“เจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้จักเคารพผู้อาวุโส คนแก่อย่างข้าลำบากตกปลา เด็กหนุ่มอย่างเจ้ากลับนอนหลับสบายใจ! ช่างไม่มีความมุ่งมั่น ช่างไม่มีความรักในหัวใจเสียเลย!”
“มองอะไร ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ! ใช่ เจ้านั่นแหละ! ที่นี่นอกจากเจ้า แล้วมีผู้อื่นอีกหรือ?”
ลั่วจิ่งเฉินมองท่าทางอิจฉาริษยาของเขา พลันไม่รู้สึกว่าผิดปกติตรงไหน แต่ด้วยมารยาทของเขา เขาก็ยังลุกขึ้นตัวตรงและคำนับให้ชายชรา
“คำพูดของท่านลุง ข้ากลับไม่เห็นด้วย ความชอบของท่านคือการตกปลาเพื่อความสนุก แต่ข้ามาเพื่อพักผ่อน ในเมื่อจุดประสงค์ของสองเรานั้นต่างกัน แล้วไฉนจึงเกี่ยวโยงถึงความมุ่งมั่น นอกจากนี้ผู้น้อยก็หาได้รบกวนการตกปลาของท่านลุงไม่?”
“ผายลม! เจ้ารบกวนสิ! หากไม่ใช่เพราะเจ้าอยู่ด้วย เหตุใดปลาจึงไม่กินเบ็ด? ก่อนหน้านี้ข้ามาทุกวัน ต้องได้ปลาอย่างน้อยหนึ่งตัว!”
ชายชราไม่ยอมและรั้นจะให้ลั่วจิ่งเฉินคืนปลาให้เขา ทำเอาลั่วจิ่งเฉินระอาใจ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยิบเบ็ดของเขามา จากนั้นนั่งตกปลาข้างเขา
“เอ๋?” ชายชรามองดูเขาขยับมาด้านข้างเล็กน้อย แล้วก็เห็นเอ็นตกปลาตั้งขึ้นมา
“เร็ว! เร็วเข้า! มีปลามีปลา รีบดึงเร็ว! เร็วสิ!” ชายชราตื่นเต้นจนแทบจะแย่งเบ็ดตกปลาของเขาเพื่อช่วยดึง
ลั่วจิ่งเฉินยิ้มและส่ายหน้า จากนั้นดึงเบ็ดตกปลาขึ้นมาอย่างใจเย็น ดั่งที่คาด ปลาตัวที่งับเบ็ดอย่างแน่นหนามีน้ำหนักถึงสองชั่ง
ชายชรามองดูปลาในข้องและดีใจจนยกมือขึ้นเฮ
“ฮ่าๆๆ! วันนี้ข้าตกปลาได้แล้ว! ดูสิว่าผู้ใดยังกล้าว่าข้าคือนักตกปลาหน้าเหม็น! ฮ่าๆๆ!”
ชายชรามองดูปลาด้วยความยิ้มแย้ม รอจนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าเด็กหนุ่มเมื่อครู่หายไปแล้ว
“เจ้าเด็กนี่หนีไปเร็วเชียว กลัวข้าจะกินเจ้าหรือไร?”
ลั่วจิ่งเฉินไม่ได้กลัวถูกกิน เขาแค่รู้สึกว่าชายชราผู้น่ารักเกินไป แค่ปลาหนึ่งตัวก็ดีใจได้ถึงเพียงนี้ เขาห่วงว่าตนเองจะหัวเราะชัดเจนเกินไป และทำร้ายศักดิ์ศรีของชายชราถึงได้รีบจากไป
แม้ชายชราจะเห็นเขาจากไป แต่กลับรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่ใช้ได้ ถึงขั้นตกปลาเป็น ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่แต่เช้าทุกวันจนตะวันลับค่อยกลับไป จนเป็นกระต่ายเฝ้าโพรงอยู่สามวัน แต่ก็ไม่ได้เห็นเด็กหนุ่มวันนั้นอีก
“นายท่าน บางทีคนเขาอาจจะแค่เดินผ่านทางนี้ เราไปกันดีไหมขอรับ?” บ่าวรับใช้เกลี้ยกล่อม นายท่านของเขาชอบมาตกปลาเวลาไม่มีอะไรทำ แต่ปลาเหล่านี้ไม่รู้คิดเช่นไร คนอื่นหย่อนเบ็ด ปลาก็ติดเหยื่อ กระทั่งบางครั้งตัวเขาเองก็ตกได้สักตัวสองตัวอยู่บ้าง แต่นายท่านของเขานั่งทั้งวันแต่กลับตกปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับการขนานนามว่า ข้องปลาเหม็น
นิสัยของนายท่านค่อนข้างดื้อรั้น ตกไม่ได้ก็จะยิ่งต้องตก คนมากมายที่รู้ความชอบของนายท่าน ก็คอยมาตีสนิทด้วยเรื่องเรื่องตกปลาไม่น้อย แต่เขาได้รับคำสั่งจากฮูหยิน ห้ามให้คนอาศัยการตกปลาเพื่อเข้าใกล้นายท่านเด็ดขาด
“เจ้าจะเข้าใจอะไร! ท่าทางการตกปลาของเด็กหนุ่มวันนั้นไม่ช่ำชองอย่างมาก แต่พอหย่อนเบ็ดก็ได้ปลามา ข้าจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร! รอไปก่อน!”
