บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 11 ประตูใต้สวนเหมยตื่น
เืหยดนั้นตกลงบนพื้นไม้เบา ๆ
ติ๋ง
เสียงเล็กเพียงเท่านั้น กลับทำให้ทั้งเรือนหลันฮวาเหมือนถูกดึงลงไปใต้ดินในพริบตา
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือหนึ่งกำขอบโต๊ะไว้แน่น ดวงตาจับจ้องกล่องไม้เล็กในช่องลับอย่างไม่กะพริบ กล่องที่นางใช้เก็บเศษปิ่นเหมยทองกำลังสั่นเบา ๆ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตถูกขังอยู่ภายใน เืสีแดงเข้มซึมออกมาตามรอยต่อของฝากล่องทีละหยด ทั้งที่ไม่มีผู้ใดแตะต้อง ทั้งที่กล่องนั้นถูกซ่อนไว้อย่างดี และทั้งที่สิ่งข้างในควรเป็เพียงเศษโลหะเย็นไร้ชีวิต
แต่มันกำลังมีเืไหล
และเสียงิญญานับไม่ถ้วนกำลังดังขึ้นในหัวนาง
“นายหญิง…”
“ประตูกำลังตื่น…”
“พวกเขาพบปิ่นอีกชิ้นแล้ว…”
“เืเรียกเื…”
“เปิดเถิด…”
“เปิดประตู…”
ชิงหลัวหน้าซีดจนไร้สีเื นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกล่องใบนั้น แต่ััได้ว่าบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว เปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหวทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท ลมเย็นพัดวนอยู่รอบห้องเหมือนมีใครจำนวนมากเดินผ่านไปมาในที่แคบ ๆ
“คุณหนู…” เสียงของชิงหลัวสั่น “เื…เืมาจากไหนเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที
ในหูของนาง เสียงของฉีหลิงอ๋องยังคงก้องอยู่จากกระดาษที่เพิ่งได้รับ
พิษในกล่องโสมไม่ใช่เพื่อฆ่าเ้า แต่เพื่อปลุกตราในตัวเ้า
อย่าให้เืแตะปิ่นเหมยทองคืนนี้
นางมองหยดเืที่ซึมจากกล่องลงมาอีกหยด
ติ๋ง
ไม่ใช่เืของนาง
แต่มันกำลังมุ่งไปหาปิ่นเหมยทอง
หรือบางทีเืนี้อาจมาจากพิธีบางอย่างที่มีคนทำอยู่ไกลออกไป ใช้เศษปิ่นอีกส่วนเป็ตัวเชื่อม แล้วดึงให้เศษปิ่นในมือนางตอบรับ หากเืแตะปิ่นครบทั้งสองส่วน ประตูใต้สวนเหมยอาจสั่นมากกว่าที่เคย
นางสูดลมหายใจลึก พยายามกดเสียงิญญาในหัวลง
ฟังโดยไม่ตอบรับทุกเสียง
คำของหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นอีกครั้ง
ใช่
นางต้องฟัง แต่ห้ามปล่อยให้ความกลัวตอบแทนสติ
“ชิงหลัว” เยว่หลันกล่าวเสียงต่ำ “เอาผ้าขาวสะอาดมา อย่าใช้ผ้าแดง อย่าใช้ผ้าที่เคยเปื้อนเื และห้ามแตะกล่องด้วยมือเปล่า”
ชิงหลัวรีบพยักหน้า วิ่งไปเปิดหีบผ้า หยิบผ้าขาวสะอาดหลายผืนออกมา มือของนางสั่นจนเกือบทำผ้าหล่น แต่ยังฝืนตั้งสติได้ นางส่งผ้าให้คุณหนูอย่างรวดเร็ว
เสิ่นเยว่หลันรับผ้าแล้วค่อย ๆ พันมือของตนเองไว้หนาหลายชั้น ก่อนเอื้อมไปใกล้กล่องไม้
ทันทีที่นิ้วของนางแตะฝากล่องผ่านผ้าขาว เสียงกรีดร้องของิญญาก็ดังขึ้นรอบตัว
“อย่า!”
“เปิด!”
“เื!”
“ปิดไว้!”
“นายหญิง!”
