วันเวลาเวียนผ่านไปอย่างเงียบงั้น ระหว่างนั้นหลัวอวิ๋นมุ่งมั่นในการฝึกทุกวัน พร้อมกับออกสืบข่าวอยู่เสมอ จนกระทั่งได้รับเบาะแสที่เป็ประโยชน์
ยามค่ำคืนคลี่ตัวลงอย่างเงียบงัน แสงไฟจากชุมชนเล็ก ๆ ริมทางูเาส่องวาบเป็จุด ๆ คล้ายดวงตาที่เฝ้ามองผู้มาเยือน ถนนดินสายหลักทอดผ่านกลางหมู่บ้าน มีเสียงพูดคุยปะปนเสียงหัวเราะแ่เบา บรรยากาศดูเหมือนปกติ หากไม่สังเกตให้ดี จะไม่มีใครรู้ว่าที่นี่คือจุดพักของผู้คนที่เดินทางค้าขายและรับงานนอกกฎหมาย
หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนเนินเตี้ยด้านนอกหมู่บ้าน เสื้อคลุมสีหม่นคลุมศีรษะบดบังใบหน้า เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไป ไม่แม้แต่จะมองลงไปนานเกินไป ดวงตาของเขาจับจ้องเพียงจุดเดียว
โกดังไม้เก่าใกล้ลำธาร ที่นั่นคือเป้าหมายแรก ข่าวที่เขาได้มาไม่ใช่ข่าวลอย ไม่มีคำว่า “อาจจะ” หรือ “ได้ยินว่า” มันเป็ข้อมูลที่แลกมาด้วยทรัพยากรและความเสี่ยง กลุ่มคนที่ใช้โกดังนั้นเป็คนกลาง รับซื้อของผิดกฎหมาย และเป็หนึ่งในสายที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหลังการล้างตระกูล
ไม่ใช่คนสั่งไม่ใช่แกนนำ แต่เป็ “ฟันเฟือง” และฟันเฟือง
ตัดได้ง่ายกว่า หลัวอวิ๋นค่อย ๆ นั่งลงหลังพุ่มไม้ หายใจช้า ๆ ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ เขาไม่รีบใช้พลัง ไม่รีบเคลื่อนไหว ทุกการกระทำถูกคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว
เขายกมือขึ้น พึมพำเสียงต่ำแทบเป็ลมหายใจ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างควบคุมได้ กล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกหนักมาหลายวันตอบสนองดีขึ้นกว่าก่อนหน้า ไม่มีอาการพุ่งพล่าน ไม่มีการฝืนเกินจำเป็ เขาใช้มันเพียงเพื่อประคอง ให้ร่างกายอยู่ในสภาพพร้อม จากนั้นเขาพึมพำอีกครั้ง
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เงาร่างของหลัวอวิ๋นจางลงเล็กน้อย กลืนเข้ากับความมืดและเงาไม้รอบตัว สายตาของคนทั่วไปจะเลื่อนผ่านโดยไม่ทันสังเกต หากไม่ได้ตั้งใจเพ่งมอง
เขาเริ่มเคลื่อนตัวอย่างเงียบ ๆ ไร้เสียงฝีเท้า ทางด้านหลังโกดังมีคนเฝ้าอยู่สองคน ระดับพลังลมปราณไม่สูงและไม่สม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเป็พวกที่พึ่งอาวุธและจำนวนมากกว่าพลังจริง หลัวอวิ๋นไม่อ้อม ไม่หลบ เขาเลือกเข้าหาจุดอับสายตา เมื่อระยะใกล้พอ เขาหยิบใบไม้แห้งจากพื้น ขยี้ในฝ่ามือ พึมพำเสียงต่ำ
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ฝูงแมลงขนาดเล็กพุ่งออกไปจากเงามืด ไม่ได้โจมตี ไม่ได้ต่อย แต่บินวนปิดทัศนวิสัยอย่างฉับพลัน คนเฝ้าทั้งสองสะดุ้ง โบกมือปัดอย่างใ เสียงสบถดังขึ้น
“บ้าเอ๊ย อะไรกันวะ!”
