เฟิ่งเซียนเดินกลับจวนด้วยท่าทีที่ปกติ ราวกับไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของผู้ที่แอบตามนางมาด้วยซ้ำ นางรู้ว่าที่พวกมันมาครั้งนี้แค่เพียงสืบข่าวเื่นาง และความเป็อยู่ของนางก่อนจะเริ่มลงมือเพียงเท่านั้น
เมื่อมันอยากรู้ เหตุใดนางจะต้องปกปิดด้วยเล่า ถึงอย่างไรข่าวที่ได้ไปก็มีแค่ที่นาง้าให้รู้เพียงเท่านั้น เฟิ่งเซียนเมื่อมาถึงหน้าจวน ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปคล้ายเป็สิ่งที่นางทำอยู่เป็ประจำ
ชายชุดดำที่แอบตามนางมานั้น พวกมันแอบซุ่มมองนางที่มุมต่างๆ รอบตัวบ้าน เมื่อได้ข่าวที่้าแล้ว ก็พากันใช้วิชาตัวเบาออกไป
เฟิ่งเซียนที่ไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของชายชุดดำแล้ว ก็เดินเข้าไปในห้องของตน ถอดหมวกที่สวมใส่ก่อนจะกลับเข้าไปภายในมิติ
.
.
.
.
"ฮูหยินใหญ่เ้าคะ อาฉินมาขอพบเ้าค่ะ" อาอี้คนรับใช้ของสนิทของฮูหยินใหญ่เดินมาหาผู้เป็นาย ก่อนจะเข้าไปบอกผู้เป็นายเสียงเบาเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน
"รีบให้มันเข้ามา"
หลังจากฮูหยินใหญ่ผู้เป็นายของมันกล่าว อาอี้ก็รีบออกไปนำตัวอาฉินเข้ามาในห้องทันที่
"คารวะฮูหยินใหญ่ขอรับ"อาฉินยกมือคารวะผู้เป็นาย ก่อนจะเริ่มพูดสิ่งที่ผู้เป็นาน้ารู้
"สิ่งที่ฮูหยินสงสัยเป็เื่จริงขอรับ ข่าวที่สืบมานั้นได้ความว่า นางคือเด็กน้อยที่โดนวางยาพิษและถูกนำมาโยนทิ้งที่กลางป่าร้อยอสูร แต่ด้วยความโชคดีของนางจึงมีคนมาช่วยไว้ทัน และรักษานางจนหายจนกลับมาฝึกปราณได้อีกครั้ง และตอนนี้ผู้เฒ่าโอสถที่ช่วยนางไว้นั้นได้ลาโลกไปแล้ว นางในตอนนี้เหลือเพียงตัวคนเดียว"
เมื่อทราบว่าสิ่งที่ตนคิดเป็ความจริงนั้นเหยาฮูหยินได้แต่คิดหาทางกำจัดนางลูกเลี้ยงคนนี้เสียให้พ้นทาง แต่จะทำอย่างไรเล่า นังเฟิ่งเซียนในตอนนี้ใช่ลูกพลับนิ่มที่นางจะบีบคั้นโดยง่ายแล้ว ตัวมันนั้นมีระดับลมปราณอยู่ที่ขั้น นักรบขั้นกลางเลยทีเดียว
และถ้าหากรอเวลาต่อไปเรื่อยๆ และสามีนางรู้เข้ามันย่อมเป็ตัวปัญหากับนางและลูกในอนาคตเป็แน่ คนที่ฝักใฝ่แต่ผลประโยชน์เช่นไป๋จิ้งเทียนน่ะหรือจะยอมปล่อยอัจฉริยะอย่างมันไปง่ายๆ
แล้วถ้าหากสามารถทำให้มันตายในงานประลองเล่า งานนั้นผู้แข็งเเกร่งมากมายนัก พลังมากกว่าเด็กนั่นก็มีเป็สิบคน ในการประลองนั้นมีการล้มตายถือเป็เื่ปกติ เช่นนี้นางก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีผู้ใดสามารถเอาผิดนางได้แล้ว
เหยาฮูหยินตวัดมือไล่อาฉินออกไป ก่อนจะบอกให้คนรับใช้ของตนไปเรียกบุตรสาวและบุตรชายตนเข้ามา เพื่อวางแผนจัดการนังเฟิ่งเซียนต่อไป
หลังจากให้สาวใช้ไปตามบุตรทั้งสองมานั้น เพียงไม่นานร่างของทั้งสองก็เดินเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ผู้เป็มารดา
เหยาฮูหยินได้เล่าเื่ทั้งหมดให้บุตรของตนฟัง บุตรของตนทั้งสองนั้นรู้สิ่งที่ตนกระทำดี และนางยังได้พร่ำบอกลูกๆ เสมอว่าสิ่งที่ตนทำนั้น ก็เพื่อเส้นทางชีวิตที่ดีของเขาทั้งสอง
"ท่านแม่เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ลูกจำได้ว่าการประลองในรอบแรกนั้นถูกจัดแบ่งให้ผู้เข้าประลองขึ้นมาต่อสู้กันโดยจะแบ่งออกเป็ห้ากลุ่ม และผู้ที่อยู่ในแต่ละกลุ่มนั้นจะขึ้นมาประลองพร้อมๆ กันโดยหาผู้เหลือรอดเพียงกลุ่มละสิบคน เราก็เพียงแค่ไปจ้างผู้ที่อยู่ที่กลุ่มเดียวกับนางให้สังหารนางก็สิ้นเื่"
ฟานซินได้กล่าวแผนการที่ตนคิดได้ให้เเก่ผู้เป็มารดาฟัง แผนการนี้ดูจะทำให้คนอื่นพอใจอยู่บ้าง แต่หากเพียงจ้างแค่คนเดียวนั้นย่อมอาจผิดพลาดได้ และปัญหาใหญ่ที่สุดคงไม่พ้น จะต้องจ้างผู้ใด ถึงจะสามารถสังหารมันได้
"ท่านแม่ขอรับ ข้าได้ข่าวมาว่าการประลองในครั้งนี้มีสำนักมารมากมายที่ส่งศิษย์เอกของตนเข้าร่วมประลอง บางคนอยู่ในระดับ นักรับ ขั้นปลายเลยทีเดียว หากสามารถจ้างคนเหล่านี้ได้ การสังหารก็ไม่ใช่เื่ยาก"
เทียนเหลียนเสนอความคิดเห็น รายชื่อการจัดแบ่งกลุ่มจะออกมาก่อนวันประลองถึงสองวัน พวกตนสามารถหาคนจัดการเื่นี้ได้แน่ คนพวกนี้เพียงเอาสิ่งล้ำค่ามาหลอกล่อก็ยอมทำตามสั่งเสียทุกอย่างแล้ว
เมื่อได้ข้อสรุปในแผนการ ตอนนี้สิ่งพวกนางก็คงต้องรอแค่เวลาเท่านั้น
รอก่อนเถิดนังเฟิ่งเซียน ในครั้งนั้นแกหนีจากขุมนรกไปได้ แต่ครั้งนี้แกไม่มีทางรอดแน่!!
.
.
.
.
.
ส่วนคนที่ถูกหมายหัวอยู่นั้น กำลังนอนแช่น้ำอมฤตไปพรางกัดกินผลท้อเหมันต์ไปพรางอย่างมีความสุข
จะให้นางกลุ้มใจสิ่งใดกันเล่า ในเมื่อทุกอย่างนางได้คาดการณ์ไว้หมดแล้ว ให้คนเ่าั้คิดว่าตนอยู่ถือไพ่เหนือไปก่อนเถิด ยิ่งคิดว่าตนสูงมากเท่าไหร่ เมื่อถูกฉุดลงมาที่ต่ำ ย่อมเจ็บมากเท่านั้น
.
.
.
วันเวลาผ่านไปได้เพียงไม่กี่วัน วันนี้ก็ถึงวันประกาศรายชื่อของผู้สมัครในแต่ละกลุ่ม ตัวเฟิ่งเซียนนั้นไม่ได้ตื่นเต้นอันใดอยู่แล้ว จะรีบไปเบียดกับผู้อื่นเพื่อเหตุใด
เมื่อถึงยามเซิน เฟิ่งเซียนได้ออกมาจากมิติเพื่อไปที่จุดประกาศรายชื่อ ตอนนี้ยามเซินแล้วผู้คนที่มาดูประกาศก็ยังหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มากนัก เหตุเพราะคนส่วนมากนั้นมารอั้แ่ไม่ติดประกาศด้วยซ้ำ
เฟิ่งเซียนไล่ดูรายชื่อของตนในแต่ละกลุ่มไปเรื่อยๆ จนเจอรายชื่อของตน ตัวของนางนั้นอยู่กลุ่มที่สาม และยังมีศิษย์ในสำนักอีกคนนั่นก็คือจินหานจากหน่วยข่าวกรองนั่นเอง นางไม่นึกเป็ห่วงเสียเท่าไหร่ ศิษย์ในสำนักเพลิงบุปผาไม่มีผู้ใดอ่อนแอ ตอนนี้ก็เลือนระดับมาที่แม่ทัพขั้นต้นกันแล้ว
.
