่บ่ายในวันลองชุดแต่งงาน จู่ๆ ฉู่เจียงไหลก็กลับมาตอนที่เขากำลังจะออกจากบ้าน
“ผมจะไปด้วย” ท่าทีของเขาไม่ได้แข็งกร้าว แต่กลับแฝงความมุ่งมั่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาถึงกับสั่งคนขับรถให้ถอยออกไป แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะขับรถให้ฉู่ชิวไป๋ด้วยตัวเอง
ฉู่ชิวไป๋ที้กำลังสวมรองเท้าอยู่ตรงโถงทางเข้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วถามว่า “นายไม่ต้องเข้าบริษัทเหรอ?”
"ขนาดติดคุกก็ยังมี่เวลาให้ได้ออกมาสูดอากาศบ้างไม่ใช่เหรอ? ผมยุ่งมาตั้งนานขนาดนี้ หยุดพักสักครึ่งวันคงไม่เกินไปหรอกมั้งครับ?” ฉู่เจียงไหลถนัดเื่การออดอ้อนพี่ชายอยู่แล้ว เขาพูดไปพลางยิ้มไปพลาง แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ ราวกับความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในจิงซื่อก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หานรุ่ยฉินที่แต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาเห็นฉู่เจียงไหลที่กำลังถือกุญแจรถอยู่ ก็ถามด้วยความสงสัย "เจียงไหล? ลูกมาทำไมล่ะเนี่ย?"
"ผมก็จะไปช่วยพี่ชิวไป๋ลองชุดแต่งงานด้วยครับ"
ฉู่เจียงไหลตัวสูงกว่าฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย เขาจึงถือวิสาสะยกแขนขึ้นพาดไหล่ฉู่ชิวไป๋อย่างเป็ธรรมชาติ น้ำหนักที่กดทับลงมาเบาๆ นั้นแฝงคำเตือนกลายๆ ว่าหากฉู่ชิวไป๋กล้าปฏิเสธ เขาจะเปลี่ยนฉาก 'น้องชายแสนดีไปช่วยพี่ชายเลือกชุดเ้าสาวให้พี่สะใภ้' ให้กลายเป็ละครตลกฉากใหญ่อย่างการ 'เลือกชุดเ้าสาวให้พี่ชิวไป๋' แทน
ฉู่ชิวไป๋ยืนตัวแข็งทื่อไม่ขยับ ฟังฉู่เจียงไหลพูดต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย “การแต่งงานเป็เื่สำคัญที่สุดในชีวิตของพี่ชิวไป๋นะครับ ยังไงก็ต้องมี 'ผม' อยู่ด้วยสิ”
หานรุ่ยฉินไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศตึงเครียดหรือคลื่นใต้น้ำที่ซ่อนอยู่ระหว่างคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย เธอกลับพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม “ลูกยอมไปด้วยก็ดี จะได้แสดงให้เขาเห็นว่าบ้านเราไม่ได้ละเลยฝ่ายหญิง และยังใส่ใจกับงานนี้มาก” เธอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะกำชับว่า “เจียงไหล เดี๋ยวตอนเจอพี่สะใภ้ลูกต้องทำตัวให้กระตือรือร้นหน่อยนะ อย่าทำเหมือนไม่ชอบหน้าเธอเพราะเธอมาแย่งพี่ชิวไป๋ล่ะ”
หางตาของฉู่ชิวไป๋เหลือบไปเห็นมุมปากของฉู่เจียงไหลกระตุกเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขายังคงหยีลงเป็สระอิเหมือนกำลังยิ้มอยู่
“ได้ครับคุณแม่ สำหรับคนที่ชอบพี่ชิวไป๋ ผมรู้ดีว่าควรจัดการยังไง”
***
ตลอดการเดินทาง หานรุ่ยฉินที่กำลังอารมณ์ดีพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ดูเหมือนว่าพออายุมากขึ้น คนเราก็มักจะกลายเป็คนพูดมากไปโดยปริยาย เธอรำลึกความหลังมากมายหลายเื่ และยังย้ำแล้วย้ำอีกว่าในที่สุดเธอก็ได้เห็นฉู่ชิวไป๋มีครอบครัวเสียที
“เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เลยนะ ลูกสองคนโตกันหมดแล้ว เผลอแป๊บเดียวชิวไป๋ก็แต่งงานแล้ว...”
