ณ ชานเมืองห่างไกล ไร้แม้ชื่อตระกูลลานบ้านไร้ชื่อแห่งหนึ่ง
อันซิ่วเอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงตั้งแต่กลางวันจนค่ำ นิทานของแม่นมที่เล่าซ้ำไปซ้ำมาก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ ท่านเล่าจนหมดเรื่องจะเล่าแล้ว แต่ก็ยังคงไม่มีใครมาที่นี่เลย
อันซิ่วเอ๋อร์ตอนแรกตั้งใจรอคนนำอาหารมาให้แต่พอตกค่ำ นางหิวจนแทบทนไม่ไหว จึงเพิ่งตระหนักว่าตนเองคิดง่ายเกินไป
สถานที่แปลกๆ นี้ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานเหลือเกิน แต่เพราะนางมีลูกอยู่ในท้องจึงไม่อยากปล่อยให้ลูกน้อยต้องหิวโหย ทว่าอูซื่อกลับใจร้ายถึงเพียงนี้แม้แต่อาหารก็ยังไม่ส่งมาให้ หรือว่านางคิดจะปล่อยให้พวกนางอดตายจริงๆ?
นางไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น
หลังจากนอนอยู่บนเตียงนาน พอลุกขึ้นมาอันซิ่วเอ๋อร์กลับรู้สึกหัวโล่งขึ้นอย่างประหลาด
“ข้าจะลองไปหาดูว่ามีอะไรพอกินได้บ้าง”อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว “พวกเขาไม่ส่งอาหารมาบางทีอาจจะอยากให้เราหาทางเอาเอง ข้าว่าที่นี่น่าจะมีห้องครัวเล็กๆ”
“ฮูหยินอยู่ตรงนี้เถอะเจ้าค่ะเดี๋ยวบ่าวไปดูเอง” แม่นมกล่าว พลางลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่วสวมรองเท้า แล้วกำชับป่านเซี่ยว่า “ดูแลฮูหยินให้ดีข้าจะออกไปดูเอง”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่นมระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”ป่านเซี่ยบอกแม่นม
แม่นมคลำทางออกไปในห้องที่มืดมิดเหลือเพียงอันซิ่วเอ๋อร์กับนางป่านเซี่ยอายุน้อยกว่าอันซิ่วเอ๋อร์เสียอีก นางรู้สึกกลัวเล็กน้อยจึงขยับเข้าไปใกล้อันซิ่วเอ๋อร์มากขึ้น
อันซิ่วเอ๋อร์ปลอบว่า“เจ้าอย่ากลัวไปเลย”
“ข้าไม่ได้กลัวเสียหน่อย” ป่านเซี่ยตอบ ถ้าน้ำเสียงไม่สั่น คำพูดนี้อาจจะน่าเชื่อถือกว่านี้
“ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกเดี๋ยวแม่นมก็กลับมาแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางยื่นมือไปหมายจะจับมือนางเพื่อปลอบใจ แต่พอนางยื่นมือไปป่านเซี่ยกลับรีบชักมือกลับทันที ตัวสั่นน้อยๆ ร้องเสียงหลงว่า “อะไรน่ะ!?”
อันซิ่วเอ๋อร์คว้าจับมือนางไว้แน่น“เจ้าเด็กนี่ เหตุใดขี้ขลาดเช่นนี้?”
“เมื่อก่อนตอนอยู่ในจวนกลางคืนมีโคมไฟตลอด แม้แต่ตอนข้านอนเฝ้าฮูหยินอยู่ห้องด้านนอกก็ยังมีเทียนไขจุดไว้ ข้าไม่เคยอยู่ในที่มืดสนิทขนาดนี้” ป่านเซี่ยกุมมืออันซิ่วเอ๋อร์ตอบพลางถามว่า “พวกเราจะต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนเจ้าคะ?”
“ไม่รู้สิ” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าถ้าเป็นไปได้ นางก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว
“แย่แล้วนายท่านไม่รู้ว่าพวกเราถูกจับมาอยู่ที่นี่ ถึงท่านจะกลับมาตามหาแต่หากหาพวกเราไม่พบ พวกเราจะไม่ต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรือเจ้าคะ?” ป่านเซี่ยคิดแล้วก็เกือบจะร้องไห้
“ไม่หรอกน่า อย่าพูดจาเหลวไหล” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว แม้บางคนอาจจะอยากให้นางติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตแต่หากไม่มีใครมาช่วย นางก็จะหาทางหนีออกไปเองให้ได้
“แต่ว่า…” ป่านเซี่ยยังคงลังเลแต่พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยังสงบนิ่ง นางก็ตั้งสติได้ และไม่พูดอะไรอีก
ทั้งสองเงียบอยู่ในห้องมืดเสียงลมข้างนอกพัดหวีดหวิว เหมือนเสียงโหยหวนของภูตผี น่าสะพรึงกลัวยิ่งนักภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง
อันที่จริงอันซิ่วเอ๋อร์ก็กลัวความมืดมากเหมือนกัน นางไม่ใช่คนกล้าหาญอะไรนักทว่านางรู้ว่าความกลัวไม่มีประโยชน์ พอคิดถึงลูกในท้องที่อยู่เป็นเพื่อนนางก็ไม่กลัวแล้ว นางกำลังจะเป็นแม่คน จำต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น
อันที่จริง สิ่งที่ทำให้คนกลัวความมืดไม่ใช่ตัวความมืดเอง แต่เป็นสิ่งลึกลับที่ไม่รู้จักในความมืดต่างหาก เช่นเสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาจากในความมืด
เสียงแผ่วเบา ราวกับมีบางสิ่งย่องเดินผ่านถ้าเป็นตอนกลางวันคงไม่น่ากลัว แต่เพราะเป็นตอนกลางคืน จึงชวนให้ขนลุกขนพอง
ป่านเซี่ยที่เมื่อครู่บอกว่าไม่กลัวรีบกอดแขนอันซิ่วเอ๋อร์ไว้แน่น อันซิ่วเอ๋อร์เห็นแสงสว่างวาบจากด้านนอกห้องก็เกร็งตัว ตั้งใจฟัง
ประตูเปิดออก เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเป็นเสียงแม่นมนั่นเอง นางถือคบป่านที่จุดไฟเดินเข้ามาหาสองนายบ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงโล่งอก “ด้านหลังมีห้องครัวเล็กๆในครัวมีฟืนกับข้าวสารเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็หุงข้าวกินกันได้แล้วสิ!”ป่านเซี่ยกล่าวอย่างยินดี
แม่นมจึงดุนางว่า“คิดแต่เรื่องกินๆๆ! ก่อนหน้านี้ข้าให้ไปหาถ่าน เจ้าบอกว่าไม่มีฟืนพวกนี้พอเผาแล้วก็คือถ่านไม่ใช่เรอะ?”
“โธ่ ท่านแม่นมอย่าถือสาเลยตอนนั้นข้าคิดไม่ถึงนี่นา ข้าไม่ได้ไปดูถึงห้องด้านหลัง” ป่านเซี่ยกล่าวเสียงอ่อย
ตอนนั้นนางหาดูแค่ห้องโถงกับห้องข้างๆเท่านั้น ห้องทางด้านหลังยังไม่ได้ไปดูเลย
“เอาเถอะๆตอนนี้ข้าไม่มีเวลามาต่อความกับเจ้า ข้าต้มน้ำในครัวแล้วพวกเราไปผิงไฟที่ห้องครัวกันเถอะ ที่นั่นข้าก่อไฟไว้แล้ว” แม่นมกล่าว
อันซิ่วเอ๋อร์จึงลงจากเตียงสวมถุงเท้าและรองเท้าเงียบๆ แม่นมเห็นป่านเซี่ยยังอืดอาด ก็อดกล่าวไม่ได้ว่า“ป่านเซี่ย! เหตุใดเจ้าชักช้ากว่าฮูหยินเสียอีก! ช่างไม่มีมารยาท!”
