[เปิดตัวพระ-นายคู่รอง]
[ธารา]
ผมรู้สึกผิดมากที่ผมโมโหจนขาดสติควบคุมตัวเองไม่ได้ จนทำให้ผมหลุดปากต่อว่าคำรุนแรงและเผลอต่อยหน้าพี่ชายของตัวเองไปทั้งๆ ที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็โรคเครียด จนเขาต้องทานยาเป็ประจำ
ซึ่งถ้าในเวลาปกติของผมแล้ว เวลาผมอยู่ต่อหน้าฟ้าครามถึงผมจะไม่เคยเรียกเขาว่าพี่ชายมาเป็เวลานานแล้ว แต่ในส่วนลึกของผมแล้ว ผมเองก็รักเขามากไม่น้อยไปกว่าใครๆ เลย ผมคอยถามไถ่ทุกข์สุขของเขาจากลูกน้องคนสนิทของเขาอย่างจอนนี่อยู่เป็ประจำ
และในชีวิตของผม ผมก็ยอมฟ้าครามมาตลอดและได้ทุกเื่ที่ผ่านมาผมกับฟ้าครามมีน้าอรอุมาคอยเลี้ยงดูพวกเรามาั้แ่เล็ก ๆ แต่น้าอรอุมากลับรักหลานไม่เท่ากันเพราะเธอรักฟ้าครามมากกว่าผม รวมถึงคนงานในบ้านและลูกน้องทุกคนก็จะรักและเคารพฟ้าครามมากกว่าผมเพราะฟ้าครามเป็คนอ่อนโยนมาก แต่ผมจะเป็คนนิสัยโผงผางเอาแต่ใจผมจึงไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากใครเลย
ไม่ใช่แค่นั้น...แม้แต่เพื่อนสนิทของผมอย่างเควินและมาตินก็ยังรักฟ้าครามและสนิทกับฟ้าครามมากกว่าผมพวกเขาสองคนจะเกรงใจและยอมรับการตัดสินใจของฟ้าครามทุกเื่ ซึ่งต่างจากผมมากเพราะเวลาที่ผมเสนอความคิดอะไรออกไปส่วนใหญ่แล้วเควินกับมาตินจะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่
ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดเสมอว่า...ฟ้าครามโดดเด่นกว่าผมทุกเื่ฟ้าครามมีคนที่รักเขามากมาย แต่ผมไม่มี แต่ผมก็ยอมรับข้อนี้ ยกเว้นเพียงเื่ของหมอเรียวเื่เดียวเท่านั้น...ที่ผมยอมไม่ได้เพราะผมรักหมอเรียวมาก...ผมจึงเขาหึงมาก
[บ้านธารา-ฟ้าคราม]
ผมขับรถตามรถของฟ้าครามจนมาถึงบ้านด้วยความร้อนใจจากนั้นผมก็รีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองห้องของฟ้าครามเพื่อที่จะตามไปดูอาการของเขาเพราะตอนนี้ผมเป็กังวลเกี่ยวกับเขามาก ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาเพราะั้แ่ฟ้าครามกลับมาอยู่ที่บ้าน เขาจะมีอาการเครียดบ่อย ๆ และปวดหัวรุนแรงจนผิดสังเกตุ
พอผมวิ่งขึ้นมาถึงห้องนอนของฟ้าครามผมก็เห็นฟ้าครามนอนอยู่บนเตียงและเอามือกุมขมับทั้งสองข้างของเขาและโวยวายออกมาเสียงดังว่า
“ขอยา...ขอยาแก้ปวดหน่อย ขอยาแก้ปวดหน่อย น้าอรน้าอรอยู่ไหนครับ ขอยาแก้ปวดหัวให้ผมหน่อย ผมปวดหัวครับ ผมปวดหัว”
ผมรีบเดินตรงเข้าไปหาฟ้าครามแล้วผมก็พยายามแกะมือของเขาออกจากขมับ แล้วผมก็ถามฟ้าครามเสียงเครียดออกไป
“ฟ้าคราม...นายปวดหัวเหรอ? แล้วยาอยู่ไหน? ยาอยู่ไหน?ฉันจะไปเอามาให้”
ฟ้าครามเริ่มทุรนทุรายมากขึ้น แล้วฟ้าครามก็เริ่มกัดผ้าห่มกัดแขนตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขาดูไม่มีสติเลย เพราะเขายังคงหลับตา และเหงื่อก็เริ่มไหลซึมออกมาจนเปียกไปทั้งตัว
จากนั้นฟ้าครามก็คว้าแขนของผมไปกัด
หมับ! งับ!