เมื่อเธอพูดประโยคทำนองนี้ซ้ำเป็ครั้งที่สาม ฉู่ชิวไป๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายเหมือนนั่งอยู่บนเบาะที่มีแต่เข็มแหลมๆ
แต่ฉู่เจียงไหลที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยกลับพยักหน้าเอออออย่างอารมณ์ดี คอยเป็ลูกคู่ให้อย่างอ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจ “นั่นสิครับ พี่ชิวไป๋แต่งงานถือเป็เื่มงคลจริงๆ” เขาเหลือบมองกระจกข้างเพื่อดูรถที่อยู่เลนขวา ก่อนจะเปิดไฟเลี้ยว แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็ธรรมชาติ “...ถ้าคุณพ่อฉู่ได้อยู่เห็นภาพนี้ด้วยก็คงดีนะครับ”
หานรุ่ยฉินที่พูดเจื้อยแจ้วมาตลอดทางเงียบเสียงลงทันที
ฉู่ชิวไป๋ที่นั่งเงียบมาตลอดรีบเงยหน้ามองฉู่เจียงไหลราวกับถูกไฟฟ้าช็อต เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจพูดเื่นี้ขึ้นมา
สายตาของฉู่เจียงไหลที่มองกลับมาผ่านกระจกมองหลังนั้นดูราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนเป็อย่างมาก เขาถึงขั้นส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นและไร้พิษภัยมาให้ฉู่ชิวไป๋
แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจจนต้องรีบเบือนหน้าหนีอย่างไม่มีเหตุผล
หานรุ่ยฉินหลุดจากความรู้สึกตื่นเต้นยินดีเมื่อครู่ในทันที เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่พูดไม่จา แววตาฉายความเศร้าโศกออกมา
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวฉู่เจิ้นเทียนก็จากไปสิบปีแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน การตายของเขาก็ยังคงเป็แผลสดที่คนในบ้านนี้ไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้
***
เหวินอินเป็คนตรงต่อเวลามาก พวกเขานัดเจอกันตอนบ่ายสอง แต่เมื่อฉู่ชิวไป๋ผลักประตูเข้ามาในร้านตอนบ่ายโมงห้าสิบ เธอก็รออยู่ก่อนแล้ว
“ชิวไป๋!” เธอทำหน้าที่ว่าที่ภรรยาได้อย่างสมบูรณ์แบบและยังวางตัวได้อย่างเหมาะสม เมื่อเห็นฉู่ชิวไป๋ เธอรีบเดินเข้ามาควงแขนเขาอย่างสนิทสนม ออกปากบ่นราวกับกำลังออดอ้อนว่า “ไม่รู้ว่าเมื่อสองสามวันก่อนแม่ฉันไปติดหวัดใครมาจากวงไพ่ วันนี้ไข้เลยขึ้นสูงมาก ฉันกลัวคุณจะติดไปด้วยเลยไล่ให้กลับไปพักแล้วค่ะ” เธออธิบายเหตุผลที่มาลองชุดคนเดียวได้อย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนจะหันไปทักทายหานรุ่ยฉินอย่างนอบน้อม “คุณน้าหาน ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน สวยขึ้นอีกแล้วนะคะ!”
หานรุ่ยฉินถูกปากหวานๆ ของเธอหลอกล่อจนยิ้มแก้มปริ “ยังจะเรียกน้าอยู่อีกเหรอจ๊ะ! เปลี่ยนคำเรียกได้แล้วมั้ง”
เหวินอินยิ้มอย่างน่าเอ็นดู แล้วรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “คุณแม่!”
“แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย” หานรุ่ยฉินกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง
ฉู่เจียงไหลเดินตามหลังฉู่ชิวไป๋มาโดยไม่พูดไม่จา เมื่อเหวินอินทักทาย เขาก็ไม่ตอบ เอาแต่จ้องมองเสื้อยืดตัวใหญ่และรองเท้าส้นแบนของเธออย่างพินิจพิเคราะห์
ชุดเ้าสาวเป็งานสั่งตัดพิเศษระดับโอต์กูตูร์ [1] จากแบรนด์ชั้นนำระดับแนวหน้า พนักงานสี่ห้าคนเตรียมพร้อมรอให้บริการกันจ้าละหวั่น แต่ตอนลองชุดก็ยังเกิดปัญหาขึ้นมาจนได้...
ขนาดรอบเอวเล็กเกินไป พนักงานจำเป็ต้องเรียกช่างาุโเข้ามาในห้องลองชุด และช่วยกันออกแรงอยู่นานกว่าจะยัดตัวเหวินอินเข้าไปในชุดได้สำเร็จ
งานแต่งงานจะใกล้เข้ามาอยู่รอมร่อ นี่คือการลองชุดครั้งสุดท้ายแล้ว แม้ชายกระโปรงจะออกแบบมาให้หลวมเพื่อพรางหุ่น แต่ก็ยังปิดหน้าท้องของเหวินอินไม่มิดอยู่ดี
เื่ที่เหวินอินเคยมีแฟนก่อนที่จะมาคบกับฉู่ชิวไป๋นั้นไม่ใช่ความลับในวงสังคม รอยยิ้มบนใบหน้าของหานรุ่ยฉินจึงเริ่มเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเธอพุ่งตรงไปที่ฉู่ชิวไป๋ราวกับมีดบิน
ฉู่ชิวไป๋มัวแต่ระวังว่าฉู่เจียงไหลจะแผลงฤทธิ์เมื่อไหร่ แต่ไม่คิดเลยว่าด่านแรกที่จะต้องเจอวันนี้กลับเป็แม่ของเขา
เหวินอินััได้ถึงบรรยากาศตึงเครียด เธอจึงไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะยังฝืนรอยยิ้มไว้ได้อย่างเหมาะสม แต่กลับส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหาฉู่ชิวไป๋ไม่หยุด
“สวยมากครับ” ฉู่ชิวไป๋ไม่ได้แก้ตัวใดๆ เขาถือว่าตนเองไม่จำเป็ต้องอธิบายรายละเอียดให้ใครฟัง เขาเดินไปที่หน้ากระจก สวมกอดเ้าสาวของเขาจากด้านหลัง แล้ววางคางเกยลงบนไหล่ของเธออย่างรักใคร่
เหวินอินไม่เคยใกล้ชิดกับฉู่ชิวไป๋ขนาดนี้มาก่อน ไหล่และหลังของเธอจึงแข็งทื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ควบคุมตัวเองได้ทันที
พนักงานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้สึกถึงความอึดอัดของบรรยากาศเลยสักนิด พวกเขาต่างพากันเอ่ยปากชมว่าทั้งสองเป็คู่รักที่หวานชื่นและเหมาะสมกันราวกับหยกคู่
ฉู่ชิวไป๋รับรู้ได้ถึงความประหม่าของเหวินอิน เขาจึงยิ้มให้เธอเพื่อปลอบโยน ทำเป็ไม่สนใจสายตาที่คมกริบราวกับมีดสั้นของฉู่เจียงไหล
เขายื่นมือไปช่วยทัดปอยผมที่รุ่ยร่ายของเหวินอิน แล้วกระซิบข้างหูด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน เ้าสาวที่กำลังตื่นตระหนกจึงค่อยๆ คลายความกังวลลงเล็กน้อย
จากนั้นฉู่ชิวไป๋ก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยนเป็อย่างยิ่ง “แต่ว่าเหวินอิน ดูท่าเซอร์ไพรส์ของเราจะปิดไว้ไม่อยู่แล้วนะ”
ท่าทีที่นุ่มนวล อ่อนโยน และแฝงความปีติยินดีที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา ทำให้คำตอบนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งในทันที...
