“โอออออออออออออออออออ”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
แรงกระทืบเท้าของคนนับพัน รวมถึงแรงสั่นของล้อรถลากสั่นะเืเข้าไปถึงขั้วหัวใจราวกับแผ่นดินกำลังสั่นไหวอยู่
ยูโตะจ้องมองไปยังสมรภูมิรบ ขณะยืนอยู่บนรถม้าศึกซึ่งลากด้วยม้าสามตัว
บนทุ่งรกร้างที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นทรายศพจำนวนนับไม่ถ้วนถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดอย่างน่าสังเวชเกือบจะทั้งหมดเป็ทหารของฝั่งศัตรู ถึงจะมีบ้างบางส่วนที่เป็ทหารของทางนี้
อาวุธที่ไร้แล้วซึ่งเ้าของส่องประกายสีทองล้อแสงอาทิตย์
สายลมแห้งๆพัดพาเอากลิ่นคาวเืลอยมาจากศพเ่าั้ทำให้ยูโตะซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศของสนามรบมากนักเก็บอาการพะอืดพะอมเอาไว้ได้ยาก
แต่ถ้าเทียบกันแล้วที่ยังไม่อาเจียนออกมานี่ก็ถือว่าดีขึ้นจากวันแรกมาก
“แทบจะรู้ผลแล้วสินะคะช่างเป็ผู้บัญชาการที่ไร้ที่ติจริงๆ สมแล้วที่เป็ท่านพี่ศัตรูมีจำนวนมากกว่าแท้ๆ เรายังจัดการได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ราวกับว่าท่านพี่เป็เทพาลงมาจุติเองเลยนะคะเนี่ย”
“เฟลิเซีย” หญิงสาวข้างๆ ยูโตะ พูดคำชมสรรเสริญยกย่องออกมาด้วยน้ำเสียงกระดี๊กระด๊า
รอยยิ้มบางๆ ที่มีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ ทำให้เธอดูเป็สาวสวยที่ให้ความรู้สึกตรึงตราตรึงใจผมสีทองยาวถึงเอวปลิวไสวตามสายลม เสื้อผ้าสีขาวแวววับที่สวมใส่อยู่ เผยส่วนิัของเธอออกมาพอสมควรซึ่งให้ความรู้สึกไม่เข้ากันกับสนามรบแบบนี้เลย
“ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรสักหน่อย”
ยูโตะไม่ได้หลงระเริงตามคำชม แล้วก็ไม่ได้คิดจะถ่อมตัวอะไรด้วยเขาไม่ได้สนใจกับคำชมนั่นสักเท่าไร ใช่แล้ว...เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความภาคภูมิใจที่เขาสมควรจะได้รับเขาเพียงแต่ “รู้” เท่านั้นเอง
“ที่ยอดเยี่ยมน่ะ อเล็กซานเดอร์มหาราช กับ โอดะโนบุนากะต่างหาก ฉันไม่ได้คิดแผนการพวกนี้ขึ้นมาเองหรอก”
“หือ? อเล็ก...?”
ยูโตะได้แต่ยิ้มแห้งๆให้เฟลิเซียที่เอียงคอมองมาด้วยความสงสัย
ในการรบครั้งนี้ยูโตะได้ใช้เทคนิครูปขบวนแฟแลงซ์ (phalanx)ซึ่งเป็การโจมตีด้วยพลทหารถือหอกที่มีขนาดยาวกว่าตัวคนทั่วๆ ไปสามถึงสี่เท่ามันเป็เทคนิคที่ใช้กันเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ถ้าหากเป็การต่อสู้ตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ หอกโง่ๆที่มีความยาวเทอะทะและวงสวิงที่กว้างเกินไปแบบนี้ คงจะไร้ประโยชน์เอามากๆ เพราะอย่างนั้นถึงไม่มีใครคิดจะเอามาใช้กัน
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อนำมันมาใช้กับการต่อสู้ในาที่เป็กลุ่มๆ แบบนี้หอกเหล่านี้กลับกลายมาเป็อาวุธที่น่าเกรงขาม
และยิ่งประกอบกับรูปแบบแฟแลงซ์ที่นำพลหอกมารวมกันไว้และรักษาระยะห่างระหว่างข้าศึก ทำให้จุดอ่อนของหอกแทบจะถูกลบออกไปจนหมดสิ้นซึ่งในญี่ปุ่นก็มีรูปแบบคล้ายๆ กันนี้อยู่ ที่เรียกกันว่า “ยาริบุซุมะ” ซึ่งทำให้ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้ถ้าพวกเขาไม่อยากจะกลายเป็กองศพดังเช่นการต่อสู้ในครั้งนี้
ทั้งหอกซาริสซ่า (หอกยาวของมาซิโดเนีย)ของอเล็กซานเดอร์มหาราช และยาริ (หอกแบบญี่ปุ่น) ของโอดะ โนบุนากะล้วนแล้วแต่เป็เทคนิคที่นำพาชัยชนะ และทำให้ทั้งคู่กลายเป็วีรชนผู้ยิ่งใหญ่ในโลกที่ยูโตะอาศัยอยู่
“อะ...เอ่อ...หมายถึงเป็แค่เื่เล็กๆ น่ะ”
ยูโตะเบนสายตาออกจากเฟลิเซีย พร้อมทั้งกลืนน้ำลายกับคำพูดที่เหลือลงไป
รถม้าศึกกระเทือนทุกครั้งที่ล้อรถเหยียบเศษหินบนพื้นถนนทำให้หน้าอกที่อวบอิ่มของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอยู่เบื้องหน้า
“อ๋ออ...หุหุหุ”
เฟลิเซียฉีกยิ้มเ้าเล่ห์ เธอสังเกตเห็นแล้วว่า ยูโตะกำลังกระสับกระส่ายเื่อะไรอยู่
ยูโตะเริ่มรู้ตัวว่าหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงแล้ว อะไรจะน่าขายหน้าขนาดนี้
แต่ที่นี่มันสนามรบ! ไม่มีเวลาว่างแม้แต่เสี้ยววินาทีให้มาผ่อนคลายอะไรไร้สาระแบบนี้หรอกดังนั้นแล้ว ยูโตะจึงรีบส่ายหัวสลัดเื่รบกวนต่างๆ ทิ้งและหันหน้าสู่สมรภูมิรบอีกครั้ง
“เอาล่ะ เห็นชัดว่าศัตรูขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้วตัดสินกันที่นี่ไปเลย ชูธงของพวกเราขึ้นซะ จากนั้นทหารทุกนาย...โจมตีได้!!”
ยูโตะสะบัดผ้าคลุมก่อนจะผายมือไปข้างหน้า แล้วออกคำสั่งแก่เหล่าทหาร
โอววววว โอวววววว
ทหารรอบข้างเริ่มยกแตรหอยสังข์ขึ้นเป่าโดยพร้อมเพรียงกันตามมาด้วยเสียงโห่ร้องลุกฮือของเหล่าทหารดังก้องกังวานไปทั่ว ราวกับจะฉีกหูของผู้ที่ได้ยินให้ขาดเป็เสี่ยง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ฮึกเหิม ยูโตะขมวดคิ้ว เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นศพที่เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นศพนั่นเป็หนึ่งคนที่เขาเคยรู้จัก ถึงจะเป็คนที่เขาไม่ได้สนิทมาก แต่ก็เคยพูดคุยกันด้วยสองสามครั้ง
การตายของคนคนนี้ คือผลลัพธ์จากการบัญชาการทัพของยูโตะความขมขื่นเริ่มปกคลุมกัดกินหัวใจของเขายูโตะเริ่มรู้สึกว่าแผ่นหลังของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ
“ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ”
เขาพึมพำกับตัวเอง
ผ่านมาสองปีแล้วสินะ ที่หลงเข้ามาอยู่ใน “อิกดราซิล” แห่งนี้
ดินแดนที่ผู้คนกวัดแกว่งดาบและหอกต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดดินแดนที่ต้องนั่งรถม้าศึกผ่านสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืดินแดนที่ผู้เข้มแข็งจะปกครองทุกอย่าง ในขณะที่ผู้อ่อนแอจะถูกเหยียบย่ำกดขี่
ขณะที่อยู่ในดินแดนป่าเถื่อนที่แม้แต่คำพูดก็สื่อสารกันไม่เข้าใจยูโตะก็ได้ผ่านอะไรต่ออะไรมามากมาย ผ่านเื่แปลกประหลาดมาไม่น้อยและไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรืออะไร เขาถึงถูกยกให้เป็ “ผู้นำ” ของตระกูล “หมาป่า”นี้
ใช่แล้ว เขาถูกยกให้เป็ผู้ที่สามารถ กำหนดความเป็ความตายของคนคนหนึ่งได้ในคำสั่งเดียว
“แบกรับปัญหาทั้งหมดไว้คนเดียวนี่เป็นิสัยเสียของท่านพี่จริงๆ เลยนะคะ”
ยูโตะถูกโอบกอดจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว
ความอบอุ่นนี้...เฟลิเซียนั่นเองยูโตะจดจำความรู้สึกที่ทำให้จิตใจโล่งสบายนี้ได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะดูแคลนและเหยียบย่ำผู้อื่นแต่เฟลิเซียเป็ผู้หญิงที่เข้าใจและละเอียดอ่อนในเื่หัวใจของผู้คนมาก และตอนนี้เธอเองก็คงััได้ถึงความรู้สึกแย่ๆ ของยูโตะอยู่เช่นกัน
“~~♪”
บทเพลงศักดิ์สิทธิ์...ศาสตร์ลึกลับที่นำเวทมนตร์ร่ายลงไปในบทเพลงแล้วขับร้องออกมาเพื่อเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้ที่กำลังรับฟัง
“ที่ฉันทำให้ได้มีเพียงแค่นี้แหละค่ะ...”
“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ ขอบใจนะ”
ยูโตะค่อยๆ คลายแขนของเฟลิเซียที่โอบกอดเขาลง ขณะที่พูดขอบคุณจากใจจริงทั้งความอบอุ่น นุ่มนวลและจังหวะการเต้นของหัวใจของเธอที่ยูโตะััได้ผ่านแผ่นหลังรวมกับบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่ไพเราะนั้นช่วยเยียวยาจิตใจ และทำให้เขาสงบลงได้...แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวด้วยในขณะเดียวกัน
โดยเฉพาะ...ตรงส่วนล่างของเขา
“อ๋า ท่านพี่นี่ละก็ ทะ ลึ่ง จัง”
“ระ...เรายังอยู่ในระหว่างการต่อสู้นะอย่าทำเป็เล่นสิ...”
ฉึก!
ทันใดนั้นก็มีลูกธนูลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฉิวเฉียดห่างจากคิ้วของเขาไปเพียงสิบเิเ
“ทำเป็เล่นไม่ได้เลยจริงๆ ด้วยนะคะ”
เฟลิเซียที่รับลูกธนูไว้ได้ทัน ค่อยๆคลายมือออกก่อนที่ลูกธนูจะร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงสู่พื้นรถม้าศึก
ไม่ได้เอาตัวเข้าไปรับเช่นเดียวกับที่ไม่ได้เบี่ยงวิถีของมัน แต่ใช้มือเปล่าๆจับลูกธนูที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงได้ช่างมีสายตาและประสาทการตอบโต้ที่น่ากลัวจริงๆ
ยังไม่ทันจะหายใจได้ทั่วท้องดีนักลูกธนูห่าใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนก็กระหน่ำมาทางยูโตะ
“ตายจริง…”
เฟลิเซียคว้าเชือกซึ่งแขวนอยู่ที่เอวของเธอออกมาแล้วใช้ข้อมือสะบัดไปอย่างรวดเร็วด้วยเชือกที่ถูกสะบัดเป็เกลียวราวกับนักยิมนาสติกสะบัดริบบิ้นลูกธนูที่ถาโถมเข้ามาก็ค่อยๆ ถูกปัดตกไปลูกแล้วลูกเล่า
เชือกที่ใช้สำหรับจับมัดข้าศึก ควรจะหนักกว่าริบบิ้นของนักยิมนาสติกอยู่มากพอควรแต่เฟลิเซียกลับสามารถเหวี่ยงสะบัดมันไปได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่รู้สึกยากลำบากอะไรเลยแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่แขนนั้นดูบอบบางกว่าของยูโตะเสียอีกแต่กลับมีพลังกล้ามเนื้อที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้
“แต๊งกิ้วนะ เฟลิเซียยังเป็การใช้เชือกที่งดงามยอดเยี่ยมเหมือนเดิม อย่างกับราชินีเลยนะ”
“อุฮุ ท่านพี่เป็าานี่คะ? หรือว่านี่จะเป็การขอแต่งงานใช่มั้ยคะเนี่ย?”
เฟลิเซียยักไหล่ขึ้นด้วยท่าทีเย้าแหย่
แม้จะไม่รู้สึกถึงความประหม่าหรือตึงเครียดใดๆในสนามรบจากเธอคนนี้เลยก็ตาม แต่จากการต่อสู้ในตอนนี้ก็บอกได้เลยว่า เธอเป็นักรบคนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นในโลกปัจจุบันอย่างยูโตะนั้นเทียบไม่ได้โดยสิ้นเชิง และไม่ใช่เพียงแค่เชือกอย่างเดียวแต่ทั้งหอกและดาบเธอก็สามารถใช้ได้อย่างอิสระ เก่งกาจ และมีประสิทธิภาพถือเป็นักรบระดับหัวกะทิที่ตระกูล "หมาป่า” ภาคภูมิใจ
ยิ่งกว่านั้นยูโตะก็รู้สึกว่าการพูดเล่นเย้าแหย่ของเธอบางที อาจจะเป็การเอาใจใส่อย่างหนึ่งที่ทำให้เขาไม่รู้สึกประหม่าและเครียดกับการรบมากจนเกินไป