อ๊าก!
ผมร้องออกมาเสียงหลงเมื่อโดนฟันแหลมคมของฟ้าครามงับแขนเข้าให้แต่ผมก็อดทนยอมให้เขางับอยู่แบบนั้น ถึงผมจะรู้สึกเ็ปมากก็ตามแล้วผมก็พยายามหลอกล่อให้เขายอมถอดเขี้ยวคมออกไป โดยการถามเขาไปว่า
“ฟ้าคราม? นายอยากได้ยาเหรอ? ใช่รึเปล่า?นายอยากได้ยาแก้ปวดใช่ไหม?”
มันได้ผล เพราะตอนนี้ฟ้าครามยอมปล่อยแขนผมแล้วแล้วเขาก็คว้ามือของผมไปกุมไว้ ก่อนที่เขาจะอ้อนวอนผมออกมา
“ธารา...ฉันปวดหัว ช่วยฉันด้วย ปวดหัว ขอยาแก้ปวดหน่อยได้ไหมโทรตามน้าอรให้หน่อย ขอยาหน่อย ธารา...ช่วยฉันด้วย ฉันปวดหัว ขอยาหน่อยได้โปรดเถอะ ฮึก ฮึก อึก ธารา...ฉันปวดหัว”
“ฟ้าคราม...อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะโทรตามน้าอรให้”
“ปวดหัว ปวดหัว ขอยาแก้ปวดหน่อย”
“อืม...เดี๋ยวไปเอามาให้นะ รอก่อน”
ผมบอกให้ฟ้าครามรอ แล้วผมลุกขึ้นและหันหลังเดินออกจากห้องเพื่อที่จะไปโทรตามน้าอรแต่ว่าผมกลับเห็นจอนนี่ หมอเรียว และผู้ชายหน้าตาดีอีกคนที่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็ใครยืนขวางประตูทางออกไว้แล้วหมอเรียวก็เดินเข้ามาถามผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คุณธาราครับ...คุณฟ้าครามเป็อะไรครับทำไมเขาถึงได้ทุรนทุรายขนาดนี้ครับ”
“ผมไม่รู้ครับ ผมขอตัวไปโทรหาน้าอรก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวก่อนครับคุณธารา”
หมอเรียวห้ามผมเอาไว้ ผมจึงหยุดเดินแล้วผมก็หันกลับมาถามหมอเรียวอย่างสงสัยว่า
“มีอะไรเหรอครับ”
“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณต้องโทรตามน้าอรของคุณด้วยทำไมคุณไม่พาคุณฟ้าครามไปส่งโรงพยาบาลล่ะ?”
หมอเรียวมีสีหน้าเครียดและจ้องหน้าผมอย่างรอคำตอบ
“เอ่อ...เพราะว่าน้าอรมียาแก้ปวดครับและทุกครั้งที่ฟ้าครามปวดหัว ยาของน้าอรก็ใช้ได้ผลเสมอครับแต่น้าอรสั่งเอาไว้ว่าห้ามพาฟ้าครามไปโรงพยาบาลเด็ดขาดครับ”
ผมตอบหมอเรียวกลับไปตามความจริงแต่หมอเรียวก็ยังซักถามผมต่อด้วยความสงสัยไม่เลิก
“แล้วนาอรของคุณเอายาอะไรให้คุณฟ้าครามทานแล้วทานมานานหรือยังครับ”
“อืม...เห็นน้าอรบอกว่าเป็ยาคลายเครียดครับและฟ้าครามเขาก็ทานยานี้มาห้าปีติดต่อกันแล้วล่ะครับ หมอเรียวมีอะไรเหรอครับ”
“ผมสงสัยว่าทำไมอาการของคุณฟ้าครามถึงได้คล้ายกับ...”