“แม่ครับ อย่าทำหน้าบึ้งแบบนั้นสิ เบบี๋สองเดือนกว่าแล้ว แถมยังเป็ฝาแฝดด้วย แม่จะไม่แสดงความยินดีกับผมหน่อยเหรอครับ?”
"..."
“ผมกำลังจะเป็พ่อคนแล้วนะ...”
หานรุ่ยฉินที่นั่งอยู่ในโซนรับรองลุกพรวดพราดขึ้นจากโซฟา ใบหน้าของเธอฉายแววตกตะลึงระคนสับสน บ้านหลังนี้ไม่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่มานานเกินไป
เพียงไม่กี่นาที อารมณ์ของเธอเหมือนกับได้นั่งรถไฟเหาะตีลังกา จนในที่สุดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่และเริ่มสะอื้นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เมื่อเห็นว่าแม่กำลังจะร้องไห้ ฉู่ชิวไป๋ก็รู้ว่าเขาผ่านด่านที่ยากลำบากไปได้อีกหนึ่งด่านแล้ว จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าของฉู่เจียงไหล
***
หลังมื้อค่ำ เหวินอินเป็ฝ่ายโทรศัพท์มาหาเขาก่อน ซึ่งถือเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยาก
สายตาที่หานรุ่ยฉินใช้จ้องมองหน้าท้องของเธอเมื่อตอนบ่าย ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
“ชิวไป๋ ฉันทำพังรึเปล่าคะ... ฉันกังวลจังเลยค่ะ พวกเราจะตบตาคนตั้งมากมายขนาดนั้นได้จริงๆ เหรอ?"
ท่าทีแรกของหานรุ่ยฉินตอนลองชุด สะท้อนความคิดของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อผู้หญิงที่ท้องก่อนแต่ง — แม้ปากจะบอกว่าเปิดใจ แต่ลึกๆ ก็อดไม่ได้ที่จะแปะป้ายตีตราผู้หญิงประเภทนี้ในแบบต่างๆ อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กในท้องก็ไม่ใช่ลูกของฉู่ชิวไป๋ด้วยซ้ำ
“หรือว่า... เราบอกความจริงไปเลยดีไหมคะ?”
“เหวินอิน!”
เหวินอินรีบหุบปากทันที ในความทรงจำของเธอ ฉู่ชิวไป๋ไม่เคยพูดแทรกด้วยอารมณ์ที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน “เื่มันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น และเราก็ไม่ได้จะปิดบังอะไร คุณท้อง เราเลยเลือกที่จะรีบแต่งงาน ก็แค่นั้นเอง”
สถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการตื่นตูมจนเสียแผน
ฉู่ชิวไป๋ลดเสียงลงเพื่อปลอบโยนเธอ “อย่าคิดมากไปเลย แม่ผมแค่ยังไม่ได้เตรียมใจ คุณก็เห็นว่าท่านชอบคุณแค่ไหน” เขาเว้นจังหวะก่อนจะถามต่อว่า "เหวินอิน คุณได้บอกเื่ที่คุณท้องกับพ่อแม่คุณหรือเปล่า?"
“อื้อ บอกแล้วค่ะ” เหวินอินรีบตอบ “แต่ฉันขอให้พวกท่านช่วยปิดเป็ความลับไปก่อน”
"แล้วพวกท่านว่ายังไง?"
"พวกท่านเห็นด้วยค่ะ" เหวินอินเล่า “ฉันบอกว่าเราตั้งใจจะรอให้ครบสามเดือนก่อนค่อยประกาศ มันเป็ธรรมเนียมของที่บ้านเราด้วย พวกท่านเลยไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก...”
“ดีมาก” ฉู่ชิวไป๋รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย “เห็นไหม จนถึงตอนนี้คุณทำได้ดีมาก ทุกอย่างจะราบรื่น เพราะฉะนั้นอย่าคิดฟุ้งซ่าน”
“แต่ฉันกลัว...”
