ทว่าสิ่งที่กู้หลานคาดไม่ถึงก็คือ หลินลู่กลับมายืนได้มั่นคงด้วยตัวเอง แม้ปากจะยังซี้ดซ้าดด้วยความเ็ป แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าชีวิตของเขาไม่ได้เป็อะไรถึงขั้นอันตราย!
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่’
‘หรือว่าไอ้ตาแก่ชุดดำนั่นตั้งใจออมมือ’
กู้หลานชะงักไปครู่หนึ่งอย่างคิดไม่ตก
แต่สำหรับหลินลู่ นี่นับเป็โชคดีในความโชคร้ายอย่างแท้จริง!
“พี่กู้ ไม่นึกเลยว่าท่านจะตามหาข้าจริง ๆ !”
เมื่อหลินลู่เห็นใบหน้าของกู้หลานชัด ๆ เขาก็เอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ
ในตอนนี้ ทุกคนที่เคยรู้จักต่างพากันหนีห่างพี่น้องคู่นี้ราวกับเชื้อโรค ไม่นึกเลยว่าคนที่มีวาสนาได้พบกันเพียงครั้งเดียวอย่างกู้หลาน กลับเป็คนเดียวที่เต็มใจเข้ามาหาเขา
“หากไม่ใช่เพราะข้าตามหาเ้า เ้าก็คงไม่ต้องมาเจอเคราะห์กรรมเช่นนี้...”
กู้หลานยิ้มอย่างรู้สึกผิด พลางเหลือบมองอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่ในขณะนั้นเอง ประกายแสงในดวงตาของกู้หลานยังคงไม่จางหาย เขาจึงเผลอใช้วิชาดูดวงชะตาจนอ่านดวงชะตาของหลินลู่ออกมาจนหมดสิ้น!
[โชคชะตา : สีน้ำเงิน]
[ดวงชะตา : ในวัยเยาว์พึ่งพาอาศัยพี่สาวมาโดยตลอด อ่อนโยนกตัญญู ต่อมาเมื่อพี่สาวสิ้นใจ ความรักแปรเปลี่ยนเป็ความแค้น ก้าวเข้าสู่สมรภูมิแดนตะวันตก กลายเป็ความยึดติดที่ไม่มีวันคลี่คลายไปชั่วชีวิต]
“...!!!”
รายละเอียดดวงชะตานี้ มันช่างคุ้นเคยอะไรขนาดนี้?!
นี่มันไม่ใช่นิสัยของตัวละครในนิยายที่เขาเพิ่งสปอยล์ให้ฮูหยินฟังไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหรอกหรือ!
รอยยิ้มของกู้หลานแข็งค้าง เขาตะลึงจนตัวแข็ง!
‘มิน่าล่ะ ถึงได้รู้สึกถูกชะตากันั้แ่แรก ที่แท้ก็เป็ตัวละครที่ข้าชื่นชอบในนิยายเล่มนี้นี่เอง...’ กู้หลานพึมพำในใจด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เพราะความยึดติดจึงก้าวเข้าสู่สมรภูมิแดนปีศาจ ฝึกฝนจนบรรลุระดับจักรพรรดิ กลายเป็จอมทัพหน้าตายผู้ปกป้องแคว้นจิ้ง...
บุคคลในตำนานที่ถูกกล่าวขานสืบต่อกันมา
จอมขุนศึกในชุดขาวผู้เป็แขนขาสำคัญของตัวเอก
บัดนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!
ไม่คิดเลยว่า หลินลู่คนนี้ก็คือ ‘ลู่ฉิวเซียน’ ผู้ที่เปลี่ยนชื่อใหม่ในภายหลังนั่นเอง!
“พี่กู้?”
หลินลู่เช็ดใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น เมื่อเห็นกู้หลานจ้องมองตนเองจนเหม่อลอยจึงเอ่ยถามขึ้น “ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
“ไม่มีอะไร... ไปเถิด เข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อน ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพูดคุย”
กู้หลานกล่าวเบา ๆ จากนั้นจึงประคองเขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ขณะนี้ลุงหยางเมาจนฟุบหลับไปบนโต๊ะแล้ว กู้หลานเห็นดังนั้นจึงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วสั่งเสี่ยวเอ้อร์
“ไปเปิดห้องส่วนตัวข้างบนให้ข้าห้องหนึ่ง”
“ได้เลยขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มรับ
เมื่อหลินลู่ได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “พี่กู้ อย่าเปลืองเงินเลย ข้าเองก็ไม่สะดวกจะอยู่นานนัก...”