หมอเรียวมีท่าทางครุ่นคิดจนผมอดที่จะถามเขากลับไปด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า
“คล้ายกับอะไรเหรอครับ?”
“เอ่อ...เปล่าหรอกครับ ผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอกครับ คงจะต้องรอจนกว่าคุณฟ้าครามจะไปตรวจร่างกายให้ละเอียดก่อนน่ะครับผมถึงจะบอกได้”
ผมรู้ว่าหมอเรียวจงใจที่จะหลีกเลื่องคำตอบที่แท้จริงแต่ตอนนี้ผมก็ไม่มีเวลามาเซ้าซี้หาความจริงอะไรอีกแล้วเพราะผมต้องรีบไปโทรหาน้าอรก่อนที่ฟ้าครามจะอาการแย่ไปกว่านี้
“เอ่อ...ครับ เดี๋ยวผมไปโทรตามน้าอรก่อนนะครับ”
ผมเบี่ยงไหล่ของผมหลบทุกคนเพื่อจะเดินผ่านประตูไปแต่หมอเรียวก็คว้าชายเสื้อของผมเอาไว้ก่อน
หมับ!
“เดี๋ยวครับ...ผมขอปฐมพยาบาลเบื้องต้นดูก่อนนะครับ เผื่อบางทีเขาอาจจะไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดก็ได้”
หมอเรียวมีท่าทางเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัดแต่ผมก็พยายามอธิบายเหตุผลให้เขาฟัง
“เอ่อ...แต่ผมเกรงว่าฟ้าครามจะอาการแย่ไปกว่านี้นะครับ”
“ไม่ต้องห่วงครับ...เพราะอาการนี้ผมเคยเจอมากก่อนผมคิดว่าผมช่วยเขาได้ครับ ขอผมลองดูหน่อยนะครับ”
“เอ่อ...ก็ได้ครับ”
แต่ในที่สุดแล้ว ผมก็ยอมหลีกทางให้หมอเรียวเข้าไปดูอาการของฟ้าครามอย่างที่เขาขอโดยที่ผมยอมออกมายืนดูอยู่ที่หน้าประตูจากนั้นผมก็เห็นหมอเรียวขึ้นไปนั่งบนเตียงซ้อนหลังของฟ้าครามแล้วเขาก็พยายามนวดขมับให้กับฟ้าครามทั้งสองข้างสลับไปมา
และผมยังเห็นแววตาห่วงใยที่หมอเรียวมีให้กับฟ้าครามอย่างเห็นได้ชัดถ้าผมเดาไม่ผิด ผมคิดว่าหมอเรียวต้องมีใจให้กับฟ้าครามแน่นอน และอาจจะมากถึงขนาดรักไปเลย
ผมยืนมองดูหมอเรียวดูแลเอาใจใส่ฟ้าครามด้วยความเ็ปจนเกินจะรับไหวผมเ็ปที่หมอเรียวที่ผมตามรักตามหวงมาครึ่งค่อนปีมีใจให้กับพี่ชายของผมในเวลาอันรวดเร็ว
ผมยืนมองภาพอันขมขื่นอยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมงผมก็เห็นฟ้าครามเริ่มสงบลง และคอพับหลับไปบนไหล่เล็กของหมอเรียวแต่หมอเรียวก็ยังคงนวดขมับให้กับฟ้าครามต่อไปไม่ยอมหยุดเหมือนกับว่าเขาเองก็ยินดีที่จะทำแบบนั้นอยู่แล้วและในเวลาเดียวกันนั้นผมก็เห็นหยดน้ำตาของหมอเรียวค่อย ๆ ไหลออกมาเล็กน้อย
เมื่อผมเห็นหมอเรียวเป็ห่วงเป็ใยพี่ชายของผมผมก็ไม่อยากจะยืนมองมันอีกต่อไป บอกตรง ๆ ว่าผมอิจฉาฟ้าครามมากและผมก็บอกกับตัวเองว่าผมจะยอมฟ้าครามแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นครั้งต่อไปผมจะไม่ยอมให้พวกเขาได้อยู่ใกล้ชิดกันอีกต่อไป
