บทที่ 29 ส่งต่อให้เ้า
ตลอดการเดินทาง มีบัณฑิตเจียงหนานเข้าร่วมทั้งสิ้นห้าร้อยกว่าคน มาถึงเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพภายใต้การคุ้มครองของสถานีพักม้าต่าง ๆ โดยมีคนของกรมขุนนางไปต้อนรับและพาพวกเขาไปส่งที่เขตหยางคังฟาง
ตอนนี้สมควรเรียกว่าสำนักปราชญ์หยางคัง ตอนแรกกรมขุนนางไม่มีเงินมากขนาดนั้นจึงคิดจะเช่าชั่วคราว แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้า กรมขุนนางจึงมีงบประมาณเกินพอสำหรับจัดงานชุมนุมปราชญ์
ภายใต้การแนะนำของฝ่าา กรมขุนนางจึงซื้อหยางคังฟางทั้งหมด หยางคังฟางกลายเป็สมบัติของราชสำนัก สร้างกำแพงล้อมรอบและแขวนป้าย ‘สำนักปราชญ์หยางคัง’ ซึ่งฝ่าาทรงตั้งให้ด้วยตนเองไว้เหนือประตูทางเข้า
หลังจากบัณฑิตเจียงหนานเข้าที่พักเรียบร้อย เ้ากรมขุนนางก็พากู้อวี้เข้าวังไปรายงานผล
มาถึงหน้าตำหนักฉินเจิ้งอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของฝูไห่ก็แลดูจริงใจกว่าเดิมไม่น้อย กระซิบบอกนางว่า “บ่าวรู้อยู่แล้วว่ากู้ซื่อจื่อเป็ผู้มีความสามารถอนาคตไกล ต้องประสบความสำเร็จในคราวเดียวเป็แน่”
“ต้องขอบคุณฝูไห่กงกงที่ยอมเสี่ยงถ่ายทอดคำพูดให้ข้า” กู้อวี้กล่าวอย่างเกรงใจ
รออยู่ครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็เรียกนางเข้าไปพบ
เ้ากรมจางกล่าวว่า “ความวุ่นวายของบัณฑิตเจียงหนานสืบสวนมาเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ กู้ซื่อจื่อหน้าอ่อน ่เวลาที่ผ่านมาได้แต่งชุดบัณฑิตไปคลุกคลีกับปัญญาชนจากเจียงหนาน เื่นี้เขาทราบกระจ่างกว่ากระหม่อม ให้กู้ซื่อจื่อเป็คนรายงานต้นสายปลายเหตุของเื่นี้ต่อฝ่าาจะดีกว่า”
ฮ่องเต้พยักหน้า
กู้อวี้ทราบว่าเ้ากรมจางเปิดโอกาสให้นาง ในใจรู้สึกซาบซึ้ง จึงก้าวออกมารายงานว่า
“ซิ่วไฉ*[1] ที่สวมรอยสอบแทนคนอื่นมีนามว่าจูเจี้ยนชุน เพิ่งล่วงวัยสามสิบมาหมาด ๆ หลังเข้าร่วมการสอบรับราชการหลายครั้งแต่ไม่ผ่านจึงเปิดสำนักศึกษาส่วนตัวสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ในชนบท ชี้แนะบัณฑิตที่เตรียมสอบถงซื่อ*[2] และเซียงซื่อ เนื่องจากเขาเก็บค่าเล่าเรียนต่ำมาก ทั้งยังรับสอนเด็กจากครอบครัวยากไร้ จึงได้รับความเคารพในอำเภอทงหนิงเป็อย่างมาก”
“ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มารดาผู้ชราของจูเจี้ยนชุนป่วยหนัก ที่บ้านมีเงินเก็บสะสมน้อยนิด กระทั่งจะซื้อหยูกยามารักษามารดาผู้ชราก็ยังไม่พอ คหบดีหยางจากอำเภอหนานวั่งมาเยือนถึงที่ รับปากว่าถ้าเขาสอบแทนตนเอง ขอเพียงสอบผ่านก็จะตกรางวัลให้เขาหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งยังออกปากว่าจะรับมารดาผู้ชราของจูเจี้ยนชุนกลับเรือนตระกูลหยางและตามหมอมารักษาอาการป่วยให้”