“ไม่มีแต่ครับ” ฉู่ชิวไป๋พูดปลอบเธอในฐานะแพทย์ “ใน่ตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนจะมีความผันผวนสูง ทำให้อารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้นเป็ธรรมดา ความรู้สึกอ่อนไหวของคุณในตอนนี้ไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ที่แย่ลง แต่เป็เพราะฮอร์โมนต่างหาก อย่ากังวลเลยครับ ทุกอย่างจะไปได้สวย”
เหวินอินที่อยู่ปลายสายยังคงลังเล เธอหายใจติดขัด ท่าทางสุขุมเยือกเย็นที่แสดงออกเมื่อตอนกลางวัน แท้จริงก็แค่การฝืนทำเท่านั้น
“จริงเหรอคะ? ฉันไม่ได้เผยพิรุธออกมาจริงๆ ใช่ไหม? ชิวไป๋ ฉันตื่นเต้นมากเลยค่ะ โดยเฉพาะตอนที่อยู่ต่อหน้าคุณแม่ของคุณ กลัวจะเผลอพูดอะไรผิดไป ท่านดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างเลย”
“แม่จะไปรู้อะไรได้?” ฉู่ชิวไป๋ยืนยัน “ตอนนี้ท่านคือว่าที่คุณย่าที่มีความสุขที่สุดในโลกต่างหาก”
“งั้นเราก็ยิ่งไม่ควรจะรวมหัวกันหลอกท่านใช่ไหมคะ? ชิวไป๋ ฉันรู้สึกผิดมากเลย คุณช่วยฉันขนาดนี้ ฉันเกรงใจจริงๆ ค่ะ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ” ฉู่ชิวไป๋พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและจริงใจ “เหวินอิน... คุณต่างหากที่กำลังช่วยผม”
เหวินอินที่อยู่ปลายสายััได้ถึงความหนักอึ้งในน้ำเสียงของเขา เธอที่ถือสายอยู่จึงเงียบตามไปด้วย
ฉู่ชิวไป๋บังคับตัวเองให้มองโลกในแง่ดี แล้วแสร้งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย “เอาล่ะ เลิกคิดมากได้แล้ว สิ่งที่คุณควรทำในตอนนี้คือเชื่อฟังหมอ หยุดคิดเื่ไม่เป็เื่ แล้วก็เข้านอนแต่หัวค่ำซะ เ้าสาวของผม"
ทันใดนั้น เสียงเคาะ 'ก๊อกๆ' ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู แม่กำลังเรียกเขาอยู่หน้าห้อง
หานรุ่ยฉินผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอให้ฉู่ชิวไป๋ขานรับ เธอยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ จ้องมองลูกชายที่ปกติไม่เคยสนใจเื่ความรัก แต่ตอนนี้กลับทำตัวแปลกไป เขากำลังพูดปลอบใครบางคนอย่างอ่อนโยน
“...เหวินอิน ผมมีธุระนิดหน่อย แค่นี้ก่อนนะครับ ไม่ต้องกังวล ปล่อยทุกอย่างให้เป็หน้าที่ผม นอนเถอะครับ ฝันดี”
เมื่อเห็นเขาวางสาย นายหญิงแห่งตระกูลฉู่ที่เมื่อบ่ายยังน้ำตาซึมเพราะจะได้เลื่อนสถานะเป็ย่า ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งเครียดทันที “โทรหาเหวินอินเหรอจ๊ะ?”
“ครับ”
เธอลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเขา ดูเหมือนตั้งใจจะพูดคุยกันอย่างเปิดอก
ฉู่ชิวไป๋สังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบดักคอไปว่า “แม่ครับ มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ ผมขอสั้นๆ นะ วันนี้ผมเหนื่อยมาก”
เธอจ้องหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปิดฉากไต่สวนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูล้ำลึก “ชิวไป๋ บอกแม่มาตามตรง... เด็กในท้องเหวินอิน เป็ลูกใครกันแน่?”
คำถามนี้ทั้งจาบจ้วงและไร้มารยาทสิ้นดี
ฉู่ชิวไป๋แสร้งทำหน้าเหลือเชื่อ “แม่รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา?!” เขาขึ้นเสียง แต่ก็แอบหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ ในใจ... ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด [2] จริงๆ
"ที่ไม่รู้คือลูกต่างหาก!"