นั่นคือจังหวะ หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวเข้าใกล้ราวกับภูติผี มือหนึ่งคว้าคอเสื้อ อีกมือกดปาก เสียงถูกตัดขาดในทันที เขาออกแรงบิดอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกคอแตกดังแ่ ร่างนั้นทรุดลงโดยไม่ทันขัดขืน
อีกคนหันกลับมาเห็นเงาเคลื่อนไหว สีหน้าตื่นตระหนกยังไม่ทันเปลี่ยนเป็เสียงะโ ค้อนโลหะทึบก็ปรากฏขึ้นในมือของหลัวอวิ๋นเขาไม่ฟาดเต็มแรง แค่ออกแรงเบาก็เพียงพอ เสียงกระแทกหนักสั้น ๆ ดังขึ้น ร่างล้มลงแนบพื้น หมดสติหรือเสียชีวิต เขาไม่สนใจตรวจสอบซ้ำ เพราะรู้ดีว่าผลลัพธ์แบบไหนดีกว่ากันในสถานการณ์นี้
หลัวอวิ๋นลากร่างทั้งสองเข้าเงามืด ปิดฉากเงียบงัน ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปในโกดัง
ภายในมืดสลัว มีเพียงตะเกียงสองดวงให้แสง พื้นไม้เก่ามีกลิ่นชื้น เสียงพูดคุยดังมาจากด้านใน มีคนอยู่สามคน กำลังตรวจนับหีบไม้
“ของรอบนี้ต้องรีบนำส่งภายในวันพรุ่งนี้”
“นายท่านกำชับมา ห้ามมีความผิดพลาด”
คำพูดนั้นทำให้หลัวอวิ๋นหยุดฝีเท้า นายท่านเขาไม่รู้ว่าเป็ใคร แต่จะรู้ในไม่ช้า หลัวอวิ๋นยกมือขึ้นอีกครั้ง พึมพำเสียงต่ำย้ำคาถา
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เขาขยับเข้าใกล้มากขึ้น คราวนี้แทบจะอยู่ในระยะเอื้อม คนหนึ่งหันมาโดยบังเอิญ ดวงตาเบิกกว้าง แต่เสียงไม่ทันออกจากลำคอ มือหลัวอวิ๋นพุ่งไปคล้าลำคออย่างรวดเร็ว ออกแรงกระชากกล่องเสียงฉีกกระจายติดมือออกมา ร่างล้มลงกระแทกพื้นไม้เสียงดัง
อีกสองคนชะงัก ก่อนจะคว้าอาวุธด้วยความตื่นตระหนก หลัวอวิ๋นไม่เปิดโอกาส เขาพึมพำอีกครั้ง เสียงเย็นเฉียบ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
เขาพุ่งเข้าใกล้ ระยะสั้น ค้อนถูกเรียกใช้งา่นผ่านความคิด เหวี่ยงในแนวราบ ฟาดเข้าที่ลำตัวคนแรก เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างกระเด็นไปชนหีบไม้ คนสุดท้ายถอยหลัง พยายามะโ แต่หลัวอวิ๋นก้าวเข้าไปก่อน ใช้ด้ามค้อนกระแทกศีรษะอย่างแม่นยำ เสียงเงียบลงทันที
ความเงียบปกคลุมโกดัง หลัวอวิ๋นยืนนิ่ง หอบหายใจเบา ๆ ไม่เร่ง ไม่สั่น เขามองร่างทั้งสามอย่างไร้อารมณ์ นี่ไม่ใช่การระบาย ไม่ใช่ความสะใจ นี่คือขั้นตอน
เขาค้นตัวอย่างรวดเร็ว หยิบเอกสาร หยิบสัญลักษณ์การติดต่อ แผ่นไม้สลักตราเล็ก ๆ ที่บ่งบอกเส้นทางขนส่ง ทุกอย่างถูกเก็บเข้ามิติอย่างเป็ระบบ
เมื่อเสร็จ เขาจุดไฟเผาหีบไม้บางส่วน ไม่ใช่เพื่อทำลายทั้งหมดแต่เพื่อส่งสัญญาณ สัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลัวอวิ๋นออกจากโกดังทางเดิม เงาร่างกลืนหายไปกับความมืด ไม่มีเสียงะโ ไม่มีการไล่ล่าในทันที คืนนี้เป็เพียงการเริ่มต้น
เขายืนอยู่บนเนินเดิม มองเปลวไฟที่เริ่มลุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตานิ่ง เย็น และชัดเจน เขาไม่ได้ถามว่าใครสมควรตาย เขาเลือกแล้ว จากนี้ไป ทุกก้าวจะเป็ก้าวของการเอาคืน
เปลวไฟจากโกดังไม้ค่อย ๆ ลุกสูงขึ้น ท่ามกลางความมืดของยามราตรี แสงส้มสาดกระทบผิวน้ำในลำธารเป็ระลอกคลื่น เสียงไม้แตกดังแ่ ๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีเสียงะโ ไม่มีใครวิ่งออกมา ความเงียบยังคงครอบงำหมู่บ้านราวกับทุกคนเลือกจะไม่รับรู้
หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนเนินเดิม ลมยามค่ำพัดผ่านเสื้อคลุมจนเกิดเสียงเสียดสีเบา ๆ เขาไม่ได้มองกองไฟนานนัก เพียงพอให้แน่ใจว่ามันจะไม่ดับง่าย ๆ จากนั้นก็หันหลังให้ทันที
หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่อย่างเงียบเชียบ ใช้เส้นทางที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่ย้อนทางเดิม ไม่ทิ้งรอยเท้าให้ตามง่าย เขาไม่เร่งฝีเท้า แม้หัวใจจะยังเต้นแรงจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่จังหวะการหายใจยังคงสม่ำเสมอ
เมื่อห่างจากหมู่บ้านพอสมควร เขาจึงหยุดลงใต้เงาไม้ใหญ่ ใกล้โขดหินที่พอใช้เป็ที่กำบัง หลัวอวิ๋นนั่งลง ปลดเสื้อคลุมออก วางพาดกับหิน ก่อนจะหลับตาปรับลมหายใจ
ความเมื่อยล้าถาโถมเข้ามาในทันที ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความสั่น แต่เป็ความหนักหน่วงจากการใช้ร่างกายต่อเนื่อง เขาพึมพำเสียงต่ำ ช้า และชัด
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่แรง ไม่ฉับพลัน แต่มั่นคง ราวกับมีมือมองไม่เห็นคอยพยุงโครงสร้างภายใน ร่างกายที่ตึงล้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย ความเจ็บยังอยู่ แต่ไม่รบกวนการเคลื่อนไหวหลัวอวิ๋นไม่ฝืนต่อ
เขาเรียนรู้แล้วว่า การเตรียมพร้อมสำคัญพอ ๆ กับการฆ่า เมื่อสติกลับมาเต็มที่ เขาจึงยกมือขึ้น ล้วงความคิดเข้าไปในแหวนมิติ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมืออีกครั้ง เงาไฟจากระยะไกลสะท้อนผิวโลหะเป็ประกายหม่น
หลัวอวิ๋นมองมันอยู่นาน คืนนี้ค้อนถูกใช้กับมนุษย์อย่างชัดเจน ไม่มีลังเล ไม่มีอ้อมค้อมและมันได้ผล เขาวางค้อนลงบนพื้นหิน ใช้นิ้วมือแตะผิวโลหะเบา ๆ ไม่ใช่เพื่อปลุกพลัง ไม่ใช่เพื่อทดสอบ แต่เพื่อย้ำเตือนตัวเอง ว่าอาวุธชิ้นนี้จะต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน
จากนั้นเขาจึงหยิบสิ่งที่ได้มาจากโกดังออกมา แผ่นไม้สลักตราเอกสารเส้นทาง สัญลักษณ์การติดต่อ