“จูเจี้ยนชุนมีใจกตัญญู ทนเห็นมารดานอนป่วยอยู่ในบ้านที่เหน็บหนาวไม่ได้จึงตกปากรับคำ”
“เมื่อผลสอบชิวเหวย (อีกชื่อของเซียงซื่อ) ประกาศออกมาแล้ว จูเจี้ยนชุนก็ตรงไปรับมารดาผู้ชราที่เรือนตระกูลหยาง คิดไม่ถึงว่าคหบดีหยางจะส่งนักฆ่ามาดักกลางทาง ลากคนเข้าป่าหมายฆ่าคนปิดปาก”
“จูเจี้ยนชุนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เป็ห่วงมารดาที่อยู่ที่เรือนตระกูลหยาง ด้วยไร้หนทางไป จึงเข้ามอบตัวที่ศาลาว่าการท้องถิ่น ยามนี้ถูกควบคุมตัวไว้ในคุกของอำเภอทงหนิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนนักฆ่าที่ตระกูลหยางจ้างวานมากลับไปรับเงินรางวัลโดยโกหกว่าจูเจี้ยนชุนถูกพวกเขาสังหารไปแล้ว คหบดีหยางจึงสั่งการให้คนจับมารดาผู้ชราของจูเจี้ยนชุนถ่วงบ่อน้ำจนถึงแก่ความตาย รอจนคนของศาลาว่าการไปถึง จูเหล่าไท่ไท่ก็กลายเป็ศพที่เย็นชืดไปแล้ว”
“เนื่องจากจูเจี้ยนชุนมีชื่อเสียงดีงามในอำเภอทงหนิง เมื่อเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นจึงทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่บัณฑิต มีคนประณามจูเจี้ยนชุน แต่ที่มากกว่านั้นคือคนที่เรียกร้องความเป็ธรรมแทนจูเจี้ยนชุนร่ำร้องว่าการสอบรับราชการไม่เป็ธรรม”
กู้อวี้รายงานจบ ลอบเหลือบสายตาขึ้นมองก็เห็นว่าสีพระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งขรึม ครู่ต่อมาค่อยได้ยินฮ่องเต้ตรัสว่า “เพราะมีการสอบรับราชการที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ จึงมีราชสำนักที่เต็มไปด้วยขุนนางโกงกิน”
นางคุกเข่าลงกล่าวว่า “ฝ่าา การปฏิรูประบบการสอบเคอจวี่ไม่อาจรอช้าได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้า “ข้อเสนอที่เ้าพูดมาคราวก่อนไม่เลว หลังงานชุมนุมปราชญ์ก็หารือรายละเอียดร่วมกับกรมขุนนางเถอะ ข้า้าแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการสอบรับราชการ”
เ้ากรมจางนึกยินดี เห็นทีกู้อวี้มาทำงานในกรมขุนนางคงเป็เื่แน่นอนแล้ว
“กระหม่อมน้อมรับบัญชา” กู้อวี้ก้มศีรษะขานรับ ก้าวแรกของการเข้าสู่ราชสำนักนับว่าหนักแน่นมั่นคง นางดีใจยิ่งนัก
“พักนี้พี่สาวเ้าสุขภาพไม่ใคร่ดี เ้าเข้าวังมาแล้วก็แวะไปเยี่ยมนางสักหน่อยเถอะ”
ฮ่องเต้ทรงตระหนักดีว่าหลังจากฮองเฮาเสี้ยวิ่ล่วงลับ พระองค์ก็ทรงเฉยเมยต่อวังหลังมาโดยตลอด แต่กุ้ยเฟยมีฐานะสูง เขาย่อมต้องใส่ใจบ้างไม่มากก็น้อย กู้อวี้สร้างความดีความชอบจากเื่บัณฑิตเจียงหนาน เขาจึงยินดีหยิบยื่นน้ำใจนี้ให้อีกฝ่าย
“ขอบพระทัยฝ่าา” กู้อวี้วิตกกังวลขึ้นมา พี่สาวสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด เหตุใดจึงล้มป่วยกะทันหันเช่นนี้
เดินตามนางกำนัลมาจนถึงวังจิ่งซิ่ว กู้อวี้เดินเข้าไปแล้วก็เห็นว่าสีหน้าของพี่สาวซีดเผือด กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นว่านางมา ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย
“อวี้เอ๋อร์ เ้ามาได้อย่างไร”
“ถ้าข้าไม่มาก็คงไม่รู้ว่าพี่สาวป่วยขนาดนี้”
กู้อวี้มีสีหน้าหนักอึ้ง นั่งอยู่บนขอบเตียงของพี่สาว คว้าข้อมือของพี่สาวมาจับชีพจร
นางใช้ชีวิตด้วยการปลอมตัวเป็บุรุษ มีเื่ที่ไม่สะดวกมากมาย จึงเรียนรู้พื้นฐานวิชาแพทย์จากท่านหมอเหลิ่งในจวนมาบ้าง อาจไม่ถึงกับเชี่ยวชาญแตกฉาน แต่ก็พอมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยทั่วไป
“พวกเ้าออกไปให้หมด” กุ้ยเฟยกล่าวกับนางกำนัลในห้อง
“พี่สาวชีพจรลอยและแน่น ชีพจรเต้นสามครั้งต่อการหายใจเข้าออกหนึ่งรอบ มีอาการหยางชี่แกร่ง น่าเสียดายที่ข้าเรียนมาน้อย ไม่รู้ว่าชีพจรลักษณะนี้หมายความว่าอย่างไร หมอหลวงพูดว่าอย่างไรบ้าง” กู้อวี้ถาม
“เ้าพูดมาไม่ผิด ข้าไม่ได้ป่วยเพราะถูกลมเย็น แต่เป็เพราะถูกพิษ” กุ้ยเฟยกล่าว
“ถูกพิษ!” กู้อวี้อุทาน “ใครวางยาพิษพี่สาว ในเมื่อรู้แล้วทำไมถึงไม่บอกฝ่าา”
กุ้ยเฟยยิ้มบาง “พิษนี้เป็ประเภทออกฤทธิ์ช้า โปรยไว้ในดอกไม้ที่เรือนบุปผาส่งมาให้ทุกวัน เมื่อออกฤทธิ์ร่วมกับอาหารฤทธิ์เย็นที่ข้ากินจะทำให้ดูคล้ายต้องลมเย็น แต่ความจริงแล้วถูกพิษ”
กู้ซื่อจื่อหันไปมองก็เห็นดอกตู้เจวียนกำลังบานสะพรั่งอยู่ในกระถางสองใบบนชั้นวาง จึงโพล่งออกมาด้วยความร้อนใจ “ในเมื่อพี่สาวรู้ ทำไมถึงยัง…”
กู้อวี้โพล่งออกมาได้ครึ่งเดียวก็ไม่พูดต่อ เพราะนางเข้าใจแล้ว ฝ่าาทรงนิยมความสงบสุขอันฉาบฉวย ในเมื่อเป็พิษที่ออกฤทธิ์ช้า ่แรกที่ได้รับพิษร่างกายเพียงมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงตอนนี้จะจับตัวผู้ลงมือได้ก็คงลงโทษเล็กน้อยแล้วปล่อยผ่านไป
มีเพียงอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ฮ่องเต้จึงจะทรงให้ความสำคัญ ทำให้คนที่ลงมือวางยาพิษได้รับโทษอย่างที่สมควรได้รับ
กู้อวี้ถามเสียงสั่นเครือ “เป็ใคร?”
“โจวเป่าหลิน” กุ้ยเฟยกระซิบตอบ
ผู้ฟังเงยหน้ากล่าวอย่างชิงชัง “อีกแล้ว”
เห็นทีใจนางคงยังไม่เหี้ยมพอ จึงเหลือพื้นที่ให้โจวเป่าหลินได้ดิ้นรน นางควรเขียนบทงิ้วให้ชั่วร้ายกว่านี้ ทำให้เื่ราวใหญ่โตกว่านี้
ยังคงเป็ประโยคนั้น โจวเป่าหลินไม่ได้มีอำนาจอิทธิพลในวังหลังมากพอจะกระทำเื่พวกนี้ ผู้อยู่เื้ันางจะต้องเป็คนที่มีตำแหน่งสูงส่งคนหนึ่ง
คิดถึงตรงนี้ ขอบตาของกู้อวี้พลันแดงเรื่อ “เป็ฮองเฮา ใช่ไหม?”
