ตอนที่ 24 แผนรับมือยามเย็น
ความกังวลและความตื่นเต้นผสมปนเปกันจนผมรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวตลอด่บ่ายที่เหลือ การต้องนั่งปั้นหน้าทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำทีเป็พิมพ์โค้ดอย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ในหัวของผมมีแต่ภาพของลานจอดรถชั้นใต้ดิน โซน C และคำนัดหมายเวลาทุ่มตรงของคุณรสริน มันช่างเป็การทรมานที่แสนยาวนาน ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาที่เดินไปอย่างเชื่องช้า ราวกับว่ามันจงใจจะกลั่นแกล้งให้ผมขาดใจตายด้วยความกระวนกระวาย
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น พนักงานส่วนใหญ่เริ่มทยอยเก็บข้าวของและเดินออกจากออฟฟิศ พี่ชัยกับพี่ฝ้ายก็กลับไปแล้วหลังจากที่ผมยืนยันเป็รอบที่ร้อยว่าผมต้องอยู่ทำโอทีแก้โค้ดโมดูลที่คุณรสรินสั่งให้เสร็จตามกำหนด ผมนั่งรอจนกระทั่งออฟฟิศเริ่มเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดของพนักงานบางคนที่ยังอยู่ดึก แสงไฟในบางโซนถูกปิดลงเพื่อประหยัดพลังงาน
หกโมงห้าสิบห้านาที... ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ คว้ากระเป๋าสะพาย แล้วลุกขึ้นยืน หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ผมพยายามก้าวเดินด้วยจังหวะที่ปกติที่สุด ไม่ให้ดูมีพิรุธ เดินตรงไปที่ลิฟต์และกดหมายเลขชั้นใต้ดิน B2 ซึ่งเป็ที่ตั้งของลานจอดรถโซน C ตามที่คุณรสรินบอก
ตัวเลขหน้าปัดลิฟต์ค่อยๆ ลดลงพร้อมกับความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องของผม เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก บรรยากาศของลานจอดรถชั้นใต้ดินก็แผ่ซ่านเข้ามาปะทะใบหน้า อากาศที่นี่ทั้งอับชื้นและเย็นเยียบ แสงไฟนีออนบนเพดานส่องสว่างแบบติดๆ ดับๆ ในบางจุด สร้างเงาดำทะมึนทอดตัวยาวไปตามเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ โซน C เป็มุมที่อยู่ลึกที่สุดของลานจอดรถและเป็มุมอับสายตา รถที่จอดอยู่ในโซนนี้มีเพียงไม่กี่คัน บรรยากาศเงียบสงัดจนผมได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้องสะท้อนไปมา
ผมเดินไปหลบอยู่หลังเสาคอนกรีตต้นใหญ่ต้นหนึ่ง สายตาสอดส่ายมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็สายลับที่กำลังทำภารกิจลับระดับชาติ เหงื่อเย็นๆ ซึมชื้นที่ฝ่ามือ ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู... ทุ่มตรงเป๊ะ
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มด้วยขุมพลังมหาศาลก็ดังแว่วมาจากทางลาดลงของลานจอดรถ ผมชะโงกหน้าออกไปมอง แสงไฟหน้ารถ LED สีขาวสว่างจ้าสาดส่องมากระทบกำแพง ก่อนที่รถยนต์สปอร์ตยุโรปคันหรูสีดำเงางามจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาในโซน C อย่างเงียบเชียบและนุ่มนวล รถคันนี้ติดฟิล์มดำมืดสนิทจนมองไม่เห็นคนขับด้านใน มันเคลื่อนมาจอดสนิทที่ช่องจอดรถมุมอับที่สุด ซึ่งห่างจากจุดที่ผมซ่อนตัวอยู่เพียงไม่กี่ก้าว
เสียงปลดล็อกประตูรถดังขึ้น 'คลิก' เบาๆ ไฟเลี้ยวสีส้มกะพริบตอบรับการกดรีโมทจากคนข้างใน
ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รู้ได้ทันทีว่านี่คือรถของคุณรสริน ผมรีบก้าวเท้าฉับๆ ออกจากหลังเสา เดินตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรู เปิดประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า แล้วสอดตัวเข้าไปนั่งบนเบาะหนังแท้สีเบจที่ทั้งนุ่มและหอมกรุ่นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงประตูปิดลงดัง 'ปัง' เพื่อไม่ให้ใครข้างนอกมีโอกาสสังเกตเห็น
