การสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ไม่ได้ทำให้หลี่เฉิงเยว่เป็อิสระในทันที
หลังการประชุมเพียงหนึ่งวัน ขุนนางฝ่ายพิธีการก็ส่งเอกสารมาให้เขาลงนามสิบกว่าฉบับ
เอกสารรับรองว่าไม่มีเจตนาแย่งชิง
เอกสารคืนอำนาจควบคุมกองทหาร
เอกสารยกทรัพย์สินบางส่วนให้ราชสำนัก
และข้อกำหนดเื่การพำนักในเมืองหลวง
ทุกข้อถูกเขียนด้วยถ้อยคำสุภาพ
แต่ความหมายชัดเจน
ราชสำนักยังกลัวเขา
แม้ไม่้าบัลลังก์
เขายังมีสายเื
มีชื่อเสียง
มีกองทัพเคารพ
และมีประชาชนสนับสนุน
บุคคลเช่นนี้เป็ภัยต่อผู้สืบทอดใหม่เสมอ
หลี่เฉิงเยว่านั่งอ่านเอกสารในตำหนักอวี้หลัน
เซวียนอี้นั่งฝั่งตรงข้าม
“พวกเขา้าให้พระองค์อยู่ในเมืองหลวง” เขากล่าว
“เพื่อจับตามอง”
“และห้ามติดต่อแม่ทัพชายแดนโดยตรง”
“กลัวข้ารวบรวมทหาร”
“พระองค์จะลงนามหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่วางเอกสาร
“หากลง ข้ายังมีฐานันดรและตำหนัก แต่ไปไหนไม่ได้โดยไม่ขออนุญาต”
“หากไม่ลง?”
“พวกเขาอาจกล่าวว่าข้าไม่จริงใจในการสละสิทธิ์”
เซวียนอี้มองกองเอกสาร
“มีทางอื่นหรือไม่”
“มี”
หลี่เฉิงเยว่หยิบกระดาษเปล่ามา
“คืนทุกอย่าง”
“ทุกอย่าง?”
“ฐานันดร
ที่ดิน
รายได้
ตำหนัก
สิทธิ์ควบคุมทหาร”
เซวียนอี้นิ่ง
“รวมถึงพระนามในราชวงศ์หรือไม่”
“สายเืลบไม่ได้ แต่ข้าสามารถขอออกจากทะเบียนผู้มีสิทธิ์สืบทอดอย่างถาวร”
“พระองค์จะกลายเป็เชื้อพระวงศ์ที่ไม่มีอำนาจ”
“นั่นคือสิ่งที่ข้า้า”
เซวียนอี้มองตำหนักรอบตัว
“พระองค์อาจไม่มีทรัพย์สินเหลือมาก”
หลี่เฉิงเยว่ยิ้ม
“ข้ามีเงินส่วนตัวที่พระสนมซูทิ้งไว้ และทรัพย์ของมารดาซึ่งยังไม่ได้ใช้”
“พอเปิดร้านชาหรือ”
“หากร้านไม่ใหญ่”
เซวียนอี้หัวเราะเบา ๆ
แต่แววตายังมีความกังวล
“ราชสำนักอาจไม่ยอมให้พระองค์ออกจากเมืองหลวง”
“หากข้าคืนทุกอย่าง พวกเขาไม่มีเหตุผลรั้ง”
“เว้นแต่ฝ่าา”
หลี่เฉิงเยว่เงียบ
พระบิดายังไม่ได้เรียกเขาพบหลังการประชุม
แต่ทั้งคู่รู้ว่าการสนทนานั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
บ่ายวันเดียวกัน เซวียนอี้ได้รับคำสั่งจากกรมกลาโหม
เขาถูกแต่งตั้งเป็รองแม่ทัพรักษาพระนคร
มีจวน
เงินเดือน
และสิทธิ์บัญชาทหารสามพันนาย
ตำแหน่งสูงกว่าที่เขาเคยมีหลายขั้น
ทุกคนเรียกมันว่ารางวัล
แต่เซวียนอี้อ่านแล้วรู้ทันทีว่า มันคือโซ่อีกเส้น
หากรับตำแหน่ง เขาต้องอยู่เมืองหลวง
อยู่ภายใต้สายตาราชสำนัก
และถูกใช้แยกออกจากหลี่เฉิงเยว่อย่างสุภาพ
เขานำคำสั่งไปให้องค์ชายดู
หลี่เฉิงเยว่อ่านจบแล้วถาม
“เ้า้าหรือไม่”
“ไม่”
“เหตุใด”
“ข้าไม่อยากคุมทหารในเมืองหลวง”
“ตำแหน่งนี้มั่นคง มีเกียรติ และไม่ต้องเสี่ยงชีวิตชายแดน”
“ข้ารู้”
“แล้วเหตุใดไม่เอา”
เซวียนอี้มองเขา
“เพราะข้าไม่อยากให้ตำแหน่งกำหนดว่าข้าต้องอยู่ที่ใด”
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง
“ดูเหมือนเ้าจะเรียนรู้จากข้าเร็ว”
“ข้าเรียนจากสิ่งที่ท่านทำ”
เซวียนอี้พับคำสั่ง
“ข้าจะลาออกจากกองทัพ”
คำพูดนั้นทำให้องค์ชายชะงัก
“เ้าคิดดีแล้วหรือ”
“ข้าจับดาบั้แ่อายุสิบสาม”
“และเก่งกว่าสิ่งอื่น”
“อาจจริง”
“เ้าไม่จำเป็ต้องสละทุกอย่างเพราะข้า”
เซวียนอี้เงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าว
“ข้าไม่ได้ลาออกเพราะท่านสั่ง”
“…”
“ข้าเลือกเอง”
เขาวางคำสั่งแต่งตั้งลงบนโต๊ะ
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าตนมีค่าเพราะปกป้องคนได้ เพราะต่อสู้ได้ และเพราะยอมตายแทนได้”
หลี่เฉิงเยว่ฟังเงียบ ๆ
“แต่ตอนอยู่หานโจว ท่านสั่งให้ข้าอยู่บนเตียง ข้ากลับไม่รู้ว่าหากไม่ได้ถือดาบ ตนควรทำอะไร”
เซวียนอี้มองมือของตน
“ข้าไม่อยากใช้ทั้งชีวิตเป็เพียงอาวุธ”
หลี่เฉิงเยว่าสบตาเขา
“แล้วอยากเป็อะไร”
ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“คนที่กลับบ้านตอนเย็น”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนบีบหัวใจ
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้นเดินไปหา
“เ้ามีบ้านแล้วหรือ”
เซวียนอี้เงยหน้า
“ยัง”
องค์ชายยืนตรงหน้าเขา
“เช่นนั้นเราค่อยหา”
เซวียนอี้มองเขาอยู่นาน
“ขอรับ”
วันถัดมา เซวียนอี้เข้าเฝ้ารัชทายาทและกรมกลาโหมเพื่อคืนตำแหน่ง
แม่ทัพหลัวพยายามเกลี้ยกล่อม
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคนธรรมดาต้องใช้เวลาทั้งชีวิตก็ขึ้นไม่ถึงตำแหน่งนี้”
“ข้ารู้”
“แล้วจะทิ้ง?”
“ข้าไม่้า”
แม่ทัพหลัวถอนใจ
“เพราะองค์ชาย?”
เซวียนอี้ตอบสงบ
“เพราะข้ามีนายเพียงคนเดียว และเขาไม่อยู่ในวังแล้ว”
“แต่เขายังเป็องค์ชาย”
“ไม่นาน”
แม่ทัพหลัวมองเขา
“เ้าจะไปกับเขาจริง ๆ?”
“ขอรับ”
“ไปเปิดร้านชา?”
เซวียนอี้ชะงัก
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
แม่ทัพหลัวหัวเราะ
“ทหารทั้งด่านรู้ว่าพวกเ้าคุยเื่ร้านชาใต้ต้นเหมย ข่าวเดินเร็วกว่าเกวียนเสบียง”
เซวียนอี้นิ่งไป
ใบหูแดงเล็กน้อย
แม่ทัพหลัวตบไหล่ข้างที่ไม่เจ็บ
“ไปเถอะ”
“ท่านไม่ห้ามแล้วหรือ”
“ข้ารบมาสามสิบปี เห็นคนตายเพราะไม่มีโอกาสเลือกมากเกินไป”
เขามองชายหนุ่มตรงหน้า
“เ้ามีโอกาส ก็ใช้มัน”
เซวียนอี้คำนับ
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ”
อีกด้านหนึ่ง หลี่เฉิงเยว่เข้าเฝ้าฮ่องเต้ในห้องหนังสือเดิม
คราวนี้พระองค์ดูอ่อนแรงกว่าเก่า
ถ้วยยาบนโต๊ะยังมีไอ
มือที่ถือพู่กันสั่น
แต่แววตายังคม
หลี่เฉิงเยว่าวางหนังสือขอสละฐานันดรบางส่วนลงตรงหน้า
ฮ่องเต้อ่านช้า ๆ
“เ้าจะคืนตำหนัก ที่ดิน และรายได้ทั้งหมด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ขอออกจากเมืองหลวง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“และไม่รับตำแหน่งใดในราชสำนักอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้วางกระดาษ
“เ้า้าตัดขาดจากเราเพียงใด”
หลี่เฉิงเยว่เงียบไป
“กระหม่อมไม่ได้้าตัดขาดจากพระองค์”
“แต่เ้ากำลังทิ้งทุกสิ่งที่เราให้”
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่กระหม่อม้า”
“แล้วสิ่งใดที่เ้า้า”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“ชีวิตธรรมดา”
ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ
“เ้าคิดว่าคนมีสายเืราชวงศ์จะใช้ชีวิตธรรมดาได้?”
“ไม่ทั้งหมด แต่ใกล้เคียงได้”
“กับเซวียนอี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ครั้งนี้ไม่มีการหลบ
ฮ่องเต้มองโอรส
“เ้ารักเขาหรือ”
คำถามตรงทำให้หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป
เขายังไม่เคยพูดคำนี้กับเซวียนอี้
แม้รู้
แม้แสดงออก
แม้เลือกเขาต่อหน้าทุกคน
แต่คำว่า “รัก” ยังไม่เคยถูกเอ่ย
หลี่เฉิงเยว่ตอบช้า ๆ
“กระหม่อมไม่รู้ว่าความรักควรเป็อย่างไร”
ฮ่องเต้เงียบ
“แต่เมื่อเขาเจ็บ กระหม่อมอยากเจ็บแทน
เมื่อเขาหายไป กระหม่อมหายใจไม่ออก
เมื่อคิดถึงอนาคต กระหม่อมเห็นเขาอยู่ในนั้นเสมอ”
เขามองพระบิดา
“หากสิ่งนั้นเรียกว่ารัก ก็คงใช่”
ฮ่องเต้หลับพระเนตร
“มารดาเ้าก็เคยพูดคล้ายกัน”
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก
“นางกล่าวว่า หากอนาคตไม่มีคนที่อยากอยู่ด้วย ต่อให้มีทั้งแผ่นดินก็ไม่มีความหมาย”
พระองค์ยิ้มเศร้า
“เราไม่ฟัง”
ความเงียบทอดยาว
“เราเคยคิดว่า คนเป็ฮ่องเต้ต้องเลือกแผ่นดินก่อนเสมอ”
ฮ่องเต้มองมือของตน
“สุดท้ายเราเสียทั้งคนที่รัก เสียความไว้วางใจของโอรส และเกือบเสียแผ่นดินให้คนที่อ้างว่าปกป้องมัน”
หลี่เฉิงเยว่ไม่รู้จะตอบสิ่งใด
ฮ่องเต้หยิบตราประทับขึ้นมา
“เราจะอนุญาตให้เ้าออกจากเมืองหลวง”
องค์ชายมองพระบิดาอย่างไม่คาดคิด
“แต่ไม่อนุญาตให้คืนทุกอย่าง”
“ฝ่าา—”
“ตำหนักกับที่ดิน เ้าคืนได้ แต่ทรัพย์ของมารดาเ้าเป็ของเ้า ไม่มีผู้ใดแตะต้อง”
พระองค์ประทับตราลงบนหนังสือ
“และเ้าจะยังเป็องค์ชาย แม้ไม่รับเงินหรืออำนาจ เพราะเราไม่อาจลบความจริงว่าเ้าเป็โอรส”
หลี่เฉิงเยว่คุกเข่า
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองเขา
“เ้าจะไปเมื่อใด”
“หลังพิธีแต่งตั้งรัชทายาทใหม่”
“รีบเพียงนั้น?”
“หากอยู่นาน ขุนนางจะยังใช้กระหม่อมเป็เหตุสร้างความระแวง”
ฮ่องเต้พยักหน้า
พระองค์หยิบกล่องไม้เล็กออกมา
ภายในคือปิ่นดอกเหมยขาวของหลินฮองเฮา
“นำไป”
หลี่เฉิงเยว่รับด้วยมือสั่นเล็กน้อย
“สิ่งนี้ควรเป็ของเ้า”
ฮ่องเต้ตรัส
“และหากวันหนึ่งเ้ายังยอมพบเรา…”
เสียงพระองค์หยุด
คำว่า “บิดา” ดูยากเกินจะเอ่ย
หลี่เฉิงเยว่กำปิ่นไว้
“กระหม่อมจะส่งจดหมาย”
ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น
เพียงคำสัญญาเล็กน้อยนั้นทำให้แววตาอ่อนลง
“ดี”
เมื่อหลี่เฉิงเยว่ออกมาจากห้องหนังสือ เซวียนอี้ยืนรออยู่ด้านนอก
เหมือนครั้งก่อน
แต่คราวนี้ องค์ชายไม่จำเป็ต้องสั่งว่าอย่าไปไหน
“เรียบร้อยหรือไม่” เซวียนอี้ถาม
หลี่เฉิงเยว่ยื่นหนังสืออนุญาตให้ดู
“เราออกจากเมืองหลวงได้”
เซวียนอี้อ่าน
“พระองค์ยังคงฐานันดร”
“เสด็จพ่อไม่ยอมลบ”
“พระองค์เสียใจหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้า
“ไม่”
“แล้วต่อไป?”
องค์ชายมองท้องฟ้าเหนือกำแพงวัง
“หาบ้าน”
เซวียนอี้ยิ้ม
“เปิดร้านชา”
“และโรงฝึกดาบ”
“ข้าคิดว่าร้านชาอย่างเดียวก็พอ”
“เ้าจะนั่งเฉยได้ไม่ถึงสามวัน”
เซวียนอี้ไม่เถียง
ทั้งสองเดินออกจากเขตพระราชฐาน
คราวนี้ระยะห่างไม่มีอีกแล้ว
พวกเขาเดินเคียงกัน
ราคาของอิสรภาพสูงกว่าที่คนภายนอกเห็น
ต้องคืนอำนาจ
ทิ้งเกียรติ
ยอมให้ผู้คนเข้าใจผิด
และเดินออกจากสิ่งที่หลายคนใช้ทั้งชีวิตแย่งชิง
แต่สำหรับหลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้
ราคานั้นยังน้อยกว่าการสูญเสียตนเอง