ผมหันหลังเตรียมเดินหนีภาพบาดใจแต่ผมก็บังเอิญหันกลับไปประสานสายตาเข้ากับผู้ชายอีกคนที่ยืนขวางประตูห้องอยู่ และผมก็ไม่รู้ว่าเป็ใครผมรู้สึกว่าแค่ว่าเขากำลังห่วงใยฟ้าคราม เพราะผมแอบเห็นสายตาที่เศร้าสร้อยของเขาเวลามองฟ้าครามผมจึงถามผู้ชายคนนั้นออกไปอย่างไม่พอใจ
“นี่...คุณ...คุณเป็ใคร คุณเข้ามาในบ้านของผมได้ยังไงแล้วคุณเข้ามาทำไมไม่ทราบครับ”
“เอ่อ...ผม...คือผมเป็ห่วงคุณฟ้าครามครับผมก็เลยตามมาดูให้แน่ใจว่าเขาจะไม่เป็อะไร”
เขาตอบผมแต่ว่าสายตาของเขากลับเหม่อมองข้ามหัวของผมไปหาฟ้าครามซึ่งดูก็รู้ว่าเขากำลังกังวลมาก จากนั้นผมก็เลยพูดยั่วโมโหเขาออกไปอย่างไม่เกรงใจ
“หึ...ที่แท้ก็ชอบฟ้าครามนี่เอง หึ...คนสมัยนี้นี่น้า...ช่างหน้าด้านจริงๆ ตามผู้ชายเข้ามาจนถึงบ้านทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้สนใจตัวเองเลย นี่...ผมถามคุณจริง ๆเถอะ...หน้าหล่อ ๆ ของคุณมียางอายบ้างไหม? หืม...หรือว่า...มีแต่ยางมะตอย”
ผมพูดจากวนประสาทชายแปลกหน้าคนนั้นออกไปและปฏิกิริยาของเขาก็ดูไม่พอใจเอามาก ๆ เพราะพอผมพูดจบประโยค เขาก็ระบายยิ้มให้กับผมเบาๆ แล้วเขาก้าวเข้ามาเผชิญหน้าผม ก่อนที่เขาจะยกยิ้มอย่างมีชั้นเชิงและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉาน
“หึ...ที่จริงผมก็ไม่ได้แค่จะตามมาดูคุณฟ้าครามหรอกนะครับแต่ว่าผมมาทำงานด้วยครับ”
“หึ...งานอะไรไม่ทราบครับ”
“หึ...ผมผู้กองไม้ครับ นี่ครับนามบัตรของผม ดูซะหน่อยนะครับเผื่อคุณจะได้รู้จักผมมากขึ้น”
ผู้ชายแปลกหน้าพูดพร้อมกับยื่นนามบัตรของเขาให้ผมดู ผมก็เลยรับมาดูเพื่อรักษามารยาทในฐานะเ้าของบ้านแล้วผมก็ก้มลงอ่านดูรายละเอียดบนนามบัตรจนผมรู้ว่าผู้ชายคนนี้ชื่อ...ไม้ยมก หรือผู้กองไม้
ผมรู้สึกขำกับชื่อโหล ๆที่ขัดกับหน้าตาอันอ่อนเยาว์ของเขามากจนผมต้องยื่นนามบัติคืนให้เขาไปและล้อเขาว่า
“หึ...ใครตั้งชื่อให้เหรอครับ...คือหาชื่อดี ๆกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอครับ หึ หึ หึ แล้วอีกอย่าง...ไอ้ตำแหน่งผู้กองกระจอก ๆของคุณเนี่ย อย่าโชว์โง่บ่อยนักสิครับ...เดี๋ยวจะอายเขาเปล่า ๆ น้า”
เขาเปลี่ยนจากสีหน้ายิ้มแย้มเป็สีหน้าเครียดทันทีที่โดนผมเตือนจากนั้นเขาก็ถามผมเสียงห้วน ๆ อย่างไม่พอใจ
“นี่คุณ...หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่า...ผู้กองอายุน้อยไม่มีผลงานอย่างคุณ...อย่าโชว์โง่ให้มันมากนักนะครับ”
“นี่คุณ...คุณคงจะยังไม่รู้สินะครับว่าที่ผมตามคุณฟ้าครามมาจนถึงบ้านเพราะผมมาทำงานด้วยน่ะ”
“หึ...งานอะไรเหรอ? ที่นี่ไม่มีผู้ร้ายหรอกนะครับ เชิญคุณกลับสนง.ของคุณได้แล้วนะครับคุณผู้กองไม้ยมก”