ทันทีที่ประตูรถปิดสนิท โลกภายนอกที่ทั้งร้อนรุ่ม อับชื้น และเต็มไปด้วยความตึงเครียดก็ถูกตัดขาดออกไปอย่างสิ้นเชิง ภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตคันนี้เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิไว้พอเหมาะ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศภายในรถผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของคุณรสริน กลิ่นกุหลาบและมัสก์ที่แสนเย้ายวน ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอในพื้นที่ส่วนตัวแคบๆ แบบนี้
คุณรสรินนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เธอเปลี่ยนจากชุดทำงานที่ดูเป็ทางการมาเป็เสื้อเชิ้ตผ้าซาตินสีน้ำเงินเข้มที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากหน้าปัดรถยนต์ กระโปรงทรงสอบตัวเดิมถูกร่นขึ้นมาเหนือเข่า เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องที่ไขว่ห้างกันอยู่อย่างสบายอารมณ์ เธอไม่ได้ใส่แว่นตากรอบดำอีกแล้ว ใบหน้าสวยหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ดูอ่อนล้าเล็กน้อย แต่แววตาคมกริบของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจ
"เก่งมากเด็กดื้อ... ตรงเวลาเป๊ะ" เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความพอใจ มุมปากของเธอยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ
"ผมรีบลงมาทันทีที่ถึงเวลาเลยครับคุณรส... ไม่มีใครเห็นผมแน่นอน" ผมตอบกลับเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามปรับสายตาให้ชินกับความมืดภายในรถ และพยายามบังคับสายตาตัวเองไม่ให้เผลอจ้องมองไปที่เนินอกขาวๆ ของเธอมากเกินไป
คุณรสรินเอื้อมมือไปกดปุ่มล็อกประตูรถทั้งหมด ก่อนจะหันมามองผมเต็มตา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความซุกซนล้อเลียนเป็ความจริงจังและเคร่งขรึม
"เอาล่ะ เข้าเื่กันเลยดีกว่า" เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงของการเป็ผู้บริหาร "เล่าให้ฉันฟังมาอย่างละเอียด ว่าไอ้ท๊อปมันพูดขู่เธอว่ายังไงบ้าง ทุกคำ ทุกประโยค ห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว"
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสติ และเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องประชุมเมื่อเช้าให้เธอฟังอย่างละเอียด ั้แ่ตอนที่พี่ท๊อปเดินเข้ามาดักรอ ตอนที่เขาพูดถึงเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ท่าทางการเดิน และตอนที่เขาขู่ว่าจะแฉเื่ที่เห็นผมเดินออกมาจากโซน VIP ให้ทุกคนรู้ ผมเล่าไปพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวที่กลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง มือของผมประสานกันแน่นบนหน้าตักจนข้อขาวไปหมด
คุณรสรินนั่งฟังอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดแทรกขึ้นมาแม้แต่คำเดียว เธอพยักหน้าช้าๆ เป็ระยะ คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อผมเล่าจบ เธอก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอนหลังพิงพนักเบาะ
"ฉันว่าแล้วเชียว ว่ามันต้องมีคนตาไวไปเห็นเข้าจนได้..." เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันมาสบตาผม "ตง ฟังฉันนะ สิ่งที่ท๊อปมันมีตอนนี้... ไม่ใช่ 'หลักฐาน' แต่มันคือ 'ข้อสันนิษฐาน' ล้วนๆ"
"แต่เขาบอกว่าเขาจำผมได้แม่นเลยนะครับคุณรส ทั้งรูปร่าง ทั้งเสื้อแจ็คเก็ต..." ผมแย้งด้วยความกังวล
"จำได้แม่นแล้วยังไง?" เธอสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดและเฉียบคม "มันมีรูปถ่ายไหม? มันมีคลิปวิดีโอไหม? มันมีพยานคนอื่นยืนยันไหมว่าเห็นเธอเดินออกมาจากห้องของฉัน? คำตอบคือ... ไม่มี ท๊อปมันก็แค่บังเอิญตื่นเช้ามาเดินเล่น แล้วอาจจะเห็นคนใส่แจ็คเก็ตสีดำเดินออกมาจากโซน VIP ในระยะไกล ซึ่งตอนนั้นหมอกก็ลงจัด มันไม่ได้เห็นหน้าเธอชัดเจนด้วยซ้ำ สิ่งที่มันทำอยู่ตอนนี้ คือการ 'โยนหินถามทาง' และ 'ข่มขู่' เพื่อให้เธอสติแตกและเผลอหลุดปากสารภาพออกมาเอง"
ผมเบิกตากว้าง อึ้งไปกับความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็นและทะลุปรุโปร่งของคุณรสริน เธออ่านเกมของพี่ท๊อปออกอย่างหมดจด สมกับที่เป็ผู้จัดการระดับสูงที่ต้องรับมือกับความกดดันและการเมืองในองค์กรมาอย่างโชกโชน
"แล้ว... แล้วเื่รอยแดงที่คอผมล่ะครับ? เมื่อเช้าเขาอาจจะสังเกตเห็นมันก็ได้" ผมยกมือขึ้นลูบรอยแดงที่คอตัวเองอย่างลืมตัว รอยจูบที่เธอฝากไว้เมื่อคืนวันศุกร์ยังคงทิ้งร่องรอยจางๆ เอาไว้
คุณรสรินยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตาของเธอหลุบต่ำลงมองที่ลำคอของผม "นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันมั่นใจขึ้น มันอาจจะเห็นรอยแดงที่คอเธอ แล้วเอาไปปะติดปะต่อกับเื่ที่เธอหายตัวไปในคืนวันศุกร์ และเื่ที่มันเห็นคนคล้ายเธอเดินออกมาจากโซน VIP ในเช้าวันเสาร์... แต่นั่นก็ยังไม่ใช่หลักฐานมัดตัวอยู่ดี รอยแดงที่คอ เกิดจากยุงกัด แมลงสัตว์กัดต่อย หรือเธออาจจะไปทำอะไรมากับใครที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน ท๊อปไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่ารอยนั่นเป็รอยจูบของฉัน"
"แล้วเราควรจะทำยังไงดีครับคุณรส? ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เขาต้องหาเื่แกล้งผม หรือไม่ก็เอาเื่นี้ไปนินทาจนคนเชื่อกันทั้งออฟฟิศแน่ๆ"
คุณรสรินขยับตัวเข้ามาใกล้ผมเล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมของเธอชัดเจนขึ้นจนผมรู้สึกมึนเมา "สิ่งแรกที่เธอต้องทำ คือ 'นิ่ง' นิ่งสยบความเคลื่อนไหว ท๊อปมัน้ายั่วโมโหเธอ ้าให้เธอกลัวจนลนลาน ถ้าเธอแสดงความกลัวออกมาให้มันเห็น มันก็จะยิ่งได้ใจและรุกฆาตเธอหนักขึ้น"
เธอเอื้อมมือมาวางทาบลงบนหลังมือของผมที่กำลังสั่นประสานกันอยู่บนตัก ััจากมือที่นุ่มนวลและอบอุ่นของเธอทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ชักมือกลับ
"ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เวลาที่ท๊อปมันพูดจากระแนะกระแหน หรือพยายามซักไซ้เื่นี้... ให้เธอตีหน้าตาย ทำตัวให้เป็ปกติที่สุด ห้ามหลบตา ห้ามเสียงสั่น และยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นว่าเธอไม่ได้ไปที่โซน VIP และเื่ที่มันพูดมาทั้งหมดเป็แค่เื่ไร้สาระที่มันแต่งขึ้นมาเองเพื่อใส่ร้ายเธอ... จำไว้ตง อย่าปล่อยให้มันยั่วยุจนเธอเผลอหลุดปากเด็ดขาด ความลับของเราต้องเป็ความลับ ถ้าเธอไม่พูด ฉันไม่พูด ท๊อปก็ไม่มีวันเอาผิดเราได้"
คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของคุณรสริน ทำให้ความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจของผมค่อยๆ มลายหายไป ผมรู้สึกเหมือนได้รับพลังและเกราะป้องกันจากผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดตรงหน้า ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอที่ทาบทับอยู่บนมือของผมมันแผ่ซ่านเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
"ผมเข้าใจแล้วครับคุณรส..." ผมพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น สายตาของผมประสานกับสายตาของเธอตรงๆ "ผมจะไม่ยอมให้เขามายั่วยุผมได้อีก ผมจะทำตามที่คุณรสบอกทุกอย่างครับ"
คุณรสรินยิ้มกว้างขึ้น เป็ยิ้มที่ดูอ่อนโยนและจริงใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "ดีมากเด็กดื้อ... ฉันรู้ว่าเื่นี้มันอาจจะหนักหนาสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเธอ ต้องมาทนรับแรงกดดันจากรุ่นพี่ขี้อิจฉาแบบนั้น... ถ้าเธอทนไม่ไหวจริงๆ จะบอกความจริงกับ HR หรือเบื้องบนก็ได้นะ ว่าฉันเป็คนบังคับเธอเอง ฉันจะรับผิดชอบเื่ทั้งหมดนี้เอง"
ประโยคนั้นของคุณรสรินทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและรุนแรงตีตื้นขึ้นมาในอก ผมรีบพลิกฝ่ามือขึ้นมากุมมือของเธอเอาไว้แน่น บีบมันเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมี
"ไม่ครับคุณรส! ผมจะไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด!" ผมพูดสวนขึ้นมาเสียงดังฟังชัด ความหวาดหวั่นใดๆ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผู้หญิงตรงหน้า "ผมไม่สนหรอกว่าผมจะต้องโดนพี่ท๊อปแกล้งหรือโดนคนอื่นมองยังไง ผมเป็แค่พนักงานตัวเล็กๆ โดนไล่ออกไปผมก็แค่หางานใหม่ทำ... แต่คุณรสไม่ใช่ คุณรสเป็ถึงผู้จัดการระดับสูง อนาคตการทำงานของคุณรส ชื่อเสียงของคุณรส... มันสำคัญกว่าผมเป็ร้อยเป็พันเท่า ผมจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายมันเด็ดขาด ต่อให้ผมจะต้องทนรับสภาพเป็เป้านิ่งให้พี่ท๊อปด่าทอหรือใส่ร้ายไปตลอด ผมก็ยอม... แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณรสต้องมาเดือดร้อนเพราะเื่ของเราเด็ดขาดครับ!"
บรรยากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงดังหึ่งๆ แววตาของคุณรสรินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของผม ริมฝีปากบางเฉียบของเธอเผยอขึ้นน้อยๆ ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มันก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมพูดอะไรออกไป ผมสารภาพความในใจ สารภาพความห่วงใยที่ผมมีต่อเธอออกไปจนหมดเปลือก ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจว่าผมแคร์เธอมากกว่าตัวเอง มันได้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วท่ามกลางความสลัวของลานจอดรถแห่งนี้
แววตาที่เคยก้าวร้าว ดุดัน และทรงอำนาจของคุณรสริน ค่อยๆ อ่อนโยนลงจนสั่นไหว ประกายน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตาของเธอเพียงชั่วครู่ก่อนที่เธอจะกะพริบตามันไล่ไป เธอจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม ค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่ในนั้น และเธอก็คงพบมัน... เพราะรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอในตอนนี้ มันช่างงดงามและเต็มไปด้วยความตื้นตันใจอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
"ตง..." เธอกระซิบเรียกชื่อผมเสียงแ่เบา น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น "ทำไม... ทำไมเธอถึงได้เป็เด็กโง่ที่แสนดีขนาดนี้นะ?"
เธอดึงมือข้างที่ผมกุมไว้ออก ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้างมาประคองใบหน้าของผมอย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอลูบไล้ไปตามแนวสันกรามของผมแ่เบา ัันั้นเต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล และความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
"ฉันไม่เคยคิดเลย... ว่าจะมีใครสักคนที่ยอมเสียสละและเป็ห่วงฉันมากมายขนาดนี้" เธอกระซิบชิดใบหน้าผม ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือด้วยกลิ่นไวน์จางๆ และกลิ่นหอมหวานของมิ้นต์รินรดลงบนปลายจมูกของผม "ตลอดชีวิตการทำงานของฉัน ฉันต้องต่อสู้ ต้องเหยียบย่ำคนอื่น ต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองให้ดูเข้มแข็งและไร้ความรู้สึก เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายฉันได้... แต่กับเธอ... เด็กดื้อของฉัน... เธอทำให้กำแพงที่ฉันสร้างไว้มันพังทลายลงมาจนหมดสิ้น"
ผมหลับตาลงรับััที่แสนอ่อนโยนจากฝ่ามือของเธอ หัวใจของผมพองโตด้วยความสุขและความรู้สึกอิ่มเอมใจ ความตึงเครียดเื่งาน เื่พี่ท๊อป และเื่บ้าบอทั้งหมดในออฟฟิศ มลายหายไปราวกับหมอกควันที่ถูกลมพัดพาไป ในตอนนี้ ในวินาทีนี้... มีเพียงแค่ผมและเธอ ท่ามกลางความมืดสลัวและพื้นที่ส่วนตัวในรถคันนี้เท่านั้น
"ผมยินดีทำทุกอย่างครับ... ขอแค่คุณรสปลอดภัยและมีความสุขก็พอ" ผมกระซิบตอบเสียงพร่า ลืมตาขึ้นสบตากับเธออีกครั้ง
คุณรสรินไม่ตอบอะไร เธอทำเพียงแค่ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น โน้มใบหน้าของเธอลงมาจนริมฝีปากของเราห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ผมััได้ถึงความร้อนผ่าวจากร่างกายของเธอที่เบียดชิดเข้ามา สายตาของเธอจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของผมด้วยความปรารถนาที่ลุกโชน
"รางวัลสำหรับเด็กดีที่คิดจะปกป้องเ้านาย..." เธอกระซิบชิดริมฝีปากผม เสียงของเธอแหบพร่าและเย้ายวนใจจนผมแทบคลั่ง "...รับไปสิ ตง"
และก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรตอบกลับไป เธอก็ประทับริมฝีปากนุ่มละมุนของเธอลงมาบนริมฝีปากของผมอย่างแแ่และดูดดื่ม จูบของเธอในครั้งนี้ไม่ได้รุนแรง ดุดัน หรือเต็มไปด้วยความ้าที่บ้าคลั่งเหมือนในคืนนั้นที่วิลล่า แต่มันเป็จูบที่นุ่มนวล อ่อนหวาน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความขอบคุณ และการปลอบประโลม
ผมเผยอปากรับจูบของเธออย่างเต็มใจ สอดประสานเรียวลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นร้อนชื้นของเธออย่างโหยหา รสชาติความหวานละมุนของเธอซึมซาบเข้าไปในทุกอณูความรู้สึกของผม มือของผมเลื่อนขึ้นไปโอบกอดรั้งเอวบางของเธอเอาไว้แน่น ดึงรั้งร่างนุ่มนิ่มของเธอให้เข้ามาเบียดชิดกับอกกว้างของผมจนแทบจะหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกัน
เราสองคนจุมพิตกันเนิ่นนาน ท่ามกลางความเงียบสงัดของลานจอดรถชั้นใต้ดิน มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระเส่าและเสียงริมฝีปากที่บดเบียดเข้าหากันดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องโดยสารรถยนต์ จูบนี้เหมือนเป็การตอกย้ำความรู้สึกที่เรามีให้กัน เป็การทำสัญญารักที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ บันทึกไว้ แต่สลักลึกอยู่ในหัวใจของเราทั้งสองคน
มันคือจูบที่แทนคำสัญญาว่า... ไม่ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอุปสรรคอะไร ไม่ว่าพี่ท๊อปจะสรรหาวิธีสกปรกแค่ไหนมาทำร้ายเรา เราสองคนจะจับมือกันก้าวผ่านมันไปให้ได้ เราจะไม่ยอมปล่อยมือจากกันเด็ดขาด
เมื่อคุณรสรินค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกไปอย่างอ้อยอิ่ง เธอกดหน้าผากของเธอลงกับหน้าผากของผม หอบหายใจเบาๆ ดวงตาของเธอหวานฉ่ำและทอประกายระยิบระยับในความสลัว
"พรุ่งนี้... ไปทำงานด้วยความมั่นใจนะตง" เธอกระซิบเสียงหวาน สบตาผมด้วยความเชื่อมั่น "จำไว้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว... เธอมีฉันอยู่ตรงนี้เสมอ และฉันจะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกคนของฉันเด็ดขาด"
คำพูดของเธอเหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมหัวใจของผมให้ชุ่มชื่น ผมรู้สึกมีพลังและกำลังใจเต็มเปี่ยม ความหวาดกลัวที่เคยกดทับผมไว้หายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว... พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง พร้อมที่จะต่อสู้กับพี่ท๊อป และพร้อมที่จะปกป้องความรักที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นนี้ด้วยชีวิตของผม
"ครับคุณรส... ผมจะไม่ยอมแพ้แน่นอนครับ" ผมตอบรับด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุด
ค่ำคืนนี้ในลานจอดรถชั้นใต้ดิน แม้จะมืดมิดและอับชื้นเพียงใด แต่มันกลับเป็ค่ำคืนที่อบอุ่นและสว่างไสวที่สุดในหัวใจของผม ผมไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้สถานการณ์ในออฟฟิศจะดุเดือดแค่ไหน พี่ท๊อปจะงัดไม้ตายอะไรมาโจมตีผมอีก แต่ตราบใดที่ผมยังมีคุณรสรินเคียงข้าง... ผมก็ไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*