“ท่านพ่อหมายถึงเกิดเื่กับท่านป้าสะใภ้หรือเ้าคะ” อวิ๋นซีถามบิดา
“ก็ไม่เชิงว่าหรอก แค่ได้ยินมาว่า นางเกิดปัญหานิดหน่อย” ลู่เซียวไปสั่งทำกะทะที่บ้านช่างตีเหล็กหลังจากวนเวียนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ได้ยินชาวบ้านที่กลับมาจากตลาดคุยกันว่า ป้าสะใภ้ทำขนมบัวลอยเสียบไม้ไปวางขายที่ตลาดในตำบลข้างเคียงวันแรกๆนางขายได้เงินมาไม่น้อย วันต่อมาจึงทำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากที่ไปขายได้หลายวันแล้ว ก็มีคนที่เคยกินขนมบัวลอยเสียบไม้ของตระกูลลู่บอกว่าบัวลอยของนางไม่เหมือนต้นฉบับ อีกทั้งยังขายแพงขึ้นกว่าวันแรกที่มาตั้งแผงเสียอีก และก็เริ่มมีคนทำขนมออกมาเลียบแบบทั้งรสชาติอร่อยเหมือนกันแต่ขายราคาถูกกว่าของนางตั้งมาก
พอป้าสะใภ้รู้ว่ามีคนทำขนมเลียนเเบบขึ้นมาแถมยังขายราคาถูกทำให้นางขายขนมไม่ออกก็โกรธเคืองอย่างมาก ทิ้งแผงให้ลูกสะใภ้เฝ้าแล้ววิ่งเข้าไปที่แผงขายขนมบัวลอยเสียบไม้อีกเ้า จนเกิดเื่ทะเลาะวิวาทกันลำบากคนเดินซื้อของต้องมาห้ามศึกพวกนาง
เมื่อลู่เซียวรู้ข่าวก็ใอย่างมาก คิดอยากจะไปถามข่าวคราวที่บ้านพี่ชายเสียหน่อย แต่ติดที่ว่าตะวันจะตกดินแล้ว อีกอย่างเขายังรอกระทะกลับมาให้อวิ๋นซี คิดว่าพรุ่งนี้จึงค่อยไปจะดีกว่า
“ท่านพี่ข้าว่าเื่นี้เราอย่ายุ่งเลย” ฮุ่ยเนียงที่นั่งฟังเอ่ยปาก
“ใช่แล้วท่านพ่อ เื่นี้จะโทษคนอื่นไปซะหมดก็ไม่ถูก อีกอย่างข้าก็เคยบอกป้าสะใภ้ไปแล้วว่าไม่นานต้องมีขนมเลียนแบบออกมาแน่”
ท่านป้าสะใภ้ที่ไม่ตั้งใจทำขนมของตนเองให้ดี ขายสินค้าแพงเกินไปคิดจะเอาแต่กำไร จะไปโทษคนที่มีฝีมือแล้วขายถูกกว่าไม่ได้
“แต่ว่า…อาจจะไม่ดีนะยังไงเราก็เป็ญาติกันนี่นา”
อวิ๋นซีคิดอยากจะเอามือกุมขมับเสียจริง ท่านพ่อนางเป็คนซื่อมากเกินไปกระมัง
“ท่านพ่อ .. ข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงครอบครัวท่านลุง แต่ว่า เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับครอบครัวเราสักนิด ท่านจะเอาปัญหาผู้อื่นมาเป็ปัญหาตนเองทำไม? หากท่านอยากจะไปถามข่าวคราวเพียงอย่างเดียวข้าคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย แต่หากท่านคิดจะยื่นมือเข้าไปรับปัญหาของพวกเขามา ท่านคิดดีแล้วหรือ?”
อวิ๋นซีอยากจะเตือนบิดาสักนิด คนหัวอ่อนใสซื่อเกินไป จะโดนผู้อื่นหลอกใช้ และโดนเอาเปรียบได้ง่าย หากบิดายังเป็แบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่
“ท่านพี่ .. เชื่อลูกเถอะ ท่านอย่าเอาตัวเข้าไปในปัญหาของผู้อื่นเลย”
“………..” ลู่เซียวยังคงเงียบไม่รู้ว่าตนเองควรทำอย่างไร อวิ๋นซีก็รู้ว่านิสัยคนจะบอกให้เปลี่ยนเลยก็คงไม่ได้
“ท่านพ่อแล้วกะทะของข้าล่ะ” เห็นเขาเป็แบบนั้นอวิ๋นซีเปลี่ยนเื่คุย
“อ้อ ใช่แล้วกะทะของเ้าพ่อสั่งช่างตีเหล็กให้ทำตามแบบจนเสร็จได้มาหนึ่งอันที่เหลืออีกวันสองวันค่อยไปเอา” ลู่เซียวตื่นเต้นกับกะทะรูปปลา ที่พึ่งแกะออกมาจากห่อกระดาษ อยากรู้นักว่าเอามาทำขนมแล้วจะเป็อย่างไร
อวิ๋นซีรับมาดูอย่างละเอียด
“โอ้ .. ยอดเยี่ยมมากเลยเ้าค่ะ แกะสลักรูปปลาได้เหมือนมากๆ” งานฝีมือแบบนี้ทำออกมาได้ละเอียดมากๆ อวิ๋นซีพอใจเป็อย่างยิ่ง
“พรุ่งนี้จะทำขนมมากน้อยเพียงใดแม่จะตื่นมาช่วยเ้า” ฮุ่ยเนียงถามลูกสาว
“อยากจะทำมากหน่อยเ้าค่ะ เพราะว่าข้าจะหยุดพักสักวันน่ะ ให้ทุกคนได้พักผ่อนเสียหน่อยหลายวันมานี้ยุ่งจนเหนื่อยจะแย่แล้ว” อวิ๋นซีหัวเราะแล้วเอากะทะไปล้างเก็บไว้ในครัว
หลังจากทุกคนกินข้าวเย็นเสร็จก็แยกย้ายกันไปล้างหน้าบ้วนปากแล้วพักผ่อน
ท้องฟ้ายังมืดอยู่มากอวิ๋นซีและฮุ่ยเหนียงจุดตะเกียงตื่นมาทำขนมไปขายที่ห้องครัว อวิ๋นซีให้มารดานำถั่วดำและมันหวานที่ต้มไว้เมื่อวานมาต้มอีกครั้งนี้ใส่น้ำตาลลงไปเคี่ยวจนหนืดข้นแล้วยกลงตั้งไว้ให้เย็น ส่วนอวิ๋นซีผสมแป้งแล้วแบ่งใส่ถ้วยพักไว้ เมื่อทุกอย่างได้ที่แล้ว นางนำกะทะปลาไปวางบนเตาให้ร้อนแล้วใส่แป้งบางๆหนึ่งชั้น
จากนั้นจึงใส่ไส้แล้วเทแป้งใส่อีกชั้นหนึ่ง เมื่อพลิกไปพลิกมาจนแป้งสุกก็ใช้ตะเกียบจิ้มขนมที่สุกแล้วออกมาจากเตา อวิ๋นซีปิ้งหนึ่งครั้งได้ขนมรูปปลาออกมาสองตัว ขนมชนิดนี้นางเคยกินที่ร้านขายอาหารข้างทางที่เรียกว่า ‘ไทยากิ’ แต่นางคิดว่าชื่อมันเรียกยากไปหน่อยหากเรียกว่าขนมปลาคงจะจำง่ายกว่า
ขนมปลาที่อวิ๋นซีทำก็เลียนแบบมาจากไทยากิในความทรงจำของนางแม้ว่าส่วนผสมจะไม่ครบถ้วน แต่ก็ถือว่าอร่อยใกล้เคียง ไม่บ้งแน่นอนจ้า
สองแม้ลูกผลัดกันเติมแป้งผลัดกันใส่ไส้ จนท้องฟ้าข้างนอกเริ่มจะสว่างจนลู่เซิงตื่นแล้วเข้ามาเกาะประตูครัวมอง จากนั้นจึงไปช่วยบิดาดูแลคอกไก่และคอกหมู
เมื่อทั้งสองเห็นว่าฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างมากแล้วจึงหยุดมือแล้วเริ่มนับขนมห่อกระดาษแล้วจัดลงตระกร้า ขนมปลาที่พวกนางสองแม่ลูกช่วยกันทำมีสองไส้คือไส้ถั่วดำและไส้มันหวาน ทำออกมาไส้ละหนึ่งร้อยชิ้น ทั้งหมดจึงมีสองร้อยชิ้น
ลู่เซียวและลู่เซิงที่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็มารับขนมแล้วรีบเร่งฝีเท้าออกจากบ้านไปก่อนจะสาย
หลังจากทำขนมเสร็จแล้ว อวิ๋นซีไม่ได้เข้าไปพักเหมือนเช่นทุกวัน หลังกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วอวิ๋นซีหากระดาษเศษกระดาษมาร่างรูปแบบการสร้างบ้านที่เธอวางแผนจะปรับปรุงให้แข็งแรง อีกไม่กี่เดือนจะเข้าหน้าหนาวแล้วหากมีหิมะตกหนัก บ้านถล่มขึ้นมาไม่ดีแน่
ตอนนี้ครอบครัวนางมีเงินเก็บอยู่พอสมควรแต่ไม่มากพอจะสร้างบ้านหลังใหญ่หรอก อวิ๋นซีคิดว่าสร้างแค่สามห้องนอน หนึ่งห้องโถงปรับปรุงพื้นที่บ้านเดิมใหม่ ส่วนห้องครัวค่อยต่อเติมที่ด้านหลังตัวบ้านก็ได้
รั้วบ้านจะให้บิดาไปตัดไม้ไผ่บนเขามาล้อมเป็รั้วไม้ แล้วนางจะขุดอกกุหลาบเลื้อยมาปลูก พอมันโตก็จะเลื้อยไปบนกำแพงไม้ไผ่ อื้มมมม เริ่ดสุด
ทางเดินเข้าบ้านในเมื่อไม่มีเงินซื้ออิฐมาปูกะจะเอาดินเหนียวมาปั้นตามพิมพ์แล้วเผาให้แข็งแรงค่อยเอาไปปูเป็ทางเดิน ก็ได้อยู่นะ
หลังบ้านมีชิงช้า และรั้วดอกไม้เล็กๆที่นางขุดมาปลูกบ้างแล้ว รอโตอีกหน่อยก็คงสวยกว่านี้
แปลงผักก็อาจจะทำใหม่เพราะสวนหลังบ้านกว้างขวางมาก หรือว่าทำโดมปลูกผักเพิ่มดีไหมนะ
อืมมม อยากได้ศาลาริมน้ำตรงนี้อีกนิดก็เหมาะมากเลย
อวิ๋นซีใช้ความทรงจำจากโลกเดิมร่างแบบบ้านที่ตนเองพอใจร่างแบบเสร็จจึงเดินไปคุยกับมารดาเพื่อปรึกษาการปรับปรุงบ้าน ว้าววว ไม่น่าเชื่อสถาปนิกปลอมๆอย่างเธอจะออกแบบได้น่าพึงพอใจขนาดนี้
ฮุ่ยเหนียงก็คิดว่าบ้านควรจะปรับปรุงตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีเงินทุน พอตอนนี้เริ่มมีเงินเก็บเล็กน้อยและอวิ๋นซีก็เห็นด้วยนางจึงไม่ขัดอะไร รอลู่เซียวกลับมาค่อยปรึกษากันอีกที
สองพ่อลูกที่ตั้งแผงขายขนมปลาที่ตลาดต่างก็มีความกังวลอยู่ในใจเล็กน้อย เมนูวันนี้เป็ของใหม่ อาจจะมีคนไม่ชอบกินก็ได้
แต่ลู่เซิงเด็กชายผู้ชำนาญการขายก็ยังคงะโเรียกลูกค้าเมื่อตั้งแผงเสร็จอย่างคล่องแคล่ว เมื่อชาวบ้านหลายคนเห็นขนมหน้าตารูปปลาสีเหลืองทองบนตระแกรงที่วางอยู่ก็เกิิดสนใจเดินเข้ามาชมไม่ขาดสาย
“โอ้ นี่คือขนมอะไรรูปร่างเหมือนปลาดูน่าอร่อย” ลูกค้าคนแรกเดินเข้ามาสอบถามด้วยท่าทางสนอกสนใจ
“ท่านน้า นี่คือขนมปลาของตระกูลลู่ แป้งข้างนอกสีเหลืองหอมกรอบ ข้างในใส่ไส้ ข้ามีไส้ถั่วดำกับไส้มันหวาน ท่านจะลองซื้อไปชิมสักหน่อยหรือไม่” ลู่เซิงนำเสนอขนมอย่างกระตือรือร้น
“งั้นหรือ ซื้อชิมสักชิ้นก็เเล้วกัน ข้าเอาไส้ถั่วดำหนึ่งชิ้น” ลูกค้าสั่งซื้อขนมชิ้นแรก ลู่เซียวที่นั่งเรียงขนมบนถาด หยิบขนมมาใส่ห่อกระดาษให้เขา แล้วรับเงินมา
ด้วยความอยากรู้ว่ารสชาติอร่อยหรือไม่ เขาจึงกัดขนมชิมที่หน้าร้าน หลังจากกัดเข้าไปคำแรกไส้ถั่วดำที่ทะลักออกมาหวานอร่อยอย่างมาก แป้งก็หอมกรอบแม้จะไม่ร้อนเหมือนตอนออกจากเตาใหม่ๆ ก็ถือว่าอร่อยอยู่ดี เขาจึงกัดขนมไปอีกสองคำ ขนมรูปปลาในมือก็ถูกกินจนหมด
“อื้มมม ขนมตระกูลลู่อร่อยสมคำร่ำรือ” เมื่อคนที่เดินผ่านเห็นว่าชายผู่นั้นซื้อขนมแล้วยืนกินที่หน้าร้านด้วยท่าทางน่าอร่อยจึงอยากชิมบ้างจึงเข้ามาสอบถามเขา
“นี่ อร่อยหรือไม่?” ชายผู้หนึ่งถามพลางมองขนมปลาในมือเขา
“อร่อยสิ เสียดายปลาตัวเล็กไปหน่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาเลียริมฝีปากแล้วยังนึกได้ว่าขนมมี2ไส้ยังมีไส้มันหวานเขายังไม่ได้ชิม จึงกลับมาสั่งเพิ่ม
“เ้าหนู เอาไส้มันหวานให้ข้าอีกไม้”
เมื่อเห็นดังนั้น ลูกค้าคนอื่นๆก็เริ่มอยากชิมบ้าง เมื่อเห็นคนเริ่มมามุงเยอะแล้วทุกคนต่างก็กลัวว่าตัวเองจะซื้อไม่ทัน รีบมาต่อแถวสั่งขนมคนละหลายไม้ จนสองพ่อลูกลู่เซียว ลู่เซิงขายแทบไม่ทัน
หลังจากยุ่งจนหัวหมุนเกือบหนึ่งชั่วยาม ก็ส่งขนมปลาถุงสุดท้ายให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่หน้าแผง แต่ยังมีคนที่รอต่อแถวอยู่อีกไม่น้อย
“ทุกท่านๆ ขออภัยด้วยวันนี้ขนมปลาตระกูลลู่ขายหมดแล้ว” ลู่เซียวยกมือขอโทษลูกค้าที่ยังรอต่อแถวอย่างรู้สึกผิด
“โอ้ หมดแล้วหรือ น่าเสียดายจริง” ลูกค้าที่ต่อเเถวเริ่มบ่นกับตนเอง
“นั่นสิ ข้าอยากจะซื้อไปฝากลูกชายที่บ้านสักนิด”
“นี่พรุ่งนี้พวกเ้าจะมาขายอีกหรือไม่ ข้าจะสั่งไว้เดี๋ยวมาไม่ทันอีก”
ลู่เซิงมองลูกค้าแต่ละคนไปมา “ท่านน้าทั้งหลาย ไว้พรุ่งนี้พวกเราจะทำขนมมาเพิ่มต้องพอให้ทุกท่านซื้อแน่นอน พรุ่งนี้ให้พวกท่านมาใหม่นะ”
“อ้อ ใช่แล้วพรุ่งนี้พวกเราจะทำมาเพิ่ม” ลู่เซียวพูดเสริมลูกชาย
การมาขายขนมวันนี้มาด้วยความกังวล แต่ขนมขายดีอย่างคาดไม่ถึง ช่างดีจริงๆแถมยังมีคนรอซื้ออีกไม่น้อยต้องรีบกลับไปบอกอวิ๋นซีเสียแล้ว
ทั้งสองเก็บของเสร็จก็ซื้อของเล็กน้อยเเล้วรีบเดินทางกลับบ้าน