“จะตายเพื่อให้ได้หลับ
จะหลับเพื่อให้ได้ฝัน
อา...ช่างยากเย็นแสนเข็ญ”
(เช็กสเปียร์. แฮมเลต)
มันเป็คืนที่สวยงาม
พระจันทร์ส่องสว่างแสงสีเงินดูสงบและเยือกเย็น...เราจำได้แบบนั้น
ท่ามกลางผืนฟ้ายามราตรีบนผืนแผ่นดินเต็มไปด้วยแสงกระพริบแดงสลับกับน้ำเงินพร้อมกับเสียงหวอของไซเรนรถตำรวจ
รถเ่าั้กำลังล้อมรอบบ้านหลังหนึ่งอยู่บ้านสไตล์โมเดิร์นแบบยุโรปดูหรูหราเ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเริ่มทยอยลงมาจากรถอย่างร้อนรน กรูกันเข้าไปในบ้านบางส่วนก็อ้อมไปยังหลังบ้าน
ที่ในครัวหลังบ้านนั้นติดกับสวน ทั้งสองส่วนถูกกั้นไว้เพียงประตูกระจกบานใหญ่เท่านั้นและในครัวนั้นมีคนสองคนกำลังหันหน้าเข้าหากันอยู่
คนหนึ่งเป็ผู้ชายดูแล้วน่าจะเป็ชายวัยกลางคน ส่วนอีกคนเป็ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์กว่าแทบจะรอบหนึ่งของชายผู้นั้น คงต้องเรียกว่าหญิงสาว
ชายวัยกลางคนใส่ชุดสูทสีกรมท่าแบบกึ่งทางการหญิงสาวใส่เครื่องแบบในชุดกระโปรงของตำรวจหญิง
ฝ่ายชายนอนอยู่กับพื้นยกลำตัวครึ่งบนหันไปทางตำรวจสาว
ฝ่ายหญิงคุกเข่าหันมาทางฝ่ายชาย
“...ยิงฉันซะสิ”ฝ่ายชายเอ่ย
ฝ่ายตำรวจสาวนั้นมีปืนอยู่ในมือ
…แต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัว
ฝ่ายชายเห็นโอกาสจึงยิ้มและเอ่ยปาก
“เด็กสาวที่น่าสงสาร”
แล้วเอื้อมมือไปคว้าปืนที่นอนห่างอยู่ไม่ไกลจากด้านขวาของตัวเองขึ้นมาจ่อไปทางศีรษะของตำรวจสาวผู้นั้น
“ฉันจะฆ่าเธอแล้วนะ…
ลูกสาวของฉัน…
ชาร์ล็อต”
ปัง!!
เสียงปืนเหนี่ยวไก
.....
หลังจากนั้นทัศนียภาพที่เราเห็นก็มีแต่ความมืด
ไม่มีเสียง
ไม่รู้อุณหภูมิ
ไม่รู้สึกหนาวไม่รู้สึกร้อน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้เวลา
ไม่รู้สึกถึงพื้นที่ควรััร่างเราด้วยซ้ำ คาดว่าคงลอยอยู่ ลอยเคว้งอย่างไร้น้ำหนักท่ามกลางความมืดทึบที่แสนเงียบสงัดนี้
จากความทรงจำที่เราเพิ่งนึกไปเราคงตายแล้วสินะ เราคือชายวัยกลางคนคนนั้นเอง งั้นนี่ก็คงเป็ความตาย
...หรือเปล่านะ? บางทีอาจจะฝันอยู่รึเปล่า ?
ความตายไม่เห็นเหมือนที่เคยนึกภาพไว้เลย
ที่เคยจินตนาการไว้คือจินตนาการอะไรไม่ได้
เพราะมันไม่มีอะไรเลย
ไม่มีความคิดไม่มีความรู้สึกตัว เหมือนทีวีที่โดนดึงปลั๊กออก เหมือนคอมพิวเตอร์ที่กดปิดเครื่องวูบดับ พรึ่บ! มืดสนิท ไม่มีอะไรฉายไม่มีการคิดอะไรต่ออีก
ใช่!!มันไม่ควรเป็แบบตอนนี้ที่เรายังรำพึงรำพันกับตัวเองได้อยู่
จะว่าไปเรากำลังพูดอยู่เหรอไม่รู้สึกถึงปากที่กำลังพูดอยู่เลยไม่รู้สึกถึงการสั่นะเืของคอเวลาเปล่งเสียงด้วย ไม่สิไม่ได้ยินเสียงเลยนี่นาปกติจะต้องรับรู้จากทางหู งั้นเหรอ เรากำลังคิดอยู่...
