หลานซินจับมือหนาที่หยาบกร้านของเซียวเจิ้ง เดินไปตามถนนอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคู่รักคู่อื่น ๆ รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันอ่อนโยน
เธอกำลังมีความรัก!
หลานซินอยากจะประกาศความสุขนี้ให้คนทั้งโลกได้รับรู้
“ห้ามบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาด!”
แต่คำขอด้วยความประหม่าและระแวดระวังของเซียวเจิ้งยังคงดังก้องอยู่ในหูของเธอ
“อ้าว?”
สีหน้าของหลานซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกัดริมฝีปากของตัวเอง
“ทำไมล่ะคะ?”
“ซินอ้าวมีกฏอย่างชัดเจนว่า ห้ามพนักงานในบริษัทมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน ไม่อย่างนั้นจะโดนไล่ออก!” เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ และกล่าวด้วยความกังวลใจ “มันไม่ใช่เื่ง่ายเลย กว่าที่ฉันจะได้งานที่มั่นคง ฉันไม่อยากเสียมันไปเร็วขนาดนั้น”
“นั่นคือกฏที่มีคนตั้งขึ้นมาเอง และมีผลบังคับใช้เฉพาะกับพนักงานธรรมดาเท่านั้น.........” หลานซินกล่าวออกมา “ฉันเป็ CFO ของซินอ้าว นอกจากประธานหลิน ฉันก็คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ถึงการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ส่วนใหญ่จะเป็ไปตามการตัดสินใจของประธานหลิน แต่สำหรับกฏเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ขอแค่ฉันกล่าวเสนอแนะออกไป ประธานหลินก็ไม่มีทางปฏิเสธค่ะ”
การห้ามไม่ให้มีความรักในบริษัท เดิมทีก็ถือเป็วัฒนธรรมการตัดอัณฑะอย่างหนึ่ง หลานซินไม่เคยเห็นด้วยกับหลินฮั่วอินในเื่นี้ ผู้บริหารคนอื่น ๆ ก็เลือกที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ยิ่งไปกว่านั้น หลินฮั่วอินก็ไม่ได้เขียนกฏห้ามออกเดทกันในบริษัทเป็ลายลักษณ์อักษร เธอเพียงแค่แสดงทัศนคติออกมาอย่างแข็งกร้าวเท่านั้น ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้แต่ทำตามแบบอย่างของเบื้องบน ปฏิบัติตามกฏข้อนี้อย่างเคร่งครัด
ถ้ามีบุคคลระดับบอสอย่างหลานซินออกมาช่วยไกล่เกลี่ยให้ทำลายกฏข้อนี้ลงล่ะก็ เธอเชื่อว่าจะต้องได้รับการสนับสนุนจากเหล่าพนักงานเป็อย่างดี ท้ายที่สุดแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ในซินอ้าวก็ถึงวัยที่สามารถแต่งงานได้ โดยปกติแล้วพวกเขามักจะยุ่งกับการทำงาน โอกาสที่จะได้ติดต่อกับเพศตรงข้ามนอกบริษัทก็มีไม่มากนัก
ถ้าสามารถมีความรักภายในบริษัทได้ อย่างน้อย ๆ ในระดับหนึ่ง มันก็ยังช่วยบรรเทาจิตใจของสาวโสดที่เกลียดการแต่งงาน และยังช่วยกระตุ้นให้พนักงานทำงานอย่างกระตือรือร้นได้ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
“ไม่ได้!” เซียวเจิ้งกล่าวออกมาด้วยความเด็ดขาด หนักแน่น “ความสัมพันธ์ของเราจะถูกเปิดเผยออกไปไม่ได้!”
อย่ามาล้อเล่นนะ!
ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลานซินถูกเปิดเผยออกไป พี่เจิ้งจะยังมีหน้าอยู่ในซินอ้าวได้ยังไง?
ราชบุตรเขยของจักรพรรดิ? เกาะผู้หญิงกิน? แมงดา?
ยิ่งคิด พี่เจิ้งก็ยิ่งรู้สึกหมดความภาคภูมิใจในตัวเอง ชีวิตนี้คงไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกต่อไป
และยิ่งไปกว่านั้น เขากับหลินฮั่วอินก็ยังถูกผูกมัดกันอยู่ด้วยสัญญาการแต่งงานที่มีผลทางกฏหมาย ถ้าใน่เวลาสำคัญ หลินฮั่วอินรู้ว่าเขากับคนสนิทเบอร์หนึ่งของเธอแอบมีความสัมพันธ์กัน เธอจะไม่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟและ้าแก้แค้นเหรอ?
แน่นอนว่าสิ่งที่พี่เจิ้งกังวลที่สุดก็คือ หลินฮั่วอินจะแก้แค้นหลานซินจนเกิดความขัดแย้งภายในขึ้น ถึงยังไงหลานซินก็เป็ฝ่ายไปแย่งสามีในนามของหลินฮั่วอิน!
“คุณกลัวว่าจะถูกคนอื่นนินทาเหรอคะ?”
หลานซินผู้ชาญฉลาดเข้าใจความคิดของเซียวเจิ้งได้อย่างรวดเร็ว เธอกล่าวขึ้นมาว่า
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็จะไม่บอกเื่นี้กับใครค่ะ”
“อืม แบบนี้ดีที่สุดแล้ว” เซียวเจิ้งพยักหน้า และคลี่ยิ้มด้วยความพอใจ “มานี่สิ ฉันจะจูบให้รางวัล”
เซียวเจิ้งคว้าใบหน้างดงามของผู้อำนวยการหลานขึ้นมา แล้วจูบลงบนหน้าผากขาวผ่อง
ผู้อำนวยการหลานที่โสดมาครึ่งชีวิตจะทนกับเื่แบบนี้ได้ยังไง? ใบหน้าของเธอแดงก่ำ จะทนไม่ไหวอยู่รอมร่อ ใบหน้าเรียวเล็กที่งดงามและมีเสน่ห์กลายเป็สีแดงเข้ม แทบจะมีน้ำหยดออกมา
เมื่อเห็นแก้มแดง ๆ ของสาวขี้อาย อารมณ์ความอยากแกล้งของพี่เจิ้งก็ยิ่งปะทุ เขาเชยคางหลานซินขึ้น จากนั้นกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ในเมื่อพวกเราคบกันแล้ว ถ้าฉันขอไปนอนที่บ้านของเธอในคืนนี้ เธอจะปฏิเสธไหม?”
“หา......” หลานซินตัวสั่นเล็กน้อย พูดออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ซีดเซียว “ฉันยังไม่พร้อม มันจะไม่เร็วเกินไปเหรอคะ........”
“เธอคงจะรังเกียจฉันสินะ?” สีหน้าของเซียวเจิ้งพลันหม่นหมองลง เขากล่าวหัวเราะเยาะตัวเองด้วยความโศกเศร้า
“ฉันรู้ ตอนนี้ฉันไม่มีชื่อเสียงเงินทอง ที่เธอไม่ยอม มันก็ถูกแล้ว ฉันไม่โทษเธอหรอก เฮ้อ ต้องโทษที่ฉันมันไร้ความสามารถเอง ฉันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยไม่ได้”
หลานซินใไปกับการแสดงที่ไม่จบไม่สิ้นของเซียวเจิ้ง มือเล็กคว้าฝ่ามือของเซียวเจิ้งเอาไว้ แล้วลนลานพูดออกมา “ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะคะ คุณอย่าเข้าใจผิด........” เธอหยุดเว้น่ไปพักหนึ่ง จากนั้นกัดฟัน พยายามกล่าวออกมาว่า
“ถ้าคุณ้าจริงๆ งั้น........งั้นคุณก็ไปที่บ้านฉันเถอะค่ะ”
หลานซินทำหน้าราวกับคนที่กำลังจะพลีชีพและทุ่มสุดตัว ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเจรจาผู้ฉลาดปราดเปรื่อง และเก่งกาจเื่การวางแผนหายไปอยู่ที่ไหน? ดูท่าทางที่เขาพูดกันว่า ผู้หญิงในยามมีความรักจะมี IQ เป็ศูนย์นั้นคงจะไม่ใช่เื่โกหก
“ฮ่าๆๆๆ ฉันล้อเล่นน่า” เซียวเจิ้งหัวเราะออกมา “ที่จริงฉันไม่ใช่ผู้ชายใจง่ายแบบนั้นสักหน่อย”
หลานซินหน้าแดงก่ำ ะโขึ้นมาว่า “คุณเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นได้ยังไง!”