“ฮูหยินบอกแล้วว่าสถานการณ์พิเศษไม่ต้องใส่ใจมารยาทมาก” ป่านเซี่ยย้อนอย่างทะเล้นพอสวมถุงเท้ารองเท้าเสร็จ ทั้งสามก็เดินไปยังห้องครัวเล็กๆ ด้านหลัง
แม่นมถือคบป่านเดินนำหน้าป่านเซี่ยประคองอันซิ่วเอ๋อร์ตามหลัง ตอนแรกนางยังประคองดีๆ แต่พอพ้นประตูห้องนางกลับเปลี่ยนเป็นกอดแขนนายหญิงของตนไว้แน่น จนอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกเจ็บเล็กน้อยจึงหันไปมอง พอเห็นท่าทางหวาดกลัวของป่านเซี่ย นางก็ไม่ได้ว่าอะไร
กระท่อมแห่งนี้ก็มีขนาดเท่านี้เองห้องครัวเล็กๆ อยู่ด้านหลังห้องโถง แม้จะต้องเดินอ้อมไป แต่ก็แค่ไม่กี่สิบก้าว
ในห้องครัว แม่นมก่อไฟในเตารอแล้วทำให้ตอนนี้ห้องครัวจึงอบอุ่นกว่าส่วนอื่น
“ฮูหยินนั่งลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ” แม่นมหาเก้าอี้ตัวเล็กๆ มาวางหน้าเตา ให้อันซิ่วเอ๋อร์นั่งลงส่วนตนเองก็เติมฟืนเข้าไปในเตาอีกกำมือ พลางกล่าวว่า “เดี๋ยวบ่าวไปหาอ่างมาก่อนอีกสักครู่จะต้มน้ำให้ฮูหยินแช่เท้าให้อุ่นๆ แม้จะเทียบบ่อน้ำพุร้อนที่บ้านไม่ได้แต่ตอนนี้อยู่ที่นี่ ก็ทำได้เท่านี้”
“ไม่เป็นไร” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า“ข้าทนได้”
“ต้องทำให้ฮูหยินลำบากแล้ว” แม่นมกล่าว พร้อมกำชับป่านเซี่ยให้ดูแลอันซิ่วเอ๋อร์ดีๆส่วนตนเองก็ออกไปหาอ่างไม้
รอจนนางหาอ่างไม้กลับมา น้ำก็ร้อนพอดีนางตักน้ำร้อนใส่อ่างให้อันซิ่วเอ๋อร์แช่เท้า ส่วนตนเองก็เริ่มลงมือทำบะหมี่
“ป่านเซี่ย แม่นมกำลังยุ่งเจ้าไปช่วยดูไฟหน่อยสิ” อันซิ่วเอ๋อร์สั่งป่านเซี่ยที่อยู่ข้างๆนางไม่ได้อยากให้ใครมาคอยปรนนิบัติตอนนี้
พอได้ยินดังนั้น ป่านเซี่ยจึงไปที่หน้าเตาแม่นมบอกให้เติมฟืนให้ไฟแรงขึ้น นางก็โยนฟืนพรวดเข้าไปทันใดนั้นควันก็โขมงเต็มห้อง แม่นมจึงรีบบอกให้ใช้ท่อเป่าลมเป่านางก็เป่าเสียจนหน้าตาเปรอะเปื้อนขี้เถ้า
แม่นมเห็นแล้วหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ออกได้แต่ไล่ให้นางไปยืนห่างๆ แล้วตนเองก็มาจัดการเรื่องไฟ
อันซิ่วเอ๋อร์มองหน้ามอมแมมของป่านเซี่ยก็อดขำไม่ได้ “ป่านเซี่ย นี่เจ้าก่อไฟก็ไม่เคยทำหรือ?”
ป่านเซี่ยส่ายหน้า“ไม่เคยเจ้าค่ะ”
“สงสัยเจ้าคงไม่เคยเข้าครัวเลยสินะ?”อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว “แล้วเคยทำงานบ้านอื่นๆบ้างไหม?”
