มะปรางกับมะนาวลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพวกเธอสองคนมาอยู่ข้างลำธารเล็กๆสายหนึ่ง มองไปรอบๆตัวก็เห็นถุงผ้าวางอยู่ข้างๆตัวพวกเธอคนล่ะถุงใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลยังพบม้าสีขาวตัวใหญ่สองตัวถูกผูกเอาไว้ด้วย สองพี่น้องมองหน้ากันและเห็นแววตาเป็ประกายของอีกคนได้อย่างชัดเจน
"นาว…เ้ากำลังคิดเหมือนข้าไหม?" มะปรางพูดขึ้นและแทนตนเองเป็ภาษาโบราณก่อนจะพบว่าคำพูดที่เธอพูดออกไปเป็สำเนียงและภาษาจีน!!
"คิดสิ! หรือว่า…." มะนาวหยุดพูดแค่นั้นก่อนจะยกมือกุมหน้าอกตัวเองััถึงหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น
"ฉันคิดว่าใช่!!" มะปรางพูดจบก็คว้าถุงผ้าข้างๆตัวมาเปิดดูของข้างในด้วยความตื่นเต้นระคนคาดหวัง ภายในถุงผ้ามีชุดสตรีโบราณอยู่หนึ่งชุด ถุงผ้าเล็กๆหนึ่งใบที่ภายในมีเงินตำลึงทองอยู่หลายสิบก้อน ห่อผ้าที่ด้านในมีเข็มที่ใช้ในการรักษาและป้ายหยกสีชมพูหายากที่สลักชื่อเอาไว้ว่าเวินหนิงเหมย!
และของมะนาวก็มีของเหมือนกันแต่ป้ายหยกสลักชื่อเวินหนิงลี่เอาไว้ สองพี่น้องเริ่มหันไปสำรวจกันและกันก่อนจะเห็นความแตกต่างของอีกฝ่าย ใบหน้าของพวกนางเวลานี้อ่อนเยาว์เหมือนเด็กสาวตอนที่พวกนางอายุสิบห้าปี ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวหยกชั้นดี ตาโตดำขลับ ขนตางอนงาม จมูกโด่งได้รูป ปากเล็กอวบอิ่มสีแดงราวกับปากเด็กทารก! ทุกอย่างลงตัวงดงามราวกับถูก์ปั้นแต่ง
แม้ใบหน้าจะเหมือนกับชาติที่แล้วตอนที่พวกเธออายุสิบห้าปี แต่ผิวพรรณนี้กับดูขาวผุดผ่องอมชมพูไม่เหมือนกับชาติที่แล้วพี่พวกเธอแค่มีผิวขาวเหมือนคนอื่นๆเท่านั้น ชุดที่ใส่ก็ยังคงเป็ชุดในยุคปัจจุบัน มะปรางใส่เสื้อสีขาวกระโปรงยีนส์สั่นเหนือเข่า ส่วนมะนาวก็ใส่เสื้อสีดำกระโปรงยีนส์สั้นเหนือเข่าเหมือนกันและทั้งสองคนยังใส่รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังด้วย เห็นแบบนี้แล้วใบหน้าของพวกนางพลันผุดรอยยิ้มยินดีขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นะโกอดกันด้วยความดีใจ
"พวกเราทะลุมิติมาแล้ว!!!!" ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความดีใจ
"ต่อไปนี้ข้าจะพูดภาษาของคนโบราณแล้วนะ ข้าชื่อเวินหนิงเหมย" มะปรางชูป้ายหยกสีชมพูสวยงามขึ้นมาอวดแล้วพูดขึ้นอย่างมีความสุข
"ฮ่าฮ่าฮ่า!! ข้าชื่อเวินหนิงลี่นะเ้าค่ะพี่หญิง" มะนาวก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน
สองพี่น้องจากต่างยุคไม่ได้คิดอะไรมากเพราะจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่นหรือทะลุมิติมาทั้งร่างเดิมเช่นนี้ก็ไม่ต่างกัน อย่างไรพวกนางก็ได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณตามที่ใฝ่ฝันมายี่สิบกว่าปีแล้ว! แต่ล่ะคนต่างก็สำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้งก่อนจะพบว่าที่ข้อมือซ้ายของพวกนางมีปราณแดงรูปดอกไม้อยู่ เวินหนิงเหมยมีรูปของดอกเหมยกุ้ย และเวินหนิงลี่มีรูปโม่ลี่ฮวา!
