เสิ่นมู่กลับมาถึงจวนก็ไปรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อมาถึงห้องนอนก็เห็นภรรยานั่งพิงหัวเตียงแล้วหลับอยู่ เขายิ้มพลางส่ายหน้าก่อนจะหยิบหนังสือออกจากมือเพื่อจะจัดท่านอนให้นางใหม่
เจียงเยว่เวยนอนรอสามีจนดึกก็ยังไม่เห็นสามีกลับมา นางจึงเผลอหลับไปทั้งที่ในมือยังถือหนังสือค้างอยู่ แต่เมื่อรู้สึกว่าหนังสือในมือขยับ นางจึงลืมตาตื่น “ท่านกลับมาแล้วหรือเ้าคะ”
“ง่วงแล้วทำไมไม่เข้านอนดีๆ จะนั่งรอข้าอยู่ทำไมกัน ดูสิ...หนังสือในมือยังไม่เก็บไปด้วยซ้ำ”
“ข้าตั้งใจจะอ่านหนังสือรอท่านไปพลางๆ แต่ไม่คิดว่าจะเผลอหลับไปเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยถามสามีอย่างห่วงใย “ท่านทานมื้อเย็นมาแล้วหรือยังเ้าคะ ข้าต้มน้ำแกงกระดูกหมูไว้ เดี๋ยวข้าจะให้บ่าวรับใช้ยกเข้ามาให้นะเ้าคะ”
“ข้าทานมาจากข้างนอกแล้ว” เสิ่นมู่นอนลงบนเตียงก่อนจะประคองให้ภรรยาล้มตัวลงนอนแนบไปกับร่างกายของตน “ได้ยินว่าวันนี้เ้าเอากุญแจคลังคืนให้ฮูหยินผู้เฒ่าแล้วหรือ”
“ข้าเป็คนให้ซิงเซียงเอากุญแจคลังไปคืนให้นางเองกับมือเลยเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยเอามือปิดปากหัวเราะอย่างพอใจ “ท่านพี่รู้หรือไม่เ้าคะ ยังไม่ทันจะข้ามวันเลยด้วยซ้ำ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ให้เย่าหลิงมาแจ้งว่าจะตัดค่าใช้จ่ายของบ้านสายหลักของเรา ทั้งยังขายบ่าวรับใช้ของเราออกไปจนหมด ดีที่ข้าเอาสินเดิมที่เหลืออยู่ในคลังเข้าไปขายในมิติวิเศษแล้ว ต่อไปข้าจะคอยดูว่าถ้าฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าในคลังสมบัติของจวนมีแต่หีบเปล่า ทั้งยังมีเถ้าแก่จากร้านต่างๆ มาทวงเงินอยู่หน้าจวน ถึงเวลานั้นนางจะทำอย่างไร”
“ถึงเวลานั้นนางก็คงจะมาโวยวายแล้วก็มาขอเงินจากเ้าน่ะสิ หรือไม่นางก็อาจจะพาคนมาค้นทรัพย์สินของเรา” เสิ่นมู่เอาเส้นผมนุ่มสลวยของภรรยามาพันที่ปลายนิ้วเล่นอย่างสบายใจ “หรือว่าเ้ามีแผนการรับมือเื่นี้ไว้แล้ว”
“ก็ไม่เชิงว่าเป็การวางแผนรับมือ หากนางกล้าพาคนมา ข้าก็จะให้ค้นจนพอใจ ให้นางเห็นว่าบ้านเราก็ไม่เหลือสมบัติแล้วเหมือนกัน” เจียงเยว่เวยยิ้ม “ท่านลองคิดดูสิเ้าคะว่าถ้าเราไม่มีเงิน แต่มีเถ้าแก่จากร้านค้าน้อยใหญ่มาทวงหนี้ถึงหน้าจวน ถึงตอนนั้นนางจะไปเอาเงินจากไหนมาจ่ายหนี้”
“เ้าคงไม่ได้หมายถึงสินเดิมของน้องสะใภ้รองหรอกนะ”
“ต่อให้ข้าไม่คิด แต่ท่านคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่คิดถึงเงินก้อนนั้นหรือเ้าคะ” เจียงเยว่เวยนึกถึงตรงนี้ก็หัวเราะ “วันนี้เย่าหลิงตั้งใจมาเยาะเย้ยข้าแต่ข้าไม่ออกไปพบนาง แต่วันที่นางถูกฮูหยินผู้เฒ่ายึดสินเดิมไปจ่ายหนี้ ข้าต้องออกไปดูความสนุกด้วยอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นข้านี่ล่ะจะเป็ฝ่ายที่ไปยืนหัวเราะเยาะนาง”
“ไหนบอกว่าเมื่อก่อนเ้าถูกคุณแม่ในยุคนั้นเลี้ยงดูมาให้เป็เด็กเรียบร้อยและเข้าใจผู้คน แต่ทำไมตอนนี้เ้าถึงกลายเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นไปแล้วเล่า” เสิ่นมู่ย้ายมือจากเส้นผมมาเขี่ยแก้มนุ่มนิ่มของภรรยา “แต่เป็แบบนี้ก็ดี...ข้าชอบ”
เจียงเยว่เวยทำได้เพียงยิ้มแต่ไม่ตอบคำถาม เมื่อก่อนตอนที่นางยังเป็รวินท์นิภา นางเป็คนจิตใจดีและว่านอนสอนง่าย รวมถึงนางไม่เคยคิดที่จะมีเื่กับใคร แต่เพราะนางเป็อย่างนั้นนางถึงถูกเพื่อนและญาติๆ คอยเอาเปรียบ ตอนนั้นนางคิดแบบเด็กๆ ว่าความดีคงเอาชนะจิตใจของคนเห็นแก่ตัวเ่าั้ได้สักวัน แต่เมื่อมาคิดดูแล้วการกระทำเช่นนั้นช่างเปล่าประโยชน์เสียจริง สู้เป็คนที่ตาต่อตาฟันต่อฟันแบบนี้ยังดีกว่า แม้บางครั้งผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่ดี แต่อย่างน้อยก็ยังได้ความสะใจคืนมาไม่ใช่หรือ
“เ้ากำลังคิดอะไรอยู่” เสิ่นมู่ถามเมื่อไม่เห็นภรรยาตอบ
“ข้ากำลังคิดว่าระหว่างที่รอให้ท่านเตรียมการเพื่อที่จะย้ายออกจากเมืองหลวง ข้าจะออกไปเดินเล่นแล้วหาซื้อของเก่าหรือไม่ก็เครื่องประดับชั้นดีเข้าไปขายในมิติเพื่อเป็เงินทุนในอนาคตของเรา ท่านคิดว่าอย่างไรเ้าคะ”
“แม้ข้าจะคัดค้านและบอกว่าข้าจะเป็คนหาเงินมาให้เ้าเอง เ้าก็คงไม่ยอมใช่หรือไม่” เสิ่นมู่พูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“แน่นอนว่าไม่ยอมเ้าค่ะ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าเติบโตมาในสังคมที่หญิงชายเท่าเทียม แต่ข้ารู้ดีว่าในยุคนี้ยังมีความเชื่อเื่ชายเป็ใหญ่ เพราะฉะนั้นเื่อื่นข้ายินดีเชื่อฟังท่าน มีแค่เื่ทำการค้าเท่านั้นที่ข้าอยากทำตามใจตัวเอง” เจียงเยว่เวยพูดอ้อนสามี “ท่านพี่ ข้าขอแค่เื่นี้เื่เดียว ท่านคงไม่ห้ามข้าใช่หรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นมู่กระชับร่างภรรยาเข้ามากอด “ข้าไม่ห้ามเ้าหรอก ข้าเคยบอกไว้แล้วว่าข้าให้อิสระเ้าในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เพียงแต่เ้าก็ต้องสัญญากับข้าด้วยว่าเ้าจะไม่ทำให้ตัวเองต้องเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะไม่ว่าอย่างไรข้าก็หาเลี้ยงเ้ากับลูกๆ ได้อยู่แล้ว”
“ขอบคุณท่านพี่เ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยพลิกตัวขึ้นไปหอมแก้มสามีเพื่อเป็รางวัล แต่แค่ชั่วขณะเดียวนางก็เปลี่ยนมาทำหน้าขรึม “ท่านพี่ ท่านยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับข้าใช่หรือไม่เ้าคะ”
“สัญญา? สัญญาอะไร” เมื่ออยู่ดีๆ ภรรยาก็เปลี่ยนเื่ เสิ่นมู่จึงตามไม่ทัน เขามองนางอย่างสงสัย
“ก่อนที่ท่านจะออกไปทำงาน ท่านบอกว่าท่านจะกลับมาเล่าเหตุผลที่ท่านรับอนุเข้ามามากมายให้ข้าฟังไม่ใช่หรือเ้าคะ ท่านอย่ามาแกล้งทำเป็ลืม” เจียงเยว่เวยพูดเตือน
“ข้าจะลืมได้อย่างไร เพียงแต่เ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าหากเ้าได้ฟังเหตุผลแล้วเ้าจะไม่โกรธข้า”
“มัดมือชกกันชัดๆ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเล่าหรอกเ้าค่ะ ข้าไม่อยากฟังแล้ว” เจียงเยว่เวยทำท่าจะลุก แต่เสิ่นมู่กลับกอดนางไว้แน่น นางได้แต่ถอนหายใจ “เอาเป็ว่าข้าเชื่อว่าท่านมีเหตุผลที่รับอนุเข้ามา และข้าก็ไม่เชื่อว่าท่านลุ่มหลงสตรีเหมือนที่คนเขาพูดกัน”
เสิ่นมู่ได้ยินคำพูดของภรรยาก็ถอนหายใจโล่ง ก่อนหน้านี้เจียงเยว่เวยคนเก่ามักจะหาเื่เขาตลอดว่าเป็เพราะเขาแต่งภรรยารองทั้งยังรับอนุก่อนที่จะแต่งนางเข้ามา ทำให้นางกลายเป็ตัวตลกของคนทั้งเมือง ทั้งฮูหยินผู้เฒ่ากับเสิ่นเจาก็เอาแต่พูดกลอกหูเจียงเยว่เวยคนเดิมว่าเขาเป็พวกลุ่มหลงสตรีจนหน้ามืดตามัว ยิ่งทำให้เจียงเยว่เวยหาเื่ทะเลาะกับเขาทุกวัน เขาจึงไม่มั่นใจว่าเจียงเยว่เวยคนปัจจุบันจะมีความคิดเหมือนเจียงเยว่เวยคนเดิมหรือเปล่า
“ท่านพี่ ทำไมท่านถึงเงียบไปเ้าคะ” เจียงเยว่เวยเห็นว่าสามีเงียบไปจึงนึกว่าเขากำลังลำบากใจ และเมื่อนึกถึงว่าภรรยาทั้งสามคนของสามีต่างก็เป็สตรีนิสัยดี “ข้ายอมรับพวกนางแล้ว เอาเป็ว่าเราจะไม่พูดเื่นี้กันอีกดีหรือไม่เ้าคะ”
“ข้าแต่งเวินอี้เหมยมาเป็ภรรยารองก็จริงแต่ข้าไม่เคยรักและไม่เคยมีใจให้นาง แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของข้าทำให้นางต้องมาเสียความบริสุทธิ์ไป ถึงอย่างนั้นข้าก็มอบตำแหน่งฮูหยินเอกให้นางไม่ได้ ทำได้แค่ต้องแต่งนางมาเป็ภรรยารอง”
เสิ่นมู่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนนั้นเขาเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีสมรสกับเจียงเยว่เวย ระหว่างที่เขาเดินทางผ่านอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาถูกบุตรสาวของนายอำเภอวางยาชนิดร้ายแรง อีกทั้งองครักษ์รอบตัวต่างถูกเขาส่งออกไปทำภารกิจ ทำให้เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์นั้นเพียงลำพัง
ยาชนิดนั้นนอกจากจะเป็ยาปลุกกำหนัดแล้วมันยังมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายอ่อนแรง เสิ่นมู่ไม่อาจใช้วรยุทธ์ทำได้แค่ต้องปีนหน้าต่างหลบหนี บังเอิญมีรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่าน เขาจึงขึ้นไปบนรถม้าคันนั้นแล้วได้ก็พบกับเวินอี้เหมย จึงได้รู้ว่านางกำลังจะถูกส่งตัวไปเป็อนุของขุนนางท่านหนึ่ง
บ่าวชราที่ทำหน้าที่มารับตัวเวินอี้เหมยพอจะรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง เมื่อนางจับชีพจรให้เสิ่นมู่ถึงได้รู้ว่าเสิ่นมู่ถูกวางยาชนิดใด และนางยังบอกอีกว่ายาชนิดนี้ไม่มียาถอน วิธีเดียวที่ทำได้คือต้องมีสัมพันธ์กับสตรีภายในหนึ่งชั่วยามนับั้แ่ได้รับยา ไม่เช่นนั้นอวัยวะภายในของเขาจะถูกทำลายและจะทำเขาสิ้นใจในที่สุด
แน่นอนว่าเสิ่นมู่ย่อมไม่ยินยอม เขายอมตายดีกว่าที่จะทำให้ร่างกายอันบริสุทธิ์ของเขาต้องแปดเปื้อนไปก่อนที่เขาจะได้แต่งงานกับสตรีในดวงใจ แต่เมื่อนึกไปถึงว่าหากเขาไม่มีชีวิตรอดกลับไป เจียงเยว่เวยอาจต้องแต่งไปกับผู้อื่น หากเป็เช่นนั้นเขายอมรับไม่ได้
แม้จะรู้ว่าการที่ตนลักลอบขึ้นมาบนรถม้าแล้วอาจทำให้ชื่อเสียงของเวินอี้เหมยเสียหาย แต่เสิ่นมู่ก็ยังตัดสินใจอย่างเห็นแก่ตัวเพื่อสตรีในดวงใจที่กำลังรอเขาไปเข้าพิธีวิวาห์ บ่าวชราเห็นท่าไม่ดีจึงะโรถม้าเพื่อจะไปเรียกให้คนมาช่วย แต่น่าเสียดายที่หลังจากะโลงจากรถม้า ศีรษะของบ่าวชราก็กระแทกพื้นเสียชีวิตไปก่อน เวินอี้เหมยจึงต้องกลายเป็คนถอนพิษให้กับเสิ่นมู่โดยไม่เต็มใจ
เมื่อเสิ่นมู่ถอนพิษได้สำเร็จ เขากลับไปจัดการกับเ้าเมืองผู้นั้นรวมถึงบุตรสาวที่กล้ามาวางยา ก่อนที่เขาจะไปสู่ขอเวินอี้เหมยถึงได้รู้ว่าเวินอี้เหมยเป็บุตรสาวของบัณฑิตจวี่เหรินผู้หนึ่ง แต่เพราะบิดาของเวินอี้เหมยประสบอุบัติเหตุทำให้ขาพิการ ด้วยเงื่อนไขของการเป็ขุนนางที่ว่าบุคคลพิการไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการได้ เส้นทางขุนนางของเวินจวี่เหรินจึงสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
เวินอี้เหมยนับเป็สตรีที่มีความสามารถเพียบพร้อม ทั้งยังมีใบหน้าที่งดงาม เมื่อครั้งที่เวินจวี่เหรินยังไม่พิการจึงไม่มีใครกล้าไปล่วงเกินด้วยกลัวว่าในอนาคตหากเวินจวี่เหรินสอบได้เป็ถึงจิ้นซื่อ เวินจวี่เหรินอาจกลับมาคิดบัญชีกับพวกเขาในภายหลัง
แต่หลังจากที่เวินจวี่เหรินประสบอุบัติเหตุ ขุนนางในระดับท้องถิ่นต่างใช้อำนาจบีบบังคับให้เวินอี้เหมยเข้าไปเป็อนุ เวินอี้เหมยเป็ห่วงความปลอดภัยของบิดา ทำได้แค่ต้องยินยอมเข้าไปเป็อนุของรองเ้าเมืองผู้หนึ่ง จนกระทั่งนางได้เป็สตรีของเสิ่นมู่ จึงไม่มีผู้ใดกล้ามาหาเื่ครอบครัวของนางอีก รวมถึงบิดาของนางยังได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในชนบทด้วยความช่วยเหลือของเสิ่นมู่
“ฟังดูแล้วข้าเป็คนเห็นแก่ตัวมากเลยใช่หรือไม่ที่ไปย่ำยีสตรีดีๆ ผู้หนึ่ง” เสิ่นมู่ถามภรรยาทันทีที่เขาเล่าจบ
เจียงเยว่เวยไม่คิดว่าเสิ่นมู่จะยอมทำเพื่อนางถึงขนาดที่เขาไปทำลายความบริสุทธิ์ของสตรีที่น่าสงสารผู้หนึ่ง “ที่ท่านทำผิดกับอี้เหมยก็เป็เพราะข้า ท่านอย่าโทษตัวเองเลยนะเ้าคะ”
เสิ่นมู่ได้ยินคำพูดของภรรยาก็พลอยโล่งใจ เขาจึงพูดต่อ “ทีแรกข้าคิดว่าจะมีสัมพันธ์กับเวินอี้เหมยแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว แต่พอมานึกดูให้ดี หากสตรีไม่มีบุตรย่อมต้องมีคำนินทาว่าร้ายตามมา ข้า...เอ่อ...ข้าจึงมีสัมพันธ์กับนางอีกหนึ่งครั้งจนนางให้กำเนิดชิงฮวา แต่ข้าสาบานได้นะว่าหลังจากนั้นข้ากับนางก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอีก”
“เอะอะอะไรก็สาบาน ท่านคิดว่าท่านมีเก้าชีวิตหรืออย่างไร ท่านไม่ต้องสาบาน ข้าเชื่อท่านแล้วเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยดุสามีก่อนจะถอนหายใจ “อย่างนั้นน้องสาวอี้เหมยก็เป็คนที่น่าสงสารมากคนหนึ่ง ต่อไปข้าต้องดีกับนางให้มากแล้วเ้าค่ะ แล้วอนุหลูกับอนุซูเล่าเ้าคะ ท่านรับพวกนางเข้ามาเป็อนุได้อย่างไร”