หลัวอวิ๋นจัดเรียงมันบนพื้นอย่างเป็ระเบียบ ใช้แสงจันทร์ช่วยอ่านอักษรหยาบ ๆ ที่ถูกเขียนอย่างเร่งรีบ ชื่อหลายชื่อปรากฏขึ้น ส่วนใหญ่เป็คนกลาง เป็พ่อค้า เป็มือรับงาน
แต่มีชื่อหนึ่งที่ซ้ำ ซ้ำในหลายเอกสาร ซ้ำในหลายเส้นทาง หลัวอวิ๋นหรี่ตา เขาไม่รู้จักชื่อนี้แต่สัญชาตญาณบอกว่ามันสำคัญ ไม่ใช่คนที่ลงมือ แต่เป็คนที่ “สั่งให้ฟันเฟืองเคลื่อนไหว”
หลัวอวิ๋นเก็บเอกสารทั้งหมดเข้ามิติอีกครั้ง ไม่จำเป็ต้องอ่านตอนนี้ เขา้าเวลา ้าตรวจสอบ และ้าข้อมูลเพิ่ม ก่อนจะขยับไปไกลกว่านี้
เขาลุกขึ้นยืน สะพายเสื้อคลุมกลับขึ้นบ่า ก่อนจะมองไปยังทิศทางที่เปลวไฟยังส่องวาบอยู่ไกล ๆ ดวงตานิ่ง เย็น และไม่สะท้อนแสงไฟนั้นแม้แต่น้อย
คืนนี้หมู่บ้านจะไม่สงบ ข่าวจะเริ่มแพร่ คำถามจะเริ่มดัง และคนที่เกี่ยวข้องจะเริ่มระแวง
หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ มุ่งหน้าไปยังแนวเขาที่เตรียมไว้เป็จุดพักระยะกลาง เขาไม่กลับไปฝึก ไม่กลับไปซ่อน แต่เลือกเคลื่อนไหวต่อทันที เพื่อไม่ให้ใครคาดเดาเส้นทางได้
ระหว่างทาง เขาเริ่มเตรียมของขลังอย่างเงียบงัน ไม่ใช่ของชิ้นใหญ่ ไม่ใช่วัตถุเด่น แต่เป็สิ่งเล็ก ๆ ที่พกพาง่าย หลัวอวิ๋นหยิบผ้าผืนเล็กออกมา จากนั้นใช้ปลายมีดบากนิ้วเล็กน้อย เืซึมออกมา เขาแตะมันลงบนผ้า พึมพำเสียงต่ำ
“อาคมผูกสัญญาณ… โลหิตจำทิศ”
ผ้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ก่อนจะกลับเป็ปกติ มันไม่ปล่อยพลัง ไม่สะดุดตา แต่จะตอบสนองเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้ในระยะหนึ่ง หลัวอวิ๋นเตรียมมันไว้ใช้เป็สัญญาณเตือนชั่วคราว
เมื่อถึงจุดพักใต้ผาหิน หลัวอวิ๋นจึงหยุดลง วางผ้าสัญญาณไว้รอบบริเวณ จากนั้นนั่งลงพิงหิน หลับตา ปรับลมหายใจให้ลึกและสม่ำเสมอ
ในความเงียบ ความทรงจำของหลัวอวิ๋นคนเก่ากระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่ภาพแต่เป็ความรู้สึก บ้าน เสียง ผู้คน ความผูกพันที่ถูกตัดขาดอย่างโหดร้าย หลัวอวิ๋นไม่ปฏิเสธมัน ไม่ผลักไส เขาปล่อยให้มันอยู่ และใช้มันเป็แรงผลัก
เขาเข้าใจแล้วว่าการแก้แค้นไม่ใช่การระบาย แต่เป็การทำลายอย่างเป็ระบบ คืนนี้เขาฆ่าเพียงไม่กี่คน แต่พรุ่งนี้จะมีคนเริ่มกลัว และเมื่อความกลัวแพร่กระจาย ความจริงจะโผล่ขึ้นมาเอง
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ดวงตานั้นนิ่ง แข็ง และมั่นคงกว่าเดิม เขากำมือแน่น รู้สึกถึงการตอบสนองของร่างกาย แม้จะยัง้าทรัพยากรมากกว่าคนอื่น แต่เขาเริ่มเห็นเส้นทางแล้ว เส้นทางของการเอาคืน เพิ่งเริ่มต้น และเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะจบ