“แม่ครับ นุจะกลับบ้านแล้วนะครับแม่... ”
เสียงอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของชายหนุ่ม เอ่ยขึ้นกับโทรศัพท์ของเขาโดยมีปลายสายเป็แม่ที่รอพบความสำเร็จของเขาอยู่
เขานั่งอยู่บนฟูกในห้องเช่าสี่เหลี่ยมข้างกายมีกระดาษจดหมายวางอยู่ หน้าซองมีตัวหนังสือสีดำพิมพ์ไว้อย่างเรียบ ๆระบุว่า “แจ้งปิดกิจการและเลิกจ้าง”
“เป็อะไรรึเปล่าลูก?” แม่ของชายหนุ่มถามกลับโดยมีความห่วงใหญ่และความกังวลเจือปนอยู่ในน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่มีเป็อะไรหรอกครับแม่นุแค่คิดถึงบ้าน ว่าจะกลับไปหาอะไรทำที่บ้านเราดีกว่า” ชายหนุ่มโกหก
แท้จริงแล้วหากจะนิยามชายหนุ่มคนนี้ คำว่า“ล้มเหลวแบบเต็มรูปแบบ” ก็อาจจะครอบคลุมถึงสิ่งที่เขาเป็ได้อย่างครบถ้วนเหตุผลแท้จริงที่เขาเข้ามาหางานอยู่ในพื้นที่แออัดที่เต็มไปด้วยผู้คนที่วิ่งตามหาความฝันเช่นเดียวกับเขานั้นก็เพราะเขาคิดว่าที่แห่งนี้คงจะช่วยให้เขาหาเงินได้มากขึ้นและช่วยให้แม่ของเขาสบายได้ แต่เมื่อได้เข้ามาเจอกับสภาพความเป็จริงแล้วนั้นมันต่างกันกับที่เขาวาดฝันไว้ประหนึ่งฟ้ากับเหว ใบปริญญาก็ดูเหมือนจะเป็เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งอย่างกับที่ใครหลายๆคนพูดกันส่วนงานที่เขาได้นั้นก็เป็เพียงพนักงานในร้านกาแฟเล็กๆเท่านั้นเงินเก็บที่มีชายหนุ่มก็ใช้ไปเป็ค่าเดินทางและค่าที่พักจนหมดแล้ว ระยะเวลาสองปีเต็มที่เขาอดทนกับหน้าที่การงานในใจยังหวังว่า จะมีเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและส่งกลับบ้านให้แม่ได้ใช้จ่ายอย่างสบายไม่ต้องเหนื่อยทำงานรับจ้างอีกต่อไปหากแต่สภาพความเป็จริงที่เขาเจอในทุกๆวัน ก็ได้กัดกร่อนจิตใจของเขาให้ท้อแท้ลงอย่างถึงที่สุดและวันนี้ก็มาถึงวันที่เ้าของร้านที่เขาทำงานอยู่ยื่นซองขาวให้และตบไหล่เบาๆไม่จำเป็ต้องพลิกดูว่าหน้าซองเขียนไว้ว่าอะไรนุก็พอที่จะเข้าใจสิ่งที่เ้าของร้านพยายามจะสื่อได้ เหตุนี้ถึงทำให้ชายหนุ่มได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าเขาจะต้องกลับบ้าน ...
“ดีแล้วลูก แม่ก็อยากให้ลูกกลับมาแล้วจะกลับมาวันไหน แม่จะได้เตรียมห้องไว้ให้” หญิงวัยกลางคนถาม น้ำเสียงดีใจอย่างเห็นได้ชัด
“ประมาณอาทิตย์หน้าครับแม่นุต้องแจ้งลาออกก่อนสิบห้าวันครับ เหลืออีกเจ็ดวันก็กลับได้แล้ว”ชายหนุ่มเงียบไปสักพักก่อนจะกล่าวต่อว่า “แม่ครับ นุขอรบกวนอะไรสักอย่างได้ไหมครับตอนนี้เงินเดือนนุยังไม่ออก อยากจะขอยืมเงินแม่เป็ค่าเดินทางสักหน่อย”
แท้จริงแล้วชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของเขานั้นไม่ได้มีเงินเก็บมากมายเท่าไหร่เงินที่หามาได้ก็เพียงพอกับการใช้จ่ายวันต่อวันเท่านั้น
“ได้จ้ะ เดี๋ยวแม่จะฝากให้’เกียรติ’โอนไปให้นะลูก”แม่ตอบกลับมา
“ขอบคุณครับแม่ฝากความคิดถึงไปหาไอ้เกียรติมันด้วยนะครับแม่ ถ้าอย่างนั้นเดียวนุขอตัวก่อนนะครับดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสาย”
“ได้จ้ะ เกียรติต้องดีใจแน่ ๆเลยที่ลูกกลับบ้าน ยังไงก็ดูแลตัวเองนะลูกนะ”
“ครับแม่ สวัสดีครับ”ชายหนุ่มพูดก่อนจะวางสายไป
นุล้มตัวลงนอนบนฟูกขนาดพอดีตัวภายในห้องเล็กๆที่แทบจะเรียกได้ว่าห้องเปล่าเลยก็ว่าได้เพราะทั้งห้องมีแค่ฟูกที่เขาใช้อาศัยนอนและตู้เสื้อผ้าเพียงเท่านั้นก็ยังดีที่ห้องเช่ายังมีไวไฟให้ใช้ เป็เวลานานเลยทีเดียวที่เขาปัดหน้าจอโทรศัพท์ไปมาเพื่ออ่านโน่นนี่แต่ก็มีแค่ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดที่ผู้คนต่างแชร์กันบนโลกโซเชียล “ไอ้โรคบ้า!!” นุสบถเบาๆ เขาอ่านไปนู่นนี่นั้นไปเรื่อยก่อนที่จะสายตาจะไปหยุดอยู่ตรงข่าวอุบัติเหตุรถชนคนกวาดถนนที่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อนตอนนี้ซึ่งตอนนี้ตำรวจก็ยังจับรถคู่กรณีไม่ได้ อาจจะเพราะวันนี้พึ่งได้คุยกับแม่มาด้วยเขาเลยรู้สึกสงสารหญิงวัยกลางคนผู้ประสบเหตุอย่างมากทุกวันนี้ตามเพจต่างๆแทบจะไม่นำข่าวที่มันจรรโลงใจมาลงเลย เพียงแต่หาข่าวการตายดาราทะเลาะกันมาลงเพื่อเรียกยอดไลท์ให้กับเพจตัวเองเท่านั้น ชายนุถอนหายใจยาวๆก่อนโยนโทรศัพท์ไปข้างตัวและหยิบรูปใบเล็กๆเก่าๆใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าตังค์บุคคลในรูปใบนั้นมีหน้าตาที่คล้ายกับนุมาก คิ้วที่ดกหนาทรงผมที่จัดแต่งเป็อย่างดี ดวงตาที่เป็ประกาย ใบหน้าที่ดูยาวปากที่เผยอยิ้มนิดๆทำให้คนในรูปดูใจดีมากๆ เขาพลิกดูข้างหลังรูปโดยมีตัวหนังสือจางเขียนไว้ว่า ‘พ่อรักลูกมากนะ’ นุบรรจงสอดรูปกลับไปในกระเป๋าเงินอย่างเบามือ พ่อของนุนั้นก็เสียไปด้วยโรคมะเร็งั้แ่ก่อนที่นุจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเลยทำให้แม่ของนุต้องกลายเป็เสาหลักของครอบครัวแทน ก่อนหน้านี้นุสนิทกับพ่อมากพ่อคือต้นแบบที่นุพยายามจะเป็ ดังนั้นการที่นุต้องทนเห็นแม่วัยกลางคนผู้ที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่จึงทำให้เขาตั้งใจไว้ว่าจะต้องรีบทำงานเพื่อที่จะกลายมาเป็หัวหน้าครอบครัวแทนพ่อให้ได้ เขาลุกไปปิดสวิทช์ไฟก่อนเดินกลับมาล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว ในใจคิดจินตนาการถึงสิ่งที่เขาต้องเจอในวันข้างหน้าก่อนที่จะถอนหายใจออกมายาวๆและหลับตาลง
“นุ นุตื่นเถอะลูก” เสียงแหบต่ำดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง
นุใตื่นรีบคว้ามือถือขึ้นมากดเปิดหน้าจอให้มีแสงสว่างก่อนสาดแสงไปรอบๆห้องเล็กๆที่เขาใช้อาศัยนอนไปวันๆเขาจำได้ว่า เขาล็อกห้องแล้วนี่ ใครล่ะจะเข้ามาได้ แวบหนึ่งในห่วงความคิดเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าไม่ใช่คนก็ต้องเป็ ...
“นุ จำเสียงพ่อไม่ได้เหรอลูก” นุสะดุ้งโหยงเดินเซไปทางที่นอน และสะดุดฟูกบนพื้นและล้มลงจะเรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ที่ในห้องของเขาไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นๆเลยทำให้ไม่เกิดความเสียหายใดต่อร่างกายและทรัพย์สินของเขาหากแต่แสงสว่างที่แทบจะเรียกได้ว่าริบหรี่จากหน้าจอมือถือได้สาดไปกระทบร่างร่างหนึ่งซึ่งคุ้นตาเขามาก รูปร่างผอมบางแขนขาที่ยาว และผมสั้นติดประหนึ่งว่าได้รับการจัดทรงอยู่ตลอด
“พ่อ!”ชายหนุ่มอุทานขึ้นมาเสียงดัง จิตใจดิ่งลงตาตุ้มอย่างรวดเร็วก่อนที่สัญชาตญาณจะบังคับให้ร่างกายของเขาขยับไปอยู่ที่มุมห้องอย่างว่องไว“พ่อมาได้ไง!?” ชายหนุ่มถามเสียงสั่นเครือ
“นุฟังพ่อให้ดี อย่าพึ่งกลัว เวลาของพ่อน้อย”พ่อพูด ร่างกายค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ๆนุขึ้นเรื่อย ๆ“หลังจากนี้ลูกจะต้องระวังตัวให้มากนะ ระวังตัวเอง” ขณะนี้ร่างของพ่อมายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้วมือของพ่อลูบอยู่แก้มของนุอย่างถะนุถนอม หากแต่ความเย็นจากผ่ามือนั้นแทบจะเรียกได้ว่านุเอาแก้มไปแนบกับน้ำแข็งเลยก็ว่าได้ร่างกายของพ่อค่อยๆเลื่องลางลงไปเรื่อย ๆก่อนที่จะพูดว่า “อย่าลืมนะ ...พ่อรักลูกมาก”
ชายหนุ่มผุดตัวลุกขึ้นมานั่งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาหันไปดูรอบๆห้องและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ตัวเลขบอกเวลาตีห้าสอบสองนาทีฉายอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของเขาชายหนุ่มปาดเหงื่อ สลัดผ้าห่มออกจากตัวและเดินไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน
ความรู้สึกที่ร้านวันนี้เหมือนกับว่าทุกคนกำลังพยายามสร้างบรรยากาศเป็เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและหลังจากนี้อีกเจ็ดวันทุกคนก็ยังต้องมาทำงานกิจวัตรเหมือนเดิมทั้ง ๆที่ทุกคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ ลึกๆแล้วในใจแล้วพวกเขาต่างรู้ดีว่ามันไม่มีทางกลับไปเป็เหมือนเดิมอีกแล้วตำแหน่งของนุคือผู้ช่วยผู้จัดการร้าน เขาจะคอยประจำอยู่หน้า รับออเดอร์จากลูกค้าและอาจจะมีชงกาแฟบ้างเป็บ้างครั้งที่บาริสต้าทำไม่ทันจะว่าไปแล้วฝีมือด้านการชงกาแฟของนุนั้นทำให้เขาคิดว่าตัวเขาเองก็สามารถที่จะไปเปิดร้านเล็กๆที่บ้านได้เลยนะแต่ติดตรงที่ว่าไม่มีทุนเท่านั้นเอง
วันนี้เขามาถึงเป็คนแรกของร้านกว่าคนอื่นจะมาถึงเขาก็จัดเตรียมร้านจนแทบจะสามารถเริ่มบริการได้เลยคนที่อาการหนักที่สุดในวันนี้ก็คงจะเป็ ‘พิม’เ้าของร้านซึ่งปกติแล้วเธอจะเข้าร้านมาเป็คนแรกและกลับเป็คนสุดท้ายเสมอหากแต่ว่าวันนี้เธอเข้าร้านก็เกือบจะเที่ยงวันอยู่แล้ว
“สวัสดีครับคุณพิม” พี่ชัยผู้จัดการร้านเปิดกล่าวทักเมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวผู้ให้เงินเดือนเขาทุกๆเดือน
“สะ สวัสดีค่ะ!” พิมตอบด้วยน้ำเสียงใ ประหนึ่งว่าเธอนั้นไม่ได้สังเกตเห็นพนักงานของเธอเลยแม้แต่คนเดียวและเธอพึ่งจะรู้ตัวว่าเธออยู่ท่ามกลางผู้คนอีกแปดชีวิต “เต็มที่นะคะทุกคน”ประโยคเดิมๆที่หญิงสาวใช้ปลุกใจพนักงานในทุกๆวันแต่วันนี้น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นไม่สามารถส่งผ่านกำลังใจไปให้ใครก็ตามที่ได้ยินได้อย่างแน่นอนเมื่อพูดจบเธอก็เดินตรงไปที่ห้องทำงานพร้อมกับปิดประตู ซึ่งผิดวิสัยของเธอเป็อย่างมากที่ปกติจะคอยออกมาช่วยพนักงานทำนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด
“ผมว่าหนักแล้วนะพี่นุ” เสียงของเอกบาริสต้าหนุ่มน้อยกระซิบมาจากหลังเครื่องชงกาแฟ
“ก็ทำไงได้ล่ะพี่พิมเขารักร้านนี่มากนะ” นิดแคชเชียร์ของร้านกระซิบมาอีกด้านหนึ่งของนุ “เธอคงไม่คิดว่าจะต้องมาปิดร้านเพราะสถานการณ์บ้าๆนี่หรอก”นิดกล่าวต่อ
“แล้วพี่นุคิดไว้รึยังว่าจะเอาไงต่อ”เอกถาม พลางเดินมาหานุที่เคาท์เตอร์
“พี่ว่าจะกลับบ้านที่เชียงใหม่”นุตอบเสียงเรียบ “น่าจะกลับไปตั้งหลักก่อน แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะทำอะไร”
“หนูว่าอยู่ที่ไหน ก็แย่หมดแหละนะพี่”นิดพูดพร้อมกับถอนหายใจยาวๆ “หนูว่าจะลองหางานที่นี่ดูอีกสักพักบ้านนอกตอนนี้กลับไปจะไปทำอะไรกิน ยิ่งไม่มีวุฒิแบบหนูแล้ว หางานใหม่คงลำบาก”
“ทำงานตรงนี้ให้เต็มที่กันก่อนดีไหมยังไม่พ้นสภาพพนักงานเลยนะ” เสียงพี่ชัยดังมากจากหน้าเคาท์เตอร์
“โถ่พี่ชัยมันก็ต้องเตรียมตัวกันแล้วรึเปล่านะ อีกไม่กี่วันเอง” เอกตอบกลับไป
“ไอ้จะเตรียมน่ะ มันก็ควรทำอยู่หรอกนะแต่ดูสภาพเ้านายเราด้วย เผื่อคุณพิมเธอมาได้ยิน จะเสียใจเอานะ” พี่ชัยตอบน้ำเสียงระคนไปด้วยความห่วงใย
“พี่ชัย กับเอกนี่แทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย หางานได้สบายพี่ชัยอายุการทำงานเป็ผู้จัดการร้านตั้งสี่ปีส่วนเอกก็ได้ใบประกาศการอบรมหลักสูตรชงกาแฟมาแล้ว หนูนี่สิพึ่งเข้ามาทำงานได้ยังไม่ถึงปีเลย ... ” นิดตัดพ้อ
“ถึงจะมีใบประกาศ ถึงจะมีอายุงานแต่สถานการณ์แบบนี้ มันก็รอดยากกันหมดแหละพี่นิด” เอกพูดพลางเดินมาจับไหล่นิดเบา
กลายเป็ว่าตอนนี้ผู้ที่เข้าอกเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาก็อาจจะเป็เพียงพนักงานผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันในตอนนี้เท่านั้น ทั้ง ‘ป้าสายใจ’แม่ครัววัยห้าสิบสี่ปีที่ต้องเลี้ยงดูหลานสาวที่ลูกสาวเอามาทิ้งไว้ให้เลี้ยงและหนีหายไปเลย‘ลุงสวน’คนสวนและรปภ.วัยใกล้เกษียณที่ต้องดูแลภรรยาที่เป็ผู้ป่วยติดเตียง‘มดและจิ๊บ’พนักงานเสิร์ฟที่ทำงานหาเงินเพื่อว่าวันหนึ่งจะได้กลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งในวันที่สถานการณ์มันเลวร้านเช่นนี้ คำพูดจากคนดังที่มีชื่อเสียง อาจจะไม่ได้มีความหมายเท่าการตบไหลกันเบาๆระหว่างผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันก็ได้
ความบางตาของลูกค้าทำให้บรรยากาศในร้านค่อนข้างเศร้าลงไปอีกมากพิมเ้าของร้านที่ขังตัวเองั้แ่มาถึงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาคุยเล่นสนุกสนานเฮฮาเหมือนก่อนบางครั้งที่นุเดินผ่านหน้าห้องทำงานของเธอเขาแอบได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวลอดผ่านออกมาจากข้างหลังประตู ‘จะเป็ไรมากไหมนะ’ เขาคิดในใจความเป็ห่วงผุดขึ้นมาเต็มในจิตใจของชายหนุ่มแต่ก็เมื่อมองในมุมของความเป็จริงแล้ว ชายหนุ่มจะช่วยอะไรนายจ้างของเขาได้เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงถอนสายตาที่มองจ้องอยู่ตรงประตูแล้วเดินจากไปทำหน้าที่ของตน
“ไปหาไรดื่มกันไหม?พี่นุ พี่ชัย” เอกะโถามมาจากหลังล็อคเกอร์เก็บของ
“พี่ไปไม่ได้นะ พอดีลูกไม่ค่อยสบาย”ชัยตอบกลับ
“จะรีบกลับไปหาเมียก็บอกตรงๆก็ได้นะพี่”นิดเอ่ยแซวมาจากด้านหลัง ก่อนยกโบกลาทุกคนแล้วเดินออกจากประตูไป
“พี่นุไปกับผมนะ” เอกเซ้าซี้ต่อ
“ก็ทำไมไม่ชวนคนอื่นไปล่ะ!?” นุถามด้วยน้ำเสียงลำคาญเล็กน้อย
“ใครล่ะ ป้าสายใจกับลุงสวนรึไงพี่!?” เอกถามแบบยียวน ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งพูขึ้นมาว่า“ไปด้วยได้ไหมคะ”
เป็พิมนั่นเองที่ยืนอยู่หน้าห้องพักพนักงานดวงตาที่แดง ขอบตาที่คล้ำบ่งบอกให้เห็นว่าเธอกำลังพึ่งจะเสร็จจากการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงสองหนุ่มเลยต้องพนักหน้าตกลงอย่างเสียไม่ได้และเมื่อรู้ตัวอีกทีทั้งสองก็ขึ้นมานั่งอยู่บนรถคันหรูของหญิงสาวและมุ่งหน้าไปที่ไหนสักที่ซึ่งพวกเขาเองก็ยังไม่รู้จุดหมายปลายทาง
“คุณพิมจะพาพวกผมไปร้านไหนครับ”นุถามขึ้นผ่าความเงียบที่คลุ้งอยู่เต็มรถ
“ร้านเพื่อนของพิมเองค่ะ ไปอุดหนุนเค้าหน่อยจะปิดอาทิตย์นี้แล้วเหมือนกัน” พิมตอบ น้ำเสียงฟังดูขมขื่นมาก
“ร้านอยู่ แถวไหนเหรอครับ ?” เอกส่งเสียงถามขึ้นมาจากเบาะหลัง
“ใกล้ๆนี้แล้วค่ะ” พิมตอบกลับมาความเงียบกลับมาปกคลุมตัวรถอีกครั้ง
เมื่อขับมาได้อีกสักพักพิมก็เลี้ยวรถเข้ามาในผับเล็กๆแห่งหนึ่งทั้งสามเดินเข้ามาในร้านและพบว่าพวกตนเป็เพียงลูกค้ากลุ่มเดียวในร้านแห่งนี้ ร้านนี้เป็ร้านขนาดเล็กบาร์ที่จัดแต่งอย่างดี และมีโต๊ะที่ให้ปริการอยู่แปดโต๊ะ ด้านซ้ายของบาร์เป็เวทีเล็กๆที่มีเก้าอี้ทรงสูงตั้งอยู่ถัดไปก็มีลำโพงขนาดประมาณกล่องใส่ของทั่วไปตั้งอยู่และมีกีต้าร์ตั้งไว้บนขาตั้งรอคอยให้ใครสักคนหยิบขึ้นมาบรรเลง พิมเดินนำชายหนุ่มทั้งสองไปนั่งที่โต๊ะตรงมุมสุดของร้านก่อนที่จะมีหญิงสาวท่าทางมั่นอกมั่นใจในตัวเอง เดินเข้ามาที่โต๊ะแล้วพูดขึ้นว่า“เอาอะไรดีพิม เดี๋ยวคืนนี้ฉันเลี้ยงเอง” หญิงสาวพูด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสผิดกับผู้ที่พาพานุและเอกมายังร้านนี้อย่างลิบลับ
“ไม่เป็ไรหรอก ‘เกด’ ฉันตั้งใจมาเป็ลูกค้า” พิมพูดพลางฝืนยิ้มตอบกลับไป
“เอาแบบนั้นก็ได้แต่ขวดแรกฉันเลี้ยงแกแล้วกันนะ ห้ามปฏิเสธ” หญิงสาวตอบกลับพลางเดินไปเปิดตู้กระจกตรงข้างหลังบาร์และเอื้อมไปหยิบเหล้าขวดบนสุดซึ่งดูแล้วน่าจะแพงมากลงมาก่อนเดินมาหยิบแก้วสี่ใบและมุ่งมาที่โต๊ะที่พวกนุนั่งอยู่ เมื่อจัดวางข้าวของเสร็จเกดก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพิม ก่อนจะจัดการหยิบน้ำแข็งใสแก้วและบรรจงรินเหล้าใส่แก้วทั้งสี่ใบ
“แย่หน่อยนะ่นี้”เกดเปิดประเด็นขึ้น “ไอ้พวกผู้มีอำนาจก็ไม่ทำอะไรเลย”รอยยิ้มที่เคยประทับอยู่บนในหน้าจางหายไปพร้อมกับคำพูดประโยคแรกที่เอ่ยออกมา “ฉันชื่อเกดนะ”เธอพูดต่อพลางยืนแก้วให้ชายหนุ่มทั้งสอง
“ร้านนี้เป็ของพี่ชายฉันนะ แต่ว่าพี่ชายของฉันเค้าเสียเพราะโรคที่ระบาดอยู่ตอนนี้เมื่อตอนมันระบาดระลอกแรก ฉันเลยต้องมารับ่ร้านที่ใกล้จะเจ๊งนี่ต่อ”เกดพูดน้ำเสียงฟังดูประชดประชันกับชีวิตอย่างเห็นได้ชัด นุคิดว่าแท้จริงเธอก็คงไม่ได้อยากเล่าเื่ของตัวเองให้ใครฟังนักหรอกแต่ว่าเธอคงอัดอั้นมากจนอยากจะะเิออกมาซะมากกว่า
“แล้วแกล่ะพิมร้านกาแฟนี่จะเอายังไงต่อ” หญิงสาวเอ่ยถามก่อนที่กระดกแก้วไปอึกใหญ่
“ก็คงต้องปิดแล้วล่ะ ...” พิมตอบก่อนที่จะยกแก้วจรดริมฝีปากด้วยอีกคน “มันไม่ไหวแล้วล่ะ เกด อย่างน้อยปิดตอนนี้ก็ยังมีเหลือเงินจ่ายให้พนักงานไปได้บ้าง”น้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกแล้วแล้วระหว่างคำพูด
“ไม่เป็ไรนะครับคุณพิม”เอกพูดออกมาโดยที่แก้วเหล้ายังอยู่คาปากอยู่เลย
“พิมไม่เป็ไรหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ”พิมตอบ นุสังเกตได้ว่า น้ำตาของพิมไหลออกมาแล้วหากแต่ความมืดของร้านช่วยอำพลางความเศร้านั้นได้เป็อย่างดี
นุหยิบทิชชูยื่นให้เ้านายสาวของเขาก่อนที่เธอจะรับไว้แล้วทำทีเป็เช็ดปาก แต่นุก็ยังแอบเห็นด้วยว่าเธอแอบหันไปเช็ดน้ำตาที่แก้มของเธอด้วยก่อนที่จะหันมาคุยตามปกติ
เกดเองก็อาจจะสังเกตเห็นเหมือนกันเธอจึงพูดขึ้นมาว่า “ทำไรกินกันดีกว่า แต่ต้องรอหน่อยนะเพราะวันนี้ฉันดูร้านอยู่คนเดียว พนักงานไม่มาทำงานกันแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เดี๋ยวผมไปช่วยครับ” เอกรีบพูดและเดินตามเกดเข้าไปข้างหลังบาร์
เป็เวลาที่น่าอึดอัดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องนั่งดื่มกันอยู่สองต่อสองในร้านเหล้าที่มีลูกค้าเพียงแค่โต๊ะเดียวเป็เวลานานพอสมควรก่อนที่พิมจะชวนคุยออกมาเพื่อทำลายความเงียบ
“คุณจะกลับเชียงใหม่เหรอคะ นุ?” หญิงสาวชวนคุย
“ครับ ผมว่าจะกลับไปดูแลแม่ครับ ท่านแก่แล้ว”นุตอบเสียงเบา
“แล้วคุณจะไปทำอะไรต่อล่ะ” พิมถามกลับก่อนจะดื่มเครื่องดื่มในแก้วจนหมด
“ยังไม่รู้เลยครับแต่คงจะหางานทำที่นู่นเลย คงไม่กลับมาแล้ว” นุตอบเสียงเรียบ
“ฉันขอโทษนะ ที่ดูแลพวกคุณได้ไม่ดี”หญิงสาวพูดต่อ ตอนนี้เสียงเริ่มกลับมาสั่นเครืออีกแล้ว
“คุณพิมอย่าโทษตัวเองเลยครับไม่มีใครว่าคุณพิมหรอก ยิ่งสถานการณ์แบบนี้แล้วด้วย” นุพยายามพูดปลอบแต่ในหัวเขาตอนนี้ก็คิดคำปลอบโยนไม่ออกเลย
“เรียกพิมเฉยๆก็ได้นะเดี๋ยวเราก็ไม่ได้เป็นายจ้างและลูกจ้างกันแล้ว อีกอย่าง เราเองก็อายุเท่ากันด้วย”พิมพูด สายตาของเธอจองออกไปข้างนอก ซึ่งตอนนี้ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว“ถ้าเป็ไปได้ฉันก็อยากจะประคองร้านนี้เอาไว้ต่อนะ แต่ฉันมองไม่เห็นหนทางแล้วล่ะ”
ถึงตอนนี้หญิงสาวก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไปน้ำตาของเธอนั้นไหลลงมาอาบแก้ม และความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิมก็เข้ามาปกคลุมคนทั้งคู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูดปลอบใจเธอหรอกนะแต่อาจจะด้วยเพราะฤทธิ์ของน้ำเมาผสมกับที่ตัวของเขาเองก็มีความเครียดอยู่ไม่น้อยมันเลยทำให้คำพูดที่อยู่ในหัวของเขาตอนนี้มันเริ่มดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ที่จะใช้ปลอบประโลมบุคคลที่กำลังสิ้นหวังอยู่การนั่งอยู่เงียบๆปล่อยให้เธอมองไปยังสิ่งอื่นก็ดูจะเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์แบบนี้
“โดนไอ้หนุ่มนั่นบอกเลิกรึไงหาแม่หนู!?”เสียงทุบต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้นโดยที่คนทั้งคู่ไม่ทันตั้งตัวต้นเสียงมาจากชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงบาร์ ทั้งคู่สงสัยว่าชายคนนี้เข้ามาในร้านั้แ่เมื่อไหร่หรือบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ทำให้ความสามารถในการรับรู้ถึงสิ่งต่างรอบตัวของคนทั้งคู่หายไปด้วย
“เปล่าค่ะ” พิมตอบหันหน้าไปเช็ดน้ำตาอีกครั้ง
“ขอนั่งด้วยได้รึเปล่าล่ะไม่ต้องกลัวหรอก ลุงสบายดี ปลอดภัย” โดยที่ไม่รอคำตอบชายคนนั้นเดินมาหยิบเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆมานั่งตรงหัวโต๊ะที่ทั้งคู่นั่งอยู่ก่อนที่จะพูดต่อ“ไม่ต้องคิดมากหรอก เดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง สำหรับแม่หนู”เขาจ้องหน้าหญิงสาวขณะพูดก่อนที่จะหันมาทางนุซึ่งกำลังยกแก้วขึ้นเพื่อจะดื่มก่อนพูดขึ้นว่า“แต่สำหรับเอ็งอาจจะหนักหน่อยนะ ระวังตัวให้มากนะ ระวังตัวเอง มีสติไว้เข้าไว้ล่ะ”
ก่อนที่นุจะทันได้ถามอะไรต่อเกดและเอกก็พากันยกอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะก่อนที่เกดจะทักชายคนนั้นเหมือนกับว่าสนิทสนมกันดี “ลุงเชิด สวัสดีค่ะรับแบบเดิมใช่ไหมคะ?”
“ได้สิ แต่เอามาเผื่อเ้าสองคนนี้มันด้วยนะอาการน่าจะหนักอยู่” ชายคนนั้นตอบก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเกตยกเครื่องดื่มที่แกสั่งมาให้ ชายคนนั้นก็หยิบแก้วของตัวเองและยกขึ้นดื่นรวดเดียวหมดแก้ว ก่อนที่จะหยิบเงินออกมาจากกระเป๋ายื่นให้เกดและโบกมือให้เป็นัยว่าไม่ต้องทอนหรอก ก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินออกไปจากร้าน
เมื่อชายคนนั้นลับสายตาไปความสงสัยก็บังคับให้นุถามเกดไปว่า “เอ่อ คุณเกดครับ ลุงคนนั้นเป็ใครเหรอ?”
“ลุงเชิดแกทำงานเป็ยามอยู่แถวนี้นี่แหละ”เกดตอบ
“แกมาที่ร้านนี้บ่อยไหมครับ?” นุถามต่อ
“ใช่ มาเกือบทุกวันแหละแล้วแกก็จะสั่งเบียร์ขวดหนึ่ง กินเสร็จก็ไปทำงาน ทำไมเหรอ?” เกดถาม ทำหน้าสงสัยในความอยากรู้ของนุ
“เมื่อกี้แกพูดอะไรแปลกๆกับผมน่ะครับซึ่งผมก็ยังงงๆไม่เข้าใจในสิ่งทีแก้าจะสื่อเท่าไหร่” นุเล่า
“แกก็เป็แบบนั้นแหละ อย่าไปใส่ใจ แกจะชอบไปทักคนนู่นทีคนนี้ทีคนแถวนี้บอกว่าแกเป็คนเพี้ยนๆนะ เห็นเขาเล่ากันว่าตอนแกหนุ่ม แกเคยหลงป่ากว่าคนจะไปเจอแกเข้าก็เกือบไม่รอดแล้ว” เกดพูดก่อนจะตักอาหารเข้าปากไปคำใหญ่
“แล้วคนที่โดนแกทักเป็ยังไงบ้างครับ”นุยังไม่ละความพยายาม
“ก็ไม่รู้นะ ไม่เคยมีใครว่าอะไรส่วนใหญ่เขาจะคิดว่าเป็เื่ขำๆ แต่เมื่อปีก่อน มีพี่คนหนึ่งโดนลุงเชิดทักไปประมาณว่า‘ระวังจะหัวเราะได้แปบเดียวนะ’พี่คนนั้นเค้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรแหละ แต่พออีกประมาณอาทิตย์หนึ่งพี่แกก็ถูกหวยนะรู้สึกว่าจะรางวัลใหญ่ด้วย แกมาปิดที่นี่เลี้ยงเลยตอนนั้นแต่ขากลับดันขับรถกลับเอง แล้วรถเกิดแหกโค้งพลิกคว่ำ โดนตัดขา ั้แ่นั้นมาเวลาลุงเชิดแกเข้ามาก็จะไม่ค่อยมีใครไปคุยกับแกหรอกแต่จริงๆแล้วแกก็ไม่ได้ทักทุกคนนะ”
“แสดงว่าคนอื่นที่ไม่ยอมมาคุยกับแกก็อาจจะเป็คนที่แกทักแล้วเื่มันเกิดขึ้นจริงแหละครับไม่อย่างนั้นพวกนั้นจะกลัวเหรอ” เอกพูดสอดขึ้นมา
“ก็อาจจะเป็แบบนั้นแหละมั้ง”เกดตอบไปแบบส่งๆ ก่อนที่จะถามต่อ “แล้วลุงแกไปทักอะไรนายเหรอ?”
“เปล่าครับไม่มีอะไร” นุตอบปัดไปก่อนจะเริ่มหันไปจัดการกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า
รสชาติของอาหารบนโต๊ะทำให้คนทั้งสี่หลงลืมความทุกข์และความกังวลที่แต่ละคนมีไปเสียทุกคนต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนานไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่แสดงความเศร้าออกมาเหมือนกับว่าปัญหาทุกอย่างบนโลกนี้ผ่านพ้นไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วเอกผู้ถึงมีความกังวลน้อยที่สุดในที่นี้ก็พยายามคล้ายความทุกข์ให้กับคนทั้งสามได้เป็อย่างดี
“ผมต้องกลับบ้านแล้วล่ะครับพวกพี่ๆ”ในที่สุดเอกก็พูดขึ้น หลังจากบรรเลงเพลงสุดท้ายจบและวางกีต้าร์ลงบนขาตั้ง
“กลับยังไงเหรอ ให้พี่ไปส่งไหม”พิมถาม ซึ่งดูแล้วคนถามและคนถูกถามก็มีสภาพความเมาไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
“ไม่เป็ไรครับ บ้านผมอยู่แถวนี้เองฝนหยุดตกแล้ว เดี๋ยวผมเรียกรถมารับ” เอกปฏิเสธ
“ก็ได้ แต่มื้อนี้พี่เลี้ยงนะเอกกลับได้เลย” พิมพูด
เอกจึงยกมือไหว้ทั้งสามและเดินโซซัดโซเซจากไปและทิ้งให้ทั้งสามนั่งกันต่อไป
“ขอตัวสักครู่นะ” เกดพูดพลางหยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกไปคุยข้างหน้าร้าน
“ผมเก็บของเลยนะครับคุณพิม” นุกล่าว
“บอกให้เรียกพิมเฉยๆไง”หญิงสาวตอบพลางทำหน้าบึ้ง “เดี๋ยวพิมช่วยนะ”
ก่อนที่นุจะทันห้ามหญิงสาวก็เดินถือจานชามเดินเข้าหลังบาร์ไปแล้ว นุจึงหยิบแก้วแล้วเดิน ตามเข้าไป
“ความจริงคะคุณ เอ่อพิมนั่งรอเฉยๆก็ได้นะ เดี๋ยวผมทำเอง” นุชวนคุย
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวพิมขับรถขยับตัวบ้าง จะได้สร่างเมาหน่อย” พิมตอบกลับ
ทั้งคู่ช่วยกันเก็บข้าวเก็บของก่อนที่จะนั่งรอเ้าของร้านกลับมาจากการสนทนา ซึ่งก็เป็เวลานานพอสมควรแล้ว แล้วในที่สุดเกดก็เดินกลับเข้าร้านมา แต่ก่อนที่พิมจะพูดอะไรออกมา เกดก็โผเข้ากอดพิม และร้องไห้ออก สลัดคราบสาวมั่นก่อนหน้านี้ไปจนหมด
“ไอ้ผู้ชายเฮงซวย” เกดสบถ
พิมมองมาที่นุและเผยอหน้าเล็กน้อยเป็นัยว่าจะให้นุพยายามปลอบเกดไม่ต้องเล่านุก็พอจะเดาได้ว่า เกดน่าจะพึ่งเลิกกับแฟนอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องมีใครบอกเลยนุสายหัวเบาตอบเป็สัญญาณว่า เขาเองก็ไม่สามารถปลอบเกดได้พิมจึงพาเกดเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม
ขวดเบียร์นับสิบวางอยู่ตรงหน้าของคนทั้งสามหากแต่มีเพียงเกตเท่านั้นที่จัดการยกแก้วขึ้นดื่มอย่างไม่ขาดสายเหมือนกับว่าเป็เพียงแค่การดื่มน้ำเปล่าเท่านั้นส่วนนุและพิมได้แต่นั่งเป็เพื่อน ฟังเกดระบายความในใจของเธออย่างยืดยาวตอนนี้ไฟในร้านได้ปิดเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่ไฟดวงเดียวเพื่อนให้คนทั้งสามมองเห็นเท่านั้นเข็มนาฬิกาข้างหลังบาร์บอกเวลาว่าตอนนี้เข้าสู่เวลาตีสองแล้ว นุรู้ดีว่าพรุ่งนี้ยังคงต้องทำงานแต่ด้วยเนื่องจากเขามาด้วยกันกับพิม เขาจึงเกรงใจเ้านายของเขาและตอนนี้เกดก็ไม่น่าที่จะขับรถของตัวเองไหวแล้ว พิมเลยไม่น่าที่จะรีบกลับนุจึงพูดหยั่งเชิงออกมาว่า “คุณเกดพอก่อนไหมครับ นี่ก็กินเยอะแล้วอีกอย่างตอนนี้ดึกมาแล้วด้วยนะครับ”
เหมือนพิมจะรอให้นุพูดประโยคนี้อยู่นานแล้วเธอจึงรีบเสริมต่อ “ใช่ รถแกจอดไว้ที่ร้านเนี่ยแหละ เดี๋ยวฉันจะไปส่งแกเอง”
เกดสะบัดหน้ามามองบุคคลทั้งสองสีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความเมาอย่างที่สุด ก่อนที่จะฟุบหลับไป
“อ้าว” พิมอุทาน
“เราปิดร้านให้เธอแล้วแยกย้ายกันเถอะครับเดี๋ยวผมกลับเอง” นุพูดพลางหยิบขวดเบียร์ออกไปจากโต๊ะ
“ขอโทษนะคะ ต้องลำบากคุณเลย”หญิงสาวพูด ใบหน้าที่แดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอร์
“คุณขับรถไหวแน่นะครับ?”เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าการที่ปล่อยให้เธอกลับไปเองนั้นจะเป็ความคิดที่ดีเท่าไหร่
“ไหวค่ะ ฉันไม่ได้เมาขนาดนั้น” พิมตอบ
ทั้งคู่จัดการเก็บข้าวของที่ร้านให้อย่างเสร็จสรรพก่อนจะช่วยกันแบกร่างที่ไร้สติของเกดไปยังเบาะหลังของรถพิม
“ไปก่อนนะคะ” พิมพูดก่อนที่จะขับรถออกไปทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งรอแท็กซี่อยู่คนเดียว
ท้องฟ้ายามราตรีหลังจากฝนตกนี่ก็ดูสวยไปอีกแบบฟ้าสีดำไร้ดวงดาวและแสงจันทร์ แต่กระนั้นก็ยังคงเห็นกลุ่มเมฆฝนที่พร้อมจะโปรยลงมาได้อีกทุกเมื่อแสงสีส้มจากไฟข้างทางที่ดูสลัวเพราะหมอกฝนเริ่มปกคลุมลงมาแล้ว มวลอากาศเย็นพัดผ่านร่างกายของเขาไปนานๆทีกว่าที่จะมีรถผ่านมาสักคัน ‘ทำไมแท็กซี่มันถึงไม่ค่อยมีมาเลยนะเส้นนี้หรือจะเดินกลับเลยดี’ ความคิดโลดแล่นเข้ามาในสมองของชายหนุ่มแต่ดูจากความเป็จริงแล้ว การที่จะเดินกลับห้องเขาเดินไปที่ร้านแล้วเปิดร้านเลยน่าจะเป็ความคิดที่ดีกว่าสักครู่หนึ่งเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงวัยกลางคนเดินอยู่อีกฝากหนึ่งของท้องถนนดูจากชุดแล้ว น่าจะเป็คนกวาดถนนของกรุงเทพมหานคร ด้านหลังเสื้อปรากฎตัวหนังสือและตัวเลขไว้ว่า“เขตบางนา 13-113”
“กี่โมงแล้วว่ะเนี่ย!?” ชายหนุ่มสบถพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลาหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาตีสามครึ่ง ทำให้เขาคิดใจในว่าทำไมป้าแกขยันแบบนี้นะหน้าจอยังแสดงถึงปริมาณแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ที่มีอยู่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์แล้วในตอนนี้เขาจึงเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงและเลื่อนสายตาขึ้นมองดูป้าคนนั้นเริ่มทำงานของแกไปอย่างเลื่อนลอยพลางคิดว่าถ้าเริ่มเดินกลับห้องั้แ่ตอนที่คุณพิมขับรถไปตอนนี้เขาจะถึงไหนแล้วนะแล้วทำไมรถแท็กซี่ถึงไม่มีมาแถวนี้สักคันเลย เขารอมาสองชั่วโมงกว่าแล้วนะ ความง่วงนั้นเริ่มถ่วงเปลือกตาของเขาให้ปิดลงไปทุกขณะร่างกายที่นั่งอึ้งพร้อมที่จะทอดกายลงนอนที่ไหนก็ได้แล้ว ณ ตอนนี้
“ถ้าง่วงมากจะนอนก่อนก็ได้ ถ้าเห็นรถเมย์หรือแท็กซี่มาเดี๋ยวป้าจะปลุก”เสียงดังมาจากหญิงวัยกลางคนที่กำลังกวาดถนน ซึ่งเธอนั้นได้มายืนกวาดตรงหน้าแล้วนุสงสัยว่าเธอนั้นมายืนตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันนะเพราะถึงแม้เขาจะเมาและง่วงแค่ไหนก็ตามแต่ก็ไม่น่าจะเมาจนขาดการสังเกตได้ถึงเพียงนี้
“ขอบคุณครับป้า แต่ไม่เป็ไรดีกว่าผมยังไหว” นุตอบกลับเสียงพร่า
“ดูจากท่าทางแล้วป้าว่าไม่น่าจะไหวนะ”เธอพูดพลางหัวเราะไปด้วย ตอนนี้เธอหยุดการทำงานแล้วหันหน้ามามองเขา พลางเดินมาตรงข้างๆก่อนที่จะพูด “ขอนั่งด้วยได้ไหม ขอพักขาหน่อย”
“ตามสบายเลยครับ” เขาตอบเมื่อเห็นใบหน้าของป้า เขาก็รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แตอีกใจหนึ่งก็คิดว่ามีเพื่อนคุยก็ดีจะได้ไล่ความง่วงให้ออกไปจากเปลือกตาได้บ้าง ก็จะชวนคุยออกไปว่า“ป้าออกมากวาดถนนเวลานี้ทุกวันเลยเหรอครับ?”
“แล้วแต่วันนะแต่ั้แ่อาทิตย์ก่อนก็มาเวลานี้ทุกวันแหละจ้ะ”ป้าตอบพลางถลกขากางเกงขึ้นมาใต้เข่าและหยิบขวดแก้วที่มีเหมือนน้ำยาสีเขียวออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะเทลงบนมือแล้วเริ่มนวด“สังขารนี่มันไปไวเหมือนกันนะ น่าอิจฉาพวกคนหนุ่มสาวจังเลย”
“ลูกหลานป้าไปไหนล่ะครับทำไมถึงปล่อยป้ามาทำงานลำบากๆแบบนี้?”นุถาม รู้สึกเห็นใจป้าแกขึ้นมา
“เขาตกงาน ่นี้เลยวิ่งหาสมัครงานแต่ก็อย่างว่าแหละพ่อหนุ่ม สมัยนี้แย่งกันหางานอย่างกับอะไรดี” แกบ่น “แล้วเราล่ะทำงานอะไร เวลานี้ยังมานั่งเมาอยู่ข้างถนนแบบนี้อีก”
“พนักงานร้านกาแฟครับก็ไม่ได้อยากมาอยู่ตรงนี้หรอกครับป้าผมก็ไม่ได้อยากจะมานั่งรอรถอยู่ตรงนี้หรอกครับ แต่ว่าหลายชั่วโมงแล้วรถยังไม่ผ่านมาสักคนเลย” นุตอบ พยายามทำเสียงให้แจ่มใสขึ้น
“ดีแล้วล่ะ ก็ยังดีที่มีงานทำลูกสาวป้าพึ่งเรียนจบใหม่ๆเลย ทำงานยังไม่ถึงปีเลย ก็ถูกเลิกจ้างแล้วไม่รู้ว่าอะไรมันจะดีขึ้นตอนไหน ป้าก็เลยต้องออกมาหารายได้อยู่นี่ไง” ป้าตอบอย่างอัดอั้นตันใจ
“สู้ๆนะครับป้า ผมเป็กำลังใจให้”นุพูด พลางยิ้มให้ “เออ ป้าเห็นข่าวที่มีรถชนพนักงานกวาดถนนไหมครับ? น่าสงสารเขาจังนะครับเห็นว่าเป็หัวหน้าครอบครัวด้วย”
ผู้เสียชีวิตน่าจะเป็คนที่ป้าแกรู้จักเพราะอยู่ๆสีหน้าของป้าก็เปลี่ยนไป ดูเศร้าเป็อย่างมากสังเกตได้ นุเลยรีบเอ่ยของโทษไปแต่ป้ากลับตอบมาว่า “ไม่เป็ไรหรอกพ่อหนุ่ม ชีวิตคนนะ สักวันก็ตายทุกคน”
ความเงียบเข้ามาปกคลุมคนทั้งคู่อีกครั้งนุคิดว่าบทสนทราเมื่อกี้อาจจะกระทบจิตใจของหญิงวัยกลางคนมากไปเขาเลยพยายามหาคำพูดเพื่อชวนคุย แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ป้าก็เอ่ยขึ้นมาก่อนว่า“สีดา เขาชื่อสีดานะ ถ้าพ่อหนุ่มสะดวก ทำบุญให้เธอด้วยแล้วกันนะ”
“ครับ ได้ครับ”ชายหนุ่มตอบอย่างเสียไม่ได้
“ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม เธอใจดีจริงๆ”ป้าหันมายิ้มให้ ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบไม้กวาดขึ้นมากวาดถนนต่อไป
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาอีกที ตอนนี้เป็เวลาตีสี่แล้วความหวังที่จะมีรถแท็กซี่ผ่านมาก็ลางเลือนไปทุกวินาทีและความปรารถนาที่จะโทรไปหาคุณพิมเพื่อลางานกลับชัดเจนขึ้นมาแทนแต่ความรู้สึกผิดก็กลับแทรกเข้ามาแทน นี่อาทิตย์สุดท้ายของการทำงานแล้วนะเขาต้องทำงานตอบแทนค่าแรงอย่างเต็มที่สิ พอคิดได้เขาจึงเก็บโทรศัพท์ลงไปไว้ในกระเป๋าตามเดิม
“จะนอนก่อนก็ได้นะ” ป้าพูดอีกครั้ง “เดี๋ยวแท็กซี่มาป้าเรียกเองพักนี้แท็กซี่ไม่ค่อยมาแถวนี้หรอก คงจะกลัวแหละมั้ง”
“กลัวเหรอครับ” นุเงยหน้าขึ้นก่อนจะต้องตกตะลึงกับคนที่อยู่ตรงหน้าเพราะภาพที่เห็นคือตอนนี้หัวของป้าคนนั้นได้หันกลับมาด้านหลังและมองกับเข้าอยู่เขายกมือขึ้นขยี้ตา แต่เมื่อกลับมามองอีกครั้งก็เห็นว่าป้ากำลังกวาดถนนอยู่ไม่ได้มองเขาแต่อย่างใดนี่เราเมาและง่วงถึงกับขนาดเห็นภาพหลอนเลยเหรอ เขาคิดพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง
“เขาว่ากันว่าแถวนี้ผีดุไงเลยไม่มีใครผ่านมาตอนกลางคืนเท่าไหร่” ป้าเริ่มพูด“ป้าว่าเขาคงมีความ้าอะไรสักอย่างแหละ พวกผีนะเราอาจจะแค่ต้องหาสิ่งนั้นให้เจอ ก็อาจจะอยู่กับพวกเขาหรือไม่อยากนั้นก็อาจจะช่วยปลดปล่อยพวกเขาเลยก็ได้นะ”ก่อนที่เธอจะส่งเสียงหัวเราะออกมาซึ่งนุคิดว่ามันทำให้เขาหลอนมากเลยทีเดียว
“อ้าว ไอ้หนุ่ม ยังไม่กลับอีกรึไง?” เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้น
เป็ลุงเชิดนั้นเองในมือถือถุงพลาสติกด้วยเขาเดินมาตรงเก้าอี้ที่นุนั่งอยู่ก่อนที่นั่งลงข้างแล้วพูดขึ้นมาว่า“คิดจะนอนที่นี่เลยรึยังไงฮะ?เอ็งไม่กลัวรึ?”
“กลัวอะไรเหรอครับลุง?” นุถาม ทั้งที่ก็รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ก็ผีนางสีดามันไงเล่า ที่เป็ข่าวเอ็งไม่ได้ดูทีวีเลยรึยังไง” ลุงเชิดตอบ
“เขาตายที่นี่เหรอครับ?” ชายหนุ่มเริ่มสงสัย
“ก็ใช่นะสิ ตายตรงฝั่งนู่นเลยเฮี้ยนมาก มีแต่คนเห็น เดี๋ยว เดี๋ยวข้าหาหนังสือพิมพ์ก่อน”ชายวัยกลางคนพูดพลางค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า
“จะมีเหรอลุง ผมไม่เห็นเจออะไรเลยไม่เชื่อถามป้าที่กวาดถนนคนนั้นดูสิ แกมากวาดอยู่ั้แ่ตีสามครึ่งแล้ว”
ชายหนุ่มพึ่งสังเกตว่าป้าคนกวาดถนนได้หายไปแล้ว และบ้านเรือนแถวนี้เริ่มมีแสงไฟลอดออกมาจากหน้าต่างบ้างแล้ว
“จะบ้าเหรอ ใครจะไปมาทำความสะอาดกันเวลานั้นแล้วไหนล่ะคนกวาดถนน นางเจียมที่มาแทนนางสีดามาแล้วเหรอ” ลุงเชิดตอบพลางหันศีรษะไปมา
“นั่นสิ แกไปไหนแล้วนะ”นุมองหาบ้างเหมือนกันแล้วตอนนี้
“อ้าวแล้วลุงไม่กลัวเหรอเดินมาคนเดียว” ชายหนุ่มถาม พลางจ้องมาที่ชายวัยกลางคนแล้วในตอนนี้
“ไม่ล่ะ ไม่ได้เห็นน่ากลัวเลย”ลุงเชิดตอบเหมือนกับว่าการเห็นิญญานั้นมันเป็เื่ธรรมดา
“พูดอย่างกับเห็นนะลุง” ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะในลำคอ
“ก็เห็นสิวะ” ชายแกพูดเสียงดังขึ้นมา
นุเลิกคิ้วขึ้นพลางสายหัวไปมา
“ไม่เชื่อก็แล้วไป” ลุงเชิดพูด พลางหยิบของออกมาจากถุงที่แกถือมาด้วยเป็กับข้าวนั่นเองข้าวสวยและแกงเผ็ดใส่ในถุงที่มัดไว้อย่างดีความร้อนของแกงและข้าวยังมีอยู่คนทำให้นุที่นั่งอยู่ข้าวๆลุงแกก็ยังรู้สึกได้
“ข้าวเช้าเหรอลุง” เขาถามเพราะเห็นอาหารหรือเปล่าที่ทำให้ในท้องของเขาเริ่มหิวขึ้นมา
“เปล่า ข้าจะเอามาใส่บาตรเอ็งจะใส่ด้วยไหมล่ะ?” ลุงเชิดย้อนถาม
“ไม่ได้เตรียมของ” นุตอบ
“ก็ใส่กับข้านี่แหละแค่มีใจบุญก็ไปถึงแล้ว” ลุงแกตอบพลางหัวเราะร่า
“มาไวดีนะตาเชิดหัดกลัวกับเขาบ้างก็ดี” เสียงเล็กแหลมดังขึ้นมาจากอีกฝากของถนน
“เอ็งสิต้องกลัวเขตเขาจะไล่เอ็งออกนางเจียม เขาให้มากวาดถนนตอนตีสี นี่จะตีห้าอยู่แล้วพึ่งโผล่หัวกันมา”ลุงเชิดะโข้ามไป
คนกวาดถนนที่ชื่อเจียมเดินมาหาพร้อมถือโต๊ะพับมาด้วย แต่เมื่อเดินเข้ามาถึงระยะที่สายตาอันง่วงนอนและเมามายของนุจะเห็นได้ชัดเขากลับต้องงงงวย เพราะว่าใบหน้านั้นไม่ใช่คนเดียวกับที่นุพึ่งคุยด้วยก่อนหน้านี้
“ป้าเป็คนกวาดอยู่โซนนี้เหรอครับ?” นุถาม
“ใช่จ้ะ แต่อย่าไปฟังลุงมันนะใครเขาก็กลัวนางสีดากันทั้งนั้นแหละ” ป้าเจียมตอบพลางกางโต๊ะออกและหยิบแกงถุงออกมาจากกระเป๋าย่ามที่สะพายอยู่
“เอ่อแกมีรูปนางสีดาไหม นางเจียม” ลุงเชิดเอ่ยถาม
“มีสิ เดียวนะข้าเคยถ่ายกับมันไว้” ป้าเจียมตอบ พลางกดหน้าจอโทรศัพท์รุ่นเก่าก่อนจะยื่นให้ลุงเชิด
“แล้วแบบนี้ใครจะไปรู้เล่าเอ็งนี่ถ่ายมาติดข้างหลังน่ะ” ลุงเชิดโวย
“ก็ข้าถ่ายส่งงานให้เขานี่หว่าไม่ได้จะถ่ายมัน” ป้าเจียมแหวเสียงแหลม
“ผมขอดูหน่อยได้ไหมครับ”หนุถามพร้อมกับยืนมือไปหยิบโทรศัพท์มาจากมือของลุงเชิดที่ยื่นให้เขาก็ต้องถึงกับอึ้ง เพราะ ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นใบหน้าก็จริงอยู่แต่ตัวหนังสือและตัวเลขนั้น นุจำไม่ผิดแน่
… “เขตบางนา 13-113” …