ภายในกระโจมหลังใหญ่ฉีอ๋องและแม่ทัพวางแผนกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทว่านอกกระโจมพวกรองแม่ทัพและเหล่าทหารกำลังยืนมองหิมะแรกของปีแล้วหวนนึกถึงหน้าคนในครอบครัว
เมืองนอกด่านล้วนเต็มไปด้วยซากศพจากฝีมือของพวกทูเจวี๋ย นับวันพวกมันยิ่งเหิมเกริม มองกองทัพต้าถังอ่อนแอสู้กองทัพของพวกมันมิได้
สาเหตุที่ทำให้พวกกองทัพทูเจวี๋ยเหิมเกริมยิ่งขึ้นก็มาจากเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วหลี่ซื่อหมินปราชัยให้กับพวกมันที่สะพายเว่ยสุ่ย ถึงได้ถูกข่มอยู่เรื่อยมา
สิ่งที่ต้าถังสู้พวกทูเจวี๋ยตะวันออกมิได้ก็คือกองทัพม้าที่แข็งแกร่ง เสียงกีบม้าของพวกมันย่างกลายไปที่ใดที่นั้นต้องนองไปด้วยเลือด พวกทูเจวี๋ยล้วนโหดเหี้ยมพวกมันตัดศีรษะฝ่ายตรงข้ามเพื่อความสนุกสนาน
เด็กเผ่าทูเจวี๋ยเกิดมาเพียงไม่กี่ขวบก็ถูกสั่งสอนให้ควบม้าศึกตัวใหญ่ไล่ล่าตัดศีรษะของฝ่ายตรงข้าม
เสียงกีบเท้าม้าย่ำพื้นดินยามค่ำคืนทำให้ทหารตื่นตัว กระชับอาวุธพร้อมหันไปในทิศทางของเสียง
ม้าศึกตัวใหญ่วิ่งมาทางที่ตั้งกองทัพ บนหลังมีร่างอาบไปด้วยเลือดใกล้จะหมดสติเต็มที
เสียงตะโกนเรียกหาแพทย์ทหารดังลั่น ผู้อยู่บนหลังม้าคือหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งออกไปสอดแนมฝ่ายตรงข้าม
ทหารช่วยกันยกสหายลงจากหลังม้าแล้วนำเข้าไปในกระโจม ร่างกายโชกไปด้วยเลือดใกล้จะหมดสติเต็มที
ฉีอ๋องกับพวกแม่ทัพออกมานอกกระโจมเมื่อได้ข่าวว่าหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งออกไปถึงสิบชีวิตกลับมาเพียงชีวิตเดียวและยังไม่รู้ว่าจะยื้อชีวิตได้หรือไม่
ซุนซือเหมียวผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดาแห่งยุคพบปะกับกองทัพต้าถังที่เมืองปิ้งโจวจึงอาสาติดตามกองทัพออกศึกในครั้งนี้ เขารีบเร่งช่วยเหลือร่างที่ถูกดาบฟันจนเป็นแผลเหวอะหวะ
“ท่านอ๋อง นี่คือจดหมายที่ค้นเจอในปากของหน่วยสอดแนมขอรับ”
ฉีอ๋องเปิดอ่านจดหมาย ใบหน้าเขาเคร่งเครียดจนแทบอยากเด็ดหัวเจี๋ยลี่เค่อหานเสียเดี๋ยวนี้
ออกศึกครั้งนี้หากเด็ดหัวของเจี๋ยลี่เค่อหานไม่ได้ กองทัพต้าถังต้องถูกพวกมันท้าทายไม่รู้จักจบสิ้น
เสียงก่นด่าพวกทูเจวี๋ยจากเหล่าทหารดังกระหึ่มยิ่งได้รับรู้ว่าสหายที่ส่งออกไปสอดแนมถูกพวกมันฆ่าตัดศีรษะแล้วตัดหูมาแขวนเรียงกันเล่นยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมอ่อนข้อกับกับพวกสารเลว
ฉีอ๋องได้ยินหมอรายงานว่าสามารถยื้อชีวิตหน่วยสอดแนมไว้ได้ก็รีบกลับเข้าไปในกระโจม
ถึงคราที่ทัพใหญ่ของต้าถังต้องแบ่งทัพ ยกไปตีพวกสารเลวทูเจวี๋ยให้สิ้นซาก