ในฐานะแม่บังเกิดเกล้าของฉู่ชิวไป๋ หานรุ่ยฉินรู้จักลูกชายตัวเองมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก
"ลูกเพิ่งจะคบกับเธอได้นานแค่ไหนกันเชียว?! แต่เธอไม่เหมือนท้องสองแค่เดือนเลยนะ! แม่ดูยังไง เด็กในท้องของเธอก็ไม่น่าจะใช่ลู—"
ฉู่ชิวไป๋พูดขัดข้อสันนิษฐานอันบ้าคลั่งของแม่อย่างหมดความอดทน “เมื่อตอนบ่ายผมก็บอกแล้วไงว่าเหวินอินท้องลูกแฝด!”
เมื่อเผชิญกับการกล่าวหาที่ไร้สาระของแม่ เขาจึงแสดงท่าทีต่อต้านอย่างเกรี้ยวกราดในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ราวกับสามีที่ทะเลาะกับแม่เพื่อปกป้องภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามา ซึ่งเป็ภาพที่หาดูได้ยากในชีวิตเขา “แม่เลิกพูดเหลวไหลซักทีจะได้ไหมครับ?”
การโต้เถียงอย่างดุเดือดทำให้บรรยากาศในห้องเย็นะเืลงทันที
สำหรับฉู่ชิวไป๋ อารมณ์โกรธเกรี้ยวแม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่มันก็สมเหตุสมผล เพราะแทบไม่มีผู้ชายคนไหนบนโลกนี้ที่จะยังใจเย็นอยู่ได้ เมื่อถูกแม่ตัวเองตั้งแง่ว่าลูกในท้องภรรยาไม่ใช่เืเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
หานรุ่ยฉินกลับไม่โกรธที่ฉู่ชิวไป๋แสดงท่าทีไม่พอใจ เธอยังคงสงบนิ่งราวกับอัยการมากประสบการณ์ที่กำลังสอบสวนผู้ต้องหาคนสำคัญ และถามกลับด้วยอารมณ์ที่มั่นคงว่า "ลูกแน่ใจนะว่าแม่กำลังพูดเื่เหลวไหล?"
ฉู่ชิวไป๋ไม่ยอมะโลงหลุมพรางของอัยการ และไม่อยากตกอยู่ในสถานะจำเลยที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเมินคำถามของแม่ ก่อนที่จะชิงพูดเพื่อตัดบท “คุณนายหานรุ่ยฉินครับ กรุณาเลิกใช้จินตนาการบรรเจิดของคุณสร้างสมมติฐานที่ไร้สาระพวกนั้นสักที! มันไม่เป็ผลดีต่อความสามัคคีในครอบครัวเล็กๆ ที่ผมเพิ่งจะสร้างขึ้นมาเลยนะครับ...”
“ถ้าเด็กไม่ใช่ของลูก แล้วจะพูดถึงความสามัคคีของครอบครัวไปเพื่ออะไร?”
“ผมเองก็เป็หมอนะ ผมจะแยกไม่ออกได้ยังไงว่าเด็กเป็ลูกใคร?”
“ถ้าเื่นี้เกิดขึ้นกับเจียงไหล แม่คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจหรอก แต่พอเป็ลูกมันก็พูดยาก!”
"..."
“ลูกน่ะวันๆ ในหัวมีแต่เื่คนไข้ ยุ่งอยู่แต่กับการช่วยคน บางวันยังลืมด้วยซ้ำว่ากินข้าวเที่ยงหรือยัง แล้วจะไปตรัสรู้ที่มาที่ไปของเด็กได้ยังไง?”
“อีกอย่าง ลูกรู้จักกับเธอได้ไม่เท่าไหร่ก็หนีไปจิงซื่อแล้ว ปกติก็แทบไม่กลับเจียงฮู่ด้วยซ้ำ ไหนลองบอกมาซิว่าไปทำอีท่าไหนถึงท้องได้?”