"จะใช่สัญลักษณ์ของมิติวิเศษไหมนะ?" เวินหนิงเหมยพึมพำออกมาอย่างคาดหวัง
"ใช่หรือไม่ลองดูก็รู้แล้ว" เวินหนิงลี่ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะแตะนิ้วไปที่ปานบนข้อมือของตัวเองเบาๆแล้วทำตามวิธีในนิยายที่เคยอ่านทันที
'เข้ามิติ!'
'เข้า!'
'เข้าระบบ!'
"ไม่ได้อะ! หรือจะลองหยดเืดู?" เวินหนิงลี่พูดขึ้นพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความผิดหวัง
"เช่นนั้นพี่ลองก่อน" เวินหนิงเหมยพูดจบก็เดินไปหาต้นไม้ที่มีหนามเล็กๆอยู่ไม่ไกลแล้วยกนิ้วจิ้มไปที่หนามแหลมบีบเืออกมาอีกนิดแล้วแต้มไปบนปานแดงรูปดอกเหมยกุ้ย
วูบบบบบ!!!
เวินหนิงลี่เบิกตากว้างด้วยความตะลึงยืนนิ่งราวตอไม้หลายลมหายใจก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วรีบเดินไปที่ต้นไม้หนามแล้วจิ้มนิ้วลงไปอย่างไม่ลังเล เห็นเืที่ซึมออกมาจากปลายนิ้วก็รีบนำไปป้ายใส่ปานแดงดอกโม่ลี่ฮวาทันที
วูบบบบบบ!!!
เวินหนิงเหมยยืนมองทุ่งหญ้ากว้างตรงหน้าด้วยความอึ้ง กว่าจะตั้งสติและกดข่มความตื่นเต้นของตนเองลงได้ก็ผ่านไปเป็เค่อแล้ว เท้าเล็กก้าวออกไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวแววตาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน นางเดินไปที่น้ำตกสายเล็กที่น้ำใสจนมองเห็นก่อนดินก้อนหินที่อยู่ใต้ลำธารครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปดูสวนดอกไม้ แปลงสมุนไพรล้ำค่าแล้วเดินเข้าไปในเรือนเล็กๆที่ตั้งอยู่ข้างน้ำตก
"เอ๊ะ!! นั่นประตูอะไร?" เวินหนิงเหมยที่เดินออกจากเรือนมาก็เห็นว่าทางขวามือตรงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่นั้นยังมีประตูบานเล็กๆอยู่หนึ่งบาน ด้วยความอยากรู้จึงรีบเดินไปที่ประตูบานนั้นแล้วผลักออกไปเบาๆประตูก็ถูกเปิดออก
เวินหนิงลี่ที่กำลังวิ่งสำรวจมิติของตัวเองอยู่ก็หยุดชะงักลง แต่เมื่อเห็นว่าคนที่เปิดประตูบานนั้นเข้ามาเป็พี่สาวก็ฉีกยิ้มกว้างโบกมือทักทายด้วยความสดใส "พี่หญิง ข้าก็มีมิติวิเศษเหมือนกันนะ ฮ่าฮ่าฮ่า!!!"
