บทที่ 5 การก้าวต่อไป พาร์ท 3
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนนี้เหล่านักเรียนจากวิทยาลัยนักล่าที่จะเข้าร่วมภารกิจกับแชลเทียต่างก็มารอกันอยู่ที่หน้าสำนักงานของสมาคมมีเพียงลูคัสเท่านั้นที่ไม่ได้มารอเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
เพื่อนร่วมทีมทุกคนของอาเรียนั้นพอจะเดาเื่ที่เกิดขึ้นได้เนื่องจากมีข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับการมีปัญหากันระหว่างอาเรียและลูคัสใน่สัปดาห์ที่ผ่านมา‘พวกเขาต่อสู้กันทางฝั่งทิศตะวันออกของเมืองและอาเรียเผาลูคัสซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเขาาเ็หนัก’นั่นคือเื่ที่ทุกคนได้ยิน อย่างไรก็ตามข่าวลือนั้นยากที่จะเชื่อและส่วนใหญ่มันเกินจริงพวกเขาไม่ได้เชื่อมันทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้เลือกที่จะปฏิเสธเช่นกันเพราะหากไม่มีไฟมันก็คงไม่มีควัน
เด็กสี่คนตอนนี้กำลังรอเพื่อที่จะทราบว่าใครคือหัวหน้าทีมของพวกเขามันเป็ภารกิจของนักล่าไม่ใช่ของนักเรียนดังนั้นพวกเขาจึงตั้งความหวังเล็กๆว่าคนๆนั้นควรจะพึ่งพาได้อย่างมากเพื่อนำเด็กนักเรียนให้กลับมาแบบปลอดภัยพวกเขาและเธอนั้นเป็นักเรียนหัวกะทิของสถาบันดังนั้นพวกเขาจึงตั้งความหวังไว้เช่นนั้นหวังว่าทางสมาคมจะปกป้องพวกเขาได้
แต่อาเรียนั้นไม่ได้คิดเช่นนั้นเธอเคยผ่านความอันตรายและการต่อสู้ที่ยากลำบากและมันทำให้เธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอเริ่มจดบันทึกเกี่ยวกับพฤติกรรรมของตัวเองลงในสมุดบันทึกนั่นทำให้เธอได้รู้ว่าเธอเปลี่ยนไปขนาดไหน
เธอกลายเป็พวกหวาดระแวงนั่นคือสิ่งแรกที่เธอจินตนาการถึง เธอกังวลเกี่ยวกับทุกอย่างรอบตัวและพอเธอมาลองคิดดูว่าในอดีตเธอเป็เช่นนี้หรือหรือไม่คำตอบที่ได้นั้นน่าประหลาดใจยิ่งกว่า ในอดีตเธอก็เป็เช่นนี้บ่อยครั้งเพียงแค่ตอนนั้นเธอมีชีวิตที่ยากลำบากมันทำให้เธอเอาแต่คิดถึงอนาคตที่ดีขึ้นมากกว่าที่จะกลัวกับอันตราย แต่เมื่อวิถีชีวิตของเธอเปลี่ยนไป ไม่ได้ยากลำบากเช่นเคย สิ่งที่เธอคิดกลับเป็การกลัวที่จะสูญเสียมันไปเธอผูกตัวเองและไม่ยอมพัฒนาตัวเองอีกต่อไปนั่นคือสิ่งที่ได้จากการอยู่กับตัวเองหนึ่งอาทิตย์
ถ้าในอดีตเธอมัวแต่นั่งกลัวเธอคงไม่มีวันแบบนี้วันที่เธอแข็งแกร่งขึ้นและมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น และเธอต้องปกป้องมันด้วยความแข็งแกร่งของเธอเองไม่ใช่แค่รอให้คนยื่นให้เธอจึงไม่ได้ตั้งความหวังว่านักล่าที่เป็หัวหน้าทีมนั้นจะปกป้องพวกเธอ บทที่สองของหนังสือ”เวทย์มนตร์แห่งการสร้างโลก”ของอาจารย์ที่เธอเคยอ่านนั้นบอกความจริงของโลกไว้อย่างดีตนเป็ที่พึ่งแห่งตน
“จะว่าไปพวกเรามีนักสู้ระยะประชิดน้อยเกินไปรึเปล่า” โทมัสถาม เขาเป็หนึ่งในคนที่แทบจะไร้ประโยชน์ทันทีหากไม่มีใครให้บัฟการบัฟนักเวทด้วยกันนั้นแทบจะไม่สร้างความแตกต่าง นั่นหมายความว่าเขาสามารถใช้เวทบัฟของเขาได้น้อยลงเมื่อขาดนักสู้อีกคนเขาทำได้มากสุดคือบัฟความแข็งแกร่งและความเร็ว และความต้านทานให้กับแชลเทียร์และบัฟความเร็วให้คีน นั่นคือทั้งหมด
“ใครจะสนถ้านักเวทสามารถสู้ตัวต่อตัวกับนักสู้แล้วอัดอีกฝ่ายเละได้”แชลเทียร์กล่าว
เมื่อแชลเทียร์กล่าวเช่นนั้นโทมัสก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเขาไม่ได้กังวลเื่แนวหน้ามาั้แ่ต้นแล้วแต่เขากังวลเื่การทำประโยชน์ของตัวเองต่างหาก อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามันไม่ได้สำคัญ เขาคิดว่างานหลักของตนคือการร่ายดีบัฟแล้วในขณะนี้
“เธอนี่เด็ดขาดจังเลยนะได้ยินว่าเธอเผาลูคัสไปหลายรอบเลยนี่” แชลเทียร์หันมาคุยกับอาเรียแทน
“ฉันไมรู้ว่ามันจะแรงขนาดนั้นเพราะคนที่ฉันเคยใช้ใส่ก่อนหน้าเขาแทบไม่ระคายผิวเลย” อาเรียกล่าว
เธอหมายถึงัรุ่นเยาว์.. ด้วยความต้านทานเวทของสายเืันั้นมากกว่าคนทั่วไปมากนั่นทำให้เขาแทบจะไม่เป็อะไรอย่างไรก็ตามมันค่อนข้างต่างกันในกรณีของลูคัส ความต้านทานเวทของเขานั้นสูงกว่าคนปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้นดังนั้นอาการเขาจึงค่อนข้างหนัก อาจจะใช้เวลากว่าเดือน เขาถึงจะสามารถหายเป็ปกติได้
“.....................”แชลเทียทำได้เพียงเงียบเธอนึกถึงคำพูดของอาคอนที่บอกว่าอาเรียนั้นได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ที่ยากลำบากมาและดูเหมือนว่ามันจะลำบากกว่าที่เธอจินตนาการไว้
มันมีสิ่งที่เรียกว่าจุดเด่นของคลาสอยู่เช่นคลาสนักล่าจะมีทั้งความเร็ว พลังโจมตี และความสามารถต้านการวางกับดักและการแกะรอยแต่จะมีข้อเสียคือร่างกายที่แสนบอบบาง แต่แม้จะบอกว่าบอบบางพวกเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนปกติมากโข
ผิดกับนักเวท พลังโจมตีเวทมนตร์นั้นทรงพลังที่สุดแต่ก็แลกกับความเชื่องช้าในการร่ายเวทและสภาพร่างกายที่ไม่ต่างจากคนปกติเช่นที่เคยกล่าวไปแต่เธอไม่มีข้อเสียดังกล่าว อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ร่ายเวทอย่างเชื่องช้าดังนั้นหลายคนจึงมองว่าเธอเหมือนอาคอนขึ้นไปทุกวันๆ
สักพักโรบุสก็เดินมาหาพวกเธอและนำและนำไปพบกับหัวหน้าทีมพร้อมแจ้งรายละเอียดภารกิจมันเป็ห้องรับรองในชั้นแรกของสมาคมนักล่าซึ่งอยู่ห่างจากล็อบบี้ไปประมาณ 10 เมตร
พวกเขาเข้าไปในห้องและได้พบกับชายคนหนึ่งที่ทุกคนนั้นรู้จักดีเขาคือคนที่ถูกมองว่าอ่อนแออย่างมากและติดอยู่ที่การเป็นักล่าระดับ C มาเนิ่นนาน สแลชนั่นเอง
เด็กๆประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าหัวหน้าทีมของพวกตนคือสแลชแต่ในความประหลาดใจเ่าั้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป
คีนนั้นดูเหมือนจะประหลาดใจเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่เขาจะกลับมาเยือกเย็นเช่นเคยไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรภายใต้หน้ากากและผ้าคลุมที่สวมอยู่ ผิดกับโทมัส อาเรียและแชลเทียร์ที่ประหลาดใจอย่างมาก
อาเรียนั้นเธอเคยรู้จักกับสแลชมาก่อนเขาเป็คุณลุงอายุ 25 ที่พาเธอไปเดินซื้อของในวันแรกที่มาถึงเมืองดังนั้นสำหรับเธอมันคือความประหลาดใจปนความดีใจที่ได้พบกับผู้คนที่คุ้นเคยและเธอมั่นใจว่าเขาไว้ใจได้
ในส่วนของแชลเทียร์นั้นเธอได้คิดถึงความยากลำบากที่จะต้องเผชิญแทนเธอได้ยินมาว่าสแลชนั้นอ่อนแออย่างมากและเขาไม่ได้แข็งแกร่งกว่าพวกเธอเท่าใดนักอย่างไรก็ตามเธอก็ยอมรับได้เพราะเธอเข้าใจว่าการไปทำภารกิจครั้งนี้ถูกจัดมาให้ยากลำบากที่สุดโดยอาคอน เพื่อฝึกฝนลูกศิษย์ของเขาหากเธอรับความยากลำบากเช่นนี้ไม่ได้มันก็หมายความว่าเธอต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเธอเหล่ไปมองอาเรียเล็กน้อยแต่เธอก็เห็นเพียงสีหน้าประหลาดใจปนดีใจของอาเรียเพียงเท่านั้น ‘นี่สินะคือความห่างชั้น เธอชอบที่จะท้าทายความยากลำบาก’ นั่นคือสิ่งที่เธอคิดว่าอาเรียเป็
ผิดกับคนอื่นๆโทมัสนั้นรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เขาหันหน้าและมองไปที่โรบุสราวกับ้าคำตอบว่าทำไมต้องเป็ชายคนนี้เขามีปัญหากับมันมากกว่าทุกคนอย่างไรก็ตามมันมีความเป็ไปได้ที่ภารกิจนั้นจะไม่ได้ยากดังนั้น เขาจึงรอฟังรายละเอียดภารกิจก่อนตัดสินใจเพิ่มเติม
ิแน่นอนว่าสแลชไม่ประหลาดใจเท่าใดนักกับปฏิกิริยาของเด็กๆเขามีชื่อเสียงในด้านความอ่อนแอ และครั้งสุดท้ายที่เขาเป็หัวหน้าทีมนั้น ลูกทีมตายเกือบหมดนั่นคือเื่ราวเกี่ยวกับเขาอย่างไรก็ตามเขาแทบอยากจะปฏิเสธภารกิจทันทีที่เจอกับอาเรียเธอหันมายิ้มให้เขาเล็กน้อย เด็กน้อยที่น่ารักและใสซื่อ เขากลัวว่าเขาจะไม่สามารถรับผิดชอบได้หากมีปัญหาเกิดขึ้น
เขาถูกติดต่อโดยโรบุสว่าเขาสามารถนำทีมเพื่อพิชิตภารกิจระดับC ได้ แต่ด้วยทางสมาคมเคยออกประกาศไปว่าเขาไม่สามารถนำทีมนักล่าคนอื่นๆได้ดังนั้นเขาจึงต้องนำทีมเด็กนักเรียนแทน มันเป็ข่าวดีแน่นอนสำหรับสแลช ที่เขาขาดคุณสมบัติการเป็นักล่าระดับB นั้นเป็เพียงเพราะว่าเขาไม่สามารถทำตามเงื่อนไขของการเลื่อนขั้นโดยการเป็หัวหน้านำทีมเพื่อพิชิตภารกิจระดับC เพียงเท่านั้นความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันนั้นเกินกว่าจะถูกจัดในระดับ C แล้ว
อย่างไรก็ตามผู้คนก็ยังคงมองว่าเขาอ่อนแอและไม่น่าไว้วางใจ พร้อมกับคำดูถูกเหยียดหยามมากมายที่ส่งให้กับเขา นั่นทำให้เขาผิดหวังเป็อย่างมากเมื่อมีโอกาสเช่นนี้เขาจึงรีบคว้าทันที แต่ตลกร้ายที่ทีมที่เขาจะต้องนำดันเป็เด็กน้อยคนนี้เขาค่อนข้างเป็ห่วงและเป็กังวลกับเธอเพราะเธอไม่เหมือนกับคนอื่นที่ดูถูกเขาเธอยอมรับในตัวเขา เขาคงให้อภัยตัวเองไม่ได้หากเกิดอะไรขึ้นกับเธอ นั่นทำให้เขาคิดว่าจะปฏิเสธโอกาสครั้งนี้
“ข้าคิดว่าข้าไม่ควรจะนำทีมเด็กพวกนี้ท่านโรบุสภารกิจนี้มันอันตรายเกินไป” สแลชหันไปคุยกับโรบุส
“ภารกิจอะไรเหรอคะ”อาเรียหันไปถามโรบุส
“ภารกิจล้างดันเจี้ยนแบล็คเคิร์สในหุบเขาแบล็คสโตนส์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกน่ะขอรับ”
“หา..ภารกิจนี้เนี่ยนะให้ตายเถอะ ข้าไม่เอาด้วยหรอกหากชายคนนี้เป็คนนำทีมพวกเรา” โทมัสกล่าวออกมาทันทีภารกิจดังกล่าวคือภารกิจสุดท้ายที่สแลชเป็หัวหน้าทีมนั่นเองระดับความยากของภารกิจมันเกินระดับ C ไปแล้วนั่นคือเื่ที่ใครๆต่างก็รู้ แม้โดรินนักล่าระดับA นำทีมเพื่อกลับไปแก้มือความล้มเหลวในอดีตแต่พวกเขาก็ต้องกลับออกมาในสภาพดูไม่จืด
“ที่นั่นมันมีัเหรอ..??”อาเรียถาม
“แน่นอนว่าไม่มีขอรับดินแดนในเทือกเขาแบล็คสโตนส์นั้นมีคำสาปที่ทำให้สัตว์อสูรทั้งหลายอ่อนแอลงแม้แต่ั และอากาศที่นั่นยังกัดกร่อนพลังชีวิตของัอย่างแรงมันเคยเป็ที่อยู่เก่าของราชวงศ์ัอย่างไรก็ตามเพราะเวทปราบัที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทำให้เหล่าัไม่กล้าไปอยู่ที่นั่นขอรับ”โรบุสตอบคำถามของอาเรีย ทุกคนนั้นอาจจะมองว่าโรบุสจริงใจเกินไปและมองคำถามของอาเรียเป็แค่เื่ตลกแต่เขาเข้าใจว่าอาเรียนั้นหมายถึงัจริงๆเนื่องจากเธอเคยเห็นมากับตาของเธอเอง
ัเป็สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังแน่นอนและมันอันตรายกว่าการล้างดันเจี้ยนแบล็คเคิร์สหลายเท่าดันเจี้ยนแบล็คเคิร์สนั้นทางสมาคมนักล่าตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว เพียงแค่ส่งนักล่าระดับเอสบางคนไปก็สามารถล้างได้แต่ที่ยังไม่เคยมีใครไปล้างเพราะที่นั่นมีคำสาปที่ส่งผลต่อัพวกเขาไม่ได้ล้างดันเจี้ยนดังกล่าวเพราะหากล้างออกไปคำสาปดังกล่าวก็จะหายไปด้วยและพวกเขา้าให้คำสาปยังคงอยู่เพื่อให้นักเวทที่ทรงพลังได้ศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเวทมตร์ปราบั
อย่างไรก็ตามในตอนนี้มันไม่จำเป็แล้วเพราะนักเวทคนดังกล่าวระบุมาอย่างชัดเจนว่ามันเหลือเพียงเศษเสี้ยวของคำสาปเท่านั้นไม่มีทางที่เขาจะสามารถแกะสูตรเวทดังกล่าวได้ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะล้างมันแทน
ทว่าในตอนนี้มันกลายเป็สถานที่ขึ้นชื่อที่ถูกเรียกอีกชื่อว่า 'หลุมฝังศพนักล่า' ไปแล้วดังนั้นจึงไม่มีใครไปล้างดันเจี้ยนดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน
นักเวทคนนั้นก็คืออาคอนนั่นเองนั่นเป็เหตุผลที่ทางสมาคมมีการจัดการที่แปลกประหลาดกับเื่นี้มันเป็ข้อมูลที่เป็ความลับ ซึ่งสาดความซวยและเื่ร้ายๆทั้งหมดให้กับสแลชเป็คนรับเขาเป็ชายที่โชคร้ายที่สุดคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามในวันนี้อาคอนนั้นระบุอย่างชัดเจนว่าให้สแลชเป็คนนำทีมดังนั้นสแลชจึงได้มาอยู่ที่ตำแหน่งปัจจุบัน มันเป็การปลอบใจและยกผลประโยชน์ให้สแลชอย่างแน่นอนในเื่นี้เขาทำเพื่อให้สแลชดึงความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมาและรับผลประโยชน์มหาศาลจากภารกิจดังกล่าว
“ถ้าคุณปฏิเสธภารกิจนี้จะถูกยกเลิกนั่นคือทั้งหมด” โรบุสกล่าว
“ยกเลิกไม่ได้นะคะ”ทั้งอาเรียและแชลเทียร์กล่าวพร้อมกันพร้อมกับจ้องไปที่สแลช
“ท่านอาจารย์ให้หนูไปหาหินิญญาไฟหนูไปหาที่อื่นไม่ได้แล้ว ไม่ต้องห่วงหนูเรียนวิธีหนีมาเรียบร้อยต่อให้เป็ัก็จับหนูไม่ได้” อาเรียกล่าว
แชลเทียร์ก็จ้องมองที่สแลชพร้อมกับพยักหน้าเป็สัญญาณว่าเธอเห็นด้วยกับอาเรียคีนเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรมากมายซึ่งนั่นเหมือนเป็การยอมรับกลายๆ
“ข้าไม่เอาด้วยหรอกข้าขอถอนตัว ไม่มีทางที่ข้าจะเอาชีวิตไปทิ้งกับพวกเ้า!!”โทมัสกล่าวพร้อมกับเดินออกจากห้อง เหลือเพียงอาเรีย แชลเทียร์และคีนที่ยังคงจ้องมองรอคอยการตัดสินใจของสแลชอย่างมุ่งมั่น
“เ้าแน่ใจนะ สาวน้อย”สแลชหันมาถามเด็กๆ
ทั้งอาเรียและแชลเทียร์พยักหน้าพร้อมกัน
“ก็ได้ฉันสาบานเลยต่อให้ฉันจะตาย ฉันก็จะส่งพวกเธอกลับมาอย่างปลอดภัย”สแลชกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
“ขอบคุณค่ะคุณลุง”
“เลิกเรียกข้าว่าลุงซะทีข้าพึ่งจะอายุ 25 เองนะ”
***
และแล้วการรวมทีมเพื่อทำภารกิจครั้งนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและตรงนี้นี่เองที่เป็จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของนักล่าระดับ S ในอนาคตของมาโทรเดีย