เอ๋? เราทำได้แค่คิดเหรอ ตอนนี้ เรากำลังพูดในใจอยู่เหรอจะว่าไปเรามีร่างกายหรือเปล่าเนี่ย
....
อาจะยังไงก็ช่าง แย่เป็บ้า น่าเบื่อสุดๆ
ผ่านมานานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้แต่เราก็กำลังคิดอยู่คนเดียว พูดในใจกับตัวเองอย่างนี้มาตลอด ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยเลวร้ายสุดๆ
แล้วสรุปเรากำลังฝันหรือกำลังตายอยู่กันแน่สิ่งที่จำได้ครั้งสุดท้ายก็มีอยู่แค่นี้ จบแค่เท่านี้ ไม่รู้อะไรแล้วแฮะ
เฮ้อ...ถอยหายใจทั้งที่ไม่มีลมหายใจให้ถอน
เราทำได้แค่รอล่ะมั้งไม่รู้ว่ารออะไร แต่ทำได้แค่รอคอยให้มี ‘อะไรซักอย่าง’ เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ ให้มันผิดปกติไปจากเดิมเท่านั้น
...
..
.
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่...แต่มีแสง
มีแสงส่องมาล่ะ!!
มาแล้วสินะ‘อะไรซักอย่าง’ ที่ทำให้เราไม่ต้องรอคอยอย่างเบื่อหน่ายอีก
เอาล่ะ!! มาเลย!!
ปลายแสงนั่นเหมือนอุโมงค์
ไม่รู้ว่าเรากำลังเข้าไปหาหรือว่ามันกำลังเข้ามาหากันแน่
แต่ยอดเยี่ยมเรายินดี
อะไรก็ได้มาเลย
อะไรจะเกิดขึ้นก็เชิญเลย
หลังจากนั้นก็มีแต่แสงจ้าสว่างแสบตาไปหมด
ในขณะที่สติกำลังค่อยๆเลือนรางไปไม่รู้ทำไม เราก็นึกถึงประโยคที่เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งสมัยเด็กได้เราไม่เห็นชื่อคนแต่งบนหนังสือ มันเขียนเอาไว้ว่า
“ผู้คน เอ่อล้น ล้อมรอบไปด้วยคำโกหก
สำหรับผู้ที่แหวกว่ายอยู่ในถ้อยคำเ่าั้
ท้ายที่สุด เค้าจะเริ่มเชื่อว่ามันเป็ความจริง”
....
“ขอบคุณมากจ้ะไฮเดลริค คนต่อไปแนะนำตัวได้เลยจ้ะ” หญิงที่ดูอายุ 20 ปลายๆ ใส่แว่นผมหยิกสีน้ำตาล กล่าวขอบคุณเด็กผู้ชายผมบลอนด์คนหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยเชื้อเชิญให้เด็กคนต่อไปออกมาแนะนำตัวเอง
เด็กคนนั้นเป็เด็กชายคาดว่าน่าจะอายุราว 5 ปี มีผมสีเงินสว่าง เงางาม ผมทรงแสกกลาง ไว้ยาวถึงบ่าผิวสีขาวราวหิมะ ั์ตาสีฟ้าสดใสเหมือนพลอยโทแพซ ชุดที่ใส่เป็เสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กกระดุมสองแถวสีดำ ผูกหูกระต่าย กางเกงขายาวสีดำ
เด็กชายออกมายืนที่หน้าห้องที่ๆเหล่าเด็กคนอื่นๆและหญิงใส่แว่นต่างหันหน้ามาจับจ้องแววตาที่มองไปหาทุกคนดูอ่อนโยน เขาพูดด้วยรอยยิ้ม ด้วยเสียงที่สดใสของเด็กแต่น้ำเสียงสงบเย็น เหมือนน้ำในลำธารยามเช้าตรู่
“ผมชื่อโยฮัน
โยฮันคาร์ลิส ไลท์แมน
หลังจากนี้ขอฝากตัวด้วยนะครับ”
ใช่...เด็กคนนี้...คือตัวเราเอง
...
เมื่อ2 ปีก่อน
เราลืมตาตื่นขี้นมา ก็พบว่าตัวเราอยู่ในสถานที่ๆไม่รู้จัก ไม่ใช่โรงพยาบาลด้วยเป็แค่บ้านไม้หลังหนึ่ง
คิดว่าเรายังไม่ตายเหรอ คงถูกพาตัวมาในที่อื่น แต่แล้วซักพักก็พลันรู้สึกแปลกๆขึ้นมาเหมือนกับบางอย่างมันผิดปกติ
เริ่มจากทิวทัศน์ที่เห็นผ่านตาดูใหญ่กว่าปกติทั้งเตาผิง โซฟา เพดาน
ต่อมาคือมือของเรามันไม่ใช่มือของเรา แค่นั้นไม่พอ ขนาดยังเล็กมากด้วย ใช่ เหมือนมือเด็ก
พอสำรวจตัวเองทั้งเท้า ขา และใบหน้า จึงได้รู้ว่า...
เรากลายเป็เด็กไปซะแล้ว
คิดว่าคงฝันอยู่
แต่ััที่รับรู้ได้ผ่านการหยิกแก้มก็บอกให้รู้ว่าไม่ใช่
เื่ให้ใยังไม่หมด
เมื่อเรามองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่ใกล้ตัวเพราะอยากรู้เวลาและสถานที่ก็ทำให้ตาเบิกค้าง
ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนและหมู่ดาวระยิบระยับมากมาย มีดวงจันทร์สองดวง ดวงหนึ่งสีน้ำเงินอีกดวงหนึ่งสีเหลือง แสงของทั้งสองดวงผสานกัน ย้อมผืนฟ้าที่มืดมิดให้ทอแสงสีเขียว
เคยอ่านเจอในหนังสือศาสนาฮินดูนี่คงเป็สิ่งที่เรียกว่าการเกิดใหม่สินะ และโลกใบใหม่นี้ นึกว่ามีแต่ในนวนิยายแฟนตาซีซะอีก
จึงได้ข้อสรุปว่า
เรามาเกิดใหม่ในต่างโลกนั่นเอง
...
กลับมาที่ปัจจุบัน
“...ความสามารถพิเศษคือ‘การเรียนรู้’ ครับ”เราพูดต่อหลังจากแนะนำตัวเอง
อาจสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหนและโลกนี้เป็ยังไง คงเล่าได้เท่าที่ผมรู้ในตอนนี้
ผมเกิดในเมืองที่ชื่อว่าโคเวอร์เมืองนี้นั่นเอง
เมืองโคเวอร์เป็เมืองๆหนึ่งในราชรัฐรูซเบฮ์
เป็รัฐอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิเบอร์มันด์หนึ่งในสามประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลกนี้
อีก2 ประเทศที่เหลือคือ อาณาจักรศักดิสิทธิ์เซเรสทีเรีย เรียกย่อๆว่า ศาสนจักรและราชอาณาจักรโรเบ็ตต้า เรียกย่อๆว่า โรเบ็ตต้า
โลกนี้มีลักษณะทวีปเป็แผ่นเดียวเหมือนทวีปพันเจียแต่มีรูปร่างคล้ายเห็ด เรียกทวีปนี้ว่า นากรานโดยจักรวรรดิตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป ศาสนจักรอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและโรเบ็ตต้าอยู่กึ่งกลางทวีป
จากที่เล่าคงพอเดาได้ว่าจักรวรรดิที่ตั้งอยู่ตอนเหนือจะต้องอากาศหนาวแน่นอน
คุณคิดถูกแล้ว
ภูมิอากาศส่วนใหญ่ของจักรวรรดิจะหนาวเย็นและราชรัฐรูซเบฮ์ที่ผมอยู่นี้ ก็ตั้งอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือของจักรวรรดิคงไม่ต้องบอกว่ารัฐเราอากาศหนาวมาก มีฤดูหนาวยาวนานเกือบครึ่งปี
สำหรับฤดูกาลและเวลาของโลกนี้โชคดีที่ไม่ต่างจากโลกเก่า
มี12 เดือน ใน 1 ปี
มี 7วันใน 1 สัปดาห์
และมี24 ชั่วโมงใน 1 วัน ต่างกันแค่ชื่อเดือนและการนับปีศักราชเท่านั้น