ภายในมิติของเวินหนิงลี่ก็ไม่แตกต่างจากมิติของเวินหนิงเหมย ภายในมีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ มีเรือนเล็กๆอยู่หนึ่งหลังข้างเรือนยังเป็น้ำตกขนาดเล็กและสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วมิติ จะแตกต่างก็คือมิติของเวินหนิงลี่นั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกโม่ลี่ฮวา ส่วนมิติของเวินหนิงเหมยนั้นเป็กลิ่นของดอกเหมยกุ้ย
สองพี่น้องวิ่งเล่นไปทั่วมิติอย่างสดใสร่าเริงไร้ความทุกข์ใดๆเหมือนชีวิตในชาติที่แล้วอีกต่อไป พอเหนื่อยก็กลับมานั่งพักที่เรือนเล็กก่อนจะช่วยกันทำอาหารง่ายๆกินกันแล้วออกมาข้างนอก
"ในมิติมีของกินของใช้และครื่องปรุงรสครบครันจริงๆเลย น่าเสียดายที่กินแล้วก็หมดไปไม่เหมือนในนิยายที่กินใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด" เวินหนิงลี่พูดขึ้นด้วยความผิดหวัง
เวินหนิงเหมยยกยิ้มขบขันก่อนจะพูดขึ้น "ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว น้ำตกนั่นก็เป็น้ำตกวิเศษไม่ใช่หรือไง?"
"ก็จริง! ช่างเถอะๆข้าเอาน้ำไปให้ม้าก่อนนะ" เวินหนิงลี่พูดขึ้นอย่างผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหาม้าของนางแล้วเรียกถังน้ำออกมาจากในมิติมาให้ม้ากิน ส่วนเวินหนิงเหมยก็เดินไปให้น้ำม้าของตัวเองเช่นกัน
"พี่หญิง ม้าของข้าชื่อเป่าเป้ยนะเ้าคะ" เวินหนิงลี่พูดกับแฝดพี่อย่างอารมณ์ดี
"เช่นนั้นม้าของข้าชื่อเป่าเปานะ" เวินหนิงเหมยก็ตอบกลับมาเช่นกัน
สองพี่น้องตัดสินใจเก็บม้าเข้ามิติแล้วพักอยู่ในนั้นสองวันสองคืนก่อนจะออกจากมิติแล้วขี่ม้าออกไปตามถนนเรื่อยๆหวังว่าจะเจอชาวบ้านหรือเมืองบ้าง แน่นอนว่ามาเกิดใหม่นี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่เลยแม้แต่น้อยจึงตัดสินใจจะเข้าเมืองไปสืบข่าวเพิ่มความรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่นี่ก่อน
"นั่นๆ ดูเหมือนตรงนั้นจะมีหมู่บ้านอยู่นะ" เวินหนิงลี่หยุดม้าแล้วชี้ให้พี่สาวดู
"จริงด้วย พวกเราไปสอบถามทางเข้าเมืองกับพวกเขากันเถอะ" เวินหนิงเหมยพยักหน้าแล้วพูดขึ้น
"อื้ม"
ทั้งสองคนควบม้าวิ่งตรงไปยังหมู่บ้านข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่เร็วไม่ช้า วันนี้พวกนางผูกผ้าคลุมหน้าเอาไว้ครึ่งหน้าเพราะหน้าตาของพวกนางโดดเด่นเกินไป ในยุคที่ล้าหลังเช่นนี้ต้องระวังตัวเองเอาไว้ถึงจะดีที่สุด พวกนางใช้เวลาแค่หนึ่งเค่อก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว สองพี่น้องลงจากหลังม้าแล้วเลือกที่จะจูงม้าเดินเข้าไปในหมู่บ้านแทน
"ฮื่อๆๆๆ ท่านหมอ…ท่านต้องช่วยลูกชายของข้าให้ได้นะเ้าคะ ท่านหมอข้าขอร้องท่าน!!" สตรีนางหนึ่งร่างกายซูบผอมคุกเข่าสะอื้นไห้พลางขอร้องชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้านข้างของนางยังมีร่างเด็กชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ได้สติ รอบๆก็มีชาวบ้านยืนมุงดูและพูดคุยเสียงดังเซ็งแซ่
"ฮุ่ยซื่อ เสี่ยวิจมน้ำนานเกินไปเขาไม่หายใจแล้วข้าเองก็จนปัญญาเช่นกัน เ้าเองก็ทำใจเสียเถิด" หมอท่านนั้นพูดขึ้นมาอย่างเห็นใจ แม้เขาอยากจะช่วยแต่ก็จนใจที่วิชาแพทย์ของเขาไม่ได้เก่งกาจปานนั้น
"ไม่ๆๆๆ!! ท่านหมอ ได้โปรดช่วยลูกของข้าด้วย" นางฮุ่ยซื่อยังคงอ้อนวอนขอให้ท่านหมอช่วยด้วยความหวังอันน้อยนิดของตัวเอง
เวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่หันไปสบตากันก่อนจะพยักหน้าให้กันแล้วรีบเดินฝ่าฝูงจีนมุงเข้าไป ทั้งสองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กชายตัวน้อยผู้นั้นหากไม่รีบช่วยเหลือตอนนี้ก็คงจะไม่ทันการแล้ว ดังนั้นเวินหนิงลี่จึงพูดขึ้นเสียงดัง "ท่านน้าผู้นี้ ข้ากับพี่สาวมีวิชาแพทย์อยู่บ้างท่านจะลองให้เราช่วยน้องน้อยผู้นี้ได้หรือไม่เ้าคะ?"
เสียงชาวบ้านฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นคุณหนูท่าทางสูงศักดิ์ทั้งสองคน อีกทั้งได้ยินกันอย่างชัดเจนว่านางบอกว่าตนเองมีวิชาแพทย์ก็รู้สึกไม่เชื่อถือ แต่ต่างจากฮุ่ยซื่อที่กำลังสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยินคำถามนางก็กอดความหวังนั้นไว้อย่างไม่ลังเลพยักหน้ารัวๆแล้วพูดขึ้น
"ฮึก! ข้ายินดีๆ ขอคุณหนูทั้งสองท่านช่วยบุตรชายของข้าด้วย ข้ามีเขาแค่คนเดียวหากไม่มีเขาข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ฮื่อออ!"
"พวกเราจะพยายามให้เต็มที่เ้าค่ะ" เวินหนิงเหมยตอบเสียงหวานใสแล้วเดินไปตรวจดูเด็กชายเล็กน้อยก่อนจะทำการปั๊มหัวใจเด็กชายคนนั้นอย่างไม่ลังเล
ชาวบ้านเริ่มร้องะโด่าว่าพวกนางด้วยความใ รีบบอกให้นางหยุดมือแม้แต่นางฮุ่ยซื่อก็ยังร้อนใจตั้งท่าจะยื่นมือออกมาดึงเวินหนิงเหมยออกจากบุตรชาย เวินหนิงลี่เฝ้าดูอยู่ก่อนแล้วจึงรีบจับมือนางฮุ่ยซื่อเอาไว้แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ท่านน้า หากท่านไม่อยากเสียเขาไปก็ใจเย็นลงหน่อยเถิด นี่เป็วิธีช่วยชีวิตคนจมน้ำท่านวางใจเถิดพี่สาวของข้ากำลังช่วยชีวิตคนจริงๆ"
เวินหนิงลี่พูดจบไม่ถึงหนึ่งเค่อเด็กชายที่เดิมทีนอนแน่นิ่งก็ไอขึ้นมาก่อนจะสำลักน้ำออกมาจำนวนหนึ่งแล้วร้องไห้จ้าด้วยความใกลัวเรียกหามารดาเสียงดัง นางฮุ่ยซื่อถลาเข้าไปคว้าตัวบุตรชายเข้ามากอดด้วยความรักใคร่ท่ามกลางเสียงพูดคุยของชาวบ้านรอบๆ เวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"เสี่ยวิฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆด้วย ข้าเกิดมาพึ่งรู้ว่าวิธีนี้สามารถช่วยคนได้ด้วย!!"
"ข้าเองก็พึ่งจะเคยเห็นเช่นกัน ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก!"
นางฮุ่ยซื่อหลังจากปลอบบุตรชายแล้วก็หันมาคุกเข่าคำนับขอบคุณสองพี่น้องเวินด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณคุณหนูทั้งสองท่านที่ช่วยชีวิติเออร์ของข้าเอาไว้ ขอบคุณๆ"
"ท่านน้าลุกขึ้นเถิดเ้าค่ะ นี่เป็เื่ที่สมควรทำแล้ว" เวินหนิงเหมยประคอยนางฮุ่ยซื่อขึ้นมาพร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหวานใส