ามาเชิญท่านไปร่วมการประชันหมาก”
เขาหยุดพูดสักพัก รอยยิ้มที่เคลื่อนขึ้นมุมปากของเขาราวกับแผนการที่ซ่อนอยู่ในท่าทางที่อ่อนโยน
“จริง ๆ แล้ว... ข้าแค่หาข้ออ้างเพื่อเข้าใกล้ท่านมากขึ้น... เพราะในค่ำคืนนี้ ข้าไม่สามารถพลาดโอกาสที่จะรู้จักท่านให้มากกว่านี้ได้”
คำพูดของเขาลื่นไหลเหมือนสายลมที่แ่เบา ลู่หยางเฉิงไม่อาจละสายตาจากเขาได้ ขณะที่ฉินอี้หลางยังคงยิ้มบาง ๆ อย่างไร้กังวล รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเปิดเผยความจริง... แต่จริง ๆ แล้วมันกลับซ่อนความหมายที่ไม่สามารถจับต้องได้
คำพูดของเขาดึงดูดความสนใจของลู่หยางเฉิงไปเต็มที่ ดวงตาคมของเขาจับจ้องไปที่ฉินอี้หลางโดยไม่กระพริบตา ความสงสัยและความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่เริ่มก่อตัวขึ้น ใจของเขากระตุกเล็กน้อยในความจริงที่ไม่ได้คาดคิดนั้น แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ในน้ำเสียงนั้น เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมฉินอี้หลางถึงอยากรู้จักเขามากเพียงนี้
ฉินอี้หลางยิ้มบาง ๆ ริมฝีปากของเขาดูเหมือนจะเคลื่อนขึ้นเล็กน้อยในขณะที่โน้มตัวเข้ามาใกล้ลู่หยางเฉิงเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความนุ่มนวล แต่ในความอ่อนโยนนั้นกลับซ่อนความลึกลับที่ยากจะเข้าใจได้ ดวงตาของเขาส่องประกายวาววับราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างที่ยังไม่สามารถจับต้องได้
“ข้าเพียงอยากรู้จักตัวตนของท่านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าท่านไม่อยากให้ข้ารู้จักท่านมากไปกว่านี้ ข้าก็ยินดีที่จะเคารพความเป็ส่วนตัวของท่าน...” เขากระซิบเบา ๆ ราวกับคลื่นที่พัดผ่าน แต่กลับแฝงไปด้วยความมั่นใจที่ทำให้ลู่หยางเฉิงต้องตั้งใจฟัง
“เหตุใดท่านจึงสนใจในตัวตนของข้า?” ลู่หยางเฉิงถามออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงของเขายังคงสงบนิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มีความสงสัยแฝงอยู่ในดวงตา แม้จะพยายามซ่อนมัน แต่ก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกที่เริ่มเติบโตขึ้นในใจราวกับหมอกหนาที่กำลังปกคลุมพื้นที่ของความคิด ทำให้ความสงบที่เขาพยายามรักษาไว้เริ่มคลอนแคลน
“ข้าแค่รู้สึกว่า... ท่านน่าสนใจเกินไปจนไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปทั้งอย่างนี้...” คำพูดนั้นลื่นไหลออกจากริมฝีปากของเขาเหมือนเสียงกระซิบที่ค่อย ๆ ปลุกให้หัวใจของลู่หยางเฉิงเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ความรู้สึกบางอย่างเริ่มทวีความรุนแรง ราวกับไฟที่ซ่อนอยู่ในตะกร้าหญ้าบนูเา ความรู้สึกที่คาดไม่ถึงทำให้ลู่หยางเฉิงยิ้มอย่างไม่มั่นใจ แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความลึกซึ้งจนไม่อาจบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
การโน้มตัวเข้ามาใกล้ในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่มันเป็การตั้งคำถามที่ไม่้าคำตอบ ราวกับว่าอากาศรอบตัวทั้งสองเริ่มเบาบางลง เสียงของการสนทนาดูจะเงียบลงจนแทบได้ยินแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่สอดประสานกับเสียงดนตรีที่เบาและเหงาหงอยจากงานเลี้ยงที่ยังคงดำเนินไปเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ลู่หยางเฉิงรู้สึกถึงความไม่ชัดเจนในอารมณ์ของตนเอง
ลู่หยางเฉิงเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ฉินอี้หลาง ราวกับกำลังพิจารณาคำพูดนั้นอย่างถี่ถ้วน ความรู้สึกภายในของเขาผสมปนเปไปหมด ทั้งความตื่นตระหนกและความสงสัย แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีความรู้สึกอยากรู้จักฉินอี้หลางมากขึ้น จิตใจของเขากลับพลิ้วไหวราวกับท้องฟ้าที่มืดครึ้มและท้องทะเลที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ภายในลู่หยางเฉิง มีคลื่นความรู้สึกที่ทุกรูปแบบต่างกระทบกันจนเขาไม่แน่ใจว่าอะไรเป็สิ่งที่แท้จริง
“หากท่านได้รู้จักข้าจริง ท่านอาจจะพบว่าข้าไม่ได้น่าสนใจเช่นที่คิด...” ลู่หยางเฉิงเอ่ยเสียงต่ำ ริมฝีปากยิ้มอย่างไม่มั่นใจ เขาโน้มตัวเข้าใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย
“ั้แ่ที่ท่านปรากฏตัวในงานเลี้ยงนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าทุกสายตาควรจับจ้องที่ท่าน ท่วงท่าที่สง่างาม และถ้อยคำที่เฉียบคมของท่าน ล้วนทำให้ข้าต้องหยุดคิดอยู่หลายครา...”
ฉินอี้หลางยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้ว่าเขาเพิ่งปล่อยเหยื่อลงไปในกับดักที่วางไว้แล้ว ในท่าทางที่แกล้งแสดงออกมาอย่างเรียบง่าย เขาตอบกลับด้วยเสียงที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์
“เพราะในทุก ๆ รอยยิ้มของท่าน ดวงตาของท่าน... ข้ามักจะเห็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูด ข้าอยากค้นหานักว่าความลับในดวงตาของท่านมีสิ่งใดซ่อนอยู่ในนั้น...” ดวงตาของเขากลับแฝงไปด้วยความตั้งใจ ราวกับว่าเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้
ลู่หยางเฉิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาเรียวของเขาจ้องมองฉินอี้หลางโดยไม่กระพริบ ความใแวบหนึ่งแล่นผ่านสายตาของเขา ก่อนที่เขาจะพยายามข่มความรู้สึกนั้นให้สงบลง แต่ในใจกลับเริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาของเขาขยับไปมาราวกับพยายามหาคำตอบ แต่ในใจกลับเริ่มเต้นเร็วขึ้น ราวกับถูกฉินอี้หลางมองเห็นบางสิ่งที่เขาพยายามปิดบัง...ลู่หยางเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังปิดบังความรู้สึก “ข้าคงไม่ใช่คนที่น่าสนใจถึงเพียงนั้น”
“ตรงกันข้าม...” ฉินอี้หลางเพียงยิ้มออกมาอย่างสบาย ๆ ดวงตาของเขาฉายแววขบขันเล็กน้อย “ท่านเป็คนที่น่าสนใจที่สุดในงานเลี้ยงคืนนี้”
คำพูดของฉินอี้หลางสะท้อนผ่านไปในอากาศบางเบา คำพูดนั้นทำให้ลู่หยางเฉิงรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชัดเจน มันทำให้หัวใจของเขากระตุกขึ้นนิดหน่อย ความกลัว ความวิตกกังวล เสียงดนตรีที่แ่เบาของงานเลี้ยงดังขึ้นเหมือนจะไม่สามารถกลบเสียงหัวใจของเขาที่กำลังเต้นอย่างดังขึ้นเรื่อยๆ ในใจของลู่หยางเฉิงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ความตึงเครียดที่เขาพยายามซ่อนไว้กลับเริ่มซึมซับเข้าสู่ใจ แต่เขาก็พยายามเก็บมันไว้ให้มิดชิด เขายิ้มบาง ๆ แต่ในดวงตากลับสะท้อนความไม่แน่ใจ...