“โกรธเหรอ?” เซียวเจิ้งกระพริบตาปริบ ๆ แล้วยิ้มออกมา
“เปล่าสักหน่อย!”
ใบหน้าของหลานซินแข็งทื่อ เธอรู้สึกแน่นหัวใจไปหมด
นี่คือปฏิสัมพันธ์อันแสนหวานระหว่างคู่รักงั้นเหรอ?
หลังจากที่รอคอยมา 8 ปี ในที่สุดหลานซินก็ได้ััรสชาติของความรักเสียที ในหัวใจของเธอคล้ายกับถูกอาบย้อมไปด้วยน้ำผึ้ง เธอพอใจเป็อย่างมาก
“แม้แต่ตอนโกรธก็ยังสวยขนาดนี้ เธอคือปีศาจที่ล่อลวงคนชัด ๆ” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้มชั่วร้าย “ฉันอยากจะกินเธอเข้าไปในคำเดียวจริง ๆ!”
หลานซินสะดุ้งโหยงด้วยความใ เธอคิดว่าเซียวเจิ้งกำลังเอาจริง จึงรีบพูดออกมาว่า “ฉันไปส่งคุณที่บ้านดีกว่า วันพรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีกนะคะ”
“ไม่ต้องหรอก บ้านฉันอยู่ใกล้แค่นี้เอง ฉันนั่งแท็กซี่ไปเองได้ เธอนั่นแหละ วันพรุ่งนี้ต้องอดทนเอาไว้นะ เวลาผู้หญิงมีความสุขมักจะชอบเผลอหลุดปากอยู่ด้วย” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างจริงจัง
“ค่ะ ฉันไม่พูดหรอก” หลานซินพยักหน้าอย่างเขินอาย จากนั้นแอบมองเซียวเจิ้ง แล้วกล่าวว่า
“คุณจะกลับเลยไหมคะ?”
“อืม ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาหาฉันด้วยนะ” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม
“ค่ะ”
หลานซินขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ BMW ของเธอ แล้วขับออกไปด้วยความไม่เต็มใจนัก
หลังจากที่มองหลานซินจากไปจนลับสายตา เซียวเจิ้งก็คิดที่จะเดินเล่นอยู่ในตัวเมืองต่อสักพัก แต่จู่ ๆ ก็มีข้อความส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือของเขา
“ผ่านไปแค่แป๊ปเดียวเอง คิดถึงฉันซะแล้วเหรอ?”
เซียวเจิ้งรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก เขากำลังจะบอกให้หลานซินตั้งใจขับรถ ไม่อย่างนั้นเมื่อเจอกันคราวหน้า เขาจะตีก้นเธอ แต่เขาก็พบว่าคนที่ส่งข้อความมาไม่ใช่หลานซิน แต่เป็หลินฮั่วอิน
“ถ้าไม่กลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน นายก็เตรียมตัวนอนในสวนสาธารณะได้เลย!”
ประโยคอันเ็าไม่แยแส รวมไปถึงเครื่องหมายอันไร้ความปรานี ถึงมันจะเป็เพียงแค่ข้อความ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นของหลินฮั่วอิน บางทีเธออาจจะรอเขาอยู่ที่บ้านมานานเกินไป จนในที่สุดก็ทนไม่ได้?
เซียวเจิ้งเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้เป็เวลา 5 ทุ่มแล้ว ถ้านั่งแท็กซี่จากที่นี่ไปยังบ้านหรูติดริมแม่น้ำของหลินฮั่วอินก็ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ในเมื่ออีกฝ่ายบอกให้เขากลับไปถึงบ้านเที่ยงคืน นั่นก็แสดงว่าเซียวเจิ้งจะต้องเสียเงินครั้งใหญ่?
เขาโบกรถแท็กซี่อย่างไม่เต็มใจนัก และในที่สุดเขาก็กลับมาถึงบ้านก่อนเที่ยงคืนจริง ๆ สิ่งที่เขาเผชิญหน้าก็คือ ใบหน้าที่เ็าเป็น้ำแข็งพันปีของหลินฮั่วอิน ซึ่งเมื่อเทียบกับใบหน้าที่อ่อนหวาน นุ่มนวลของหลานซินแล้ว เรียกได้ว่าผู้หญิงสองคนนี้แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทำให้เซียวเจิ้งรู้สึกถึงท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและเปลวไฟภายในค่ำคืนเดียว
“ถ้านายยังอยากอยู่ที่นี่ต่อไป หลังจากนี้นายจะต้องกลับบ้านก่อน 5 ทุ่ม!”
หลินฮั่วอินผู้สวมชุดนอนหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่พอใจมากที่เซียวเจิ้งกลับดึก
“เธอก็เอากุญแจบ้านมาให้ฉันสิ เธอก็รู้นี่ว่ามันเป็เื่ปกติ ผู้ชายที่มีเพื่อนเยอะอย่างฉัน ในบางครั้งก็ต้องไปดื่มเหล้า ร้องเพลง เที่ยวเล่นจนถึงตี 3 ตี 4 กันบ้าง” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความเป็มิตร
“ฝันไปเถอะ!” หลินฮั่วอินกล่าวด้วยสีหน้าเ็า “ที่นี่คือบ้านของฉัน ทำไมฉันถึงต้องให้กุญแจนายด้วย? ถ้านายยังอยากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ต้องทำตามสิ่งที่ฉันพูด ถ้ากลับบ้านให้ตรงเวลาไม่ได้ นายก็ไปหาที่อยู่เอง ฉันเคยขอร้องนายเหรอ?”
เซียวเจิ้งผู้ถูกด่าเป็ชุด ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง เขากลัวว่าถ้าไปทำให้หลินฮั่วอินโกรธขึ้นมาอีก คืนนี้เขาคงจะถูกไล่ให้ไปนอนข้างนอกจริง ๆ เขาได้แต่จุดบุหรี่มาสูบด้วยสีหน้าหดหู่ แล้วแบมือ พูดขึ้นมาว่า
“ก็ได้ ถึงยังไงเ้าของบ้านก็ต้องเป็คนตัดสินใจอยู่แล้ว ต่อไปนี้ถ้าฉันมีธุระ ฉันจะแจ้งเธอล่วงหน้าก่อนออกจากที่ทำงานก็แล้วกัน”
พูดจบ เขาก็นั่งลงบนโซฟาหนังสุดรักสุดหวงของหลินฮั่วอิน แล้วเปิดโทรทัศน์ดูข่าวภาคค่ำด้วยท่าทีเกียจคร้าน
เมื่อเห็นว่าเซียวเจิ้งใช้โทรทัศน์และโซฟา อีกทั้งยังใช้แก้วน้ำของเธอมาทำเป็ที่เขี่ยบุหรี่อย่างไร้ยางอาย หลินฮั่วอินที่อารมณ์เสียอยู่แล้วก็สติแตกขึ้นมาทันที
“ใครอนุญาตให้นายดูทีวี? ลุกออกมาจากโซฟาของฉันเดี๋ยวนี้! ฉันบอกแล้วไงว่านอกจากห้องนั้น นายห้ามใช้อย่างอื่นที่นี่!”
เห็นอีกฝ่ายอารมณ์เสียแบบนี้ เซียวเจิ้งก็รู้ได้ในทันทีว่าโทรทัศน์และโซฟาคือของต้องห้ามที่เขาห้ามใช้
“ขอโทษที ฉันลืมตัวไปหน่อย เผลอคิดว่าที่นี่เป็บ้านของตัวเอง” เซียวเจิ้งรีบลุกขึ้นและกล่าวขอโทษ
หลินฮั่วอินเห็นว่าเซียวเจิ้งยอมรับความผิด เธอก็ไม่ได้ถือสาหาความเขาอีก เธอพูดขึ้นมาว่า
“พรุ่งนี้นายไม่ต้องไปทำงานเหรอ? ทำไมถึงยังไม่ไปนอนอีก?”
“ปกติฉันนอน 6 ชั่วโมงต่อวัน เข้านอนตอนนี้จะเร็วเกินไปหน่อย” เซียวเจิ้งกระพริบตาปริบ ๆ จากนั้นกล่าวด้วยความสงสัย “วันนี้เธอดูหงุดหงิดมากเลย เป็เพราะว่าเธอไล่ผู้บริหารออก ก็เลยอารมณ์เสียงั้นเหรอ?”
“มันใช่เื่ของนายเหรอ?” หลินฮั่วอินกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“มันไม่ใช่เื่ของฉันหรอก แต่ถึงยังไงพวกเราก็อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน จะเป็ห่วงเป็ใยกันมันก็เป็เื่ที่ถูกต้อง” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม “และอีกอย่าง ถึงยังไงก็ทวงเงินกลับมาได้แล้ว ทำไมเธอถึงยังทำให้มันเป็เื่ใหญ่อยู่อีกล่ะ? การบริหารด้วยไม้แข็งถือเป็เื่ปกติ แต่ถ้าแข็งกร้าวเกินไปก็จะทำให้ลูกน้องหนาวสั่น และรู้สึกไม่มีส่วนร่วมกับบริษัท เธอว่าไหม?”
ถ้อยคำเกลี้ยกล่อม ปลอบประโลมของเซียวเจิ้งไม่ได้ทำให้หลินฮั่วอินรู้สึกประทับใจ กลับกัน เธอจ้องมองอย่างเ็า แล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้านิ่ง
“นายรู้ได้ยังไงว่าได้เงินกลับมาแล้ว?”
“หา?” เซียวเจิ้งสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นจึงรีบอธิบายว่า “อะไรกัน? ก็วันนี้ตอนบ่าย ฉันกับถังิไปช่วยผู้อำนวยการหลานทวงหนี้มาน่ะสิ ผู้อำนวยการหลานยังชวนฉันไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เพราะเื่นี้อยู่เลย”
“จริงเหรอ?”
หลินฮั่วอินเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง เธอไม่เชื่อในเหตุผลของเซียวเจิ้ง ถึงแม้ว่าเหตุผลของเขาจะสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติก็ตาม
“ฉันพูดจริงนะ” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างมีวาทศิลป์ “ผู้อำนวยการหลานเจรจาได้ดุเดือด เข้มข้นมาก ฉันกับถังิพูดแทรกไม่ได้เลย พูดแค่ไม่กี่คำ อีกฝ่ายก็ต้องคำนับด้วยความเลื่อมใสจนตัดสินใจจ่ายเงินคืน จากมุมมองของบริษัท ฉันคิดว่าเธอควรจะตบรางวัลให้ผู้อำนวยการหลานสักหน่อย ถึงยังไงภารกิจทวงหนี้ในครั้งนี้ มันก็เป็ผลงานของผู้อำนวยการเขา”
“ไม่ให้เธอขึ้นมานั่งในตำแหน่งของฉันซะเลยล่ะ?” หลินฮั่วอินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“........” เซียวเจิ้งรูดซิปปากในทันที
หลินฮั่วอินพูดถูก หลานซินคืออันดับสองของซินอ้าวมาแต่ไหนแต่ไร ถึงเธอจะสร้างผลงานครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็ยังได้รับค่าตอบแทนตามความเหมาะสมเหมือนเคย ไม่ต้องมอบอะไรให้เกินความจำเป็ ไม่อย่างนั้น หลินฮั่วอินคงจะต้องยกตำแหน่งของตัวเองให้หลานซินไปจริง ๆ
“ฉันมีเื่จะถามนาย หลังจากที่หลานซินกับถังิกลับมาที่บริษัท ทำไมนายถึงไม่กลับมาด้วย? ใน 2 ชั่วโมงนั้น นายไปทำอะไรมา?” หลินฮั่วอินเอ่ยถามโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ฝ่ายเซียวเจิ้งชะงักไปในทันที