เสียงเ่าั้ปะทะกันจนเหมือนพายุ เสิ่นเยว่หลันกัดฟันแน่น เหงื่อเย็นซึมตามขมับ แต่มือยังไม่ถอย นางค่อย ๆ ยกกล่องออกจากช่องลับ แล้ววางลงบนโต๊ะไม้ด้านหน้า
กล่องสั่นแรงขึ้น
หยดเืเริ่มไหลเร็วกว่าเดิม
ชิงหลัวกลั้นหายใจ “คุณหนู เราควรทำอย่างไรเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันมองไปยังหน้าต่างทิศเหนือ
ป้ายหยกสีดำของฉีหลิงอ๋องถูกซ่อนไว้ใกล้ ๆ กัน หากนางแขวนไว้ที่หน้าต่างก่อนเที่ยงคืน คนของเขาจะมารับข้อความ แต่ตอนนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเวลารอให้คนรับข้อความ ไม่มีเวลารอจนถึงคืนหน้า
นางต้องตัดสินใจ
จะเรียกฉีหลิงอ๋องหรือไม่
บุรุษผู้นั้นอันตราย เต็มไปด้วยความลับ และเตือนนางเองว่าอย่าไว้ใจเขา แต่หากไม่มีเขา นางไม่รู้วิธีหยุดปิ่น ไม่รู้วิธีกดประตู และไม่รู้ว่าพิธีอีกฝั่งกำลังทำสิ่งใดอยู่
การปฏิเสธความช่วยเหลือเพราะความระแวง อาจไม่ใช่ความฉลาด
นางเดินไปเปิดชั้นลับอีกช่อง หยิบป้ายหยกสีดำออกมา
ตราเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยวบนป้ายเย็นจัดจนปลายนิ้วชา
“คุณหนู…” ชิงหลัวเอ่ยเบา ๆ “ท่านจะเรียกฉีหลิงอ๋องหรือเ้าคะ”
“ใช่”
“แต่นี่คือจวนเสิ่น หากท่านอ๋องเข้ามากลางคืนแล้วมีคนเห็น…”
“ถ้าประตูใต้สวนเหมยเปิด ต่อให้ไม่มีใครเห็นเขา ก็อาจไม่มีคนเหลือให้พูดถึงเื่มารยาทอีกแล้ว”
ชิงหลัวเงียบไปทันที
เสิ่นเยว่หลันเดินไปยังหน้าต่างทิศเหนือ ยกป้ายหยกขึ้นแขวนไว้กับตะขอผ้าม่านด้านใน ไม่ให้เห็นจากภายนอกชัดเกินไป แต่ให้คนที่รู้สัญญาณมองเห็นได้ นางยังไม่ทันปล่อยมือจากป้ายหยก ลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาทั้งที่หน้าต่างปิดอยู่
เปลวเทียนดับลงทีละดวง
ทั้งห้องมืดสนิท
ชิงหลัวร้องเบา ๆ “คุณหนู!”
เสิ่นเยว่หลันหันกลับไปจับข้อมือนางไว้ “อย่าส่งเสียง”
ในความมืด เสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านนอก
ครืน…
ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง
ไม่ใช่เสียงเกวียน
แต่เป็เสียงดินลึกใต้จวนสั่นไหว
จากทิศสวนเหมย
หัวใจของเสิ่นเยว่หลันหดตัวทันที
เสี่ยวถงปรากฏขึ้นกลางห้อง ร่างเล็กโปร่งแสงของเด็กหญิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“คุณหนูใหญ่…ข้างล่างร้องไห้เ้าค่ะ”
“ข้างล่างไหน”
เสี่ยวถงชี้ไปทางสวนเหมย “ใต้รากไม้ ลึกกว่ากระดูกของบ่าว พวกเขาตื่นแล้ว พวกเขาเคาะประตู พวกเขาบอกว่ามีคนเรียกจากอีกฝั่งหนึ่ง”
หลัวมามาปรากฏขึ้นใกล้ประตู สีหน้าซีดราวกระดาษ “คุณหนูใหญ่ ิญญาในจวนกำลังหนีเ้าค่ะ พวกเขาบอกว่าประตูใต้สวนเหมยมีเืไหล”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากด้านนอกเรือนหลันฮวา
ครู่ต่อมา เสิ่นจื้อหยวนผลักประตูเข้ามาด้วยตนเอง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด ดาบยังคาดอยู่ข้างเอว พ่อบ้านเฉินตามหลังมาอย่างเร่งรีบ
“หลันเอ๋อร์!” เสิ่นจื้อหยวนมองไปรอบห้องมืด ก่อนสายตาจะหยุดที่กล่องไม้บนโต๊ะและเืที่ซึมออกมา “นี่คืออะไร”
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันทีว่านางไม่อาจปกปิดได้อีก
อย่างน้อย ไม่ใช่ทั้งหมด
“เศษปิ่นเหมยทองของมารดาเ้าค่ะ” นางกล่าว “มันกำลังตอบรับพิธีบางอย่างจากภายนอก”
เสิ่นจื้อหยวนหน้าตึงขึ้น “พิธี?”
ก่อนนางจะตอบ กล่องไม้บนโต๊ะพลันสั่นแรงขึ้น ฝาไม้ดีดเปิดออกเอง
เศษปิ่นทองรูปกลีบดอกเหมยที่นางเก็บไว้ข้างในลอยขึ้นช้า ๆ เหนือกล่อง ผิวทองที่ควรหม่นตามกาลเวลากลับเปล่งแสงสีแดงจาง ๆ รอยสลักชื่อ “ซูเหลียน” ด้านในกลีบเหมยเหมือนถูกเืเคลือบไว้
เืที่ไหลออกจากกล่องพลันยกตัวขึ้นเป็เส้นเล็ก ๆ คล้ายงูแดง พยายามเลื้อยเข้าไปแตะเศษปิ่น
เสิ่นเยว่หลันหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ห้ามให้เืแตะปิ่น!”
นางคว้าผ้าขาวบนโต๊ะ เตรียมจะปัดเส้นเืนั้นออก แต่เสิ่นจื้อหยวนเร็วกว่า เขาชักดาบออกจากฝัก วาดคมดาบตัดผ่านอากาศ เส้นเืสีแดงขาดออกเป็สองท่อนก่อนจะตกลงบนพื้นไม้ กลายเป็คราบดำเหมือนเถ้าถ่าน
แต่เพียงพริบตา เืจากกล่องก็ยกตัวขึ้นอีกหลายเส้น
คราวนี้มันไม่พุ่งเข้าหาปิ่นเพียงอย่างเดียว แต่พุ่งเข้าหาเสิ่นเยว่หลันด้วย
ชิงหลัวกรีดร้อง “คุณหนู!”
เสิ่นจื้อหยวนก้าวเข้ามาขวางบุตรี วาดดาบตัดเส้นเือีกครั้ง เสียงเืถูกคมดาบฟันดังฉ่าเหมือนน้ำเย็นแตะเหล็กร้อน กลิ่นคาวและกลิ่นธูปเน่า ๆ ฟุ้งไปทั่วห้อง
“พ่อบ้านเฉิน พาชิงหลัวออกไป!” เสิ่นจื้อหยวนสั่ง
“ไม่เ้าค่ะ!” ชิงหลัวร้อง “บ่าวจะอยู่กับคุณหนู!”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองนาง “ชิงหลัว ออกไป”
“คุณหนู!”
“นี่คือคำสั่ง”
เสียงของนางไม่ได้ดัง แต่เด็ดขาด
ชิงหลัวน้ำตาคลอ แต่จำต้องถูกพ่อบ้านเฉินดึงออกไป พ่อบ้านเฉินปิดประตูจากด้านนอกทันที แต่ไม่ไปไหน เขายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องพร้อมดาบของบ่าวชายสองคน
ภายในห้อง เหลือเพียงเสิ่นเยว่หลัน เสิ่นจื้อหยวน ิญญาสองตน และเศษปิ่นทองที่ลอยอยู่กลางอากาศ
เสิ่นจื้อหยวนมองสิ่งตรงหน้า ใบหน้าเย็นดุจเหล็ก
“หลันเอ๋อร์ เ้าต้องอธิบายเดี๋ยวนี้”
เยว่หลันมองบิดา
ความจริงที่นางซ่อนไว้กำลังแตกออกทีละชั้นเหมือนเปลือกไข่ใต้แรงกด หากนางยังโกหกต่อไป ท่านพ่ออาจเสี่ยงชีวิตโดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องสิ่งใด
“ท่านพ่อ ปิ่นเหมยทองไม่ใช่เพียงของของมารดา” นางกล่าวเร็วแต่ชัด “มันเกี่ยวข้องกับผนึกบางอย่างใต้สวนเหมยของจวนเสิ่น และมีคนกำลังใช้เศษปิ่นอีกชิ้นกับเืเพื่อปลุกผนึกนั้น”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางนิ่ง “เ้าไปรู้เื่นี้จากใคร”
คำถามยังไม่ทันจบ ลมเย็นจัดก็พัดเข้ามาในห้อง
หน้าต่างทิศเหนือเปิดออกเองอย่างไร้เสียง
เงาดำหนึ่งยืนอยู่บนขอบหน้าต่าง
เสิ่นจื้อหยวนชักดาบขึ้นทันที “ใคร!”
บุรุษชุดดำก้าวเข้ามาในห้องอย่างสงบ ชายเสื้อคลุมสีดำพลิ้วไหวตามลมเย็น ดวงตาลึกเย็นจับจ้องเศษปิ่นที่ลอยอยู่กลางห้อง ก่อนเหลือบมองเสิ่นจื้อหยวนเพียงแวบเดียว
“ถ้าไม่อยากให้จวนเสิ่นกลายเป็สุสานทั้งหลัง ลดดาบลงก่อน แม่ทัพเสิ่น”
เสิ่นจื้อหยวนดวงตาเย็นวาบ “ฉีหลิงอ๋อง”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเขา
เขามาเร็วกว่าที่คิด
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้เสียเวลาทักทาย ั์ตาของเขาจับอยู่ที่เืซึ่งกำลังรวมตัวบนพื้น
“มีคนใช้เืคนตายเรียกเืในปิ่น” เขากล่าว “เศษปิ่นอีกชิ้นถูกวางบนแท่นพิธีแล้ว”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “ท่านพูดเื่อะไร”
หลี่เฟิงเหยียนหันไปมองเขา “เื่ที่ตระกูลเสิ่นถูกปิดหูปิดตามาหลายปี”
บรรยากาศในห้องแข็งตัวทันที
เสิ่นจื้อหยวนก้าวเข้ามาบังเยว่หลันครึ่งตัว แม้เขารู้ฐานะอีกฝ่าย แต่ในเวลานี้ฉีหลิงอ๋องไม่ได้ต่างจากบุรุษคนหนึ่งที่บุกเข้าห้องบุตรีเขายามวิกาล
“ต่อให้ท่านเป็อ๋อง ก็ไม่ควรเข้าห้องบุตรีข้ากลางคืน”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเสียงเรียบ “ต่อให้ข้าไม่เข้ามา บุตรีท่านก็อาจไม่มีชีวิตให้ท่านห่วงมารยาทถึงเช้า”
“ท่าน!”
เสิ่นเยว่หลันรีบก้าวขึ้นมา “ท่านพ่อ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถกเื่นี้เ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนหันมามองนางด้วยสายตาที่บอกชัดว่า เื่นี้ยังไม่จบ
แต่เขาไม่ใช่คนไร้เหตุผล เมื่อเห็นเืบนพื้นเริ่มรวมตัวเป็วงกลมรอบเศษปิ่น เขาก็รู้ว่าภัยตรงหน้าเร่งด่วนกว่า
“ต้องทำอย่างไร” เยว่หลันถามหลี่เฟิงเหยียน
“อย่าแตะปิ่นด้วยมือเปล่า อย่าให้เืของเ้าแตะมัน และอย่าให้เืบนพื้นเชื่อมครบวง”
“ถ้ามันเชื่อมครบ?”
“ประตูใต้สวนเหมยจะเปิดรอยเล็กพอให้ิญญาอาฆาตชั้นแรกหลุดออกมา”
เสิ่นจื้อหยวนสีหน้าเปลี่ยนทันที
ไม่ต้องอธิบายมาก เขาก็เข้าใจจากคำว่า “ิญญาอาฆาต” และ “สวนเหมย” ว่าเื่นี้เกี่ยวพันกับกระดูกเด็กและความลับใต้จวนจริง
หลี่เฟิงเหยียนหยิบกระดิ่งเงินเล็ก ๆ ออกจากแขนเสื้อ เขย่าเพียงครั้งเดียว
กริ๊ง
เสียงกระดิ่งใสเย็นดังขึ้น
เืบนพื้นหยุดเคลื่อนไหวไปชั่ววูบ แต่ไม่นานก็เริ่มสั่นและพยายามเลื้อยต่อ
“อีกฝั่งใช้ของแรง” เขากล่าว “เศษปิ่นอีกชิ้นคงอยู่ในมือคนที่มีเืตระกูลเสิ่น หรือเืที่สังเวยไว้แทน”
เยว่หลันหันขวับ “เืตระกูลเสิ่น? เป็ไปได้อย่างไร”
เสิ่นจื้อหยวนเหมือนนึกบางอย่างได้ สีหน้าแข็งขึ้นทันที
“สุสานบรรพชน”
เยว่หลันมองบิดา “ท่านพ่อ?”
“ในสุสานบรรพชนมีแผ่นโลหิตเก่า เก็บเืของบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นไว้ในพิธีแต่งตั้งผู้สืบสายหลัก” เขากล่าวเสียงต่ำ “ข้าคิดว่ามันเป็เพียงพิธีเก่าแก่ของตระกูล ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับผนึกใด ๆ”
หลี่เฟิงเหยียนมองเขา “มีใครเข้าถึงสุสานได้บ้าง”
เสิ่นจื้อหยวนตอบเสียงเย็น “คนในตระกูลเสิ่น และผู้ดูแลกุญแจเรือนใน”
เยว่หลันกับบิดาสบตากันทันที
ฮูหยินรอง
นางอาจไม่เข้าใจทั้งหมด แต่หากมีคนในวังบอกให้นางนำบางสิ่งออกจากสุสานบรรพชน นางย่อมทำได้ โดยเฉพาะใน่หลายปีที่เสิ่นจื้อหยวนอยู่ค่ายทหารและปล่อยให้นางดูแลเรือนใน
“แม่ทัพเสิ่น” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “สั่งคนปิดสุสานบรรพชนเดี๋ยวนี้ อย่าให้ผู้ใดเข้าออก และตรวจดูว่าแผ่นโลหิตยังอยู่หรือไม่”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปทางประตู ะโสั่งทันที “พ่อบ้านเฉิน!”
พ่อบ้านเฉินเปิดประตูเข้ามาเพียงครึ่งบาน ก่อนหน้าซีดเมื่อเห็นเืบนพื้นและฉีหลิงอ๋องในห้อง
“ไปสุสานบรรพชน พาคนที่ไว้ใจได้ไป ปิดทุกทางเข้า ตรวจแผ่นโลหิตเก่า ห้ามฮูหยินรองหรือคนเรือนตะวันออกเข้าใกล้”
พ่อบ้านเฉินแม้ใ แต่รับคำทันที “ขอรับ!”
ประตูปิดลงอีกครั้ง
ขณะนั้น เืบนพื้นเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น วงกลมสีแดงเกือบเชื่อมครบ เศษปิ่นทองกลางอากาศหมุนช้า ๆ แสงสีแดงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เสียงิญญาในหัวเยว่หลันดังจนเหมือนฟ้าถล่ม
“ประตู…”
“เปิด…”
“เืครบแล้ว…”
“นายหญิง สั่งเรา…”
“ข้าหนาว…”
“ข้าหิว…”
“ข้าอยากออกไป…”
นางยกมือกุมอก ตราเหมยโลหิตร้อนขึ้นจนเจ็บเหมือนถูกไฟจี้
หลี่เฟิงเหยียนหันมาทันที “อย่าฟังพวกมัน”
“ข้าพยายามอยู่”
“พยายามให้มากกว่านี้”
หากเป็เวลาอื่น เยว่หลันคงอยากเถียงเขา แต่ตอนนี้นางแทบยืนไม่ไหว เสียงเ่าั้ดึงความแค้นในใจนางขึ้นมาอีกครั้ง ภาพลานปะา ภาพบิดาตาย ภาพอวี้หรงยิ้ม ภาพองค์ชายสามก้มมองนางอย่างเ็า ล้วนหมุนวนเข้ากับเสียงของิญญา
ฆ่าพวกมัน
เปิดประตู
ให้พวกมันชดใช้
เพียงสั่ง
เพียงสั่งเท่านั้น
นางเกือบขยับปาก
แต่ก่อนคำนั้นจะหลุดออกมา เสิ่นจื้อหยวนพลันจับไหล่นางไว้
“หลันเอ๋อร์ มองพ่อ”
เสียงของบิดาดังหนักแน่นกว่าเสียงิญญาทั้งหมด
เสิ่นเยว่หลันหอบหายใจ เงยหน้ามองเขา
เสิ่นจื้อหยวนไม่รู้ว่าบุตรีกำลังได้ยินอะไร ไม่รู้ว่าตราในตัวนางกำลังเรียกร้องสิ่งใด แต่เขาเห็นแววตาของนางกำลังถูกความมืดดึงลงไป และเขาจะไม่ยอมปล่อย
“เ้าคือบุตรีตระกูลเสิ่น” เขากล่าว “คนตระกูลเสิ่นจับดาบเพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อฆ่าคนบริสุทธิ์เพราะความแค้น”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นราดลงบนไฟในอก
เยว่หลันหลับตาแน่น
ใช่
นางกลับมาเพื่อปกป้อง
ไม่ใช่ปล่อยให้ิญญาอาฆาตหลุดออกไปฆ่าทุกคนในเมืองหลวง
นางสูดลมหายใจลึก แล้วกัดปลายลิ้นตนเองเบา ๆ ความเจ็บทำให้สติกลับมาชัดขึ้น
“ข้าไม่เปิด” นางกล่าวเสียงสั่นแต่ชัด “ข้าไม่สั่งให้พวกเ้าออกมา”
เืบนพื้นหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง
หลี่เฟิงเหยียนไม่ปล่อยจังหวะนั้น เขาก้าวไปกลางวงเื ใช้กระบี่สีดำกรีดลงบนพื้นไม้เป็เส้นตรงตัดวงกลมเืออกจากกัน เปลวไฟสีฟ้าลุกขึ้นจากรอยกระบี่ เืส่งเสียงกรีดร้องแหลมราวสิ่งมีชีวิตถูกเผา
เสิ่นเยว่หลันยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ
ตราใต้หัวใจร้อนวาบ
นางเอ่ยเสียงต่ำด้วยถ้อยคำที่เหมือนผุดขึ้นจากสายเื
“ในนามของเสิ่นเยว่หลัน ผู้ถือเืตระกูลเสิ่นและตราผนึกเหมยโลหิต ข้าสั่งให้เืสงบ”
เืบนพื้นกระตุก
“ข้าสั่งให้ปิ่นหลับ”
เศษปิ่นทองหยุดหมุนกลางอากาศ
“ข้าสั่งให้ประตูใต้สวนเหมยปิดตาต่อไป”
ทันทีที่คำสุดท้ายจบลง เสียงครืนลึกจากทิศสวนเหมยดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนบางสิ่งหนักมหาศาลถูกผลักกลับเข้าที่
เืบนพื้นแห้งกลายเป็เถ้าสีดำ
เศษปิ่นทองตกลงบนผ้าขาวบนโต๊ะอย่างเงียบเชียบ
เปลวไฟสีฟ้าดับลง
ห้องทั้งห้องกลับสู่ความมืดและความเงียบ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของเสิ่นเยว่หลัน
นางทรุดลงทันที
เสิ่นจื้อหยวนรับตัวนางไว้ก่อนที่นางจะล้มถึงพื้น
“หลันเอ๋อร์!”
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้ามา แต่มือของเสิ่นจื้อหยวนกดดาบไว้ทันที แม้กำลังประคองบุตรีอยู่ แต่สายตาของแม่ทัพใหญ่ยังเตือนชัดเจนว่าอย่าเข้าใกล้เกินควร
หลี่เฟิงเหยียนหยุดเท้า
“นางใช้พลังเกินตัว ให้ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย อย่าให้หลับลึกก่อนฟ้าสาง หากนางได้ยินเสียงิญญาอีก ให้เรียกชื่อนางซ้ำ ๆ จนกว่าจะตอบ”
เสิ่นจื้อหยวนมองเขา “ท่านรู้เื่ลูกสาวข้ามากเกินไป”
“และท่านรู้น้อยเกินไป” หลี่เฟิงเหยียนตอบ
บรรยากาศระหว่างสองบุรุษเย็นลงทันที
เสิ่นเยว่หลันที่ยังอ่อนแรงรีบเอ่ย “ท่านพ่อ…ตอนนี้ไม่ใช่เวลา”
เสิ่นจื้อหยวนก้มมองบุตรี ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวมีความเ็ปพาดผ่านชัดเจน
“พ่อปล่อยให้เ้าเผชิญเื่พวกนี้ลำพังมานานแค่ไหนกัน”
คำถามนั้นเบามาก
แต่ทำให้หัวใจเยว่หลันเจ็บกว่าความร้อนของตราผนึกเมื่อครู่
“ไม่นานเ้าค่ะ” นางโกหกเบา ๆ “ตอนนี้ท่านพ่อรู้แล้ว”
เสิ่นจื้อหยวนไม่เชื่อทั้งหมด แต่เขาไม่ได้ซักถามต่อ เพียงประคองนางไปนั่งที่ตั่งข้างเตียง แล้วหันไปสั่งชิงหลัวที่รีบเข้ามาหลังเสียงสงบลง
“น้ำอุ่น เกลือเล็กน้อย เร็ว”
ชิงหลัวรีบรับคำทั้งน้ำตา
หลี่เฟิงเหยียนหยิบผ้าสีดำผืนหนึ่งออกมาห่อเศษปิ่นทองโดยไม่ให้มือแตะโดยตรง จากนั้นวางลงบนโต๊ะ
“คืนนี้ต้องนำเศษปิ่นออกจากเรือนนี้ชั่วคราว”
เสิ่นจื้อหยวนหันขวับ “ไม่”
หลี่เฟิงเหยียนมองเขา “ถ้ามันอยู่ใกล้นาง อีกฝั่งจะใช้มันดึงตราในตัวนางอีก”
“แล้วให้ท่านเอาไป ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่ามันปลอดภัย”
“ท่านไม่ต้องเชื่อข้า” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “แต่เชื่อสถานการณ์ตรงหน้าได้”
เสิ่นจื้อหยวนจับดาบแน่น
เยว่หลันมองเศษปิ่นในผ้าดำ ก่อนกล่าวเสียงอ่อนแรง “ท่านพ่อ ให้เขานำไปเถิดเ้าค่ะ”
“หลันเอ๋อร์”
“หากเขา้าทำร้ายลูก เขามีโอกาสหลายครั้งแล้ว” นางกล่าว “และหากเขาอยากชิงปิ่นจริง เขาไม่จำเป็ต้องมาช่วยเราหยุดมันก่อน”
เสิ่นจื้อหยวนเงียบไป
เหตุผลนี้ถูกต้อง แต่หัวใจของบิดาย่อมไม่อยากฝากของสำคัญของภรรยาผู้ล่วงลับและชีวิตของบุตรีไว้ในมืออ๋องผู้มีข่าวลือว่าเป็ปีศาจ
“ข้าจะให้คนของข้าตามไป” เขากล่าว
หลี่เฟิงเหยียนตอบทันที “คนของท่านตามข้าไม่ทัน”
เสิ่นจื้อหยวนหน้าเย็นลง
เยว่หลันแทบอยากยกมือกุมหน้าผาก แม้กำลังอ่อนแรง
บุรุษสองคนนี้ คนหนึ่งเป็แม่ทัพใหญ่ คนหนึ่งเป็อ๋องปีศาจ หากปล่อยให้พูดกันเองอีกไม่นานคงได้ชักดาบจริง ๆ
“ท่านอ๋อง” นางเอ่ย “ท่านจะเก็บปิ่นไว้ที่ใด”
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง “จวนฉีหลิง ในห้องผนึกดำ ไม่มีเืคนเป็ ไม่มีแสงตะวัน ไม่มีเสียงเรียกจากประตูหลัก”
ฟังดูไม่เหมาะกับของมารดานางอย่างยิ่ง
แต่กลับเหมาะกับเศษปิ่นที่มีเืไหลเองเมื่อครู่อย่างประหลาด
“เมื่อใดข้าต้องใช้มัน ท่านต้องคืนให้ข้า”
“หากเ้ายังมีสติพอจะใช้ ข้าจะคืน”
คำตอบนี้ไม่น่าฟัง แต่เยว่หลันรู้ว่าเขาหมายถึงความปลอดภัย
นางพยักหน้า “เช่นนั้นฝากท่านชั่วคราว”
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรี แล้วในที่สุดก็ยอมเก็บดาบลงครึ่งหนึ่ง
“ชั่วคราวเท่านั้น”
หลี่เฟิงเหยียนหยิบห่อผ้าดำขึ้นมา “ชั่วคราว”
ก่อนเขาจะจากไป เสี่ยวถงที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างพลันร้องขึ้น
“คุณหนูใหญ่! สวนเหมย!”
ทุกคนหันไปทางหน้าต่างทันที
ด้านนอก ทิศสวนเหมยมีแสงสีแดงจาง ๆ สว่างขึ้นวูบหนึ่งใต้ดิน แล้วดับลงอย่างรวดเร็ว แต่เพียงเสี้ยวนั้นก็พอให้เห็นเงาคนร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่าแก่
ระยะไกลเกินกว่าจะเห็นใบหน้า
แต่เสิ่นเยว่หลันเห็นบางสิ่งชัดเจน
คนผู้นั้นถือปิ่นทองอีกครึ่งหนึ่งไว้ในมือ
และบนชายแขนเสื้อของเขา มีลายหงส์ครึ่งปีกสีแดงเข้ม
เสิ่นจื้อหยวนรีบหันไปสั่ง “จับมัน!”
แต่เงานั้นสลายไปพร้อมแสงสีแดง เหลือเพียงกลีบดอกเหมยที่ร่วงลงเป็สาย
หลี่เฟิงเหยียนสีหน้าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“สายเกินไป”
เยว่หลันฝืนลุกขึ้น “เมื่อครู่คือคนจากวังหรือ”
“ไม่ใช่แค่คนจากวัง” เขาตอบ “เป็คนของสำนักผนึกิญญา”
ชื่อใหม่นั้นทำให้ทุกคนเงียบลง
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ “สำนักอะไร”
หลี่เฟิงเหยียนมองออกไปยังความมืด “กลุ่มคนที่ควรตายไปพร้อมฏิญญาเมื่อสิบหกปีก่อน แต่ดูเหมือนพวกมันยังอยู่ และตอนนี้พวกมันมีเศษปิ่นอีกครึ่งหนึ่ง”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเย็นลึกในอก แม้ร่างกายยังอ่อนแรงจากตราผนึก
สิบหกปีก่อน
่เวลานั้นใกล้เคียงกับการตายของมารดานาง
“ท่านอ๋อง” นางถามเสียงแ่ “มารดาข้าเกี่ยวข้องกับสำนักนี้หรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง
แค่เสี้ยวเดียว แต่พอให้เยว่หลันรู้ว่าคำตอบไม่ใช่สิ่งที่นางอยากได้ยิน
“นางไม่ได้เกี่ยวข้อง” เขากล่าว “นางเป็คนพยายามหยุดพวกมัน”
หัวใจเยว่หลันกระตุก
“และเพราะอย่างนั้น นางจึงถูกฆ่า?”
ไม่มีใครตอบ
แต่ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
ด้านนอก ฟ้าเริ่มมีเมฆดำเคลื่อนเข้าปิดพระจันทร์ ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นจนกิ่งเหมยไหวสะท้าน
เสิ่นเยว่หลันมองไปทางสวนเหมย
นางเคยคิดว่าตนกำลังต่อสู้กับฮูหยินรอง อวี้หรง องค์ชายสาม และฮองเฮา
แต่ตอนนี้ มีชื่อใหม่เพิ่มขึ้นบนกระดาน
สำนักผนึกิญญา
ศัตรูที่แตะทั้งวังหลวง ิญญา มารดาของนาง และประตูใต้จวนเสิ่น
หลี่เฟิงเหยียนเดินไปยังหน้าต่าง เตรียมจากไปพร้อมห่อเศษปิ่น แต่ก่อนก้าวออกไป เขาหันกลับมามองนาง
“จากคืนนี้เป็ต้นไป อย่าอยู่คนเดียวหลังยามไฮ่”
“ท่านกำลังสั่งข้าหรือ”
“กำลังเตือน”
“ต่างกันมากหรือเ้าคะ”
เขามองนางนิ่ง ๆ ก่อนตอบเหมือนที่นางเคยถามเขา
“ต่างกันตรงที่หากเป็คำสั่ง เ้าต้องเชื่อ แต่หากเป็คำเตือน แล้วเ้าไม่เชื่อ ข้าจะต้องมาช่วยเ้าอีก”
แม้สถานการณ์หนักหน่วง เสิ่นเยว่หลันกลับเกือบยิ้มออกมา
“ท่านอ๋องดูไม่พอใจที่ต้องช่วยข้า”
“ข้าไม่พอใจที่เ้าชอบเอาชีวิตไปวางใกล้ประตูผี”
“ท่านเองก็อยู่ใกล้ประตูผีตลอดมิใช่หรือ”
“ข้าชินแล้ว”
“ข้ายังไม่ชิน แต่กำลังเรียนรู้”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แววตาลึกเย็นของเขาเหมือนมีประกายบางอย่างไหวผ่าน แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
“อย่ารีบชินกับความตาย” เขากล่าวเสียงเบาลง “คนที่ชินกับมันมากเกินไป มักลืมวิธีมีชีวิต”
พูดจบ เขาก็หายไปจากหน้าต่างพร้อมลมเย็นและกลิ่นธูปจาง ๆ
ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่กลางห้อง ใบหน้าเคร่งเครียดอย่างที่สุด เขามองบุตรี มองคราบเืที่กลายเป็เถ้า มองหน้าต่างที่ฉีหลิงอ๋องเพิ่งจากไป แล้วในที่สุดก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
“หลันเอ๋อร์ หลังจากคืนนี้ เ้าต้องเล่าทุกอย่างที่เ้ารู้ให้พ่อฟัง”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
นางรู้ว่าวันที่ต้องเปิดความจริงกับบิดากำลังมาถึงเร็วกว่าที่คิด
อาจยังไม่ใช่เื่ย้อนเวลากลับมาทั้งหมด
แต่อย่างน้อย เื่ผนึก ประตู และมารดา นางไม่อาจแบกไว้คนเดียวได้อีก
“เ้าค่ะ” นางตอบ “ลูกจะเล่า”
ทันใดนั้น พ่อบ้านเฉินรีบกลับมารายงานจากด้านนอก น้ำเสียงร้อนรน
“นายท่าน! สุสานบรรพชนถูกเปิดจริงขอรับ!”
เสิ่นจื้อหยวนหันขวับ “แผ่นโลหิตเล่า”
พ่อบ้านเฉินหน้าซีด “หายไปแล้วขอรับ และที่แท่นบูชา มีบางคนทิ้งสิ่งนี้ไว้”
เขายื่นผ้าขาวผืนหนึ่งเข้ามา
บนผ้าขาวมีเศษผ้าไหมสีเหลืองทองเล็ก ๆ ปักลายหงส์ครึ่งปีก
และมีตัวอักษรเืเขียนไว้เพียงประโยคเดียว
“เมื่อเหมยโลหิตตื่น บุตรีเสิ่นต้องเข้าวัง”
เสิ่นเยว่หลันอ่านประโยคนั้นช้า ๆ
ลมหายใจของทุกคนในห้องเหมือนหยุดลงพร้อมกัน
เข้าวัง
คำนี้ในชาติก่อนคือจุดเริ่มต้นของโซ่ตรวนทั้งหมด
และในชาตินี้ ศัตรูกำลังเรียกนางเข้าไปเอง
เสิ่นจื้อหยวนกำดาบแน่นจนข้อนิ้วขาว
“ไม่มีทาง”
แต่เสิ่นเยว่หลันกลับมองผ้าไหมสีทองนั้นด้วยดวงตาสงบนิ่งอย่างน่ากลัว
วังหลวงเคยเป็ที่ที่นางเดินเข้าไปด้วยความหวังว่าจะได้เป็ชายาขององค์ชายสาม
ชาตินี้ หากนางต้องเดินเข้าไปอีกครั้ง…
นางจะไม่เข้าไปในฐานะเหยื่อ
นางจะเข้าไปในฐานะคนที่รู้ว่ามีงูซ่อนอยู่ใต้พรมทุกผืน
“ท่านพ่อ” นางกล่าวเสียงเบา แต่ชัดเจน “พวกเขาอยากให้ลูกเข้าวัง เพราะคิดว่าลูกจะกลัว”
เสิ่นจื้อหยวนหันมามองนาง “เ้าห้ามคิดจะไป”
เสิ่นเยว่หลันมองออกไปยังทิศวังหลวงในความมืด
“ลูกไม่ได้คิดจะไปเพราะพวกเขาสั่ง” นางกล่าว “แต่หากคำตอบเื่มารดา ปิ่นเหมยทอง และคนที่อยู่เื้ัทั้งหมดซ่อนอยู่ในวัง…”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
“ลูกก็จะไปเพื่อเอาคำตอบกลับมา”
นอกเรือนหลันฮวา ลมพัดผ่านสวนเหมยอีกครั้ง
คราวนี้เสียงลมไม่เหมือนเสียงร้องไห้
แต่มันเหมือนเสียงกระซิบของดาบที่กำลังถูกชักออกจากฝัก
และในเงามืดของวังหลวงไกลออกไป โคมสีแดงดวงหนึ่งถูกจุดขึ้นในตำหนักลึก
หญิงผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังม่านทอง มองเศษปิ่นเหมยอีกครึ่งหนึ่งที่วางอยู่บนถาดหยกด้วยรอยยิ้มเย็น
“ในที่สุด…” เสียงของนางแ่เบาราวพิษไหลลงถ้วยชา
“บุตรีของนางก็ตื่นเสียที”