“มันยากตรงไหนล่ะครับ?” ฉู่ชิวไป๋สุดจะทน “ผมบอกไปตั้งหลายรอบแล้ว! ในความสัมพันธ์ครั้งนี้ เธอเป็ฝ่ายทุ่มเทมากกว่าผม! แม่ก็เห็นนี่ ่ที่ผมอยู่จิงซื่อ เธอไปหาผมบ่อยแค่ไหน! เรานอนด้วยกันตลอด ถ้าไม่เชื่อ แม่ไปถามฉู่หรงดูก็ได้!”
"..."
“แล้วถ้าไม่ใช่เพราะแม่คอยเร่งให้ผมลองคบกับเธออยู่ตลอด ผมคงไม่เอาเธอเป็แฟนหรอก!” ฉู่ชิวไป๋แสดงท่าทีก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขาเหมือนกับละมั่งที่ถูกต้อนให้จนตรอกจนต้องสู้กลับ
“ถ้าแม่คิดว่าเธอเป็ผู้หญิงประเภทที่จะท้องลูกคนอื่นมาให้ผมเลี้ยง แม่ก็ไม่ควรแนะนำเธอให้ผมรู้จักั้แ่แรก!”
“นี่ลูก...” หานรุ่ยฉินชะงักไป
ฉู่ชิวไป๋รีบฉวยโอกาสไล่ต้อนทันที “ขอโทษนะครับแม่ ผมรู้ว่าไม่ควรพูดแบบนี้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะแม่คอยย้ำนักย้ำหนาว่าฐานะครอบครัวของเราสองคนเหมาะสมกันบ้างล่ะ หวังจะให้สองตระกูลเกื้อหนุนกันในอนาคตบ้างล่ะ แถมยังมาตัดพ้อว่าหลานคนนู้นคนนี้โตจนเดินไปซื้อซีอิ๊วได้แล้ว แต่ตัวเองยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกสะใภ้ ผมคงไม่ชายตามองเธอด้วยซ้ำ!”
"..."
"ความสัมพันธ์มันเริ่มต้นมาแบบนี้ แม่กลับสงสัยว่าผมจะรักเธอมากจนถึงขั้นยอมรับลูกคนอื่นมาเลี้ยงงั้นเหรอ?" หางตาของฉู่ชิวไป๋ยกขึ้นเล็กน้อย เผยความเ็าอย่างที่หานรุ่ยฉินไม่เคยเห็นมาก่อน “ถ้าไม่ใช่เพราะเธอพลาดท้อง ผมก็คงไม่แต่งกับเธอหรอกครับ”
ฉู่ชิวไป๋มีนิสัยเฉื่อยชามาั้แ่เด็ก นอกจากเรียนดีแล้ว เื่อื่นถือว่าเข้าขั้นวิกฤต ทั้งดูแลตัวเองไม่เป็ มนุษยสัมพันธ์ก็แค่ระดับงูๆ ปลาๆ เรียกได้ว่าเป็คนที่ใช้ชีวิตไม่ค่อยเป็คนหนึ่ง
แต่เขาเป็คนดีมาก
ครูสอนพิเศษที่เคยสอนเด็กๆ ในตระกูลฉู่มาหลายคนเคยวิจารณ์อย่างอ้อมค้อมไว้ว่า เมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ที่ฉลาดแกมโกงแล้ว ฉู่ชิวไป๋นั้นราวกับหยกดิบที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน
หานรุ่ยฉินรู้ดีว่าครูคนนั้นพูดถูก
ท่ามกลางญาติพี่น้องวัยเดียวกันที่พร้อมจะกินคนไม่คายกระดูก [3] ถ้าพูดให้ดูดีหน่อย ฉู่ชิวไป๋ก็เป็เหมือนหยกดิบหายาก แต่ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา เขาก็เป็แค่หินที่แข็งนอกแต่ข้างในอ่อนปวกเปียกเท่านั้น
เขาไม่รู้จักต่อสู้แย่งชิงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ปากแข็งแต่ใจอ่อน ขี้สงสาร และขาดความทะเยอทะยาน...
