จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 200 หิมะตกหนักจนหลังคาถล่ม

    ภายในกระโจมหลังใหญ่ฉีอ๋องและแม่ทัพวางแผนกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทว่านอกกระโจมพวกรองแม่ทัพและเหล่าทหารกำลังยืนมองหิมะแรกของปีแล้วหวนนึกถึงหน้าคนในครอบครัว

    เมืองนอกด่านล้วนเต็มไปด้วยซากศพจากฝีมือของพวกทูเจวี๋ย นับวันพวกมันยิ่งเหิมเกริม มองกองทัพต้าถังอ่อนแอสู้กองทัพของพวกมันมิได้

    สาเหตุที่ทำให้พวกกองทัพทูเจวี๋ยเหิมเกริมยิ่งขึ้นก็มาจากเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วหลี่ซื่อหมินปราชัยให้กับพวกมันที่สะพายเว่ยสุ่ย ถึงได้ถูกข่มอยู่เรื่อยมา

    สิ่งที่ต้าถังสู้พวกทูเจวี๋ยตะวันออกมิได้ก็คือกองทัพม้าที่แข็งแกร่ง เสียงกีบม้าของพวกมันย่างกลายไปที่ใดที่นั้นต้องนองไปด้วยเลือด พวกทูเจวี๋ยล้วนโหดเหี้ยมพวกมันตัดศีรษะฝ่ายตรงข้ามเพื่อความสนุกสนาน

    เด็กเผ่าทูเจวี๋ยเกิดมาเพียงไม่กี่ขวบก็ถูกสั่งสอนให้ควบม้าศึกตัวใหญ่ไล่ล่าตัดศีรษะของฝ่ายตรงข้าม

    เสียงกีบเท้าม้าย่ำพื้นดินยามค่ำคืนทำให้ทหารตื่นตัว กระชับอาวุธพร้อมหันไปในทิศทางของเสียง

    ม้าศึกตัวใหญ่วิ่งมาทางที่ตั้งกองทัพ บนหลังมีร่างอาบไปด้วยเลือดใกล้จะหมดสติเต็มที

    เสียงตะโกนเรียกหาแพทย์ทหารดังลั่น ผู้อยู่บนหลังม้าคือหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งออกไปสอดแนมฝ่ายตรงข้าม

    ทหารช่วยกันยกสหายลงจากหลังม้าแล้วนำเข้าไปในกระโจม ร่างกายโชกไปด้วยเลือดใกล้จะหมดสติเต็มที

    ฉีอ๋องกับพวกแม่ทัพออกมานอกกระโจมเมื่อได้ข่าวว่าหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งออกไปถึงสิบชีวิตกลับมาเพียงชีวิตเดียวและยังไม่รู้ว่าจะยื้อชีวิตได้หรือไม่

    ซุนซือเหมียวผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดาแห่งยุคพบปะกับกองทัพต้าถังที่เมืองปิ้งโจวจึงอาสาติดตามกองทัพออกศึกในครั้งนี้ เขารีบเร่งช่วยเหลือร่างที่ถูกดาบฟันจนเป็นแผลเหวอะหวะ

    “ท่านอ๋อง นี่คือจดหมายที่ค้นเจอในปากของหน่วยสอดแนมขอรับ”

    ฉีอ๋องเปิดอ่านจดหมาย ใบหน้าเขาเคร่งเครียดจนแทบอยากเด็ดหัวเจี๋ยลี่เค่อหานเสียเดี๋ยวนี้

    ออกศึกครั้งนี้หากเด็ดหัวของเจี๋ยลี่เค่อหานไม่ได้ กองทัพต้าถังต้องถูกพวกมันท้าทายไม่รู้จักจบสิ้น

    เสียงก่นด่าพวกทูเจวี๋ยจากเหล่าทหารดังกระหึ่มยิ่งได้รับรู้ว่าสหายที่ส่งออกไปสอดแนมถูกพวกมันฆ่าตัดศีรษะแล้วตัดหูมาแขวนเรียงกันเล่นยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมอ่อนข้อกับกับพวกสารเลว

    ฉีอ๋องได้ยินหมอรายงานว่าสามารถยื้อชีวิตหน่วยสอดแนมไว้ได้ก็รีบกลับเข้าไปในกระโจม

    ถึงคราที่ทัพใหญ่ของต้าถังต้องแบ่งทัพ ยกไปตีพวกสารเลวทูเจวี๋ยให้สิ้นซาก

    ภายในกระโจมแต่ละหลังยังไม่มีผู้ใดสามารถข่มตาหลับลงได้ การทำศึกทุกครั้งต้องเอาชีวิตของแต่ละคนเป็นเดิมพัน หน่วยสอดแนมเก้าคนที่ถูกสังหารไม่รู้ว่าศพอยู่ที่ใด ตายก็ไม่มีดินกลบหน้าช่างเป็นเรื่องหน้าอนาถใจ

    ขนาดยังไม่รู้ว่าสหายร่วมรบในครั้งนี้ถูกตัดศีรษะไปเตะเล่นยังนอนไม่หลับ ถ้ารู้เหล่าทหารคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

    --------------------------------------

    หิมะโปรยปรายลงมาหนักหน่วงหมู่บ้านซานเป่ยถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน เสียงกรีดร้องดังลั่นหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อฟังเสียงว่าเกิดอันใดขึ้น

    “ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้น” จ้าวฮูหยินผุดลุกขึ้นพร้อมกับสามี

    “ข้าจะออกไปดูสักหน่อย” จ้าวหยางเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่

    “ข้าไปด้วยเจ้าค่ะ” จ้าวฮูหยินลุกขึ้นแต่งกายให้เรียบร้อย

    เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังรัว ๆ ทำให้นายประตูที่นอนหลบอยู่ในห้องใกล้กับประตูลุกขึ้นมาเปิด

    “เกิดอันใดขึ้น”

    “ท่านหมอสวีอยู่หรือไม่”

    “อยู่”

    “ข้ามาตามท่านหมอสวีให้ไปช่วยดูอาการท่านพ่อของข้า”

    จ้าวชานหนึ่งในผู้ที่ทำงานอยู่บนสวนผลไม้ยืนร้องไห้ เขาทำอันใดไม่ถูกเมื่อหลังคาบ้านถล่มลงมาเพราะหิมะตกหนัก

    หมอสวี จ้าวเฉิง จ้าวหยาง พร้อมจ้าวลู่เสียน รีบเร่งเดินทางฝ่าหิมะหนาไปยังบ้านที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน

    จ้าวฮูหยินกับแม่สามีและคนอื่น ๆ ต่างลุกขึ้นมานั่งรอฟังข่าวอยู่ในเรือน

    “บ้านจ้าวชานซ่อมแซมแล้วมิใช่หรือ เหตุใดหลังคาถึงพังลงมาได้” จ้าวฮูหยินเป็นกังวลแทน เหตุการณ์เลวร้ายพวกนี้นางไม่เคยพบเจอ

    “ปีนี้หิมะตกหนักกว่าปีที่ผ่านมา หลังคาที่ไม่ได้มุงด้วยกระเบื้องยากที่จะรับไหว”

    ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว นางเคยมีช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ย่อมเคยพบเจอปัญหาหิมะปกคลุมจนหลังคาถล่ม เพียงแต่ที่ถล่มคือหลังคาห้องครัว มิใช่ห้องนอนเหมือนบ้านจ้าวชาน

    “สงสารบ้านจ้าวชานที่ยังไม่ได้สร้างบ้านใหม่เหมือนบ้านผู้อื่น ข้าเกรงว่าบ้านที่หลังคาไม่ได้มุงด้วยกระเบื้องจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้น”

    “พรุ่งนี้เช้า บ้านพวกเราต้องกวาดหิมะลงจากหลังคา หิมะตกหนักถึงเพียงนี้หลังคากระเบื้องอาจรับไม่ไหวก็เป็นได้”

    ฮูหยินผู้เฒ่านั่งจิบน้ำชาเพื่ออุ่นร่างกาย เสียงร้องไห้ของลูกสะใภ้ทำให้คิ้วสีขาวย่นเข้าหากัน

    “เจ้าร้องไห้ทำไมกัน”

    “ท่านแม่ ข้าเพียงคิดถึงจื้อเอ๋อร์ หิมะตกหนักขนาดนี้ลูกชายข้าจะอยู่อย่างไร” ผ้าเช็ดหน้าในมือยกขึ้นซับน้ำตา

    ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปสักพัก ครั้งนึกถึงหลานชายคนโตที่ตอนนี้กำลังเข้าร่วมรบกับกองทัพ พวกทูเจวี๋ยนั้นโหดร้ายยิ่งนัก พวกคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมฆ่าคนราวกับผักปลา หากครั้งนี้ต้าถังสามารถสยบได้คงเป็นเรื่องที่ดีต่อราษฎร

    “ปีใหม่ปีนี้ครอบครัวพวกเราคงไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน” หญิงชราคิดถึงหลานสาวกับหลานชาย นางค่อนข้างจะคุ้นชินกับการไม่ได้ร่วมฉลองปีใหม่กับสามีแต่กับพวกบุตรหลานนางร่วมฉลองปีใหม่กับเขาทุกครั้ง

    ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลสักเพียงใดพอถึงเทศกาลปีใหม่บุตรหลานก็ต้องมารวมตัวฉลองปีใหม่ร่วมกัน บางครั้งพวกตนหอบหิ้วกันไปร่วมฉลองปีใหม่กับสามีถึงลั่วหยาง

    “บุตรสาวคนเดียวของข้าตอนนี้ก็ปักหลักอยู่ที่โยวโจว มิรู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ อีกไม่กี่เดือนนางก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้วมีบุตรสาวตระกูลใดเป็นเหมือนนางบ้าง”

    คร่ำครวญตำหนิบุตรีเพียงคนเดียว ป่านนี้คงลือออกไปทั่วต้าถังแล้วว่า บุตรหลานสกุลจ้าวออกไปเร่ทำการค้าอยู่ด้านนอก ขึ้นชื่อว่าตระกูลขุนนางทำการค้าคงถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะเอา

    “เจ้าเงียบหน่อยเถิด” เอ็ดลูกสะใภ้ “ไม่ทำการค้าบ้านพวกเราจะเอาอะไรกิน เอาเวลาที่โวยวายไปทำอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์จะไม่ดีกว่าหรือ”

    “ท่านแม่ก็รู้ว่าตอนนี้พวกเราคือคนของจวนฝู่กั๋วกง ชิงเอ๋อร์ยังเป็นคู่หมั้นของฉีอ๋อง พวกชนชั้นสูงในฉางอันรู้เข้าคงนินทาพวกเราจนกระฉ่อนไปทั่วเมือง”

    หญิงชรานั่งนิ่ง นางเหนื่อยกับสังคมชั้นสูงที่ถือเกียรติเป็นสำคัญ ต่อให้จะอดตายก็ไม่ยอมลดตัวมาทำการค้า

    ไม่ยอมก้มหัวทำการค้าแต่ยินยอมคดโกง นางไม่ค่อยเข้าใจความคิดของพวกขุนนางสักเท่าไหร่

    “นินทาก็นินทาสิ คำนินทากับอดตาย ข้าเลือกปล่อยให้พวกมันนินทาจนกระอักเลือดตายยังดีเสียกว่าไม่มีเงิน” หญิงชรายกมือขึ้นจับศีรษะ

    “เจ้าดูนี่สิ เครื่องประดับพวกนี้ได้มาก็เพราะเงินที่ชิงเอ๋อร์กับเสียนเอ๋อร์ทำการค้า” ลูบผ้าคาดผมประดับทับทิมเม็ดโต

    “ปิ่นปักผมบนศีรษะเจ้าเพียงอันเดียวราคาไม่ต่ำกว่าสองพันก้วน เงินสองพันก้วนขุนนางบางคนยังไม่มี เจ้าเห็นหรือยังว่ามีเงินนั้นดีเพียงใด”

    “จริงด้วยเจ้าค่ะ กลับฉางอันไป ข้าจะต้องรื้อค้นเครื่องประดับมาประโคมสักหน่อย”

    จ้าวฮูหยินนั่งเลือกเครื่องประดับที่บุตรสาวกับบุตรชายซื้อให้อยู่ภายในใจ มาอยู่ที่ซานเป่ยนางมีเครื่องประดับราคาแพงมากมายกว่าแต่ก่อนมาก

    เครื่องประดับพวกนี้คือความกตัญญูที่บุตรชายกับบุตรสาวมอบให้

    “ผ้าคาดผมของท่านแม่งดงามเหลือเกิน กลับถึงฉางอันข้าคงต้องนำผ้าคาดผมไปฝากท่านแม่ของข้าสักผืน” จ้าวฮูหยินเปรยขึ้น

    หญิงชราหน้าตึงทันที เมื่อสักครู่ยังคร่ำครวญที่บุตรสาวทำการค้าอยู่เลย ตอนนี้กลับมีความคิดนำของราคาแพงพวกนี้ไปฝากคนที่บ้านเดิม

    ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยชื่นชอบฝั่งบ้านเดิมของลูกสะใภ้สักเท่าไหร่ สาเหตุก็เกิดจากพี่ชายของลูกสะใภ้ร่วมมือกับหลี่ซื่อหมินวางแผนสังหารพี่ชายตนเองเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ถ้ากล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือสามีนางเกลียดผู้ใดนางก็ย่อมเกลียดด้วย

    “ท่านแม่คิดว่าแถบนี้มีของดีอันใดบ้าง พอกลับไปฉางอันข้าจะซื้อไปฝากท่านแม่ของข้ากับพวกหลาน ๆ”

    จ้าวฮูหยินนั่งนับนิ้วของขึ้นชื่อในแถบนี้โดยไม่รู้เลยว่าแม่สามีมุมปากกระตุก ไม่อยากเสียเงินสักเหวินซื้อของฝากให้กับคนสกุลฝาง

    “ข้านำหยกที่ชิงเอ๋อร์มอบให้ไปทำเครื่องประดับให้ท่านแม่ของข้าดีไหมเจ้าคะ”

    จ้าวฮูหยินผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้โยกถามความคิดเห็นแม่สามีด้วยนำ้เสียงนุ่มนวล

    “สิ้นเปลือง” หญิงชรากล่าวขึ้นสั้น ๆ ก่อนจะลูบผ้าที่คาดอยู่บนศีรษะ

    “ไม่สิ้นเปลืองหรอกเจ้าค่ะ ข้ามีหยกดิบหลายก้อน”

    บ่าวรับใช้ข้างกายจ้าวฮูหยินก้มหน้าเม้มปากแน่น ฮูหยินของพวกตนยังไม่รู้ตัวอีกว่าฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร

    “ยังมีทับทิมดิบอีกหลายก้อน นำไปเจียระไนแล้วฝังเข้าไปในผ้าคาดผมคงงดงามน่าดู ท่านแม่จะต้องชอบแน่ ๆ”

    จ้าวฮูหยินคือบุตรีเพียงคนเดียวของสกุลฝาง บิดากับมารดามีนางก็เมื่อตอนอายุมากแล้ว นางจึงถูกตามใจทุกอย่าง มีของดีย่อมนึกถึงมารดาผู้ให้กำเนิด

    “เจ้ามัวแต่นึกถึงคนบ้านเดิม เหตุใดไม่นึกถึงบุตรสาวตนเองบ้างล่ะ อัญมณีพวกนั้นควรนำไปทำเครื่องประดับให้ชิงเอ๋อร์บ้าง อีกไม่นานก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว ไหนจะสินเดิมอีก”

    “ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าสั่งทำเครื่องประดับให้บุตรสาวสุดที่รักแล้ว พอช่างทำเสร็จ ข้าจะนำมาให้ท่านแม่เชยชมเป็นคนแรกเลยเจ้าค่ะ”

    หญิงชราไม่รู้จะกล่าววาจาใดกับลูกสะใภ้ ไม่รู้ว่าสอนกันมาอย่างไรนับวันนางยิ่งซื่อบื้อเกินไปแล้ว

    จ้าวฮูหยินแอบเหลือบตามองแม่สามี นางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจถ้อยคำเหน็บแนม ตั้งแต่พี่ชายของนางอยู่ฝ่ายฝ่าบาทก็ถูกคนในสกุลจ้าวเมินใส่ ต่อให้ครอบครัวทางสามีเมินใส่อย่างไรแต่นั่นก็คือครอบครัวที่เลี้ยงนางมาจนเติบใหญ่

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788