เื่ที่นางถูกพิษคราวก่อน แม้พี่สาวจะกล่าวอย่างคลุมเครือ แต่นางก็พอจะเดาได้ว่าฮองเฮาเป็ผู้อยู่เื้ั
นอกจากนี้ ถ้าเป็สนมธรรมดาทั่วไป พี่สาวก็คงไม่จำเป็ต้องใช้แผนสังหารศัตรูได้หนึ่งพัน แต่ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อยเช่นนี้
กุ้ยเฟยหลับตาลงพลางพยักหน้า ยืนยันการคาดเดาของผู้เป็น้อง
“ข้าไม่ดีเอง” กู้อวี้กัดฟันแน่น แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้น้ำตาไหลย้อนกลับไปได้
ถ้าไม่ใช่เพราะนางไร้อำนาจอิทธิพล พี่สาวจะต้องเอาตัวเองเข้าไปเผชิญอันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร น่าขันนักที่เมื่อครู่นี้ตนเองยังรู้สึกปีติยินดีเพียงเพราะคำชมของฝ่าา
“อวี้เอ๋อร์ เ้าพูดเช่นนี้อยากให้ข้าปวดใจตายหรือ” กุ้ยเฟยประคองใบหน้าของน้องสาว ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้นาง
“ตกเป็รองเพียงชั่วคราวเท่านั้น ข้าได้ยินเื่ที่เ้าทำในราชสำนักแล้ว พี่สาวชื่นใจยิ่ง และเชื่อว่าวันหน้าเ้าก็สามารถดูแลจวนเจิ้นกั๋วกงได้ดีเช่นกัน”
กู้อวี้ร่างสั่นเทิ้ม โผเข้าหาอ้อมกอดของพี่สาว กลืนก้อนสะอื้นลงไปแล้วถามว่า “ถึงตอนนี้จะยังทำอะไรนางไม่ได้ แต่พี่สาวก็ไม่อาจไม่สนใจสุขภาพของตัวเองแบบนี้”
กุ้ยเฟยลูบศีรษะของกู้อวี้เบา ๆ พลางกล่าวว่า “วิธีทำร้ายคนในวังหลังยากจะป้องกัน ครั้งนี้ข้ารู้ทัน ใช้แผนซ้อนแผน แม้ไม่อาจโค่นนางลงมาได้ แต่ข้าก็ต้องตัดแขนนางทิ้งไปสักข้าง”
“เ้าวางใจเถอะ พี่สาวรู้หนักรู้เบา พิษนี้ยังไปไม่ถึงปอด วันหน้ายังสามารถบำรุงฟื้นฟูกลับมาได้ อย่าบอกเื่นี้กับท่านแม่ ข้ากลัวว่าท่านแม่จะเป็ห่วง” กุ้ยเฟยกล่าว
กู้อวี้ไม่พูดไม่จา ในใจรู้สึกคับข้อง ด้านหนึ่งโกรธที่พี่สาวทำร้ายร่างกายตัวเอง อีกด้านหนึ่งโกรธที่ตนเองไม่ปกป้องพี่สาวให้ดี
ได้ยินเสียงน้องสาวสะอื้นอยู่ในอ้อมอก กุ้ยเฟยจึงแสร้งทำเป็กล่าวอย่างผ่อนคลาย “คราวก่อนเ้ายังพูดอยู่เลยว่าเ้าโตแล้ว ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ร้องไห้เหมือนเด็กน้อยอย่างนั้นแหละ ไม่อายรึ”
กู้ซื่อจื่อรู้ว่าพี่สาวกำลังปลอบโยน จึงเงยหน้าขึ้น พลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าแล้วกล่าวว่า “ยังต้องเลี้ยงพิษไว้อีกนานเท่าไหร่”
กุ้ยเฟยจับมือน้องสาวไว้ “ตอนแรกตั้งใจว่าจะเลี้ยงไว้อีกสักวันสองวัน แต่ในเมื่อเ้ามาแล้ว พี่สาวก็ส่งต่อให้เ้าอย่างวางใจก็แล้วกัน”
“ได้”
[1] ซิ่วไฉ (秀才) หมายถึง คนที่ผ่านการสอบถงซื่อทั้งสามสนาม
[2] การสอบถงซื่อ (童试) เป็การสอบเพื่อให้มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ มี 3 สนาม ได้แก่ เสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อ และเยวี่ยนซื่อ