เขายังต้องไปลองเสี่ยงโชคที่อื่น เพื่อดูว่าพอจะหยิบยืมเงินจากที่ใดได้บ้าง
หลินลู่รู้ว่ากู้หลานมีฐานะ แต่เมื่อเผชิญกับดวงตาที่ใสซื่อและน้ำใจไมตรีที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนทั่วไปเช่นนี้ เขาละอายใจจนเอ่ยปากไม่ออก!
เขายอมไปหาที่ที่โอกาสริบหรี่เพื่อลองดูอีกครั้ง
อีกครั้ง...
“อย่าเพิ่งรีบร้อน บอกข้ามาว่าอาการพี่สาวเ้าเป็อย่างไร”
กู้หลานพาเขาเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วถามทันที
คนตรงหน้าผู้นี้หารู้ไม่ว่า ตัวเขานั้นมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แค่โชคชะตาเริ่มต้นในระดับสีน้ำเงิน ก็เหนือกว่าเขาที่ผ่านการฝืนลิขิต์มาแล้ว นี่ถ้าไม่มีระบบคอยบัฟล่ะก็ พลังของเขาก็คงเป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น...
“พี่สาวข้า...”
เมื่อเอ่ยถึงพี่สาว ดวงตาของหลินลู่ก็แดงก่ำจนสะอื้น “ตอนนี้นางไม่ได้สติแล้ว หมอบอกว่า... หากไม่สามารถซื้อหญ้าิญญามาได้ นางก็อาจจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก...”
เขาเติบโตมาโดยการดูแลของพี่สาวั้แ่จำความได้ พี่สาวไม่เคยเล่าเื่ภูมิหลังอะไรให้ฟัง บอกเพียงให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อเข้าสอบเป็ขุนนาง
เมื่อนึกถึงความอาทรที่พี่สาวมีให้ในอดีต หลินลู่ก็รู้สึกใจสลาย น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมาไม่ขาดสาย
สมแล้วที่เป็ความยึดติดที่ไม่มีวันคลี่คลาย และทำให้ตัวละครเปลี่ยนไปในทางที่สุดโต่ง...
กู้หลานถอนหายใจในใจแล้วถามต่อ “อาการนี้เป็มานานแค่ไหนแล้ว ระหว่างนั้นไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลยหรือ?”
หลินลู่ส่ายหน้า “ั้แ่โรคประหลาดกำเริบ พี่สาวข้าก็ล้มป่วยติดเตียง ข้าขายสมบัติทุกอย่างในบ้านเพื่อซื้อหญ้าิญญามาต้มให้นางกิน แต่ก็ทำได้เพียงประคองลมหายใจของนางไว้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น..."
นี่คือความสิ้นหวังที่แท้จริง
ทรัพย์สินร่อยหรอจนหมดสิ้นไปกับค่ายา ทว่ากลับยังมองไม่เห็นหนทางที่จะรักษาให้หายขาดได้เลย…
นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านต่างพากันด่าว่าพี่สาวเขาเป็ ‘หลุมดำ’ และไม่มีใครยอมให้ยืมเงิน
“จะไปฝืนใช้เงินรักษาแบบนั้นไปตลอดก็ไม่ไหวหรอก... พาข้าไปดูหน่อยสิ!”
จู่ ๆ กู้หลานก็โพล่งประโยคนี้ออกมา
หลินลู่ถึงกับชะงักไป!
“ข้าเองก็พอจะมีความรู้เื่แพทย์อยู่บ้าง บางทีข้าอาจจะรักษาพี่สาวเ้าได้ก็ได้นะ” กู้หลานยิ้ม
เขาไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจหลินลู่แต่อย่างใด
ลู่ฉิวเซียนคือผู้ที่แสวงหาเส้นทางเซียนเพื่อจะรักษาพี่สาว
ในเมืองหลางโจวเล็ก ๆ แห่งนี้มีเพียงหมอพื้นบ้านธรรมดา ย่อมไม่มีทางรักษาโรคประหลาดนี้ได้…
แต่เขามีวิชาเซียน
บางทีเขาอาจจะรักษานางให้หายได้จริง ๆ
และหากทำได้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่า เขาได้ชิงตัวยอดขุนพลที่ควรจะเป็ผู้ช่วยของตัวเอกมาเป็พวกได้อย่างหน้าตาเฉย!
หลินลู่มองกู้หลานด้วยแววตาที่ซับซ้อนครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ขอบคุณพี่กู้... เช่นนั้น เชิญตามข้ามาเถิด”
กู้หลานยอมยื่นมือเข้ามาช่วย เขาย่อมซาบซึ้งใจ แต่ถึงอย่างนั้น โรคที่หมอทั้งเมืองหลางโจวถอดใจ โอกาสที่กู้หลานจะรักษานางได้...
มันช่างริบหรี่เหลือเกิน
ในตอนนั้นเอง กู้หลานเดินลงบันไดไปเตะลุงหยางที่กำลังเมาหลับ
“ลุงหยาง ตื่นได้แล้ว เราต้องไปกันแล้ว!”
ลุงหยางงัวเงียตื่นขึ้นมา “คุณชาย จะไปที่ทำการสอบแล้วหรือขอรับ?”
“ไม่ เราจะไปช่วยคน”
กู้หลานประกาศด้วยความมุ่งมั่น แล้วเดินออกไปพร้อมกับหลินลู่
ลุงหยางยืนงงอยู่นานกว่าจะเข้าใจ แต่ก็รีบวิ่งตามออกไป
ในโรงเตี๊ยม
ลูกค้าที่เหลือได้ยินกู้หลานพูดก็พากันส่ายหน้า
“คุณชายคนนี้ไม่เชื่อโชคลางเลยจริง ๆ หมอเก่ง ๆ ที่ไหนก็รักษาไม่ได้ ยังจะอยากลองดีอีก”
“ก็คงเป็แค่พวกอยากรู้อยากลองกระมัง?”
“ท่านหมอเทวดาซุนที่เก่งที่สุดในเมืองเรายังจนปัญญา คนนอกวงการอย่างเขาจะไปรักษาหายได้อย่างไรกัน เป็ไปไม่ได้หรอก!”
“เฮ้อ น่าเสียดายพี่สาวตระกูลหลินคนนั้น ตอนยังไม่ป่วยนางงดงามมากเลยนะ...”
“...”
...
ในขณะเดียวกัน
ณ เชิงเขาเทียนจี
บนลานหินหยกขาวบริสุทธิ์ที่ถูกสร้างไว้อย่างวิจิตรบรรจง
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในชุดหรูหราผู้มีชื่อเสียงและฐานะมากมายต่างมารวมตัวกันที่นี่ สายตาของทุกคนต่างทอดมองไปยังยอดเขาเทียนจีที่เขียวขจี และมีม่านเมฆหมอกปกคลุมหอเทียนจีเอาไว้
คนเหล่านี้ล้วนเป็บุคคลสำคัญจากราชวงศ์ ขุมอำนาจ หรือแม้แต่ตระกูลใหญ่
ซึ่งผู้ที่มีตบะต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ยังอยู่ในระดับเซียน
ยามนี้แววตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง!
การมาคารวะูเาในครั้งนี้ หากไม่ใช่เพื่อขอให้หอเทียนจีทำนายชะตาฟ้าดิน ก็เพื่อนำของขวัญมามอบให้หวังจะผูกมิตรและสร้างความสัมพันธ์กับหอเทียนจี
นับั้แ่หอเทียนจีมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นเป็ปกติในทุก ๆ วัน!
ท่ามกลางฝูงชนเ่าั้ มีร่างระหงสองร่างในชุดคลุมสีขาวสวมผ้าคลุมหน้ายืนสงบนิ่งพลางมองไปยังยอดเขา เพื่อรอเวลาที่หอเทียนจีจะเปิดประตูต้อนรับแขกภายนอก
หญิงสาวทั้งสองย่อมเป็มู่อวี่เยียนและหลิ่วเย่ซี
แม้จะสวมผ้าคลุมหน้า แต่กลิ่นอายความสูงส่งของจักรพรรดินีผู้เลอโฉมของมู่อวี่เยียนก็ไม่อาจปกปิดได้ ดวงตากลมโต คิ้วเรียวงามดุจภาพวาด ราวกับเทพธิดาผู้ปลีกวิเวกจากโลกหล้า ส่งผลให้ผู้บำเพ็ญเพียรชายรอบข้างหลายคนแอบชำเลืองมองไม่ขาดสาย
แต่เมื่อััได้ถึงกลิ่นอาย ‘เซียนกระบี่’ ที่นางแผ่ออกมาโดยไม่คิดปกปิด ความคิดที่จะเข้าไปทักทายก็มลายหายไปในพริบตา!
เวลาผ่านไปทีละน้อย ทุกคนยังคงรอคอยอย่างอดทน
ทว่าในตอนนั้นเอง!
ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งเดินลงมาจากเขาเทียนจี ในมือถือประกาศฉบับหนึ่ง เขากวาดสายตามองเหล่าบุคคลสำคัญจากขุมกำลังต่าง ๆ ด้วยท่าทีเ็า
“ทุกท่าน!”
“ท่านเ้าหอได้เก็บตัวหลอมโอสถั้แ่วันก่อน ต่อจากนี้ไปในแต่ละเดือน หอเทียนจีจะรับแขกเพียงสิบคนเท่านั้น”
“หากใครทนรอไม่ไหว ก็เชิญกลับไปได้เลย!”