“ที่นี่มีผู้ร้ายครับ และมันก็ยืนอยู่ตรงหน้าของผมนี่เองครับผมขอจับเลยก็แล้วกันนะครับ”
“หึ...จะจับผมเหรอครับ? ข้อหาอะไรไม่ทราบครับผู้กอง”
“ข้อหาทำร้ายร่างกายครับคุณทำร้ายร่างกายของคุณฟ้าครามจนเขาสลบไป ผมเห็นนะครับ”
ผมเห็นสีหน้าอวดเก่งของผู้กองไม้คนนี้ผมเลยอยากจะลองกวนเขาดูเล่น ๆ คลายเครียดสักหน่อยด้วยการบอกเขาไปว่า
“อ้อ...เหรอครับ...อืม...ถ้าอย่างนั้นก็จับผมเลยครับจับผมไปขังเลยสิครับ หึ หึ หึ”
“อืม...ยื่นมือมาสิ ผมจะได้ใส่กุญแจมือ”
“หึ...อ๊ะ...จับเลยครับ ใส่กุญแจมือผมเลยครับ”
ผมยอมยื่นมือของผมทั้งสองข้างให้กับเขาพร้อมกับหลับตาลงและท้าทายผู้กองไม้ว่าให้จับผมได้เลย และทันทีที่ผมยื่นมือไปเขาก็ใส่กุญแจมือผมจริงๆ
แกร็ก!
ผมรีบลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อผมรู้สึกว่าผมโดนใส่กุญแจมือแล้วผมก็ตวาดถามเขาออกอย่างโมโหว่า
“นี่คุณ...คุณจะบ้าหรือไง ห๊ะ? อยู่ ๆ คุณมาจับผมทำไมวะปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะเว้ย”
เขากระตุกยิ้มร้ายที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่เขาจะพูดออกมาเสียงเรียบ
“หึ...ไปโรงพักกันเลยนะครับ ไปเสียค่าปรับกันแล้วก็ไปละลายพฤติกรรมสักสามวันสามคืนนะครับ เชิญครับ”
เขาคว้าแขนของผมพร้อมกับพยายามลากผมออกไปซึ่งผมก็จำต้องเดินตามเขาไป เพราะผมไม่อยากยืนโวยวายอยู่หน้าห้องผมกลัวเสียงของผมจะดังเข้ารบกวนฟ้าคราม แต่พอไอ้ผู้กองไม้มันลากผมลงมาจนถึงชั้นล่างผมก็รีบขัดขืนและถามมันออกไปอย่างไม่พอใจ
“นี่ปล่อยสิวะ? นี่มันเื่อะไรกันน่ะ ปล่อยคุณมาจับผมเื่อะไรเนี่ย”
“ก็บอกแล้วไงว่าข้อหาทำร้ายร่างกาย”
ไอ้ผู้กองไม้ลากผมออกไปหน้าบ้าน แล้วมันก็รีบโทรตามพักพวกของมันส่งรถตำรวจมารับผมถึงหน้าบ้านแล้วมันก็จับผมยัดใส่เบาะหลังรถตำรวจ ก่อนที่มันจะรีบแทรกตัวเข้ามานั่งที่เบาะหลังข้างๆ ผม
ผมรู้สึกอารมณ์เสียและไม่พอใจไอ้ผู้กองคนนี้มากเพราะผมรู้สึกมันจงใจกลั่นแกล้งผม แต่ผมก็พยายามอดทนและใจเย็นโดยระหว่างอยู่ในรถผมก็บอกกับมันว่า
“นี่คุณ...ปล่อยผมได้แล้ว ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“ผิดสิ...เพราะคุณทำร้ายคุณฟ้าคราม ผมเห็นคุณชกหน้าเขา”
“นี่คุณ...แต่ผมกับฟ้าครามเป็พี่น้องกันนะเราแค่หยอกล้อกันตามประสาพี่น้องเท่านั้นเอง ปล่อยผมได้แล้ว”
“ไม่ปล่อยหรอก”
ไอ้ผู้กองไม้มันทำเป็ลอยหน้าลอยตาอย่างอวดดีแต่ผมกลับไม่สนุกเลยที่มันทำกับผมแบบนี้ ผมเลยตวาดข่มขู่มันกลับไป
“นี่ถ้าคุณไม่ยอมปล่อยผมดี ๆ คุณได้เจอดีแน่”
“หึ...ทำไมเหรอ? คุณจะลดตำแหน่งผมเหรอครับ?”
ไอ้ผู้กองไม้มันห้นขวับมาจ้องหน้าผมอย่างท้าทาย และผมก็จ้องหน้ามันกลับไปพร้อมกับบอกมันดังๆ ออกไปอีกครั้ง
“ผมบอกว่าให้ปล่อยผม”
“ไม่ปล่อยครับ”
“เฮ้อ...ไอ้ผู้กองเฮ็งซวยเอ้ย...ทำไมวันนี้กูถึงซวยแบบนี้วะ”
ผมบ่นออกมาเบา ๆ และยอมนั่งเงียบ ๆเพราะผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับไอ้ผู้กองเฮ็งซวยคนนี้ให้เปลืองแรง แต่ดูเหมือนมันยังไม่ยอมลดราวาศอกเพราะมันยังหันมาพ่นคำพูดเห่าผมต่อคล้ายหาเื่ชวนทะเลาะ
“นี่คุณ วันนี้คุณทำผิดสองกระทงแล้วนะครับสงสัยผมคงต้องขังคุณสักหนึ่งอาทิตย์แล้วล่ะ”
“ข้อหาอะไรอีกวะ”
“ข้อหาดูิ่เ้าพนักงานครับ”
“หืม...ไอ้...ไอ้...ผู้กองหน้าด้าน ผู้กองเฮ็งซวยเฮ่ย...ทำไมกูต้องมาเจอคนแบบนี้ด้วยวะ”
ผมหมดคำพูดที่จะด่ามันอีกแล้วเพราะไม่ว่าผมจะด่าจะว่าอะไร มันก็เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว จนผมรู้สึกหมั่นไส้มันแต่มันก็ยังไม่วายหาเื่ผมต่อด้วยการบอกผมว่า
“เพิ่มเป็สามข้อหาครับ เพราะด่าเ้าพนักงานครับ”
“เออ...อยากเพิ่มก็เพิ่มไปเลยเฮ่ย...แต่อย่าลืมบวกข้อหาฆ่าพนักงานด้วยนะ เพราะถ้าผมหลุดไปได้เมื่อไหร่ผมฆ่าคุณแน่”
“เพิ่มเป็สี่ข้อหาครับ...ข้อหาข่มขู่เ้าพนักงานด้วยครับ”
“เออ!!!”
ผมข่มอารมณ์โกรธด้วยการไม่พูดอะไรกับไอ้ผู้กองไม้อีกจนไปถึงโรงพักแล้วไอ้ผู้กองคนนี้มันก็ให้ผมเสียค่าปรับ และให้ผมไปนั่งฟังมันอบรมบ่มนิสัยใหม่และมันยังใช้ให้ผมไปทำความสะอาดบริเวณหน้าโรงพักด้วยโดยที่มันกับลูกน้องยืนคุมผมทำงานอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมงได้ จากนั้นมันถึงยอมปล่อยผมกลับบ้าน...
*****
sundog