“ทำงานบ้าน?” ป่านเซี่ยไม่ค่อยเข้าใจความหมายนางจึงถามว่า “ทำงานบ้านคืออะไรหรือเจ้าคะ? ใช่งานหนักๆ พวกนั้นหรือเปล่า? ข้าเคยเข้าครัวอยู่แต่ส่วนใหญ่ไปแค่ส่งอาหาร หรือไม่ก็ไปดูเฉยๆ ลงมือทำเองไม่เคยเลยเจ้า่ะ”
“งานหนัก...” อันซิ่วเอ๋อร์ทวนคำสองคำนี้เบาๆ
ป่านเซี่ยรีบกล่าวว่า“ใช่เจ้าค่ะ งานพวกนี้มีบ่าวคอยทำอยู่แล้วในฐานะบ่าวคนสนิทของฮูหยิน หน้าที่หลักของข้าคือดูแลฮูหยิน ทำให้ฮูหยินสบายใจงานหนักๆ พวกนั้นข้าไม่จำเป็นต้องทำ”
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางหยิ่งผยองของนางก็ได้แต่หัวเราะเยาะตนเอง ที่แท้อูซื่อไม่ชอบนางนั้นเป็นเรื่องจริงแม้แต่บ่าวระดับสูงของจวน นางก็ยังเทียบไม่ได้บ่าวพวกนั้นแทบไม่ต้องแตะต้องงานหยาบเลยด้วยซ้ำ
“เมื่อก่อนก็ส่วนเมื่อก่อน!ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่จวนแล้ว แถมยังไม่มีบ่าวให้เจ้าคอยชี้นิ้วสั่งงานพวกนี้เจ้าต้องหัดทำ! หรือเจ้าคิดจะให้ฮูหยินลงมือทำเองรึไง?” แม่นมกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำนี่เจ้าคะข้าจะเรียนรู้” ป่านเซี่ยกล่าวนางเองก็เป็นบ่าวคนสนิทของอันซิ่วเอ๋อร์ ในจวนนั้น แม่นมผู้นี้ก็มีฐานะพอๆ กับนางไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนกัน แต่เห็นแก่อายุที่มากกว่า ป่านเซี่ยก็พอจะรับฟังอยู่บ้าง
“เอาเถอะๆ อย่าพูดเรื่องนี้เลยพวกเราก็ไม่รู้จะต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ต่อไปงานพวกนี้เรามาช่วยกันทำนะ” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว “ถ้าข้าพอทำอะไรได้ ข้าก็จะช่วย”
“เหตุใดฮูหยินต้องลงมือทำด้วยเจ้าคะ?พวกเราสองคนก็ทำได้ แค่กวาดถูเล็กๆ น้อยๆ กับทำอาหารบางทีวันนี้อาจจะยังไม่มีใครนึกถึงเรา พรุ่งนี้ก็อาจจะมีคนมาแล้วก็ได้” แม่นมกล่าว พลางใส่บะหมี่กำมือหนึ่งลงไปในหม้อ
ต้มครู่เดียว นางก็ตักบะหมี่ขึ้นมาเผอิญหาเต้าเจี้ยวเจอในตู้ จึงนำมาคลุกกับบะหมี่ ใส่เกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากันแล้วยกชามบะหมี่มาวางตรงหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ “ฮูหยินคงหิวแย่แล้วกินเถอะเจ้าค่ะ”
อันซิ่วเอ๋อร์รับชามมา ขมวดคิ้วถาม“ท่านแม่นม ทำไมทำมาชามเดียวเล่า?”
“รอฮูหยินกินเสร็จก่อนบ่าวค่อยต้มใหม่เจ้าค่ะ” แม่นมกล่าว
นางเป็นคนเคร่งครัดกฎระเบียบมากนางคิดว่าแม้อันซิ่วเอ๋อร์จะตกอยู่ในสภาพนี้ แต่ยิ่งเป็นเวลาเช่นนี้ก็ยิ่งต้องรักษาหลักการไว้ จะปล่อยตัวทำเหมือนไม่เคารพนายไม่ได้เพียงเพราะเจอเรื่องร้ายๆ
อันซิ่วเอ๋อร์รู้ดีว่าแม่นมเป็นคนอย่างไรลองเกลี้ยกล่อมอยู่สองสามคำก็เลิก ได้แต่ก้มมองบะหมี่ในมือ
นางคลุกบะหมี่สองสามทีแล้วก็กินเข้าไปคำใหญ่
น่าแปลกที่ช่วงก่อนหน้านี้ กินอาหารดีๆกลับรู้สึกว่าจืดชืด แต่บะหมี่ชามนี้กลับปลุกความรู้สึกเก่าๆที่หายไปนานให้กลับคืนมา นางรู้สึกว่าบะหมี่ชามนี้อร่อยเหลือเกิน
อันซิ่วเอ๋อร์กินคำใหญ่ๆท่าทางไม่ค่อยสุภาพนัก เรียกว่ากินมูมมามก็คงได้ ตอนที่นางเงยหน้าขึ้นในปากยังเคี้ยวบะหมี่ตุ้ยๆ พร้อมกับบิดขี้เกียจอย่างพอใจ กล่าวว่า“อร่อยจริงๆ เหมือนที่ท่านแม่ข้าเคยทำเลย”
“ก็แค่ทำง่ายๆ จะอร่อยได้อย่างไรเจ้าคะ”แม่นมกล่าวอย่างถ่อมตน “ฮูหยินคงหิวมากไปหน่อยกระมัง”
“อาจจะจริงของท่าน” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อไป