.
.
.
.
"ท่านแม่เป็ไปตามคาด นางเฟิ่งเซียนได้อยู่กลุ่มเดียวกลับศิษย์เอกพรรคมารผู้นั้นขอรับ พรุ่งนี้ลูกกับน้องจะไปเจรจากับคนผู้นั้น"
เมื่อได้ยินข่าวดีเช่นนี้สามแม่ลูกก็ต่างยกยิ้มอย่างผู้มีชัย ต่อให้วันนั้นท่านพ่อจะรู้ว่ามันเป็ลูกแล้วอย่างไร ยังไงมันก็คงได้ตายกลางเวทีประลองอยู่แล้ว
สามแม่ลูกนั่งคุยหาลือเื่ข้อเสนอที่จะนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยน ต่อในครั้งนี้ต้องทนขูดเืเนื้อตนเองหน่อย แต่หากสำเร็จ สิ่งที่พวกนางได้รับย่อมมากกว่านี้หลายเท่า
.
.
่เช้าของวันรุ่งขึ้น ไป๋เทียนเหลียนและน้องสาวได้ออกจากจวนั้แ่เช้ามืด เพื่อไปหาบุคคลที่ตน้าจะพบ
ตอนนี้สองพี่น้องได้มาที่จวนขนาดกลางหลังหนึ่งเพื่อติดต่อกับศิษย์เองพรรคมารผู้นั้น หลังจากได้เข้ามาในจวนเรียบร้อยแล้ว ตนและน้องสาวก็พูดเปิดประเด็นขึ้นมาในทันที
"ข้า้าให้ท่านสังหารคนผู้หนึ่ง "เทียนเหลียนลอบมองหน้าศิษย์เอกผู้นี่ก่อนจะกล่าวข้อเสนอออกไป
"ข้าไม่ได้ให้ท่านทำฟรีๆ หรอก สิ่งตอบแทนนั้นย่อมมี เงินหนึ่งพันตำลึงทองกับโอสถเพิ่มพลังอีกสองเม็ดเป็อย่างไร แค่งานง่ายๆ อีกอย่างกระบี่นั้นไร้ตาหากมีผู้ใดตายในการประลอง ย่อมเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้"เทียนเหลียนกล่าวก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเงินมากมายเพียงนี้เมื่อเทียบกับงานง่ายๆ มีผู้ใดบ้างไม่อยากรับทำ
ฝั่งศิษย์พรรคมารนั้น ค่อนข้างสนใจข้อเสนอของอีกฝ่ายทีเดียวแค่งานสังหารคนพวกเขาล้วนทำกันเป็ประจำอยู่แล้วและเมื่อเลือกที่จะจ้างเขาย่อมต้องมั่นใจแล้วว่าเขาสามารถจัดการได้แน่
"ได้ข้าตกลง แล้วเป้าหมายเล่าเป็ผู้ใด"
สองพี่น้องเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยกยิ้มดีใจ
"นางมีนางว่าเฟิ่งเซียนเป็ผู้ฝึกปราณระดับนักรบขั้นกลาง" เมื่อผู้เป็ศิษย์ของพรรคมารได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเฟิ่งเซียนหรือสตรีที่งดงามผู้นั้นนั่นเอง น่าเสียดายความงามยิ่งนักหากเป็ไปได้ก่อนที่นางจะตายเขาก็อยากยลโฉมนางสักครั้ง
เมื่อคุยและจัดแจงงานทุกอย่างเรียบร้อย สองพี่น้องก็เดินออกมาจากจวนของพรรคมารอย่างระมัดระวัง หากมีใครเห็นพวกตนอาจนำความซวยมาสู่ตัวได้
.
.
.
ฝั่งเฟิ่งเซียนนั้นหากรู้ว่าค่าหัวของตนมีค่าแค่หนึ่งพันตำลึงคงอดนึกโกรธเสียไม่ได้ คนเช่นนางมาค่าน้อยเพียงนี้เชียวหรือ!!
*****