ภายในกระโจมแต่ละหลังยังไม่มีผู้ใดสามารถข่มตาหลับลงได้ การทำศึกทุกครั้งต้องเอาชีวิตของแต่ละคนเป็นเดิมพัน หน่วยสอดแนมเก้าคนที่ถูกสังหารไม่รู้ว่าศพอยู่ที่ใด ตายก็ไม่มีดินกลบหน้าช่างเป็นเรื่องหน้าอนาถใจ
ขนาดยังไม่รู้ว่าสหายร่วมรบในครั้งนี้ถูกตัดศีรษะไปเตะเล่นยังนอนไม่หลับ ถ้ารู้เหล่าทหารคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
--------------------------------------
หิมะโปรยปรายลงมาหนักหน่วงหมู่บ้านซานเป่ยถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน เสียงกรีดร้องดังลั่นหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อฟังเสียงว่าเกิดอันใดขึ้น
“ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้น” จ้าวฮูหยินผุดลุกขึ้นพร้อมกับสามี
“ข้าจะออกไปดูสักหน่อย” จ้าวหยางเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่
“ข้าไปด้วยเจ้าค่ะ” จ้าวฮูหยินลุกขึ้นแต่งกายให้เรียบร้อย
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังรัว ๆ ทำให้นายประตูที่นอนหลบอยู่ในห้องใกล้กับประตูลุกขึ้นมาเปิด
“เกิดอันใดขึ้น”
“ท่านหมอสวีอยู่หรือไม่”
“อยู่”
“ข้ามาตามท่านหมอสวีให้ไปช่วยดูอาการท่านพ่อของข้า”
จ้าวชานหนึ่งในผู้ที่ทำงานอยู่บนสวนผลไม้ยืนร้องไห้ เขาทำอันใดไม่ถูกเมื่อหลังคาบ้านถล่มลงมาเพราะหิมะตกหนัก
หมอสวี จ้าวเฉิง จ้าวหยาง พร้อมจ้าวลู่เสียน รีบเร่งเดินทางฝ่าหิมะหนาไปยังบ้านที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน
จ้าวฮูหยินกับแม่สามีและคนอื่น ๆ ต่างลุกขึ้นมานั่งรอฟังข่าวอยู่ในเรือน
“บ้านจ้าวชานซ่อมแซมแล้วมิใช่หรือ เหตุใดหลังคาถึงพังลงมาได้” จ้าวฮูหยินเป็นกังวลแทน เหตุการณ์เลวร้ายพวกนี้นางไม่เคยพบเจอ
“ปีนี้หิมะตกหนักกว่าปีที่ผ่านมา หลังคาที่ไม่ได้มุงด้วยกระเบื้องยากที่จะรับไหว”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว นางเคยมีช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ย่อมเคยพบเจอปัญหาหิมะปกคลุมจนหลังคาถล่ม เพียงแต่ที่ถล่มคือหลังคาห้องครัว มิใช่ห้องนอนเหมือนบ้านจ้าวชาน
“สงสารบ้านจ้าวชานที่ยังไม่ได้สร้างบ้านใหม่เหมือนบ้านผู้อื่น ข้าเกรงว่าบ้านที่หลังคาไม่ได้มุงด้วยกระเบื้องจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้น”
“พรุ่งนี้เช้า บ้านพวกเราต้องกวาดหิมะลงจากหลังคา หิมะตกหนักถึงเพียงนี้หลังคากระเบื้องอาจรับไม่ไหวก็เป็นได้”
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งจิบน้ำชาเพื่ออุ่นร่างกาย เสียงร้องไห้ของลูกสะใภ้ทำให้คิ้วสีขาวย่นเข้าหากัน
“เจ้าร้องไห้ทำไมกัน”
“ท่านแม่ ข้าเพียงคิดถึงจื้อเอ๋อร์ หิมะตกหนักขนาดนี้ลูกชายข้าจะอยู่อย่างไร” ผ้าเช็ดหน้าในมือยกขึ้นซับน้ำตา
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปสักพัก ครั้งนึกถึงหลานชายคนโตที่ตอนนี้กำลังเข้าร่วมรบกับกองทัพ พวกทูเจวี๋ยนั้นโหดร้ายยิ่งนัก พวกคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมฆ่าคนราวกับผักปลา หากครั้งนี้ต้าถังสามารถสยบได้คงเป็นเรื่องที่ดีต่อราษฎร
“ปีใหม่ปีนี้ครอบครัวพวกเราคงไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน” หญิงชราคิดถึงหลานสาวกับหลานชาย นางค่อนข้างจะคุ้นชินกับการไม่ได้ร่วมฉลองปีใหม่กับสามีแต่กับพวกบุตรหลานนางร่วมฉลองปีใหม่กับเขาทุกครั้ง
ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลสักเพียงใดพอถึงเทศกาลปีใหม่บุตรหลานก็ต้องมารวมตัวฉลองปีใหม่ร่วมกัน บางครั้งพวกตนหอบหิ้วกันไปร่วมฉลองปีใหม่กับสามีถึงลั่วหยาง
“บุตรสาวคนเดียวของข้าตอนนี้ก็ปักหลักอยู่ที่โยวโจว มิรู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ อีกไม่กี่เดือนนางก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้วมีบุตรสาวตระกูลใดเป็นเหมือนนางบ้าง”
คร่ำครวญตำหนิบุตรีเพียงคนเดียว ป่านนี้คงลือออกไปทั่วต้าถังแล้วว่า บุตรหลานสกุลจ้าวออกไปเร่ทำการค้าอยู่ด้านนอก ขึ้นชื่อว่าตระกูลขุนนางทำการค้าคงถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะเอา
“เจ้าเงียบหน่อยเถิด” เอ็ดลูกสะใภ้ “ไม่ทำการค้าบ้านพวกเราจะเอาอะไรกิน เอาเวลาที่โวยวายไปทำอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์จะไม่ดีกว่าหรือ”
“ท่านแม่ก็รู้ว่าตอนนี้พวกเราคือคนของจวนฝู่กั๋วกง ชิงเอ๋อร์ยังเป็นคู่หมั้นของฉีอ๋อง พวกชนชั้นสูงในฉางอันรู้เข้าคงนินทาพวกเราจนกระฉ่อนไปทั่วเมือง”
หญิงชรานั่งนิ่ง นางเหนื่อยกับสังคมชั้นสูงที่ถือเกียรติเป็นสำคัญ ต่อให้จะอดตายก็ไม่ยอมลดตัวมาทำการค้า
ไม่ยอมก้มหัวทำการค้าแต่ยินยอมคดโกง นางไม่ค่อยเข้าใจความคิดของพวกขุนนางสักเท่าไหร่
“นินทาก็นินทาสิ คำนินทากับอดตาย ข้าเลือกปล่อยให้พวกมันนินทาจนกระอักเลือดตายยังดีเสียกว่าไม่มีเงิน” หญิงชรายกมือขึ้นจับศีรษะ
“เจ้าดูนี่สิ เครื่องประดับพวกนี้ได้มาก็เพราะเงินที่ชิงเอ๋อร์กับเสียนเอ๋อร์ทำการค้า” ลูบผ้าคาดผมประดับทับทิมเม็ดโต
“ปิ่นปักผมบนศีรษะเจ้าเพียงอันเดียวราคาไม่ต่ำกว่าสองพันก้วน เงินสองพันก้วนขุนนางบางคนยังไม่มี เจ้าเห็นหรือยังว่ามีเงินนั้นดีเพียงใด”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ กลับฉางอันไป ข้าจะต้องรื้อค้นเครื่องประดับมาประโคมสักหน่อย”
จ้าวฮูหยินนั่งเลือกเครื่องประดับที่บุตรสาวกับบุตรชายซื้อให้อยู่ภายในใจ มาอยู่ที่ซานเป่ยนางมีเครื่องประดับราคาแพงมากมายกว่าแต่ก่อนมาก
เครื่องประดับพวกนี้คือความกตัญญูที่บุตรชายกับบุตรสาวมอบให้
“ผ้าคาดผมของท่านแม่งดงามเหลือเกิน กลับถึงฉางอันข้าคงต้องนำผ้าคาดผมไปฝากท่านแม่ของข้าสักผืน” จ้าวฮูหยินเปรยขึ้น
หญิงชราหน้าตึงทันที เมื่อสักครู่ยังคร่ำครวญที่บุตรสาวทำการค้าอยู่เลย ตอนนี้กลับมีความคิดนำของราคาแพงพวกนี้ไปฝากคนที่บ้านเดิม
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยชื่นชอบฝั่งบ้านเดิมของลูกสะใภ้สักเท่าไหร่ สาเหตุก็เกิดจากพี่ชายของลูกสะใภ้ร่วมมือกับหลี่ซื่อหมินวางแผนสังหารพี่ชายตนเองเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ถ้ากล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือสามีนางเกลียดผู้ใดนางก็ย่อมเกลียดด้วย
“ท่านแม่คิดว่าแถบนี้มีของดีอันใดบ้าง พอกลับไปฉางอันข้าจะซื้อไปฝากท่านแม่ของข้ากับพวกหลาน ๆ”
จ้าวฮูหยินนั่งนับนิ้วของขึ้นชื่อในแถบนี้โดยไม่รู้เลยว่าแม่สามีมุมปากกระตุก ไม่อยากเสียเงินสักเหวินซื้อของฝากให้กับคนสกุลฝาง
“ข้านำหยกที่ชิงเอ๋อร์มอบให้ไปทำเครื่องประดับให้ท่านแม่ของข้าดีไหมเจ้าคะ”
จ้าวฮูหยินผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้โยกถามความคิดเห็นแม่สามีด้วยนำ้เสียงนุ่มนวล
“สิ้นเปลือง” หญิงชรากล่าวขึ้นสั้น ๆ ก่อนจะลูบผ้าที่คาดอยู่บนศีรษะ
“ไม่สิ้นเปลืองหรอกเจ้าค่ะ ข้ามีหยกดิบหลายก้อน”
บ่าวรับใช้ข้างกายจ้าวฮูหยินก้มหน้าเม้มปากแน่น ฮูหยินของพวกตนยังไม่รู้ตัวอีกว่าฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร
“ยังมีทับทิมดิบอีกหลายก้อน นำไปเจียระไนแล้วฝังเข้าไปในผ้าคาดผมคงงดงามน่าดู ท่านแม่จะต้องชอบแน่ ๆ”
จ้าวฮูหยินคือบุตรีเพียงคนเดียวของสกุลฝาง บิดากับมารดามีนางก็เมื่อตอนอายุมากแล้ว นางจึงถูกตามใจทุกอย่าง มีของดีย่อมนึกถึงมารดาผู้ให้กำเนิด
“เจ้ามัวแต่นึกถึงคนบ้านเดิม เหตุใดไม่นึกถึงบุตรสาวตนเองบ้างล่ะ อัญมณีพวกนั้นควรนำไปทำเครื่องประดับให้ชิงเอ๋อร์บ้าง อีกไม่นานก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว ไหนจะสินเดิมอีก”
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าสั่งทำเครื่องประดับให้บุตรสาวสุดที่รักแล้ว พอช่างทำเสร็จ ข้าจะนำมาให้ท่านแม่เชยชมเป็นคนแรกเลยเจ้าค่ะ”
หญิงชราไม่รู้จะกล่าววาจาใดกับลูกสะใภ้ ไม่รู้ว่าสอนกันมาอย่างไรนับวันนางยิ่งซื่อบื้อเกินไปแล้ว
จ้าวฮูหยินแอบเหลือบตามองแม่สามี นางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจถ้อยคำเหน็บแนม ตั้งแต่พี่ชายของนางอยู่ฝ่ายฝ่าบาทก็ถูกคนในสกุลจ้าวเมินใส่ ต่อให้ครอบครัวทางสามีเมินใส่อย่างไรแต่นั่นก็คือครอบครัวที่เลี้ยงนางมาจนเติบใหญ่