ชายชราโบกมืออย่างรำคาญใจและอยากรีบจากไป ส่วนเขาก็ถือเบ็ดและคอยจ้องทิศทางที่ลั่วจิ่งเฉินจากไปวันนั้น
ลั่วจิ่งเฉินที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราที่บ้านหาได้รู้ไม่ว่ามีคนนึกถึงตนเอง นับตั้งแต่เขาได้เจอกับเฉียนจี้หวั่ง อีกฝ่ายก็มักจะมานั่งเล่นบ้านเขาอยู่เรื่อยๆ หลายวันก่อนเฉียนจี้หวั่งได้มอบบันทึกเล่มหนึ่งให้กับเขา นับแต่ได้บันทึกเล่มนี้มา เขาก็หวงแหนไม่ยอมให้ห่างมือ
ในนี้มีแต่เนื้อหาความรู้มากมายให้กับผู้อ่าน จนเขามักจะลืมกินลืมนอน จนผ่านไปช่วงเดียว ร่างกายก็เริ่มทนไม่ไหว โชคดีที่นับตั้งแต่ขาของเขาหายดี ก็มักจะทำกายภาพบำบัดและออกกำลังกายต่อเนื่อง มิเช่นนั้นการไม่กินไม่นอนต่อเนื่องกันสามวัน ร่างกายของเขาคงพังแน่
ทางด้านนี้ ชีเหนียงมาถึงบ้านพักตากอากาศ สิงเหล่าซื่อก็กำลังสั่งงานคนทั้งหมดอย่างเข้าร่องเข้ารอย บางครั้งมีคนเดินผ่านและสงสัย สิงเหล่าซื่อก็จะเดินเข้าหาและพูดคุยถามไถ่ เหมือนอย่างที่ชีเหนียงเคยบอกก็คือให้เล่าลือบ้านพักตากอากาศออกไป
“โอ้ ลั่วฮูหยินกลับมาแล้ว!” สิงเหล่าซื่อส่งคนที่เดินผ่านจากไปและหันหลังมาก็เจอลั่วชีเหนียง เขาดีใจจึงตะโกน จากนั้นสั่งพี่น้องด้านหลัง “รีบไปรายงานคุณชายรอง ลั่วฮูหยินมาแล้ว”
ชีเหนียงเดินหน้าขึ้นสองก้าว “จิ่งซีมาแล้วหรือ?”
“ใช่ขอรับ ลูกพี่จ้าวเพิ่งออกไป คุณชายรองก็มาถึง คุณชายรองของเราดูท่าทางองอาจน่าเกรงขามนัก ตัวสูงที่สุดตั้งแต่ข้าเคยเห็นมา!”
คำพูดของสิงเหล่าซื่อเสมือนการเอาใจ แต่มันคือความจริง ส่วนสูงของลั่วจิ่งซีหากเป็นสมัยปัจจุบันก็คงประมาณหนึ่งเมตรเก้าสิบเซนติเมตร อายุเพิ่งสิบสี่สิบห้าก็สูงถึงเพียงนี้ นางกลัวเหลือเกินว่าลั่วจิ่งซีจะสูงเกินไปในอนาคต ในยุคสมัยนี้การสูงเกินไป การหาสะใภ้จะเป็นเรื่องยาก
“ตอนนี้คุณชายรองกำลังรับสมัครคนงานหญิงอยู่”
เมื่อสิงเหล่าซื่อเอ่ยถึงคนงานหญิงเหล่านี้ก็หาได้มีความตื่นเต้นเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ เดิมทีเขาคิดว่าคนที่มาจะเป็นสาวน้อย ใครจะรู้ว่ากลับมีแต่สตรีออกเรือนแล้ว จะมีบางครั้งที่มีสตรีที่ยังไม่ออกเรือน แต่ยังไม่ทันรอให้คนเขามาลงทะเบียน ก็ถูกคนในครอบครัวลากกลับไปก่อน
ใครใช้ให้บ้านพักตากอากาศอันหยางมีแต่ชายหนุ่ม ครอบครัวจะห่วงก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สุดท้ายแล้วสตรีสูงวัยก็ไม่อาจเทียบกับสาวน้อยได้ ด้วยเหตุนี้ ความรอคอยในใจของพวกเขาก็ลดทอนลงไป แน่นอนว่าจึงไม่ได้ตื่นเต้นเท่าก่อนหน้านี้
ลั่วจิ่งซีเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นความเศร้าสลดของพวกเขา การสัมภาษณ์ผ่านไปหลายรอบ มีผู้หญิงหลายคนที่กระฉับกระเฉง แต่คนที่มาสัมภาษณ์น้อยเกินไป พวกนางจึงถือว่าผ่านเกณฑ์อย่างเลือกไม่ได้นัก หากอิงจากมาตรฐานของลั่วชีเหนียง เดาว่าคนเหล่านี้คงไม่ผ่านเกณฑ์
ขณะที่ลั่วจิ่งซีลังเลว่าสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้จะได้รับการคัดเลือกทำงานหรือไม่ เมื่อได้ยินข่าวการมาของมารดาก็ยิ้มแก้มปริ
“ท่านแม่มาแล้ว! ดีจริงๆ!”
โจวย่าอวิ๋นเองก็เหมือนหลุดพ้นจากไอหมอก ครั้งนี้เขานึกเสียดายที่ไม่ได้พาภรรยามาด้วย ตอนที่เพิ่งมารับสมัครงานที่นี่ก็ถูกสงสัยว่าไม่ถูกครรลองคลองธรรม ตอนนั้นจัดการได้ไม่ดี จนส่งผลให้การรับสมัครตอนนี้ยากเกินไป!
“ท่านแม่ ท่านมาได้เสียที!”
ลั่วจิ่งซีสาวเท้ายาวไปสองก้าวก็ถึงตัวชีเหนียง ชีเหนียงแหงนหน้าขึ้นมองเขา
อืม ตัวสูงขึ้นอีกแล้ว! พอตบแขนของเขา เจ้าหมอนี่ถึงขั้นมีกล้ามเนื้อด้วย เพียงช่วงระยะเวลาเดียวที่ไม่ได้เจอ ดวงตาของเขามีชีวิตชีวา ใสบริสุทธิ์แต่หนักแน่น เห็นได้ว่าการฝึกฝนที่ผ่านมานี้ได้ผลชะงัด
“มาแล้ว ตลอดทางของพวกเจ้าราบรื่นหรือไม่? เหนื่อยหรือเปล่า?”
“ไม่เหนื่อยเลย ดีกว่าตอนที่ไปหาน้าเนี่ยมากนัก ไม่ลำบากแม้แต่น้อย” ลั่วจิ่งซีไม่ได้โอดครวญแม้แต่น้อย กลับกันคือภาคภูมิใจอย่างยิ่ง นับตั้งแต่เขาติดตามโจวย่าอวิ๋นไปเจอโลกอันกว้างใหญ่ที่เมืองอวิ๋น เขาก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมากมาย
รัศมีอันทรงพลังแผ่ซ่านออกจากตัว ตลอดทางที่ติดตามโจวย่าอวิ๋น เขาไม่เคยบ่นลำบากแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งสามารถมีความสุขจากความลำบากตรากตรำได้ โดยเฉพาะพลังจากพรสวรรค์แต่เกิดของเขา ระหว่างทางพบเจอโจรสลัด ก็ถูกลั่วจิ่งซีจัดการเก็บกวาดได้อย่างง่ายดาย
นับตั้งแต่ปราบโจรสลัดจนพ่ายแพ้ เขาก็รู้สึกว่าเลือดในกายมันพลุ่งพล่าน ความคุกรุ่นในกายท่ามกลางสงครามการต่อสู้ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก ครั้งนี้ที่มาเมืองหลวง นอกจากทำหน้าที่ที่ท่านแม่มอบหมายให้ เขาก็ยังอยากพบกับลุงจ้าวเช่นกัน
-----