หลิวเหว่ยส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะพูดจาราวกับอันธพาล “สามครอบครัวร่วมมือกันมีสิทธิ์อันใดที่ตอนแบ่งของถึงต้องแบ่งตามจำนวนคนด้วย?”
บุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างใจเย็น “เรื่องนี้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วภรรยาเจ้าก็รู้ดี”
คำพูดนี้ราวกับแหย่รังแตนหลิวเหว่ยหันไปตบหน้าพี่สะใภ้หลิวฉาดใหญ่ พร้อมกับด่าทออย่างโหดเหี้ยม “นางคนฟุ่มเฟือยรู้จักแต่เอาของไปแจกผู้อื่น ตั้งแต่แต่งเจ้าเข้ามาข้าช่างโชคร้ายนัก!”
พี่สะใภ้หลิวมีนิสัยไม่เลวสาเหตุที่อีกสองครอบครัวยอมร่วมกลุ่มกับนางเพราะเห็นแก่จิตใจที่ดีงามของนางทั้งสิ้น
เมื่อเห็นนางถูกตบ ภรรยาของผู้เป็นพี่ชายจากครอบครัวของสองพี่น้องจึงลุกขึ้นมา
“หลิวเหว่ยครอบครัวเจ้าได้เนื้อก้อนโตถึงเพียงนี้ก็เพราะพวกเราเห็นแก่หน้าของพี่สะใภ้หลิวทั้งนั้นกลุ่มของพวกเรามีสิบคน เก้าคนออกไปทำงาน มีแต่เจ้าที่ไม่ทำอันใดเลยครอบครัวเจ้ามีแรงงานแค่คนเดียว ยังอยากได้ส่วนแบ่งมากกว่าผู้อื่นอีกเหตุใดเจ้าไม่ขึ้นสวรรค์ไปเสียเลยเล่า?”
ภรรยาผู้นี้เป็นใหญ่ในครอบครัวทั้งยังพูดจาฉะฉานมีเหตุผล ทำให้คนที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วย
แต่หลิวเหว่ยกลับไม่ใช่คนมีเหตุผลเมื่อได้ยินดังนั้นก็เถียงคอเป็นเอ็น “เมียข้าเป็นคนเจอเห็ดแล้วกลับมาบอกพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าได้กิน หรือว่าความดีความชอบของนางเทียบไม่ได้กับครอบครัวเจ้าที่มีกันสี่คน? อันที่จริงเมียข้าคนเดียวย่อมเทียบเท่าคนสี่คน ถึงข้าจะไม่ทำงานครอบครัวข้าก็ต้องได้ส่วนแบ่งเนื้อเท่ากับพวกเจ้า!”
คำพูดที่เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวทำเอาทุกคนส่ายหน้าด้วยความเอือมระอาแต่กลับไม่รู้ว่าควรจะโต้แย้งอย่างไร
พี่สะใภ้หลิวเป็นคนเจอเห็ดและมีน้ำใจกลับมาบอกทุกคนนี่เป็นเรื่องจริง หากหลิวเหว่ยเอาบุญคุณนี้มาอ้าง คนอื่นก็พูดอะไรไม่ได้
ส่วนพี่สะใภ้หลิวดึงชายเสื้อหลิวเหว่ยเอาไว้แม้ว่าจะเสี่ยงทำให้ตนเองถูกตบก็ตามนางเอ่ยเสียงอ่อน “ท่านอย่าพูดเลยเจ้าค่ะเห็ดพวกนั้นถึงไม่บอกทุกคน ข้าก็เก็บคนเดียวไม่หมด อีกอย่างไม่แน่ว่าผู้อื่นก็อาจเจอมันเหมือนกัน”
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!” หลิวเหว่ยตบหน้านางอีกฉาดใหญ่
พี่สะใภ้หลิวถูกตบจนล้มลงไปกองกับพื้นใบหน้าข้างซ้ายบวมเป่ง
หลินเสวี่ยจู๋ทนดูต่อไปไม่ไหวนางโยนตะเกียบในมือทิ้งเสียงดัง
ลู่โม่รีบเอ่ย “พี่สะใภ้ข้าไปจัดการเขาเองขอรับ”
“ไม่ต้อง” หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บุรุษรังแกสตรี ย่อมต้องให้สตรีจัดการ” กล่าวจบนางก็รีบสาวเท้าเข้าไป
หยวนซิวส่งสายตาให้ลู่โม่ลู่โม่จึงตามหลินเสวี่ยจู๋ไป แล้วยืนอยู่ด้านหลังหลินเสวี่ยจู๋เตรียมพร้อมรับมือตามสถานการณ์
หลินเสวี่ยจู๋ประคองพี่สะใภ้หลิวให้ลุกขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้นางหลบไปไกลๆ ทว่าพี่สะใภ้หลิวกังวลว่าสามีตนเองจะทำร้ายหลินเสวี่ยจู๋จึงรีบดันนางไปข้างหลัง
หลินเสวี่ยจู๋ระบายยิ้มแล้วหันไปพูดกับบุรุษวัยกลางคน “ท่านลุงผู้นี้ ท่านเป็นผู้นำกลุ่ม เมื่อในกลุ่มเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นก็ควรจะจัดการสักหน่อยหรือไม่?”
บุรุษวัยกลางคนไม่พูดไม่จา
สุภาษิตกล่าวไว้ว่าเท้าเปล่าย่อมไม่กลัวสวมรองเท้า[1] หลิวเหว่ยเป็นอันธพาล ผู้ใดเข้าไปยุ่งด้วยก็มีแต่จะซวย
ตอนนี้เขาได้แต่เสียใจเหตุใดตอนแรกถึงใจอ่อนไปชั่วขณะจนยอมร่วมกลุ่มกับครอบครัวนี้?
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเขาไม่พูดไม่จาท่าทางจึงเปลี่ยนเป็นก้าวร้าว “ทำไม? ท่านจัดการไม่เป็นหรือ? หรือต้องให้ข้าที่เป็นผู้น้อยสอนท่าน?”
“หลินเหนียงจื่อ...” บุรุษวัยกลางคนทั้งอับอายทั้งเสียใจ
เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างก็ได้ยินหลิวเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงเอ้อระเหย “นางสตรีตัวเหม็นยุ่งเรื่องผู้อื่นให้น้อยลงหน่อย เรื่องเมื่อครั้งก่อนข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยอย่าคิดว่าครอบครัวเจ้าคนเยอะแล้วจะรังแกผู้อื่นได้ หากทำให้บิดาโมโหขึ้นมาพวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตดีๆ อีกเลย!”
หลินเสวี่ยจู๋แสยะยิ้ม นางหันไปคว้าแท่งไม้ไผ่ที่ลู่โม่พกไว้ป้องกันตัวออกมาแล้วฟาดเข้าที่ศีรษะของหลิวเหว่ยเต็มแรงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลิวเหว่ยยังไม่ทันได้ตอบสนองศีรษะก็แตก โลหิตไหลอาบหน้าผาก ขณะเดียวกันโลกก็หมุนคว้างรู้สึกว่าทุกสิ่งบิดเบี้ยวไปหมด ร่างของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น
จู่ๆหลินเสวี่ยจู๋ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับไปถามพี่สะใภ้หลิว “ข้าตีสามีของท่านท่านคงไม่ปวดใจกระมัง?”
พี่สะใภ้หลิวนิ่งงันอันใดที่เรียกว่าปวดใจหรือไม่ปวดใจ? ตอนนี้นางหวาดกลัวยิ่งนักแต่หลินเสวี่ยจู๋จ้องนางเขม็ง ราวกับต้องการได้ยินคำตอบของนางให้ได้
พี่สะใภ้หลิวมองสามีของตนเองที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นในใจกลับรู้สึกสะใจอย่างประหลาด ในชั่วพริบตานั้นนางก็ไม่สนใจอะไรอีก นางเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว” หลินเสวี่ยจู๋เผยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะยกแท่งไม้ไผ่ขึ้นฟาดหลิวเหว่ยไม่ยั้ง
ตอนแรกหลิวเหว่ยยังมึนงงอยู่ทว่าผ่านไปสักครู่ก็ตระหนักว่าหากยังถูกตีเช่นนี้ต่อไปตนเองต้องตายแน่จึงเริ่มขอความเมตตาเสียงดัง
“หลินเหนียงจื่อข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าด่าเจ้าอีกแล้ว ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด”
“หลินเหนียงจื่อคำพูดเมื่อครู่ของข้า เจ้าก็คิดเสียว่าเป็นเพียงผายลม ปล่อยข้าไปเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สะทกสะท้านนางฟาดแท่งไม้ไผ่ลงบนร่างหลิวเหว่ยอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งหลิวเหว่ยร้องไม่ออกนางจึงโยนแท่งไม้ไผ่ในมือทิ้ง แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “หากรังแกสตรีอีกข้าจะให้เจ้าคลานไป”
กล่าวจบนางก็หันไปหาบุรุษวัยกลางคนแล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จัดการเป็นหรือยังเจ้าคะ?”
บุรุษวัยกลางคนตัวสั่น พลางพยักหน้ารัวๆ “เป็นแล้ว จัดการเป็นแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋หันหน้าเดินจากไปท่าทางสงบนิ่งราวกับทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาง
ผู้ชมคนที่หนึ่งคิด ‘หลินเหนียงจื่อดุเหลือเกินน่ากลัวจริงๆ’
ผู้ชมคนที่สองคิด ‘หลินเหนียงจื่อรูปโฉมงดงามไม่คาดคิดว่าอารมณ์จะร้ายยิ่งกว่า’
ผู้ชมคนที่สามคิด ‘สะใจจริงๆหลินเหนียงจื่อช่างเป็นบุคคลที่โดดเด่นในหมู่สตรีเสียจริง’
ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับเหตุการณ์เมื่อครู่จนมองไม่เห็นหลิวขุยที่เดินอาดๆเข้ามา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” หลิวขุยขัดจังหวะความคิดของทุกคน แล้วเท้าเอวถาม
บุรุษวัยกลางคนรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆ
หลิวขุยฟังจบก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้จากนั้นก็ย่อตัวลงจับคางของหลิวเหว่ยขึ้นมา
“ไอ้หนูวันหน้าก่อเรื่องให้บิดาน้อยๆ หน่อย เข้าใจหรือไม่?” หลิวขุยพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่
หลิวเหว่ยแทบจะสติแตกถูกสตรีทุบตีก็แล้วไปเถิด เหตุใดผู้คุมยังเข้าข้างคนร้ายอีก?
แต่เขาก็รู้ดีว่าด้วยสภาพของตนเองในตอนนี้คงทนไม่ไหวหากต้องโดนทุบตีซ้ำอีกจึงได้แต่ยอมจำนน “ข้าน้อยไม่กล้าแล้วขอรับ”
หลิวขุยตบหน้าหลิวเหว่ยฉาดใหญ่แล้วลุกขึ้นเดินจากไป
ผู้คนเห็นดังนั้นต่างก็คิดในใจว่าหลินเหนียงจื่อผู้นี้เป็นคนที่ไม่อาจยั่วยุได้จริงๆแม้แต่ผู้คุมยังออกโรงปกป้องนาง
หลินเสวี่ยจู๋เดินกลับไปยังค่ายพักแรมของครอบครัวตนเองด้วยท่าทีสงบนิ่งจากนั้นนางก็หยิบลูกท้อออกมากินนางรู้ว่าคนในครอบครัวมองนางด้วยแววตาซับซ้อน จึงได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น
“ลูกลูกสาว” หลินเฉิงจางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงฝืนยิ้มออกมา “วันนี้เจ้าอารมณ์ไม่ดีหรือ?”
“ไม่นี่เจ้าคะ” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าเพียงรู้สึกว่าควรจะแสดงจุดยืนของตนเองให้ชัดเจนตั้งแต่แรกข้าต้องการทำให้คนอื่นรู้ว่าข้าหลินเสวี่ยจู๋รวมถึงพวกเราสกุลหลินไม่ใช่คนที่ผู้ใดมารังแกได้ง่ายๆ”
หลินเฉิงจางคิด ‘ลูกสาวอย่างเจ้าไม่ใช่แค่รังแกยากเท่านั้น เจ้ายังน่ากลัวเหลือเกิน!’
.............................
[1] เท้าเปล่าย่อมไม่กลัวสวมรองเท้าเป็นสุภาษิต หมายถึง คนที่ไม่มีอะไรเลยย่อมไม่หวาดกลัวสิ่งใด