คุณสมบัติเหล่านี้หาได้ยากในหมู่ลูกหลานตระกูลฉู่ ซึ่งทำให้หานรุ่ยฉินกังวลใจมาตลอด
เธอกลัวว่าความหัวอ่อนของฉู่ชิวไป๋จะทำให้เขาเสียเปรียบในการใช้ชีวิต
เขาไม่ค่อย้าอะไร อารมณ์ความรู้สึกก็มักจะคงที่และราบเรียบเสมอ จนหานรุ่ยฉินปักใจเชื่อว่าเขาเป็เด็กหัวอ่อนที่ไม่รู้จักเรียกร้องเพื่อตัวเอง
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ยินเขาพูดถึงความจริงอันโหดร้ายและเห็นแก่ตัวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเืเย็นขนาดนี้
หานรุ่ยฉินจ้องมองลูกชาย พยายามอย่างยิ่งที่จะจับพิรุธบนใบหน้านั้น
...แต่เธอก็ต้องยอมแพ้
ความเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนของฉู่ชิวไป๋ ทำให้เธอรู้สึกแปลกตาแต่ก็คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน... ความเ็าแบบ ยอมเป็ฝ่ายทำผิดต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทำผิดต่อเรา [4] นี้ สะท้อนภาพใบหน้าของฉู่เจิ้นเทียนในความทรงจำของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การแต่งงานสำหรับคนตระกูลฉู่คืออะไร?
มันคือสัญญาร่วมทุนระหว่างสองตระกูลใหญ่ในการบริหารอาณาเขตร่วมกัน เป็พันธมิตรที่จะรุ่งเรืองและล่มจมไปด้วยกัน การสร้างพันธมิตรแบบนี้มีเงื่อนไขที่จำเป็มากมาย... ยกเว้น 'ความรัก'
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติไม่เคยจะประสีประสาเื่ความรัก พอตระหนักขึ้นมาได้จริง ๆ กลับเฉียบแหลมและเยือกเย็นเหมือนฉู่เจิ้นเทียนไม่มีผิด
“อย่าโกรธไปเลย แม่ก็แค่เป็ห่วง! ลูกน่ะไม่ค่อยจะรู้จักเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองสักเท่าไหร่ แถมยังปากแข็งใจอ่อนจนเสียเปรียบคนอื่นอยู่เรื่อย... เอาล่ะๆ แม่ไม่พูดแล้ว ตราบใดที่ลูกมั่นใจว่าเด็กเป็ของลูก และมั่นใจว่าจะไม่เสียใจที่แต่งงานกับเธอ แม่ก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน ดึกแล้ว พักผ่อนเถอะ”
ฉู่ชิวไป๋พยักหน้าให้เธอเล็กน้อย “ฝันดีครับ” แต่ไม่ได้ลุกไปเปิดประตูให้แม่เหมือนทุกครั้ง เขานั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือในห้องนอน มองส่งแม่ที่เดินออกจากห้องไป
เขาเหนื่อย... เหนื่อยจนไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นเพื่อเสแสร้งเป็ลูกกตัญญู
ประตูห้องปิดลงเบาๆ ฉู่ชิวไป๋หันไปเห็นใบหน้าเคร่งขรึมและเยือกเย็นที่สะท้อนอยู่ในกระจกหน้าต่างห้องนอนท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
สายตาของเขาเลื่อนต่ำลง มองไปที่กรอบรูปที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็ภาพถ่ายคู่ของเขากับฉู่เจียงไหลสมัยเรียนมัธยม
เด็กหนุ่มสองคนกอดคอกัน ก้าวผ่าน่เวลาสิบกว่าปีที่ทั้งสุขและทุกข์ กำลังยิ้มและมองตรงมาที่เขา
รอยยิ้มสดใสที่ห่างหายไปนานทำให้ฉู่ชิวไป๋ยิ้มไม่ออก แต่ความรู้สึกว่างเปล่าและเหนื่อยล้าที่ทับถมลงกลางอกของฉู่ชิวไป๋กลับหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม