รมย์รวัตรยืนรอหน้าเตียงพยาบาลพอรถจอดเทียบหมอเลยตรงเข้าช่วยเหลือคนไข้ชายหนุ่มชะงักสบตาเพื่อนสาวซึ่งเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดเขาได้รับแจ้งก่อนหน้านี้แล้ว ว่าอาการของมารดาเพื่อนค่อนข้างหนัก
“วัตรแกช่วยแม่เราด้วยนะ” มิลันดาร้องบอก
“มิใจเย็นก่อนเราทำเต็มที่แน่ แกไปสงบสติอารมณ์ก่อน” รมย์รวัตรเตือน
มิลันดาเม้มริมฝีปากสะกดอารมณ์ตนเองในเวลาแบบนี้หล่อนไม่ควรสติแตก แม่ต้องไม่เป็อะไร หล่อนเชื่อฝีมือหมอที่นี่เคยผ่าตัดด้วยกันหลายครั้งแล้ว
“ฉันไปก่อนนะหมอใหญ่เลื่อนเคสให้เป็พิเศษ แกรอฟังข่าวดีได้เลย” เขาปลอบ
“ฝากด้วยนะวัตร”
รมย์รวัตรไม่ได้ตอบเพียงแต่พยักหน้าช้าๆแล้วเข็นรถเข้าด้านในห้องทันที
มือสองข้างกุมไว้ด้านหน้ามิลันดาไม่อาจนั่งลงได้เพราะร้อนใจ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องข้าเหลือเกินหล่อนอยากรู้ว่าแม่เป็อย่างไร จากอาการคราวๆพอจะรู้ได้ว่าแม่ต้องมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ แต่คงต้องให้หมอใหญ่วินิจฉัยอีกที
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่พยาบาลนำเอกสารมาให้หล่อนเซ็น มิลันดาเงยมองแววตาไหววูบรมย์รวัตรรีบตรงดิ่งเข้ามาอีกคน
“ให้ผมทำเองดีกว่าครับคุณณี”
“ได้ค่ะ”ลักษิณีส่งเอกสารให้หมอวัตรแล้วปลีกตัวออกมา หล่อนหันมองสองคนแล้วเม้มริมฝีปากทำไมถึงอึดอัดใจก็ไม่รู้
“หมายความว่าไงวัตร”หล่อนถามมองดูเอกสารเพื่อนในมือ
“หมอใหญ่วินิฉัยแล้วว่าแม่เป็โรคหัวใจห้องล่างซ้ายหยุดเต้นต้องรีบผ่าตัดด่วน”
ริมฝีปากคนฟังสั่นระริกมือเย็นเฉียบจับกันไปมา หล่อนไม่คิดเลยว่าแม่จะต้องมาป่วยด้วยโรคร้ายแรงเช่นนี้
“ฉัน...“หล่อนพูดไม่ออก มีเพียงน้ำตาเท่านั้นแทนคำตอบ
“ไว้ใจทีมหมอเถอะมิแกรู้ดีไม่ใช่เหรอ”
คนฟังกัดริมฝีปากหยิบปากกาจากเพื่อนจรดเซ็นลงไป รมย์รวัตรสูดหายใจเข้าปอดยกมือบีบไหล่เพื่อนแ่เบา
“อดทนไว้นะมิ”เขาบอกแล้วเดินกลับเข้าสู่ประตูห้องฉุกเฉิน
ร่างบางทรุดลงนั่งบนเก้าอี้มือสองข้างปิดหน้าปล่อยโฮ หล่อนกลัวเหลือเกินไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะต้องพบเจอเื่แบบนี้
คมฉณัฐชะเง้อมองหาหญิงสาวสายตาหยุดลงที่ร่างบางกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินสภาพหล่อนทำเอาใจเขาหวั่นไหวขึ้นมา ชายหนุ่มก้าวยาวแล้วหยุดฝีเท้าหย่อนกายลงเคียงข้างคนเศร้าอยากปลอบหล่อนให้คลายลง แต่คิดว่าคงไม่มีทาง ตอนนี้น้องมิคงเจอเื่หนักหนา
“น้องมิ...”เขาเรียกชื่อหล่อนเสียงแ่
เ้าของชื่อได้ยินค่อยๆแหงนหน้าขึ้นมอง ดวงตายังเอ่อด้วยน้ำ ริมฝีปากหล่อนสั่นระริก ไม่อาจเก็บความอ่อนแอของตนไว้ได้อีกหล่อนไม่รู้ว่าตนเองควรทำอะไรในเวลานี้ อยากได้ที่พักพิงเหลือเกิน
“พี่คม...”หล่อนร้องเรียก แล้วโถมกายเข้าหาซบใบหน้ากับแผงอก ไหล่บางไหวสั่นคมฉณัฐขบกรามแล้วลูบแผ่นหลังบอบบางด้วยความเศร้า
“อาดาวเรืองต้องไม่เป็อะไรพี่เชื่อแบบนั้น” เขาบอกเสียงหนัก และมันคือความคิด จริงๆ จากหัวใจเขาเชื่อว่าคนดีๆ อย่างอาดาวเรืองต้องปลอดภัย
“ถ้าแม่เป็อะไรไปมิจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย”
หล่อนเป็หมอแต่กลับไม่สังเกตอาการแม่เลยมัวแต่ยุ่งกับงาน คิดถึงแต่เื่ของตนเอง จนละเลยหน้าที่ของลูกที่ดี มาถึงตอนนี้ทุกอย่างจวนเจียนเสียเหลือเกิน
“น้องมิไม่ควรโทษตัวเองอาดาวเรืองเองก็ไม่อยากให้น้องมิคิดแบบนั้น อย่าตำหนิตัวเองอีกเลยรอให้อาดาวเรืองฟื้นขึ้นมาดีกว่าไหม”
คนตัวเล็กพยักหน้าทั้งน้ำตาหล่อนไม่อาจละใบหน้าออกจากแผงอกนั้นได้ มันเหมือนที่พักพิงยามอ่อนล้า หล่อนเพิ่งรู้ว่าพี่คมอบอุ่นมากเพียงใด
เกือบสามชั่วโมงแห่งการเฝ้ารอประตูห้องผ่าตัดเปิดออก ทีมแพทย์ออกมา มิลันดาถลาเข้าหา หมอใหญ่ยิ้มทักทาย
“หมอใหญ่คะแม่ของมิเป็ยังไงบ้าง” หล่อนถามเสียงสั่น
“ปลอดภัยแล้วล่ะเหลือแค่พักฟื้นรอดูอาการอีกสักระยะ ่นี้หมอมิคงต้องคอยดูแลแม่สักหน่อยอย่าให้ท่านรู้สึกกระทบกระเทือนทางอารมณ์ เพราะมันส่งผลถึงโรคนี้”
“ค่ะหมอใหญ่”
“หมอขอตัวไปพักก่อนนะอีกชั่วโมงมีผ่าตัดใหญ่รออีก”
หล่อยกมือไหว้น้ำตาคลอ “ขอบคุณมากค่ะหมอใหญ่ ขอบคุณจริงๆ”
“ไม่ต้องยกมือไหว้ขนาดนั้นหรอกหมอมิหมอมิก็อยู่ทีมผ่าตัดเดียวกับหมอมาก่อนการช่วยผู้ป่วยคือหน้าที่และความรับผิดชอบของคนเป็หมอ จริงไหม”
หล่อนยกยิ้มเข้าใจข้อนี้ดีทุกอย่าง “จริงค่ะ”
“มิยังเยี่ยมแม่ไม่ได้ใช่ไหมคะ”
“ยังนะอีกสักพัก คงต้องรอดูการฟื้นตัวอีกสักสองสามวัน หมอมิคงต้องดูแม่จากด้านนอกกระจก”
“ค่ะ”
“หมอขอตัวก่อนนะ”
ทีมแพทย์เดินห่างออกไปรมย์รวัตรหยุดยืนตรงหน้าเพื่อนแล้วเหลือบมองชายอีกคนซึ่งอยู่ข้างๆมิลันดาเม้มริมฝีปาก
“ขอบใจแกมากนะวัตร”หญิงสาวหลุบตามองพื้นไม่กล้าสบตาเพื่อน
“ไม่เป็ไรเรายินดีทำให้มิเสมอ”
คนฟังเงยหน้าเลยสบตาเข้ากับเพื่อนแววตารมย์รวัตรเต็มไปด้วยคำถามผสานความน้อยใจ หล่อนเองไม่กล้าอธิบายอะไรในเวลานี้เพราะเมื่อสักครู่ตนเองเผลอไผลทำอะไรหลายเื่ที่สวนทางกับความ้า
“ฉันรู้แล้วแกไปพักผ่อนเถอะ” มิลันดารีบบอก
“เราจะไปกินข้าวไปด้วยกันไหมมิ” เขาอยากพาหล่อนให้พ้นจากผู้ชายคนนั้นทำไมมิลันดาถึงยังอยู่กับเขาอีก
คนตัวเล็กอึกอักเหลือบมองคมฉณัฐเล็กน้อย
“ฉันต้องรอพ่อน่ะแกไปกินเถอะ ทำงานมาหลายชั่วโมงแล้ว”
รมย์รวัตรฝืนยิ้ม“อืม งั้นฉันไปก่อนนะ”
หล่อนเหลือบมองชายอีกคนเห็นเขาจ้องอยู่เลยหลบสายตาเดินนำไปยังห้องพักฟื้นมารดา ร่างบางยืนอยู่ด้านนอกมองดูผู้ให้กำเนิดผ่านกระจกกั้นมือบางสองข้างทาบลงบนนั้นน้ำตาเริ่มเอ่อ
“มิขอโทษค่ะแม่”คนเป็ลูกบอกเสียงแ่