รัฐรูซเบฮ์มีอาณาเขตโดยรวมเป็รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว คล้ายกับชิ้นพิซซ่าโดยเอาส่วนแหลมหันมาทางตะวันออกเข้าหาทวีปรัฐนี้รายล้อมด้วยทะเลทั้งตะวันตกและทางเหนือ
ที่ทางเหนือติดทะเลเป็เพราะมีทะเลสาบขนาดใหญ่ลากยาวเข้ามาในรัฐซึ่งยาวมากถึงขนาดต้องใช้ 3 เมืองวัดเลย และเป็ทะเลสาบที่ใหญ่สุดในจักรวรรดิชื่อของทะเลสาบนี้คือ ไทเดสเหนือทะเลสาบขึ้นไปจะเป็ดินแดนน้ำแข็งที่ไม่อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิเรียกว่า ดินแดนน้ำแข็ง กาช
รัฐรูซเบฮ์มี 5 เมือง คือ โคเวอร์ ฟาร์ด โบรนา ไรปัส และเอมทา
เมืองโคเวอร์ที่ผมอาศัยและเติบโตมานี้ตั้งอยู่ซ้ายบนสุดของรัฐเป็เมืองที่อยู่ล้อมรอบอ่าวแบบฟยอร์ด ที่เป็อ่าวเยื้องเข้ามาในทวีป ทางทิศเหนือติดกับทะเลสาบไทเดสลักษณะบ้านเรือนของที่นี่เป็บ้านไม้สไตล์นอร์วีเจียน และเพราะรายล้อมด้วยทะเล จึงโดดเด่นด้านการประมงที่สุดจนเป็เมืองหลวงของรัฐรูซเบฮ์ รัฐที่ขึ้นชื่อเื่การประมง
ถ้านึกภาพไม่ออกผมคิดว่าเมืองนี้คล้ายกับเมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ในโลกเก่ามากคล้ายกันทั้งบ้านเรือน ภูมิประเทศ วัฒนธรรมอาหาร และสภาพอากาศ
และกลับมาที่ๆผมกำลังพูดแนะนำตัวเองต่อหน้าเด็กๆอยู่นี้คือโรงเรียนเด็กกิฟท์ หรือโรงเรียนของเด็กที่มีทาเลนท์ คล้ายๆกับโรงเรียนอนุบาลถึงโลกนี้จะ...อย่างน้อยก็ที่จักรวรรดิ ไม่มีโรงเรียนอนุบาล พอ 6 ขวบก็จะเข้าไปเรียนในโรงเรียนประถมเลย
โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขาของเทือกเขาที่ล้อมรอบอ่าว เป็อาคารไม้ 2 ชั้น เนื่องจากอยู่ไกลจากเมืองทำให้สภาพแวดล้อมเงียบสงบเหมาะแก่การเรียนรู้ที่สุด อากาศก็ดียิ่งตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ ทำให้อากาศอบอุ่นขึ้น เย็นสบายกำลังดีหากเดินออกมาด้านหน้าจะเห็นวิวทะเลในอ่าว ส่วนทางด้านหลังเป็ูเาป่าไม้สนสูดหายใจเข้าจะรู้สึกชุ่มปอด เหมาะแก่การจิบกาแฟร้อนๆซักแก้ว แต่โลกนี้ไม่มีกาแฟมีเพียงชาฝรั่ง ั้แ่พรุ่งนี้วานให้แม่เตรียมชาใส่กระติกมาด้วยดีกว่า
โรงเรียนเด็กกิฟท์จะเป็สถานที่ให้เด็กมีความสามารถพิเศษที่ชื่อทาเลนท์ ได้มารวมตัวกัน สร้างสังคม ทำความรู้จักกัน และเตรียมตัวเข้าเรียนโรงเรียนประถม
ทาเลนท์เป็ความสามารถพิเศษสมชื่อเพราะถ้ามองในมุมมองโลกเก่า มันคือสิ่งที่เรียกกันว่า พลังพิเศษหรือพลังเหนือธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น
ทาเลนท์ของเด็กคนหนึ่งที่แนะนำตัวไปคือ‘ส่องแสง’ ทำให้ร่างกายส่องแสงได้
หรืออีกคนหนึ่งคือ‘เคลื่อนย้ายสิ่งของ’ ทำให้สิ่งของขยับได้เองโดยไม่แม้แต่ใช้มือััเพียงแค่มองเท่านั้น
ถ้าเป็คนในโลกเดิมคงจะแตกตื่นแต่สำหรับโลกนี้ พลังพิเศษเหล่านี้ ไม่ใช่เื่แปลกพิสดารแต่อย่างใด แม้จะหาพบเจอไม่ง่ายก็ตาม
ทีนี้คงจะรู้แล้วว่าผมเองก็มีพลังพิเศษหรือทาเลนท์อยู่ด้วย
จากที่แนะนำตัวไปผมบอกว่า ‘การเรียนรู้’ คุณคงสงสัยว่ามันพิเศษตรงไหนมันพิเศษตรงที่เหมือนผมมีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่ในหัว
ด้านความจำผมจำได้ทุกอย่างไม่มีทางลืม จำได้เป็ภาพอย่างละเอียดคมชัดราวกับถ่ายภาพเก็บไว้ในหัว แถมยังมีผลไปถึงความทรงจำของชาติที่แล้ว (ผมหมายถึงโลกเก่า)บางเื่ที่เคยหลงลืมไปบ้างก็กลับมา และมันยังเด่นชัดกว่าเดิม ชัดเจนราวรูปถ่ายผมเคยลองทดสอบด้วยการเข้าไปในห้องของพ่อแล้วหยิบหนังสือมาเปิดอ่านดูปรากฏว่ากลอกตาอ่านแค่รอบเดียวก็จำเนื้อหาได้ทุกตัวอักษร
ในด้านการคำนวณลองตั้งโจทย์ 56 คูณกัน 6 รอบได้เท่าไหร่ในหัว ได้คำตอบเป็ 30,840,979,456 ภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาทีถ้าลองถามตัวเองถึง วันที่เท่านี้ เดือนนี้ ปีนี้ ในอดีตก็สามารถคำนวณนึกย้อนกลับไปบอกได้ว่า เป็วันอะไรในสัปดาห์ ลองทำแบบนี้โดยกำหนดขอบเขตที่100,000 ปีดู ทั้งไล่ไปในอดีต และไล่ไปในอนาคตก็คำนวณออกมาได้ คิดว่าน่าจะคำนวณออกมาถูกต้อง เพราะเห็นคำตอบออกมาแบบนั้น
...
หลังสาธิตทาเลนท์‘การเรียนรู้’ ของผมด้วยการโชว์คำนวณปฏิทินคำนวณตัวเลข (ครูหญิงใส่แว่นเป็คนถาม แต่เด็กๆไม่รู้หรอกว่าถูกหรือเปล่าเพราะยังไม่รู้จักตัวเลขกันเลย) แสดงการจำโดยเปิดมองหน้าหนังสือที่คุณครูส่งมาให้แค่แวบเดียวปิดหนังสือแล้วอ่านเนื้อหาให้ฟัง เมื่อทำทั้งหมดนั่นเสร็จแล้วผมก็กลับเข้าไปนั่งที่ตัวเอง
ที่ๆผมไปนั่งมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ข้างๆ
เธอจ้องมองมาที่ผมตาไม่กระพริบ
“...มีอะไรติดอยู่บนหัวผมเหรอครับ”ผมถามกับเธอ
“เอ๊ะ!? ไม่มีอะไรหรอก...” เธอเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วตอบรับกลับมา ส่งยิ้มให้
“รู้สึกจะชื่อแองเจลิน่า ใช่มั้ยครับ...แองเจลิน่า อาร์คาเดีย แฮมเลต”
“ใช่จ้ะ! เรียกแองจี้ก็ได้ ฝากตัวด้วยนะจ้ะ”
เธอคนนี้แองเจลิน่า หรือ แองจี้ เป็เด็กสาวหน้าตาน่ารัก ตาโต ั์ตาสีเขียวมรกตผิวขาวอมชมพู จมูกจิ้มลิ้ม ริมฝีปากเล็กแดงระเรื่อคล้ายลูกสตรอว์เบอร์รีเล็กๆผมบลอนด์ยาวเป็ลอน ผูกโบว์สีชมพูบนหัวชุดที่เธอใส่เป็ชุดกระโปรงสีชมพูทำจากผ้าไหมที่ดูก็รู้ว่าเนื้อดี ตกแต่งด้วยริบบิ้นกับพู่สีฟ้าได้กลิ่นหอมของมะลิ วานิลลา กับรากไม้ชนิดหนึ่งออกมาจากตัวเธอบวกกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า ทำให้เธอเป็เด็กสาวแสนหวาน ที่น่ารัก น่าหลงใหล
“เช่นกันครับแองจี้” ผมยิ้มตอบเธอไป
“ยอดไปเลยเนอะทาเลนท์ของโยฮัน อ่านหนังสือแค่รอบเดียวก็จำได้หมดเลย”
“ไม่เท่า‘เนตริญญา’ ของแองจี้หรอกทำให้มองเห็นภูติหรือิญญาได้ ผมว่ามันสุดยอดกว่านะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก”เธอหุบรอยยิ้มเล็กน้อย พลางส่ายหัวปฏิเสธ ด้วยเสียงที่ต่ำลง เปลือกตา้าหลุบลงเล็กน้อยเป็ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเศร้า
[หนอยทำเป็อวด]
ผมหันไปทางเ้าของเสียง
เป็เด็กผู้หญิงั์ตาสีฟ้า ตาจิกแหลม ผมบลอนด์ มัดเป็มวย กำลังหรี่ตามองมาทางนี้คิ้วขมวดข้างหนึ่ง เชิดหน้าขึ้น เป็ใบหน้าที่แสดงถึงการดูถูก
“แองจี้เหมือนเจนนี่มีเื่อยากจะคุยด้วยนะ”
เด็กผู้หญิงที่มองเหยียดมาทางนี้อันที่จริงมองแองจี้ เธอชื่อ เจนนี่ ยาส เอิร์ลลิงเจอร์เธอนั่งเยื้องไปทางด้านหลังแองจี้
“หือ!? เจนนี่ใช่มั้ย มีอะไรเหรอจ้ะ” แองจี้หันไปถาม
“ปะเปล่า!! ไม่มีอะไรจ้ะ” เจนนี่ตอบกลับแบบลุกลน
[เหอะก็แค่หัวดี]
[ชื่อแองเจลลิน่าเหรอน่ารักจัง]
[ไอ่อ้วนนี่ท่าทางเก่งแฮะ]
[อยากสนิทกับทุกคนเร็วๆจัง]
[อยากกลับบ้านไปหาคุณนก]
[ครูใหญ่เหรอ]
[ทุกคนเสื้อผ้าดูดีจัง]
[สีชมพู...แต่ว่าสีขาวเหรอ]
มีเสียงของหลายๆคนออกมาเ้าของเสียงคือเหล่าเด็กๆคนอื่นที่นั่งอยู่ในห้องนี้
ทุกคนไม่ได้พูดกันหรอกตอนนี้คนที่พูดมีเพียงครูใหญ่ ที่เป็ชายวัย 30 ใส่แว่น ไว้หนวด ผมหยักศกเท่านั้น
ใช่แล้ว ผมได้ยินเสียงความคิดของทุกคนต่างหาก
เจนนี่เองก็ไม่ได้พูดหรือแม้แต่กระซิบเธอก็แค่คิดในใจ
นี่คือทาเลนท์อีกหนึ่งอย่างของผม‘การอ่านใจ’
แต่ผมไม่ได้บอกทุกคนหรอกไม่แม้แต่กับครอบครัวผม เพราะมันเป็ความลับ
ถามว่าทำไมถึงต้องเป็ความลับ
ลองนึกภาพว่าคนใกล้ตัวคุณรู้ทุกอย่างที่คุณคิดดูสิ ปกติที่คุณต้องคิดในใจไม่พูดออกมา เพราะสิ่งที่คุณคิดไม่อยากให้คนอื่นรับรู้แล้วคนข้างๆคุณนี้ ก็รู้ทุกสิ่งที่คุณคิดรู้ความลับของคุณโดยที่คุณไม่อนุญาตด้วยซ้ำ
ในโลกเก่าไม่ต้องพูดถึงจะโลกนี้หรือโลกไหน มนุษย์ก็ไม่ชอบให้คนมาล่วงรู้ความลับของตนเอง
คนแบบนี้จะเป็ที่หวาดกลัวรังเกียจ ขยะแขยง เป็ศัตรูกับทุกคน ผมไม่อยากให้มีเื่วุ่นวายเหนือสิ่งอื่นใดคือ ไม่อยากสร้างศัตรูมากมายโดยไม่จำเป็ ผมอยากอยู่อย่างสงบแฝงตัวอยู่อย่างเงียบๆ กลมกลืนไปกับฝูงชน แบบนั้นจะดีกว่า
ตอนที่แองจี้มองผมตาค้างในใจเธอคิดว่า [อะไรน่ะ!?]อยู่ แองจี้คนนี้ผู้มีดวงตามองเห็นิญญา
แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เื่ที่ต้องกังวล
เพราะในั์ตาที่เบิกค้างของเธอรูม่านตาไม่มีการหดตัว เป็สัญญาณว่าเธอไม่ได้เห็นสิ่งที่ทำให้อารมณ์เป็ลบหรือทำให้รู้สึกแย่ หรือหวาดกลัว
ดังนั้นอย่างน้อยก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องใส่ใจ ที่คนมองเห็นิญญาแบบเธอจะเห็นอะไรก็ตามบนหัวผม